เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
อ่าน: 16076 พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองพุทไธมาศ ???
กะออม
พาลี
****
ตอบ: 222


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 09 มิ.ย. 11, 13:18

ในสมัยธนบุรี มีพระยาราชาเศรษฐี สองคนค่ะ
ที่เรียกกันเป็นภาษาปากว่า  ราชาเศรษฐี ญวน  และ ราชาเศรษฐี จีน
คนแรก คือ เจ้าเมืองพุทไธมาศ  คนนี้มีเรื่องราวราวกับนิยาย
ต้องกลับไปรื้อเอกสาร อ่านผ่าน ๆ มานานแล้ว จำได้ว่ามีคดียักยอกเพชร อะไรทำนองนี้

อีกคนหนึ่ง คือ ราชาเศรษฐี จีน ที่รัชกาลที่ ๑ โปรดให้ย้ายไปปลูกสร้างบ้านอยู่ที่สำเพ็ง
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 09 มิ.ย. 11, 15:41

สวัสดีค่ะคุณกะออม

ราชาเศรษฐี ฉบับของดิฉันก็ยาวหยียดเลยค่ะ

จีนเจียม  เป็นเศรษฐีจีนเมืองตราด  มีเรือสำเภาจีน ๖ ลำ
ต่อมายอมอ่อนน้อมกับพระเจ้าตากสิน
ถวายเรือ  ถวายเงิน  ถวายเสบียง  ถวายบุตรหญิงชื่ิอเงิน และบุตรชายชื่อทอง

โปรดฯให้เป็นพระพิพิธโภคากร ปลัดจีนเมืองตราด  พระราชท่านให้ทำภาษีหลายอย่างในเมืองตราดและจันทบุรี

ต่อมาเลื่อนเป็นพระพิพิธโภคากร  ผู้ว่าราชการเมืองตราด(ยังไว้ผมเปีย)

ต่อมาได้เป็นพระยาราชาเศรษฐี   สำเร็จราชการเมืองบันทัยมาศ

สามารถพูดญวนและเขมรได้ด้วย
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 09 มิ.ย. 11, 17:46

ถูกต้องแล้วครับ ในความรับรู้ของฝั่งไทย มีพระยาราชาเศรษฐีสองคนในเวลานั้นจริง

พระยาราชาเศรษฐีคนแรก เราเรียกพระยาราชาเศรษฐีญวน ก็คือสมเด็จพระโสทัต หมักเทียนตื๊อ ผู้ครองเมืองเปียม เมื่อพระเจ้าตากทรงยึดเมืองพุทไธมาศได้ หมักเทียนตื๊อหนีไป พระองค์จึงทรงให้พระยาพิพิธเป็นพระยาราชาเศรษฐีแทน ทางเราเรียกว่าพระยาราชาเศรษฐีจีน

พระยาราชาเศรษฐีจีนครองเมืองอยู่ได้ไม่นานพระยาราชาเศรษฐีญวนก็กลับมายึดเมืองคืนไปได้ พระเจ้าตากทรงเห็นว่าเมืองนี้รักษาได้ยาก จึงให้พระยาราชาเศรษฐีจีนกลับคืนมา แต่ผมไม่เห็นว่าโปรดให้กลับเป็นพระยาพิพิธแต่อย่างใด ดังนั้นในเวลานั้นจึงมีพระยาราชาเศรษฐีสองคน จนกระทั่งปลายรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี หมักเทียนตื๊อหนีภัยพวกไตเซินมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แล้วถูกประหาร (หลักฐานต่างประเทศว่าถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย) ในเวลาต่อมา จึงมีพระยาราชาเศรษฐี 2 คนจริงๆครับ อย่างน้อยก็ในความรับรู้ของฝ่ายไทยนี่แหละ

แต่พระยาราชาเศรษฐีสองคนนี้จะเรียกว่าเป็นขุนนางเขมรขุนนางไทยอย่างไรผมว่ายังสับสนอยู่ครับ ถ้าง่ายขนาดนั้นคงไม่ต้องยกขึ้นมาคุยกันกระมัง โปรดติดตามต่อไป  ยิงฟันยิ้ม

อย่างที่ว่าไปแล้วว่า  ช่วงนั้น เขมรเป็นประเทศราชสยาม
แต่มีอิสระในการปกครองในดินแดนตนเองอย่างรัฐปกติ
การติดต่อระหว่างกับเจ้าเมืองเขมรจึงต้องติดต่อในฐานะ
ผู้ปกครองประเทศราช   จึงต้องใช้ว่า  ศุภอักษร 
เช่นเดียวกับเจ้าเชียงใหม่  เจ้าลำปาง  เจ้าน่าน  เจ้าเวียงจันทน์
เจ้าจำปาศักดิ์   เจ้าหลวงพระบาง  เมื่อสยามจะติดต่อราชการอะไร
จะต้องแต่งศุภอักษรไปถึง  และเขาจะแต่งศุภอักษรส่งมา
ถ้าเป็นหัวเมืองในปกครองสยามเอง  หนังสือที่มีไปมาถึงเจ้าเมือง
เรียกว่าใบบอก   ถ้าเป็นหนังสือที่มีไปมาถึงเจ้าที่เป็นรัฐอิสระเหมือนกัน
เรียกว่า พระราชสาส์น

เรื่องนั้นเข้าใจดีครับ แต่ประเด็นของผมอยู่ที่ว่า คนที่ติดต่อด้วยนั้นไม่ใช่เจ้าเขมรสิครับ แต่เป็น "พระยาราชาเศรษฐี" ซึ่งว่ากันตามทำเนียบขุนนางเขมร เป็นแค่เจ้ากรมลูกค้า ดังนั้นเมื่อหนังสือไปถึงพระยาราชาเศรษฐีเป็น "ศุภอักษร" ก็แสดงว่าพระยาราชาเศรษฐีคนนี้มีฐานะเป็นเจ้าประเทศราชครับ ไม่ใช่ขุนนางเขมร
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 00:08

พื้นที่แถมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เรียกว่าขแมร์กรอมนั้น ญวนก๊กเหงวียน (กว๋างนาม) เริ่มเข้าครอบครองมาตั้งแต่รัชกาลพระไชยเชษฐาที่ ๒ โดยในปี ค.ศ.๑๖๒๐ เหงวียนฟุกเงวียนเจ้ากว๋างนามถวายธิดาเป็นพระมเหสีของพระเจ้าไชยเชษฐาที่ ๒ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. ๑๖๒๓ กษัตริย์เขมรยกเมืองไพรนคร (คือยาดิ่ง ไซ่ง่อน หรือโฮจิมินห์ ซิตี้ในปัจจุบัน) ให้ก๊กเหงวียน (เป็นการตอบแทน)

เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น สงครามกลางเมืองเวียดนามระหว่างก๊กเหงวียนกับก๊กจิ่งก็เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.๑๖๒๗ ทำให้ก๊กเหงวียนระงับการขยายอำนาจลงใต้ไปหลายสิบปีกว่าจะสงบศึกกับฝ่ายก๊กจิ่งทางเหนือได้

เมื่อสงบศึกกันนั้นประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่พวกขุนศึกชาวจีนที่ต่อต้านการยึดครองของราชวงศ์ชิงพ่ายแพ้อย่างเบ็ดเสร็จ ขุขศึกหลายคนนำกองทัพเรือเข้าสวามิภักดิ์กับก๊กเหงวียน กองทัพจีนพวกนี้แหละครับที่เป็นกำลังหลักในการรุกลงใต้ของญวน โดยพวกเหงวียนให้กองทัพจีนลงมาตั้งเมืองบริวารรอบ ๆ ยาดิ่ง ประชากรเป็นจีนปนญวนเสียมาก หากอ่านพงศาวดารช่วงเวลานี้เป็นต้นมา จะเห็นว่าแม่ทัพจีนของพวกญวนมีบทบาทมากในการแทรกแซงการเมืองภายในเขมรครับ

ในขณะที่พวกญวนขยายอำนาจอยู่แถบยาดิ่ง เวลาใกล้เคียงกันนั้นม่อจิ่วมาลงหลักปักฐานที่ห่าเตียน พงศาวดารญวนฉบับหนึ่งบอกว่า ในปี ค.ศ. ๑๖๗๙ (ราว จ.ศ. ๑๐๔๑) ไทยส่งกองทัพเข้าไปยึดครองเขมรและเปียม ม่อจิ่วถูกจับตัวมาไว้ที่สมุทรสาคร และอาศัยช่วงชุลมุนช่วงปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์หนีกลับมาอยู่ที่เปียม เรื่องนี้ไม่มีปรากฏในพงศาวดารไทย (ซึ่งมีรายละเอียดเหตุการณ์ในช่วงระยะเวลานั้นน้อยอยู่แล้ว) แต่ปรากฏร่องรอยในพงศาวดารเขมรว่ามีปัญหาเรื่องการเมืองในเขมร (ซึ่งเป็นเหตุการณ์ซ้ำซากเรื่องเจ้าเขมรฝ่ายอิงญวนกับฝ่ายอิงสยาม) และไทยส่งทหารเข้าไป

หากเรื่องที่กล่าวมานี้เป็นจริง แสดงว่าม่อจิ่วเข้าไปตั้งถิ่นฐานที่เปียมระหว่าง ค.ศ. ๑๖๗๑ - ๑๖๗๙ ครับ

นอกจากเมืองเปียมหรือห่าเตียนแล้ว ม่อจิ่วยังขยายอำนาจออกไปตั้งเมืองอื่นๆอีก ๖ เมือง ได้แก่
- 富国 คือเกาะฟูก๊วก ในเวียดนาม
- 陇棋 คือเมือง Kep ในเขมร
- 芹渤 คือเมือง Kampot ในเขมร
- 云壤港 คือ Phsar Ream ในเขมร
- 沥架 คือเมือง Rạch Giá ในเวียดนาม
- 哥毛 คือเมือง Ca Mau ในเวียดนาม (เขมาในชื่อเขมร)

ดูในภาพจะเห็นได้ว่าปริมณฑลอำนาจของม่อจิ่วนั้นครอบคลุมขแมร์โกรมในฝั่งอ่าวไทยไว้ได้ทั้งหมด พื้นที่นี้แหละครับ ที่เรียกว่าเป็นราชอาณาจักรเปียม


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 14:07

จะด้วยเพราะเหตุการณ์นี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ ม่อจิ่วเริ่มมองเห็นว่าเขมรนั้นอ่อนแอเกินกว่าที่จะคุ้มหัวได้อีกต่อไป ผนวกกับการมีพันธมิตรขุนศึกจีนที่มาสวามิภักดิ์ญวนมาตั้งเมืองอยู่ไม่ไกลกันนัก ม่อจิ่วจึงหันไปสวามิภักดิ์เจ้าก๊กเหงวียนแห่งกว๋างนาม ถึงกับเดินทางไปเข้าเฝ้าเหงวียนฟุกจูเจ้ากว๋างนามในปี ค.ศ. ๑๗๐๘

ม่อจิ่วมีบุตรชายหญิงอย่างละคนโดยเกิดจากภรรยาชาวญวน บุตรหญิงแต่งงานดองกับขุนศึกจีนผู้หนึ่ง บุตรชายซึ่งเกิดในปี ค.ศ. ๑๗๐๐ คือหมักเทียนตื๊อ ซึ่งขึ้นเป็นเจ้าครองเปียมในปี ค.ศ. ๑๗๓๖ หลังจากมรณกรรมของม่อจิ่วครับ หมักเทียนตื๊อผู้นี้แหละครับที่เป็นพระยาราชาเศรษฐีในประวัติศาสตร์ไทย

wiki เวียดนามให้ข้อมูลปีเกิดของหมักเทียนตื๊อต่างไปจากแหล่งข้อมูลอื่น โดยระบุว่าเกิดในปี ๑๗๑๘ ซึ่งถ้าเป็นจริงหมักเทียนตื๊อก็จะขึ้นครองเมืองเปียมตั้งแต่อายุ ๑๘ ปี และก็จะเกิดเมื่อบิดาวัยปาเข้าไป ๖๓ ปีแล้ว ซึ่งถ้าหมักเทียนตื๊อเกิดปี ๑๗๐๐ ก็จะขึ้นครองเปียมด้วยวัย ๓๖ ปี กำลังห้าว และเกิดเมื่อบิดาอายุ ๔๕

ผมคิดว่าข้อมูลเรื่องหมักเทียนตื๊อเกิดปี ๑๗๐๐ นั้นน่าเชื่อถือกว่า เพราะเมื่อสมเด็จพระอุไทยราชาหนีไปขอความช่วยเหลือ และยกหมักเทียนตื๊อเป็นบิดาเลี้ยงนั้นเป็นปี ค.ศ.๑๗๕๖ ถ้าหมักเทียนตื๊อเกิด ๑๗๑๘ ก็จะอายุแค่ ๓๘ ครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 14:43

ปีที่หมักเทียนตื๊อขึ้นครองเมืองเปียม ค.ศ. ๑๗๓๖ ตรงกับช่วงต้นแผ่นดินสมเด็จพระบรมโกศ น่าสังเกตว่าคนที่ทางไทยเราเรียกว่าพระยาราชาเศรษฐีญวนคนนี้ มีบิดาเป็นจีน มารดานั้นยังน่าสงสัยว่าเป็นญวนแท้, ลูกครึ่งจีนญวน หรือเผลอๆอาจจะเป็นลูกจีนในญวนด้วยซ้ำ อย่างน้อยที่สุดหมักเทียนตื๊อก็เป็นจีนเข้าไปไม่น้อยกว่าครึ่งตัวแล้ว

นอกเหนือจากนั้น หมักเทียนตื๊อยังได้รับการศึกษาอย่างจีน จนได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง มีรสนิยมชมชอบกวีกานท์ ถึงกับเชื้อเชิญเหล่าบัณฑิตชาวกวางตุ้งให้มาเยือนห่าเตียนเพื่อแต่งบทกวีชมความสวยงามของเมืองห่าเตียน เรื่งนี้ผมเห็นว่าหมักเทียนตื๊อมีความเป็นพ่อค้าไม่น้อยไปกว่ากวีแน่ๆ เพราะบัณฑิตกวางตุ้งพวกนี้เมื่อกลับบ้านไปก็เอาผลงานไปเผยแพร่ จุดกระแสความนิยมแต่งบทกวีชมทัศนียภาพห่าเตียน ว่ากันว่าบทกวีไม่น้อยที่แต่งในเวลานั้นแต่งโดยบัณฑิตที่ไม่เคยมาเห็นด้วยตาตนเองด้วยซ้ำไปครับ ส่วนตัวหมักเทียนตื๊อเอง ถึงกับออกหนังสือรวมบทกวีของตนในชื่อ Minh Bac Di Du ในปี ๑๗๓๗ แต่บางกระแสก็ว่าหมักเทียนตื๊อเป็นแค่บรรณาธิการ เป็นคนคัดเลือกบทกวีเอามาขัดเกลารวมเล่มเท่านั้น จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่ที่พูดได้เต็มปากคือหมักเทียนตื๊อเป็นผู้สนใจการกวีไม่มากก็น้อยล่ะครับ

เราไม่รู้ว่าหมักเทียนตื๊อเอาชื่อสมเด็จพระโสทัตมาจากไหน แต่ชื่อแบบนี้ น่าจะได้รับพระราชทานมาจากกษัตริย์เขมร อย่างช้าที่สุดก็เมื่อคราวส่งพระราชสาส์นไปถึงโชกุนโตคุกาวาในปี ๑๗๔๒ เมื่อพิจารณาว่าสมเด็จพระศรีธรรมราชาที่ ๒ ซึ่งครองราชย์ครั้งที่ ๓ ระหว่าง ค.ศ. ๑๗๓๗ - ๑๗๔๗ เป็นฝ่านอิงไทยแล้ว เห็นได้ว่าชื่อนี้น่าจะได้รับพระราชทานมาจากสมเด็จนักพระสัตถาซึ่งเป็นฝ่ายอิงญวน ซึ่งถ้าไม่ได้รับพระราชทานชื่อนี้มาระหว่าง ค.ศ.๑๗๓๖-๑๗๓๗ แล้ว ก็เป็นไปได้ว่าชื่อนี้ได้มาตั้งแต่คราวม่อจิ่วเป็นเจ้าครองเมืองเปียมแล้วครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 15:00

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่าสถานะของเปียมในวันที่หมักเทียนตื๊อขึ้นเป็นเจ้าเมืองในปี ค.ศ.๑๗๓๖ (หรืออย่างน้อยก็ ๑๗๓๗ เมื่อเจ้าเขมรอิงไทยได้ครองอำนาจในเขมร) เจ้าครองเมืองเปียมใช้นามว่าสมเด็จพระโสทัต ชื่อพระยาราชาเศรษฐีนั้นไม่ใช่ชื่อที่ตั้งเองแน่ๆ ผมเชื่อว่าเป็นชื่อของม่อจิ่วที่ได้รับพระราชทานมาจากกษัตริย์เขมรเมื่อครั้งยังเป็นเจ้ากรมลูกค้าอยู่ ซึ่งเมื่อตั้งเมืองเปียม สร้างฐานอำนาจเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงได้ชื่อสมเด็จพระโสทัตมา ซึ่งอาจเป็นตำแหน่งที่นักพระสัตถาพระราชทานให้หมักเทียนตื๊อในคราวขึ้นเป็นเจ้าเมืองเปียมก็เป็นได้ เพราะฝ่ายเจ้าเหงวียนกว๋างนามเองก็พระราชทานบรรดาศักดิ์ขุนนางระดับสูงให้หมักเทียนตื๊อในคราวเดียวกันนั้น

เมื่อสมเด็จพระศรีธรรมราชาที่ ๒ ชิงอำนาจจากสมเด็จพระสัตถาได้ สมเด็จพระสัตถาลี้ภัยไปเมืองญวน เหตุการณ์ที่สมเด็จพระโสทัตส่งพระราชสาส์นไปถึงโชกุนโตคุกาวาอ้างตนเป็นเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีก็เกิดขึ้นในรัชกาบสมเด็จพระศรีธรรมราชาที่ ๒ นี่เอง แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับอำนาจของสมเด็จพระศรีธรรมราชาที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าเขมรอิงไทยครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 15:09

แล้วที่ฝ่ายไทยว่าพระยาราชาเศรษฐีเป็นเจ้าเมืองพุทไธมาศนั้นมาจากไหน?

ปัจจุบันชื่อบันทายมาศนั้นยังอยู่ ดูจากแผนที่ข้างล่างนี้คือส่วนที่ล้อมรอบด้วยเส้นสีแดง

แนวด้านใต้ของเส้นสีแดงนั้นเป็นแนวแม่น้ำซึ่งไหลมาจากแม่น้ำโขงไปออกทะเลที่ห่าเตียน เป็นพรมแดนระหว่างประเทศเวียดนามกับประเทศไทยในปัจจุบัน ผมเข้าใจว่าเมืองพุทไธมาศน่าจะเป็นเมืองริมแม่น้ำ อยู่ลึกจากปากอ่าวเข้าไป ไม่ใช่ตรงที่ตั้งเมืองห่าเตียนของม่อจิ่ว หลายครั้งที่พงศาวดารไทยเรียกห่าเตียนว่าเป็นเมืองปากน้ำพุทไธมาศ ชี้ให้เห็นว่าเมืองเก่าที่คนไทยรู้จักมาก่อนคือเมืองพุทไธมาศ ซึ่งเมื่อม่อจิ่วตั้งเมืองห่าเตียนที่เปียม พุทไธมาศจึงลดความสำคัญลง และอาจเป็นพื้นที่ในอาณัติของเปียมด้วยซ้ำไป ไทยเราจึงเรียกเปียมในฐานะเมืองท่าที่มาทดแทนพุทไธมาศด้วยชื่อเดิมคือพุทไธมาศ ในขณะที่พงศาวดารเขมรซึ่งรู้จักพื้นที่ดีกว่ายังแยกสองเมืองนี้ออกจากกันครับ

เราจึงได้มีพระยาราชาเศรษฐีที่ไม่ได้เป็นพระยาราชาเศรษฐี ครองเมืองพุทไธมาศซึ่งก็ไม่ใช่พุทไธมาศเช่นเดียวกัน


บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 16:09

รบกวนคุณม้า ดูแผนที่ สยาม - อันนัม ให้ทีครับ เมืองฮาเตียน ใช้ชื่อว่าอะไร  ฮืม


บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 16:19

Kankhao ครับ ผมทราบว่าฝรั่งบางชาติเรียกเมืองนี้ว่า Cancao แต่เพิ่งเคยเห็นที่เขียนว่า Kankhao ก็รูปนี้แหละครับ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 16:28

ขอบคุณครับคุณม้า .. เข้าไปหยิบแผนที่สยาม สมัยช่วงอยุธยา เห็นที่ตั้งเมือง Carol ควรจะเป็นเมืองฮาเตียนหรือไม่ครับ ถ้าใช่เมืองนี้ก็คงสำคัญมากว่า 600 ปีได้ เพราะปรากฎในแผนที่โบราณเกือบทุกฉบับ


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 16:30

แผนที่ฝรั่งรุ่นแรก น่าจะช่วงก่อนพระไชยราชาธิราช อยุธยา


บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 16:37

ขอย้อนกลับไปที่ม่อจิ่วสักเล็กน้อยนะครับ

พงศาวดารไทยไม่เคยเอ่ยถึงม่อจิ่วโดยตรง แต่มีตอนหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกันดังนี้

พงศาวดารอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ
ณปีมะเส็งศักราช ๑๐๗๓ (พ.ศ. ๒๒๕๔ ) นั้น นักเสด็จกรุงกัมพูชาธิบดีนามชื่อพระธรรมราชาวังกะดาน กับนักพระแก้วฟ้าสะจอกเป็นอริกัน นักพระแก้วฟ้าไปคบหาญวนมาเป็นกำลัง นักเสด็จกับนักพระองค์ทองแตกหนี พาครอบครัวอพยพเข้ามาพึ่งพระราชสมภารทรงพระกรุณาโปรดให้ไปปลูกตำหนักแลเรือนให้อยู่ณวัดค้างคาว และทรงพระกรุณาสั่งให้เจ้าพระยาจักรีบ้านโรงฆ้องเป็นแม่ทัพ  ยกเกณฑ์ไพร่หลวง ๑๐,๐๐๐ ยกไปกระทำกรุงกัมพูชาธิบดี ให้          พระยาโกษาขึ้นเป็นแม่ทัพเรือ เกณฑ์ไพร่หลวง ๑๐,๐๐๐ ยกไปทางชเล ถึงปากน้ำพุทไธมาศ

ฝ่ายข้างญวนก็ยกทัพเรือมาปะทะกันที่ปากน้ำพุทไธมาศ ทัพญวนตีทัพพระยาโกษาจีนแตกพ่ายมา ฝ่ายทัพบกเจ้าพระยาจักรีบ้านโรงห้องยกไป ทัพหน้าได้ตีกับเขมร ๆ แตก เจ้าพระยาจักรีจึ่งแต่งคนเข้าไปว่ากล่าวกับนักพระแก้วฟ้า ๆ  ออกยอมถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง เจ้าพระยาจักรีก็เลิกทัพกลับกรุง ฯ แลพระยาโกษาจีนซึ่งแตกญวนมานั้น ทรงพระกรุณาสั่งให้ใช้ปืนลูกกระสุนดินประสิว


ระยะเวลานั้น เป็นที่แน่นอนว่าทัพญวนที่มาปะทะที่ปากน้ำพุทไธมาศ ต้องเป็นทัพของม่อจิ่วแน่นอน ส่วนพระยาโกษาจีน คนนี้คนเดียวกับเรื่องอ๋องเฮงฉ่วนครับ

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องญวนยกมาช่วยเขมร(อิงญวน) อย่างที่ผมเคยเข้าใจก่อนจะมาค้นเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะม่อจิ่วเจ้าเมืองเปียมปากน้ำพุทไธมาศเป็น(นอมินี)ญวนในความรับรู้ของคนไทยสมัยนั้นอยู่แล้วครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 16:55

ไม่แน่ใจว่าตำแหน่งในแผนที่คือตรงไหนแน่นะครับ เต็มไปด้วยชื่อที่ไม่คุ้นตา Terrana?

เป็นไปได้ว่าอาจเป็น Ca Mau เมืองเขมาเดิมในชื่อเขมรครับ

บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7156


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 10 มิ.ย. 11, 19:53

เมืองฮาเตียนในปัจจุบันนี้ เจริญมากครับ เป็นเมืองใหญ่


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.13 วินาที กับ 19 คำสั่ง