เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 30 31 [32] 33 34 35
  พิมพ์  
อ่าน: 168109 คำไทยที่หายไป
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 465  เมื่อ 18 ก.ค. 11, 08:31

^
คำว่าสายบัว น่าจะมาจาก สายบัวที่นำมาประกอบอาหาร
ในสมัยก่อนชาวบ้านหาอาหารจากธรรมชาติ การค้าขายแลกเปลี่ยนมีน้อย
บางวันได้สายบัวมา ตั้งใจว่าจะทำต้มหรือแกง ก็จัดแจงเตรียมสายบัว
โดยการเด็ดลอกใย ตกแต่งให้พร้อมที่จะปรุงเป็นอาหาร
แต่บังเอิญโชคไม่ดี หากุ้ง ปลา ที่จะมาประกอบต้มแกงไม่ได้
สายบัวที่เตรียมไว้ ก็เลยต้องลดอันดับจากที่หวังว่าจะได้เป็นเอกในหม้อแกง
ก็ต้องมาเป็นเครื่องจิ้มน้ำพริก รวมกับผักอื่นๆ แทน

...สายบัวก็เลยแต่งตัวเก้อ...ด้วยประการละฉะนี้..... ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 466  เมื่อ 18 ก.ค. 11, 11:46

‘โอ้เอ้วิหารราย’ (หรือ ‘โอ้เอ้พิหารราย’)  เป็นสำนวนหมายถึง ยืดยาด อ้อยอิ่ง ล่าช้า

เรื่องนี้พบใน ‘สาส์นสมเด็จ’ ฉบับลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๔ ท่านว่า เค้ามูลการสวดโอ้เอ้วิหารรายนั้น มาจากเมืองนครศรีธรรมราช

การที่มีเด็กสวดตามศาลารายในวัดพระแก้วนั้น เพิ่งมีขึ้นในรัชกาลที่ ๓ ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นเป็นปฐมที่โรงทานข้างประตูต้นสน ครั้นถึงเทศกาลที่ขุนทินขุนทานสวดมหาชาติคำหลวงในโบสถ์วัดพระแก้ว จึงโปรดฯให้จัดเด็กนักเรียนที่โรงทานมาสวด ‘โอ้เอ้วิหารราย’ อย่างโบราณที่ศาลาราย เลยเป็นธรรมเนียมมาจนในรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ จนกระทั่งเลิกโรงเรียนที่โรงทาน มีโรงเรียนชั้นประถมของหลวง จึงจัดเด็กตามชั้นประถมที่ต่างๆ มาสวดโอ้เอ้วิหารรายแทนเด็กโรงทานโรงเรียนละศาลา

เมื่อเปลี่ยนเป็นสวดตามศาลา มิได้สวดตามวิหารรายอย่างเดิม บางทีอาจมีผู้เรียกเพี้ยนไปเป็นอย่างอื่น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงมีพระบรมราชาธิบายประกาศว่า

“สวดหนังสือสวดอย่างเช่นเด็ก ๆ สวดนั้น เรียกชื่อว่าสวดโอ้เอ้พิหารราย จะสวดที่พิหารรายก็ดี สวดที่พระระเบียงก็ดี สวดที่พิหารใหญ่ ที่ศาลา กุฎี ที่ใด ๆ ก็ดี ก็คงเรียกชื่อยืนอยู่อย่างเดียวว่า โอ้เอ้พิหารราย ไม่ยักย้ายไปตามที่สวดเลย”

ต่อมานำคำว่า ‘โอ้เอ้วิหารราย’ มาเป็นสำนวนหมายถึงช้าอ้อยอิ่ง เพราะการสวดแบบนี้สวดช้า ๆ มีเอื้อนมีสร้อยประกอบยืดยาว ยิ่งเด็ก ๆ สวดก็ยิ่งลากเสียงยานยาว


 ยิงฟันยิ้ม



ขออนุญาตเพิ่มเติมจาก อ. เพ็ญชมพูครับ


          การสวดมหาชาติสมัยโบราณ  สวดเป็นภาษาบาลีล้วนๆ เรียกว่าสวด “คาถาพัน” เพราะมีประมาณ ๑๐๐๐ คาถา   ถึอกันว่าถ้าได้ฟังครบ ๑๓ กัณฑ์  จะบังเกิดบุญกุศล
ยิ่งนัก   ต่อมาเกิดความคิดขึ้นว่า  การฟังสวดภาษาบาลีไม่ซาบซึ้งในอรรถรสพียงพอ   จึงมีผู้แปลมหาชาติเป็นภาษาไทย  ฉบับที่ปรากฏหลักฐานเรื่องแรกคือ “มหาชาติคำหลวง”     
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๕  ใช้สำหรับสวดเป็นทำนองต่างๆ  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สวดโอ้เอ้พิหารราย”  รัชกาลที่ ๕ ทรง
สันนิษฐานว่าใช้ข้าราชการสวด  และฝึกคนสวดไว้มาก  ผู้ใดสวดได้ดีก็ได้สวดถวายทรงฟังในวิหารใหญ่ในวัดพระศรีสรรเพชญ  บุคคลนอกจากนั้นไปสวดตามวิหารรายรอบ   
เนื่องจากพวกนี้สวดดีบ้างไม่ดีบ้างจึงเรียกว่า “โอ้เอ้พิหารราย”    การสวดมหาชาติเป็นทำนองหรือสวดโอ้เอ้พิหารรายยังทำกันต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์    ในรัชกาลที่ ๔  มี
เปลี่ยนไปแต่เพียงสวดในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามแห่งเดียวตามศาลารายจัดนักเรียนไปสวดแทน
          ต่อมาพระเจ้าทรงธรรมได้ราชสมบัติ   ทรงพระราชนิพนธ์ “กาพย์มหาชาติ” เมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๐ ใช้สำนวนโวหารราบเรียบเข้าใจได้ง่าย    ภิกษุจึงนำไปเทศน์   แต่ยัง
เทศน์เป็นทำนองต่างๆ อนุโลมตามแบบสวดมหาชาติคำหลวง...................เสนีย์ วิลาวรรณ อ.บ.,ป.ม.,ศ.บ. จากหนังสือ "ประวัติวรรณคดีและการประพันธ์"
บันทึกการเข้า
konkao
ชมพูพาน
***
ตอบ: 125


ความคิดเห็นที่ 467  เมื่อ 18 ก.ค. 11, 23:15

สวัสดีครับ  สมัยจอมพล ป.  ตัวหนังสืออ่านแปลกๆ ผมถ่ายรูปมาให้อ่านกันครับ




บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 468  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 08:13

นึกได้อีกคำ เลยเข้ามาลงไว้ก่อนจะลืม

เอะอะมะเทิ่ง

ในข้อเขียนยุคนี้คงไม่มีคำนี้อีกแล้ว
บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 469  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 10:17

ได้มาจาก "พระสุธนคำฉันท์" กลัวลืม เลยนำมาลงเสียก่อน

"กล้องแกล้ง"   รอยอินท่านอธิบายว่า

กล้องแกล้ง   [กฺล้องแกฺล้ง] ว. มีรูปร่างเอวเล็กเอวบาง, อ้อนแอ้น; มีท่าทาง
เป็นเชิงเจ้าชู้.
บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 470  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 14:38

หวนนึกถึงคำไทยอีกคำหนึ่งคือคำว่า  "โอ้โลมปฏิโลม"  จึงเข้าไปค้นหาใน รอยอิน   แต่ไม่พบคำว่า "โอ้โลม"   พบแต่คำว่า  "ปฏิโลม"
ซึ่งรอยอินให้ความหมายว่า

ปฏิโลม   ว. ทวนกลับ. (ป. ปฏิโลม ว่า ทวนขน คู่กับ อนุโลม ว่า ตามขน).

สมัยก่อนเคยได้ยินคำตัดพ้อทำนองว่า   "เมื่อด่าฉันไปแล้วจะมา โอ้โลมปฏิโลม อยู่อีกทำไม" ของสามี-ภรรยา อยู่บ่อยๆ คงจะคล้ายกับว่า
เมื่อ ตบหัว แล้วมาจะมา ลูบหลัง อีกทำไม    แต่ทำไมคำว่า "โอ้โลม" จึงไม่มีบรรจุไว้ในพจนานุกรมฉบับใหม่ซึ่งใช้หนุนหัวนอนได้สบายอยู่เลย

ระยะหลังผมไม่ค่อยอยากกรายเข้ามาที่กระทู้นี้  เพราะถูกพรรคพวกบางคนที่ร่ำเรียนจบจากยอดตาลกล่าวหาว่านำเอาคำที่ไม่มีในพจนานุกรมมาใส่ไว้  แล้ว โมเม
เอาว่า  มีใช้อยู่จริง  อย่างเช่นคำว่า "รอยโครอยเกวียน" เป็นต้น   การที่พจนานุกรมไม่บรรจุคำนี้เอาไว้กลายเป็นว่าผม ยกเมฆ เอาคำนี้ขึ้นมาอ้างเองเสียแล้ว
ผมจึงขออนุญาตนำ link หนึ่งมาลงไว้ที่นี่ฝากผ่านไปถึง "นักรบยอดตาล" ผู้นี้  ว่าลงมาเล่นกันในกระทู้ดีกว่ามัวใช้ปากอย่างเดียวอยู่เลย





บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 471  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 14:52

นึกเรื่องเก่าแก่ได้เรื่องหนึ่ง คำนี้คงไม่ได้ยินอีกแล้ว "น้ำเต้าล่อล่อ"

เสมือนว่าคำนี้คล้ายกับ "เอากุ้งฝอยตกปลากะพง" คือ การที่ยื่นผลตอบแทนเล็กน้อยมาเสนอ เพื่อผลประโยชน์ที่จะตามมาอีกมาก แต่ "น้ำเต้าล่อล่อ" ใช้ไนเชิงเตือนให้ระวังในเรื่องการถูกโกงเป็นหลัก

บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 472  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 15:16

เฮ้อ! อ่านแต่ละคำของขุนสยามที่นำเสนอที่ไรต้องเอามือเกาคางกุมขมับเสียทุกที  นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นหรือได้ยินมาก่อนหรือเปล่า?

ถ้าเป็น น้ำเต้า ปู ปลา เอามาฝัดเล่น ยังพอจะนึกออกได้บ้าง   ขยายให้อีกหน่อยสิครับ (อยากรู้จัง)
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 473  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 15:30

เฮ้อ! อ่านแต่ละคำของขุนสยามที่นำเสนอที่ไรต้องเอามือเกาคางกุมขมับเสียทุกที  นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นหรือได้ยินมาก่อนหรือเปล่า?

ถ้าเป็น น้ำเต้า ปู ปลา เอามาฝัดเล่น ยังพอจะนึกออกได้บ้าง   ขยายให้อีกหน่อยสิครับ (อยากรู้จัง)

ให้ยกสองมือกุมเลยครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

"น้ำเต้าล่อล่อ" เหมือนเวลาเล่นการพนัน เมื่อผู้เล่น ๆ เป็นครั้งแรกจะได้เงินมามาก ต่อเมื่อเล่นต่อไปเรื่อย ๆ ก็หมดตัว ซึ่งการได้ครั้งแรก ๆ จึงเสมือนเอาน้ำเต้าล่อล่อ


ก็คือ เอาผลประโยชน์ "วางเบ็ด" ให้เหยี่อติดใจ เพื่อจะได้ผลประโยชน์อย่างอื่นในเวลาต่อมา
บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 474  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 15:42

ฮี่ธ่อ! หยั่งงี้เขาเรียกว่า "ตุ๋น" กัน  หลอกให้อยากรู้แทบตาย   ที่แท้ก็มาจากการพนัน น้ำเต้า ปู ปลา นั่นแหละ  ใช่ไหมล่ะ?
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 475  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 15:55

คำว่า เรือนเครื่องผูก และคำว่า เรือนเครื่องสับ ค่ะ... ยิงฟันยิ้ม
แทบไม่รู้ความหมายแล้วค่ะ....
บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 476  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 16:00

อ้อ! ก่อนผมจะลืม  ขอเรียนถามขุนสยามว่า ทำนองเพลงไทยเดิม "กล่อมพญา" นี่มีทำนองเป็นอย่างไร

ผมลองค้นดูใน Youtube ก็ไม่มี  ลองค้นหาใน รอยอิน ก็ไม่มีเช่นกัน  แลัวคำนี้ "จับพลัดจับผลู" เข้ามา

เป็นคำไทยโดยหลงหูหลงตาของเหล่าราชบัณฑิตไปได้อย่างไรกัน?  หรือปัจจุบันไม่มีทำนองเพลงนี้อยู่อีกแล้ว?
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 477  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 16:01

บ้านเรือนปัจจุบันเป็นบ้านสำเร็จรูป ก่ออิฐถือปูนซะป็นส่วนใหญ่
ทำให้คำเรียกส่วนต่างๆ ของบ้าน ตามแบบโบราณเลือนหายไป... ยิงฟันยิ้ม

คนรุ่นใหม่ใครยังรู้จัก...บ้างหนอ...
รู้จักแบบไม่ต้องถามอากู๋หรือท่านรอยอินน่ะนะ...

- ฝาประกน
- ฝาสายบัว
- ฝาสำหรวด
- ฝาขัดแตะ
- ฝาไหล
- ฝาเกล็ด
- ฝาหุ้มกลอง
- ฝาหน้าถัง
- ฝาหับเผย
- ฝาหอยโข่ง
ฯลฯ
บันทึกการเข้า
willyquiz
องคต
*****
ตอบ: 501


ความคิดเห็นที่ 478  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 16:18

อย่าว่าแต่คนสมัยใหม่เลยครับคุณ D.D.  คนสมัยเก่าก็ยังแยกไม่ถูกเลยครับ   เอาแค่ให้ชี้บอกว่า

ส่วนไหนของบ้านเรียกว่า  "จันทัน"  "ขื่อ"  "ตง"  "แป"  ฯลฯ  ยังเรียกไม่ถูกกันอีกเยอะแยะเลยครับ
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 479  เมื่อ 20 ก.ค. 11, 16:20

ใครเคยใช้คำว่า เฝือก บ้างคะ...นั่นแน่ยกมือกันเป็นแถวเลย.. ยิงฟันยิ้ม
ส่วนใหญ่จะใช้คำว่า เฝือก ในความหมายว่า อุปกรณ์ที่ใช้ในการแพทย์ เพื่อดามกระดูกและข้อ ซึ่งมีหลายประเภทตามวัสดุที่ใช้เช่น เฝือกปูน เฝือกไม้ ฯลฯ

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เฝือก ยังใช้ในความหมายอื่นได้อีก...
เฝือก นอกจากความหมายข้างบนแล้ว ยังหมายถึง เครื่องมือจับสัตว์น้ำ ใช้กั้นน้ำดักปลา ทำด้วยไม้ไผ่ผ่าและเหลาเป็นซีก ขนาดใหญ่เท่ากับก้านตับจากมุงหลังคา หรือใหญ่กว่าเล็กน้อย แล้วถักด้วยหวายให้เป็นแผง ตามปรกติแผงหนึ่งยาวประมาณ ๘ - ๑๐ เมตร ขนาดสูงของเฝือกนั้นสุดแท้แต่จะใช้ในน้ำลึกเท่าใด และยังมีชื่อต่างๆ กันไปอีกหลายชนิด ได้แก่
- เฝือกกางกั้น
- เฝือกโขด
- เฝือกรัง
- เฝือกล้อม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 30 31 [32] 33 34 35
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.056 วินาที กับ 19 คำสั่ง