เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
อ่าน: 40571 ความเป็นนักประพันธ์ของพลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 08 ก.ค. 11, 17:16

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มีพรสวรรค์ในการหยิบเล็กผสมน้อยกับสิ่งรอบตัว มาเขียนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด     ไม่ใช่การเขียนเรื่อยเปื่อย แต่ข้อเขียนทุกชิ้นมีสาระ และคุณค่าประเทืองทั้งปัญญาและอารมณ์ให้คนอ่าน
ความเป็นนักประพันธ์อยู่ที่ว่า ท่านใช้ภาษาได้ทุกลีลา  เขียนเฮฮาในเรื่องที่ควรจะเครียดก็ได้ เพื่อบรรเทารสชาติที่ขมเกินไปให้จางลง    เขียนให้เศร้าก็ได้  เขียนเหน็บแนมแกมประชดโดยไม่ต้องโจมตี แต่ได้แผลไม่เบาก็ได้  เขียนคัดค้านลบล้างความงมงายโดยไม่เป็นการก้าวร้าวล่วงละเมิดก็ทำได้เช่นกัน

พวกเราหลายคนคงรู้ว่าหัวข้อที่วิพากษ์วิจารณ์กันยากที่สุดมี 2 เรื่อง คือเรื่องการเมืองกับศาสนา   เรื่องการเมืองนั้นในสมัยม.ร.วคึกฤทธิ์เป็นนักหนังสือพิมพ์หนุ่มไฟแรง อยู่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจอมพลป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี   ใครๆก็รู้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นเรื่องทำได้ยาก  แม้ว่าท่านนายกฯใจดีเปิดโอกาสให้มีไฮปาร์คที่สนามหลวง  แต่นักไฮปาร์คปากกล้าคารมคมก็เคราะห์ร้ายถูกตำรวจจับตา หรืออุ้มลงจากเวทีกันไปแล้วหลายคน
แต่ม.ร.ว. คึกฤทธิ์อยู่รอดปลอดภัย เมื่อเขียนหนังสือชื่อ โจโฉ นายกตลอดกาล     จะจับให้มั่นคั้นให้ตายว่าท่านว่าใครก็ไม่ได้ เพราะท่านพูดถึงโจโฉ  ไม่ได้พูดถึงนายกฯประเทศอื่น     อ่านก็สนุก และได้รสชาติเจ็บๆคันๆแถมกลับไปด้วย

ส่วนเรื่องที่สองคือศาสนา  ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันมานักต่อนัก โดยเฉพาะในหมู่ผู้นับถือศาสนาพุทธด้วยกัน   วาทะที่ยกมาอ้างกันบ่อยที่สุดคือ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"   แทนที่จะเป็นการเสนอหรือค้านกันด้วยปัญญา
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เขียนบทความเกี่ยวกับศาสนาไว้มาก รวมเป็นเล่มได้หลายเล่ม   ในที่นี้จะยกมาแค่เรื่องสั้นๆที่ทำให้เห็นฝีมือการประพันธ์ของท่าน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 08 ก.ค. 11, 17:28

ในพ.ศ. 2508  มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาบุคคลสำคัญทางศาสนาหลายท่าน  สามคนในจำนวนนี้คืออธิบดีกรมการศาสนา  นายกพุทธสมาคม และอธิบดีศาล  ซึ่งเป็นประจักษ์พยาน เห็นกับตาว่ามีภิกษุชรารูปหนึ่งรับการตักบาตรจากเทวดาได้
เหตุการณ์ก็คือ ภิกษุรูปนั้นนำบาตรเปล่ามายื่นให้อธิบดีกรมการศาสนาดู  เพื่อให้เห็นชัดๆว่าไม่มีอะไรอยู่ในบาตร  จากนั้นท่านก็เดินไปหยุดอยู่กลางแจ้ง ที่นอกชานกุฏิ ห่างจากอธิบดีไม่ถึง 10 เมตร    หันหน้าไปแต่ละทิศ เปิดฝาบาตรเหมือนรับบาตรจากคนใส่   พักใหญ่ก็เรียกท่านอธิบดีเข้าไป  พบว่าบาตรเปล่าเมื่อครู่หนักอึ้ง มีข้าวสุกร้อนๆอยู่เต็มบาตร   ก้นบาตรยังมีประคำทอง เป็นทองแท้อยู่ ๒ เม็ด
ทั้งหมดนี้ มีคำอธิบายว่าผู้ใส่บาตรมาคือเทวดา   ข้าวสุกในนั้นเป็นข้าวมันปู   หุงร้อนๆ   และทองเมื่อเอาไปให้ช่างทองดูก็บอกว่าเป็นทองบริสุทธิ์  ไม่ใช่ทองเก๊
นอกจากนี้พระภิกษุรูปเดียวกัน ยังให้อธิบดีกรมศาสนาไปตักน้ำมาใส่บาตรให้เต็ม แล้วหยิบเงินเหรียญสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งท่านอธิบดีจับดูแล้วว่าเป็นเหรียญเงินจริงๆ  ใส่ลงไป  จากนั้นพระท่านก็หยิบเหรียญขึ้นมา กลายเป็นเหรียญอ่อน บี้ไปบี้มาได้   ท่านก็บี้จนกลายเป็นแผ่นเงิน พร้อมกับภาวนาคาถาไปด้วย
แผ่นเงินแบบเดียวกันไปปรากฏอยู่ก้นบาตรซึ่งบรรจุแต่น้ำใส    พระภิกษุหยิบขึ้นมาเอาคีมคีบใส่ลงในเตา แล้วคีบขึ้นมาใส่บาตรตามเดิม แผ่นเงินก็กลายเป็นทองสุกปลั่ง  ท่านก็พับครึ่งส่งให้อธิบดีกรมศาสนาครึ่งหนึ่งและนายกพุทธสมาคมครึ่งหนึ่ง

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เล่าถึงข่าวนี้ไว้ในบทความของท่าน    ขอเวลาสักพักจะกลับมาต่อตอนจบว่าท่านเห็นอย่างไร
ข่าวนี้ท่านอธิบดีให้สัมภาษณ์เอง และบอกว่าเป็นการพิสูจน์ถึงสัจธรรมของพุทธศาสนา
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 12 ก.ค. 11, 17:36

อ่านมาถึงตรงนี้  ใจคนอ่านทั่วไปก็คงจะแยกเป็น 2 ทางคือ "เชื่อ"หรือ"ไม่เชื่อ"  ถ้าให้เขียนลงไป   ใครเชื่อก็คงบอกว่าเชื่อ ก็อ่านแล้วก็มีหลักฐานน่าเชื่อนี่นา       ใครไม่เชื่อก็ตอบออกมาว่าไม่เชื่อ  เท่านั้นเอง

แต่นักประพันธ์ระดับม.ร.ว.คึกฤทธิ์แล้ว ไม่ได้ตอบง่ายขนาดว่า เชื่อหรือไม่เชื่อ        แต่ท่านให้คำตอบในรูปของคำถามย้อนกลับว่า สิ่งมหัศจรรย์ที่พระภิกษุชราผู้นี้แสดงให้เห็น  มันทำให้เกิดอะไรดีขึ้นมาบ้าง    ท่านอธิบดีกรมการศาสนาบอกว่ามันพิสูจน์หลักธรรมของพุทธศาสนา   ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ถามต่อไปว่า  การที่พระรับบาตรจากเทวดาได้ พิสูจน์ถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามหลักของพุทธศาสนาอย่างไร     ตัวท่านเองนั้นนึกไม่ถึง   รวมทั้งพระสงฆ์เสกเงินเสกทองออกมาให้เห็น  พิสูจน์ถึงทางพ้นทุกข์อันเป็นหัวใจของพุทธศาสนาได้อย่างไรแบบไหนกันแน่

เจอคำถามย้อนเข้าไปแบบนี้  อย่าว่าแต่ท่านอธิบดีอาจจะรู้สึกอึ้ง  ชาวพุทธทั้งหลายก็คงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองเหมือนกัน  

เมื่อถามคำถามแรกให้อึ้งแล้ว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ยิงต่อด้วยคำถามสองว่า เอาละ เป็นอันเห็นจากเหตุการณ์นี้ว่าเทวดามีจริง มาใส่บาตรพระได้จริง   แต่ก็น่าเสียดายว่าท่านอธิบดีไม่ได้ซักต่อว่า ทำอย่างไรจะให้เทวดามาใส่บาตรให้พระสงฆ์อื่นๆได้บ้าง    เพราะทุกวันนี้พระสงฆ์ที่ขาดแคลนข้าวปลาอาหารในประเทศก็มีอยู่ไม่น้อย      ถ้าพระรู้วิธีบิณฑบาตจากเทวดา   ถึงชาวบ้านไม่ใส่บาตรท่าน  ท่านก็พอจะหาจากเทวดาได้บ้างถ้ารู้วิธี

ส่วนข้อสังเกตของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ต่อไปคือ เทวดาใส่บาตรให้พระรูปนี้ ใส่แต่ข้าวมันปู  แต่ไม่ยักมีกับข้าวใส่มาด้วย    จะให้ฉันเปล่าๆเพราะข้าวมันปูมันๆเค็มๆดีหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ     และยังแถมประคำทองมาให้อีก ๒ เม็ดในบาตร  อาจเป็นได้ว่าเทวดาไม่กินกับข้าว เลยไม่ใส่กับข้าว  แต่ให้ประคำทองมา เพื่อจะให้พระท่านมอบไวยาวัจกรไปซื้อกับข้าวมาให้กระมัง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 12 ก.ค. 11, 17:37

ส่วนเรื่องเสกเหรียญเงินให้อ่อนกลายเป็นแผ่นทอง   ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ก็บอกว่างงๆ  เพราะตอนบวช  พระเรียนรับศีลว่าไม่จับเงินจับทองกัน    เรียนกันท่าไหนจึงกลายเป็นพระจับเงินบี้ไปบี้ ให้มาเป็นทองได้       วิธีนี้โบราณเรียกว่าเล่นแร่แปรธาตุ มีทั้งฝรั่งทั้งไทย พยายามจะเปลี่ยนโลหะอื่นเป็นทองกันมานักต่อนักแล้ว  เป็นเวลาหลายพันปี  ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ     ท่านก็เพิ่งเห็นสำเร็จคราวนี้เอง

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ลงท้ายว่า
" ต่อไปก็เห็นจะร่ำรวยกันละ   ถ้าหลวงพ่อท่านไม่ถูกคนรบกวนจนกระทั่งเจ็บไข้หรือมรณภาพไปเสียก่อน     แต่ผมเชื่อแน่ว่าข่าวอธิบดีกรมการศาสนาคราวนี้ออกมาแล้วละก็    อีกหน่อยเถอะ  เมืองพิจิตรเห็นจะมีคนไปทุกวัน    วันละหลายๆแสนคน   แล้วก็วัดวาอารามของหลวงพ่อก็เห็นจะลำบากละครับคราวนี้     หลวงพ่อท่านก็อายุตั้ง ๑๑๖ ปีแล้ว   จะทนอุบาสกอุบาสิกาที่อยากจะไปได้ทองจากท่านไหวหรือไม่ไหวผมก็ไม่กล้าเดา   ดูๆไปก็สงสารหลวงพ่อ"

อ่านคารมของม.ร.ว. คึกฤทธิ์  เราคงเดาตอนจบของเรื่องนี้ได้     และคงตีความออกว่าม.ร.ว.คึกฤทธิ์เชื่อหรือไม่เชื่อ เรื่องนี้
มาเฉลยตอนจบคราวหน้า
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 12 ก.ค. 11, 18:07

ผมจำได้ลาง ๆ ว่า เรือนไทยที่บ้านซอยสวนพลู ซื้อมาจากอยุธยา นำมาก่อสร้างใหม่ เจ้าของเดิมเป็นยายแก่ ๆ เสียชีวิตแล้ว วิญญาณยังคงผูกติดกันมา ท่านมารู้ความได้จากสามล้อถีบ มาให้การว่า มียายแก่จ้างมาลงที่เรือนไทยนี้ ...ฟังแล้วขนลุกพิกล  รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 12 ก.ค. 11, 18:53

ผมจำได้ลาง ๆ ว่า เรือนไทยที่บ้านซอยสวนพลู ซื้อมาจากอยุธยา นำมาก่อสร้างใหม่ เจ้าของเดิมเป็นยายแก่ ๆ เสียชีวิตแล้ว วิญญาณยังคงผูกติดกันมา ท่านมารู้ความได้จากสามล้อถีบ มาให้การว่า มียายแก่จ้างมาลงที่เรือนไทยนี้ ...ฟังแล้วขนลุกพิกล  รูดซิบปาก

ซื้อมาจาก ตรงหลังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ตะหาก ใกล้ๆ คลองหลอดวัดเทพธิดาราม-วัดบุรณศิริ มีเสาตกน้ำมันติดมาหนึ่งต้น

อาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านไปคุยกับวิญญาณที่สิงอยู่ในเสาตกน้ำมัน แล้วปิดทองที่เสาให้ด้วย จากนั้นมาก็ไม่เคยพบกันอีก

แต่ตอนที่ทหารพรานจากปักธงชัย ลูกพ่อจิ๋ว บุกถล่มบ้านสวนพลู ยายแกไม่ออกมาช่วยเลย ตอนนั้นคงจะไปเกิดใหม่แล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 12 ก.ค. 11, 20:43

คุณลุงไก่จำแม่นค่ะ

คุณยาย(ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เรียกว่าคุณย่า)คงจะเป็นเจ้าของบ้านเก่า    เจ้าของบ้านใหม่ท่านรู้จักเพราะมีคนถีบสามล้อมาทวงเงินเอากับท่าน ว่ามาส่งผู้โดยสารที่บ้านซอยสวนพลูนี้ เดินเข้าไปในบ้านแล้วไม่กลับมาจ่ายเงิน    ม.ร.ว. คึกฤทธิ์สันนิษฐานว่าเมื่อมีชีวิตอยู่  คุณป้าคงจะชอบนั่งสามล้อไปเที่ยวไหนๆเป็นความบันเทิงใจส่วนตัว
ท่านเล่าด้วยว่าครั้งหนึ่ง ตอนดึกมาเข้าห้องน้ำ มองออกไปผ่านบานเกล็ดชั้นล่างของหน้าต่าง เห็นขาใครคนหนึ่งนุ่งโจงกระเบนเดินเล่นอยู่บนนอกชานกลางแสงจันทร์   แต่ท่านไม่ได้ชะโงกออกไปดูหน้าตา     คงเป็นเพราะใจไม่ถึงพอ

วันที่ทหารบุกบ้านทุบข้าวของท่านแตกหักเสียหาย รวมทั้งเตียงโบราณสมัยรัชกาลที่ ๒   บานประตู(ไม่ใช่เสา) ตกน้ำมันให้เห็นอีกครั้ง  หลังจากเคยตกน้ำมันให้เห็นเมื่อย้ายมาใหม่ๆ  
ส่วนคุณยายที่ไม่ออกมาช่วย   คุณลุงไก่จะให้คุณยายสวมเกราะถือดาบออกมารบกับทหารทั้งกลุ่มหรือไรคะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 ก.ค. 11, 10:51 โดย เทาชมพู » บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 14 ก.ค. 11, 11:01

มาเล่าเรื่องคุณย่าเจ้าของบ้าน แถมอีกนิดหน่อย

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เคยให้สัมภาษณ์ว่า

" พอมาถึงมาปลูกบ้านเสร็จ    แกก็ไปนั่งสามล้อเที่ยว  ตอนนั้นก็ยังไม่ได้กั้นรั้ว    ผมก็อยู่ในบ้านตรงนี้    พอสักสี่ห้าทุ่มสามล้อก็มาเคาะประตูเรียก   ผมออกไปถามดูว่ามันเรื่องอะไร    สามล้อบอกว่ามีผู้หญิงผู้ใหญ่ๆ แล้วตัดผมสั้นนั่งสามล้อเข้ามา ให้มาส่งที่นี่   แล้วหายขึ้นมาบนเรือนหลังนี้   บ้านของที่บ้านนี้ใช่ไหม   ก็ตอบว่าใช่   สามล้อบอกว่าแกไม่ได้ให้สตางค์    ผมก็ให้ไป   ตอนนั้นราคาดูเหมือน 1.50 บาท บ้าง 2.00 บาทบ้าง   ขึ้นมาจากสาทรบ้าง  ปากตรอกบ้าง   ผมก็ให้สตางค์ทุกครั้ง สองหนสามหน   จนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ท่านเลิกสามล้อถีบ ถึงได้หมดเรื่องไป
ต่อมาเพื่อนเขามาเที่ยวที่บ้านนี้    พอเห็นเข้าก็จำได้  บอกว่าบ้านหลังนี้ซื้อมาจากเสาชิงช้าใช่ไหม...ผมก็ตอบว่าใช่...เขาก็บอกว่าโอ้โฮ   ซื้อทำไมผีดุจะตาย    อ้าวทำไมคุณรู้ว่าผีดุ  ผมถาม  เขาบอกว่าตอนที่อยู่เสาชิงช้า    สามล้อไม่กล้าจอดที่หน้าบ้านนี้   ลือกันไปตลอดถนนเสาชิงช้าถึงแถวป้อมมหากาฬ  ว่ามีผู้หญิงชอบนั่งรถสามล้อ   พอมาขึ้นบ้านนี้แล้วหายไปเลย"

คุณย่านอกจากชอบนั่งรถสามล้อเที่ยวแล้ว  ยังมีนิสัยไม่ชอบหมาอีกด้วย   
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 14 ก.ค. 11, 12:26

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์อยู่กับคุณย่ามานานๆ ก็คงคุ้นเคยกันดี   ไม่ได้กลัวกันอีก  กลายเป็นว่าคุณย่าจะเป็นฝ่ายเกรงใจ ไม่กล้าทำอะไรเจ้าของบ้านคนใหม่เสียด้วยซ้ำ
ท่านเล่าว่า

" หมามันนั่งอยู่หน้าประตูแล้วร้องเอ๋งๆ เหมือนถูกคนตีกลางดึก      ได้ความว่า(คุณย่า)ไม่ชอบหมา   ประตูบ้านก็ปิด    หมามานอนอยู่ใต้ชายคาหน้าประตู    เสร็จแล้วหมาก็ร้องเอ๋งๆๆ  หมาตัวนั้นชื่อไอ้เสือดำ     ผมก็ไม่รู้เรื่องอะไร เปิดประตูห้องนอนอีก  หลังออกมาดู   พอเห็นหมาอยู่หน้าประตูเหมือนกำลังถูกตี แต่ก็ไม่เห็นผู้คน  ก็ยืนร้องอยู่อย่างนั้น    ผมก็เดินเข้าไป ไล่หมาออกมาแล้วด่าหมาว่า..พุทโธ่  ก็รู้ว่าเขาไม่ชอบแล้วมึงมานอนทำไมตรงนี้   ว่าแล้วก็หันไปพ้อว่า นี่ก็ไม่รู้อะไร  ลุกขึ้นตีหมูตีหมากลางดึกกลางดื่น     หนวกหูผู้คนเขาจะหลับจะนอน   
ดุทั้งผีทั้งหมาแล้วก็กลับเข้าไปนอน"


อ่านจากข้อเขียนของท่าน  เดาว่าคุณย่าคงอาศัยอยู่ที่บานประตูตกน้ำมันบานนั้นละค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 14 ก.ค. 11, 12:35

กลับมาเรื่องพระรับบาตรเทวดากับเสกเงินเป็นทอง

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ท่านก็ไม่เชื่อนั่นแหละ  แต่ความเป็นนักประพันธ์ทำให้ท่านไม่ตอบสั้นๆ ว่า ไม่เชื่อ  ซึ่งจะนำไปสู่การถกเถียงทะเลาะกันอีกนาน เพราะฝ่ายเชื่อก็จะยึดมั่นกับสิ่งที่เชื่อ   ฝ่ายไม่เชื่อก็ยึดมั่นกับสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ  ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องเฉพาะหน้า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพุทธศาสนา   หรือถ้าเกี่ยวก็เป็นกระพี้ ไม่ใช่แก่น
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ใช้โวหารอธิบาย ที่ทำให้คนอ่านได้สติขึ้นมาว่า เออ ถ้ามันจริงแล้วคนดูได้อะไร    เกี่ยวกับการดับทุกข์ตรงไหน   เมื่อได้สติขึ้นมาแล้ว ท่านก็จะชี้แจงต่อไปให้เกิดความสงสัยในพิรุธต่างๆต่อมาได้    เรียกว่าสามารถปลดความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนอ่านลงไปได้อีกเปลาะหนึ่ง
ส่วนคำตอบว่า เรื่องนี้จริงหรือไม่จริงนั้น   คำตอบคือไม่จริง  ต่อมาท่านอธิบดีกรมการศาสนาก็ออกมายอมรับว่า เรื่องนี้ไม่จริง   

ดิฉันยังจำเรื่องนี้ได้เพราะเป็นข่าวใหญ่ลงหนังสือพิมพ์ติดต่อกันนานหลายวัน     ต่อมา ท่านอธิบดีออกโทรทัศน์แถลงเรื่องนี้ด้วย เมื่อความจริงถูกแฉออกมาว่าเป็นการเล่นกลเท่านั้นเอง   
บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 14 ก.ค. 11, 12:57

เพิ่งพบเรื่องที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กล่าวถึงประตูบานนี้ ท่านเล่าว่า

ในระหว่างนั้น วันหนึ่งผมเกิดร้อนใจอย่างไรไม่ทราบ ก็ได้ขับรถไปถึงที่บ้านนั้นอีกแล้วก็ขึ้นไปดู ปรากฎว่าบานประตูใหญ่สองบานซึ่งเคยติดอยู่เมื่อผมไปตรวจครั้งแรกนั้น บัดนี้ได้หายไปแล้ว ผมก็โวยหาว่าเทศบาลเบี้ยว ทางเทศบาลก็ตกใจบอกว่าหายไปได้อย่างไรไม่รู้ไม่เห็นเลย จึงสอบสวนกันภายในเทศบาลก่อน ก็ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่กองช่างของเทศบาลได้มาถอดประตูคู่นั้นไป ด้วยความประสงค์ว่าจะเอาไปทำม้านั่งสาธารณะ ทางเทศบาลก็ไปเรียกคืนมามอบให้ผม ซึ่งตามกฎหมายถือว่าเป็นเจ้าของแล้ว

สำหรับบานประตูคู่นี้ ผมได้หารถบรรทุกไปขนเอามาจากเทศบาลในวันนั้นและเอามามาแช่ไว้ในบ่อน้ำที่บ้านผม เพื่อล้างให้สะอาด บานประตูคู่นั้นทำด้วยไม้สักทองหนาประมาณหนึ่งนิ้วหรือนิ้วครึ่ง มีดาลอยู่ตรงกลางสลักสวยงามมาก ผมเอาบานประตูคู่นั้นแช่ไว้ในบ่อหลายวัน ระหว่างนั้นก็จัดการไปรื้อบ้านนั้นมายังที่ผมที่ซอยพระพินิจ และไปหาช่างบ้านนอกจากตำบลลาดชะโด อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นคนที่คุ้นเคยกับผมมาตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นเวลาร่วมสองร้อยปีมาแล้ว
...
เมื่อเอาบานประตูใส่เข้าไปและยังมุงหลังคาไม่เสร็จนั้น บานประตูก็ยังขาวสะอาด เป็นไม้สักทองรู้สึกว่ามีค่ามาก

อ้างถึง - "ตำนานเรือนไทยในซอยสวนพลู" จากคอลัมน์ซอยสวนพลู วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ รวมพิมพ์ในหนังสือสยามรัฐฉบับพิเศษ "คึกฤทธิ์กับความเป็นไทย" ครบรอบ ๘๒ ปี คึกฤทธิ์ ปราโมท
 
(ยังมีต่อ -)

หมายเหตุ - ผมกล่าวไว้ในความเห็นก่อนว่าบ้านหลังนี้อยู่หลังตึก กทม. ติดคลองหลอดวัดราชนัดดา "ผิดครับ" ในบทความนี้บอกว่า บ้านหลังนี้อยู่ใกล้ๆ โบสถ์พราหมณ์ครับ ขออภัย


บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 14 ก.ค. 11, 13:04

กลับมาเรื่องพระรับบาตรเทวดากับเสกเงินเป็นทอง

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ท่านก็ไม่เชื่อนั่นแหละ  แต่ความเป็นนักประพันธ์ทำให้ท่านไม่ตอบสั้นๆ ว่า ไม่เชื่อ  ซึ่งจะนำไปสู่การถกเถียงทะเลาะกันอีกนาน เพราะฝ่ายเชื่อก็จะยึดมั่นกับสิ่งที่เชื่อ   ฝ่ายไม่เชื่อก็ยึดมั่นกับสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ  ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องเฉพาะหน้า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพุทธศาสนา   หรือถ้าเกี่ยวก็เป็นกระพี้ ไม่ใช่แก่น
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ใช้โวหารอธิบาย ที่ทำให้คนอ่านได้สติขึ้นมาว่า เออ ถ้ามันจริงแล้วคนดูได้อะไร    เกี่ยวกับการดับทุกข์ตรงไหน   เมื่อได้สติขึ้นมาแล้ว ท่านก็จะชี้แจงต่อไปให้เกิดความสงสัยในพิรุธต่างๆต่อมาได้    เรียกว่าสามารถปลดความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนอ่านลงไปได้อีกเปลาะหนึ่ง
ส่วนคำตอบว่า เรื่องนี้จริงหรือไม่จริงนั้น   คำตอบคือไม่จริง  ต่อมาท่านอธิบดีกรมการศาสนาก็ออกมายอมรับว่า เรื่องนี้ไม่จริง   

ดิฉันยังจำเรื่องนี้ได้เพราะเป็นข่าวใหญ่ลงหนังสือพิมพ์ติดต่อกันนานหลายวัน     ต่อมา ท่านอธิบดีออกโทรทัศน์แถลงเรื่องนี้ด้วย เมื่อความจริงถูกแฉออกมาว่าเป็นการเล่นกลเท่านั้นเอง   


เรื่องของพระรับบาตจากเทวดา ขออ้างบทความเรื่องเล่าของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ลูกศิษย์ของหลงพ่อปานอีกครั้งครับ
จากเรื่อง ประวัติหลวงพ่อปาน (พระครูวิหารกิจจานุการ) วัดบางนมโค

http://www.luangporruesi.com/77.html

และ


http://www.luangporruesi.com/78.html

บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 15 ก.ค. 11, 08:46

ต่อจากความเห็นที่ ๗๐

แต่พอมุงหลังคาเสร็จได้สักสองวัน ผมก็ไปดูบ้านของผมอีกในตอนเช้า ปรากฎว่ามีใครเอาน้ำมันเครื่องมาราดที่ประตูเป็นดวงใหญ่ๆ สองดวง ผมก็โมโหฉุนเฉียวอยู่คนเดียว เพราะเสียแรงทำความสะอาดบานประตูทั้งสองนี้อย่างระมัดระวัง แล้วอยู่ๆ ก็มีใครเอาน้ำมันเครื่องมาราดของผมเล่นเฉยๆ จะมีเจตนาอย่างไรก็ไม่ทราบ ผมก็นึกในใจว่า "ใครเอาน้ำมันมาราดประตูของกู?" แล้วก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปอีก นอกจากถอดบานประตูทั้งสองนั้นลงบ่ออีก ล้างอีก กัดด้วยโซดาไฟอีก ผึ่งจนแห้งดี แล้วก็เอาขึ้นใส่เข้ากรอบตามเดิม

อยู่มาอีกสามสี่วัน ก็มีใครเอาน้ำมันเครื่องมาราดที่บานประตูผมอีก ผมก็เอาลงล้างอีกแล้วเอาขึ้นใส่ที่อีก ต่อมาอีกสองสามวันก็มีใครเอาน้ำมันเครื่องมาราดที่บานประตูผมอีก

ผมก็ชักจะสงสัยว่าใครหนอจะจงเกลียดจงชังเอาน้ำมันเครื่องของสกปรกมาราดประตูซึ่งทำความสะอาดแล้วด้วยความจงใจเจตนา ซึ่งอาจจะเป็นเจตนาร้ายอย่างไรผมไม่ทราบ ผมก็เลยขี้กียจทำอะไรต่อไป ทิ้งบานประตูนั้นไว้โดยที่ไม่ไปล้างและไม่ขัดเอาน้ำมันออกแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ต่อมาผมได้ไปสังเกตดูใกล้ชิด แลเห็นว่าน้ำมันนั้นไม่ใช่น้ำมันที่มีคนเอามาราดมารดหรือมาาจากภายนอก แต่เป็นน้ำมันที่ซึมออกมาจากบานประตูนั้นเอง เมื่อผมเห็นอย่างนั้นผมก็ขนลุก ยกมือไหว้ประตูเอาเฉยๆ โดยไม่ได้เจตนา คล้ายๆ กับว่าเป็นความเคลื่อนไหวตามธรรมชาติซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเจตนา

และเมื่อไม่รู้จะทำอะไรอีก ตกบ่ายผมก็ไปหาทองใบหลายแผ่นมาปิดเข้าไปที่บานประตูตรงที่เปื้อนน้ำมันนั้น ทองที่ปิดเข้าไปก็ปิดแนบแน่น ดูเหมือนจะซึมเข้าไปในเนื้อไม้เลย ถึงบัดนี้ทองที่ปิดหนแรกนั้นก็ยังอยู่

....


"อยู่มาอีกสามสี่วัน ก็มีใครเอาน้ำมันเครื่องมาราดที่บานประตูผมอีก ผมก็เอาลงล้างอีกแล้วเอาขึ้นใส่ที่อีก ต่อมาอีกสองสามวันก็มีใครเอาน้ำมันเครื่องมาราดที่บานประตูผมอีก"

สังเกตประโยคนี้ ท่านอาจารย์ฯ ใช้คำว่า "อีก" ถึง ๖ ครั้ง






บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30433

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 09:39

คุณลุงไก่ไม่มาต่อเรื่องนี้  จึงขอเล่าต่อเอง

บานประตูปิดทองตกน้ำมันอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์ตำรวจบุกบ้านม.ร.ว.คึกฤทธิ์  เข้าไปทุบข้าวของเสียหาย  ทำร้ายสัตว์เลี้ยงของท่านและเอาปืนยิงห้อง    จากนั้นเจ้าของบ้านก็พบว่าบานประตูตกน้ำมัน  มีน้ำมันไหลจั้กๆ  ออกมาเยิ้มจนทองที่ปิดไว้ละลายหมด   ตกน้ำมันทั้งแผ่น
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ท่านบอกว่า...คงตกอกตกใจหรือโกรธมาก
ท่านก็เอาดอกไม้ธูปเทียนไปจุด  บอกกล่าวว่าไม่มีอะไรแล้ว  ขอให้สบายใจได้  ท่านเอาน้ำอบไทยไปประพรม  ประแป้ง แขวนพวงมาลัย  ผูกผ้าสีชมพู  คงจะทำนองรับขวัญ
วันรุ่งขึ้น น้ำมันก็แห้งหมด
****************************
ความเป็นนักประพันธ์อีกประการหนึ่งของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ คือท่านสามารถทำอะไรได้หลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน  ซึ่งคนทั่วไปทำไม่ได้  เช่นสามารถเขียนต้นฉบับได้   ทั้งๆตอนนั้นมีคนมานั่งห้อมล้อมอยู่เต็มโต๊ะ 
เช้าๆลงมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์  กินกาแฟ  สักพักก็เขียนหนังสือไปด้วย    แม้เมื่ออายุมาก ก็ยังไม่เว้นการทำงาน   ท่านเขียนหนังสือทุกวัน   แม้ในช่วงป่วย เดินไม่ได้  หายใจไม่ออก ก็ยังเขียนหนังสืออยู่
จนเข้าไอซียู จึงเลิกเขียน เพราะมือจับปากกาไม่ได้   แต่ก็ยังไม่หยุดทำงาน  ยังพูดให้อัดเทป ออกมาเป็นบทความได้

ม.ล. รองฤทธิ์ ปราโมช บุตรชายของท่านให้สัมภาษณ์ว่า

" ความสามารถในการเขียนบทความบนโต๊ะ   ที่คนห้อมล้อมมากมาย  แต่ท่านกลับทำได้ ด้วยสติ ด้วยสมาธิ  และความเป็นผู้มีปัญญาเลิศ   คือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้   และเป็นความสามารถที่พิเศษเอามากๆ  ด้วยใจที่รักในงานเขียนของท่าน   ก็ไม่ผิดแปลกอะไร ที่ท่านจะได้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์    เขียนไม่ได้ก็อัดเทปเอา   น้อยคนนักที่จะคิดหรือทำแบบท่าน"
บันทึกการเข้า
ลุงไก่
สุครีพ
******
ตอบ: 1281



ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 19 ก.ค. 11, 10:01

ขอ "แปะ" เรื่องนี้ไว้ก่อนครับ คือว่าไปติดใจกับคำว่า "ครูแจ้งถนนอาจารย์" เลยต้องไปค้นดูว่า "ถนนอาจารย์" นี่มีแถววัดรฆัง-วังหลังด้วยหรือ
"หม่อมเป็ดสวรรค์" ทำให้ลุงไก่งงหลายระลอก ต้องมาหาเป็ดพะโล้กับเป็ดย่างไฟแดงเจ้าอร่อยที่พระประแดง ถนนเจริญนคร (สายใน) ด้านซ้ายมือ หน้าอู่ซ่อมรถ ก่อนถึงวัดไพชยนต์ฯ
เดินในซอยวังหลังทะลุวัดระฆังนี้ตั้งแต่ยังไม่ถึงสิบขวบ พบแต่ "ตรอกศาลาต้นจันทร์" ข้ามเรือท่า "คุณโกย" ไปท่ามหาราช แค่ ๒๐ สตางค์ ท่าเรือ "สุภัทรา" เก็บ หนึ่งสลึง
แต่ก็ยังโชคดีที่ได้เห็นโรงหล่อพระในซอยวัดระฆังนี้ (ปัจจุบันจะยังมีอยู่อีกหรือไม่?) ต้องเดินเข้าตรอกเล็กๆ แยกจากซอยไปทางคลองวัดระฆัง ด้านที่ติดกับกรมอู่ทหารเรือ อยู่หลังตลาดบ้านขมิ้น
กับได้เคยดูหนังที่โรงหนังบ้านขมิ้น ทีนั่งไม่ได้เป็นเบาะนุ่มสบายติดแอร์เหมือนโรงหนังสมัยนี้หรอกครับ
เป็นไม้กระดานหน้ากว้างสักแปดนิ้ว หนาสักนิ้วหนึ่ง วางพาดไปตลอดความกว้างของโรงหนัง ค่าตั๋วก็แถวหน้าหนึ่งบาท แถวกลางสามบาท แถวหลังก็ห้าบาท


เดินข้ามถนนอรุณอัมรินทร์เข้าไปทางถนนตัดใหม่ข้างโรงพยาบาลธนบุรีตัดกับซอยบ้านช่างหล่อเดิม ไปหามะตูมเชื่อมอร่อยๆ ที่ตรอกมะตูมได้นะครับ

เมื่อสักห้าสิบปีก่อน ในซอยวัดระฆัง มีช่างทำซอคนหนึ่งชื่อ ลุงผึ่ง มีฝีมือดีมากในการทำซอ ทั้งซออู้ ซอด้วง ลูกค้าขาประจำก็มาจากทางท่าช้างวังหน้าบ้าง ท่าช้างวังหลวงบ้าง


หาหนังสืออยู่เล่มหนึ่งไม่พบ เรื่องย่อว่า ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ รู้สึกรำคาญที่ช่างเรียงพิมพ์หญิงในโรงพิมพ์สยามรัฐท้องไม่มีพ่อบ่อยๆ ไม่รู้จะจัดการอย่างไร
วันหนึ่งท่านก็ "ปิ๊ง" กับการแก้ปัญหาเรื่องนี้  ท่านจึงจัดการเขียนป้ายติดไว้ซะเลยว่า "ห้ามเฮ็ดช่างเรียง" ปรากฎว่าวิธีนี้ได้ผลชะงัดจริงๆ


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง