เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 10302 การพนัน ในเมืองไทย
pattarapong
อสุรผัด
*
ตอบ: 13


 เมื่อ 01 เม.ย. 11, 18:00

กราบสวัสดีท่านสมาชิกชาวเรือนไทยทุกท่าน กระผมซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ชอบเข้ามาหาความรู้ต่างๆในเว็บไชต์นี้ วันนี้กระผมมีเรื่องสงสัย เกี่ยวกับเรื่องของการพนันในเมืองไทย ซึ่งกระผมใคร่ทราบว่า ไพ่ และการพนันชนิดอื่นๆที่เป็นที่นิยมในไทยมาตั้งแต่โบราณ มีประวัติ และที่มามาอย่างไร  ในสมัยที่กระผมยังเด็กๆ อยู่นั้น กระผมยังจำได้ว่ากระผมไปนั่งไปนอนข้างวงไพ่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไพ่ตอง(เท่าที่จำความได้) กับคุณยายผม  เมื่อผมโตมาพอจำความได้ก็รู้จักกับไพ่ป๊อก ซึ่งค่อนข้างคุ้นนหน้าค้นตา   กระผมจึงใคร่รบกวนท่านอาจารย์เทาชมพู ตลอดจนท่านผู้รู้ต่างๆ ให้ช่วยไขข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการพนันๆ ชนิดนั้นๆ ให้กระผมด้วย  รวมถึงเรื่องหวย ด้วยนะครับ 5555 (โดนกินตลอดตั้งแต่เล่นมา)


จักเป็นพระคุณอย่างสูง
บันทึกการเข้า
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 08 เม.ย. 11, 14:57

ไพ่ตอง
 
ไพ่ตอง
ความหมาย

น. ชื่อไพ่ไทยชนิดหนึ่ง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชุดหนึ่งมี ๑๒๐ ใบ ประกอบด้วย ๑๐ พวก พวกละ ๑๒ ตัว, ไพ่ผ่องไทย ก็เรียก.
 



บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 08 เม.ย. 11, 15:08

ไพ่ผ่องไทย หรือ ไพ่ตอง เป็นการพนันที่คนไทยนิยมเล่นมาตั้งแต่อดีต โดยไพ่ที่ ใช้ในการเล่นจะแตกต่างจากไพ่ประเภทอื่นๆ คือจะเป็นไพ่เฉพาะซึ่งสำหรับหนึ่งประกอบด้วยไพ่ 10 ชุดคือ เอี่ยวเล็ก (เอี่ยวเกือก เอี่ยวชี เอี่ยวยาว) เอี่ยวใหญ่ (เอี่ยวพญา เอี่ยวนาง เอี่ยวหนู) สอง (สองคณฑ์ สองตาโต สององคต) สาม (สามคณฑ์ สามตาโต สามนก) สี่ (สี่คณฑ์ สี่มะเขือ สี่นม) ห้า (ห้าคณฑ์ ห้าแตงโม ห้านก) หก (หกคณฑ์ หกตาโต หกละเอียด)เจ็ด (เจ็ดคณฑ์ เจ็ดพัด เจ็ดนก) แปด (แปดคณฑ์ แปดตาโต แปดละเอียด) เก้า (เก้าคณฑ์ เก้าจัน เก้าแดง) โดยแต่ละชุด จะมีไพ่ประเภทละ 4 ใบ รวมชุดหนึ่งจะมีทั้งสิ้น 12 ใบ และทั้งสำรับจะประกอบด้วยไพ่ทั้งสิ้น 120 ใบ

ไพ่แต่ละชุดนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างกันตรงหัวไพ่ โดยไพ่ตระกูลเอี่ยวเกือบทุกตัวจะมีรอยเว้าตรงปลายขวาของไพ่ ยกเว้นเอี่ยวพญา ซึ่งจะไม่มีรอยเว้า แต่จะมีรูปเป็นแท่งสีขาวมีลวดลายและมีการประทับตราสีแดงไว้ตรงกลางเช่นเดียว กับเอี่ยวนางและเก้าแดง

ไพ่ตระกูลสองจะมีปุ่มรีอยู่ทางมุมขวาบน

ไม่ตระกูลสามจะมีหัวแหลมอยู่ทางขวามุมบน

ไพ่ตระกูลสี่จะมีปุ่มครึ่งวงกลมตรงกลาง

ไพ่ตระกูลห้าจะมีรอยเว้าเข้าในสองรอยตรงหัวไพ่

ไพ่ตระกูลหกจะมีเส้นขาวสองเส้นอยู่ทางขวามุมบน

ไพ่ตระกูลเจ็ดจะมีรอยหยัก 5 รอยบนหัว

ไพ่ตระกูลแปดจะมีรอยเว้าเข้าในหนึ่งรอยตรงกลางหัวไพ่

ไพ่ตระกูลเก้าจะมีเส้นขาวหนึ่งเส้นอยู่ทางขวามุมบน

เอี่ยวหนู และไพ่คณฑ์ทั้งหลายจะเป็นตัวเลขไทย
[แก้] กติกา

กติกาการเล่นคือจะมีผู้เล่น 6-7 คน โดยจะทำการเล่นบนเสื่อ แต่ละคนจะมีไม้เขี่ยไพ่ เพื่อทำการจั่วไพ่จากกอง โดยการเล่นจะเริ่มจากคนทำไพ่ (ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าไม่มี ผู้เล่นแต่ละคนอาจจะทำหน้าที่แจกไพ่สลับกัน) จะทำการแจกไพ่ให้กับเจ้ามือ 12 ใบ ส่วนผู้เล่นคนอื่นจะได้รับไพ่ 11 ใบ ซึ่งในการแจกนั้นส่วนใหญ่จะเริ่มแจกไพ่ให้ผู้เล่นแต่ละคน 6 ใบจนครบและจะทำการแจกรอบสองซึ่งจะแจกให้เจ้ามือ 6 ใบ ส่วนผู้เล่นอื่นจะได้ไพ่อีกคนละ 5 ใบ

ใบบ่อนการพนันบางแห่งจะทำการ "คน" คือให้ผู้เล่นนำไพ่ที่ไม่เข้าพวกกับไพ่บนมือหรือไพ่ที่พวกเขาไม่พอใจ ลงมารวมกัน และคนทำไพ่จะทำการคนไพ่เหล่านั้นให้คละกัน ต่อมา ผู้เล่นแต่ละคนจะทำการเขี่ยไพ่คืนเท่ากับจำนวนที่ตนลงมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ไพ่ที่ดีกว่าเดิม

เมื่อทำการคนเสร็จแล้ว เจ้ามือจะต้องทำการตีไพ่ใบหนึ่งจากมือลงทางด้านขวามือของตน (ยกเว้นในกรณีที่ไพ่ทั้ง 12 ตัวบนมือของเจ้ามือครบถ้วนและสามารถตีลงมา "กิน" ได้ทันที) ผู้เล่นคนต่อมาสามารถเลือกที่จะเก็บไพ่ที่เจ้ามือตีลงมาหากไพ่นั้นเข้าชุด กับไพ่บนมือของตน มิฉะนั้น ผู้เล่นคนนั้นจะทำการ "จั่ว" โดยใช้ไม้เขี่ยไพ่ทำการเขี่ยไพ่ใบแรกสุดของกองที่เหลือจากการแจก และหากไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้เล่นคนนั้นจะต้องตีไพ่หนึ่งใบลงทางขวามือของตน และกระทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนมีผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง "กิน" ไพ่

ในการจั่วไพ่นั้น หากไพ่ที่จั่วมานั้น ตรงกับไพ่รูปเดียวกันสองใบในมือผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ผู้เล่นคนนั้นสามารถ "ผ่อง" ไพ่ใบนั้นไปเข้าชุดกับไพ่บนมือของตน โดยไพ่ที่ผ่องเมื่อรวมกับไพ่บนมือจะเรียกว่า "ตอง" และผู้เล่นที่ทำการผ่องไพ่จะต้องวางไพ่บนมือลงมารวมกับไพ่ที่ผ่อง และตีไพ่บนมือทิ้งไปหนึ่งใบ

ผู้เล่นถัดจากผู้ที่ผ่องไพ่อาจจะเก็บไพ่ที่ตีหรือทำการจั่วไพ่ใหม่ก็ได้
[แก้] การเล่นในแต่ละรอบ

การเล่นในแต่ละรอบจะจบลงเมื่อมีการกินเกิดขึ้น โดยการกินไพ่นั้นแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ได้ดังนี้ 1. กินช่อง (1-3 ตอง) โดยผู้เล่นจะต้องมีไพ่บนมือหรือไพ่ที่ผ่องมาแล้ว รวมกัน 3 ชุด และถือไพ่ไว้ 1 คู่ เมื่อใดก็ตามที่มีการจั่วไพ่เหมือนกับไพ่คู่บนมือ ผู้เล่นสามารถตีลงมากินได้ เช่น

(บนมือ 8 ใบ) สี่นม สี่นม สี่มะเขือ สององคต สองตา สองคน เอี่ยวพญา เอี่ยวพญา (ผ่อง 3 ใบ) เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วเอี่ยวพญาจากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กิน 2 ตอง" ได้

2. กินถก (ถลก) เหมือนกับข้อ 1. เพียงแต่ว่า ผู้ที่จั่วเอี่ยวพญา นั้นคือตัวผู้เล่นที่ถือคู่เอี่ยวพญาเอง ในกรณีนี้จะได้เงินมากกว่ากรณีแรก แล้วแต่ข้อตกลงกัน

3. กินสี่ตัว ผู้เล่นมีไพ่ครบแล้ว 2 ชุด และถือไพ่หน้าหนึ่งไว้ 3 ตัวบวกกับไพ่ที่มีหัวเดียวกันอีก 2 ตัว หากมีการจั่วไพ่ตัวที่ 4 จากกอง ผู้เล่นสามารถตีลงมากินสี่ตัว เช่น

(บนมือ 8 ใบ) ห้าคณฑ์ ห้าคณฑ์ ห้าคณฑ์ ห้านก ห้าแตงโม แปดละเอียด แปดละเอียด แปดตาโต (ผ่อง 6 ใบ) สามนก สามนก สามนก

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วห้าคณฑ์จากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กิน 4 ตัว" ได้

4. กินถกสี่ตัว เหมือนกับข้อ 3. เพียงแต่ว่า ผู้ที่จั่วห้าคณฑ์ นั้นคือตัวผู้เล่นที่ถือตองห้าคณฑ์เอง ในกรณีนี้จะถือว่าเป็นการ "กินล้ม" ซึ่งจะได้เงินเท่ากับการกินเศียร หรือกินสี่ตอง

5. กินเศียร โดยผู้เล่นจะต้องถือไพ่ 3 ชุดบนมือซึ่งมีหน้าไม่เหมือนกัน และถือไพ่อีกชุดหนึ่งซึ่งมีหน้าไม่เหมือนกัน หากมีการจั่วไพ่ที่ทำให้ไพ่บนมือครบชุด 3 หน้า ผู้เล่นนั้นถือว่ากินเศียร เช่น

(บนมือ 11 ใบ) สามคณฑ์ สามตาโต สามนก สี่คณฑ์ สี่มะเขือ สี่นม แปดคณฑ์ แปดตาโต แปดละเอียด เอี่ยวนาง เอี่ยวหนู

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วเอี่ยวพญาจากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กินเศียร" ได้

การกินเศียรถือว่าเป็นการกินล้ม เช่นเดียวกับการกินสี่ตองหรือการถกสี่ตัว โดยจะได้เงินมากกว่าการกินช่องปกติ

6. กินถกเศียร เหมือนกับข้อ 5. เพียงแต่ว่าผู้ที่จั่วเอี่ยวพญานั้นคือตัวผู้เล่นที่ต้องการเอี่ยวพญาไปรวม กับเอี่ยวนางและเอี่ยวหนูเอง ซึ่งจะได้เงินมากกว่าการกินเศียรธรรมดา

7. กินสี่ตอง ผู้เล่นจะต้องมีไพ่ครบอยู่บนมือหรือที่ผ่องมาแล้วรวม 3 ตองและมีไพ่อีก 1 คู่บนมือ หากมีการจั่วไพ่ที่เหมือนกับไพ่บนมือจากกอง ผู้เล่นคนนั้นถือว่ากินสี่ตอง เช่น

(บนมือ 5 ใบ)สองคณฑ์ สองคณฑ์ สองคณฑ์ สี่นม สี่นม (ผ่อง 6 ใบ) สี่มะเขือ สี่มะเขือ สี่มะเขือ เก้าแดง เก้าแดง เก้าแดง

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วสี่นมจากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กิน 4 ตอง" ได้

8. กินถกสี่ตอง เหมือนกับข้อ 7. เพียงแต่ผู้ที่จั่วสี่นมคือผู้ที่มีคู่สี่นมบนมือพร้อมไพ่อื่นๆ อีก 3 ตอง ในกรณีนี้จะได้เงินมากกว่าการกินสี่ตองธรรมดา

9. กินเก็ง ผู้เล่นแต่ละคนจะมีกล่องเล็กๆ อยู่ในตะกร้าของตน โดยในกล่องนั้นจะใส่ไพ่ที่ตัดเอาไว้ 1 ตัว (ยกเว้นไพ่ประเภทเอี่ยว) ซึ่งเป็นไพ่สำรับอื่นที่ไม่เกี่ยวกับไพ่ที่ใช้เล่นแต่ประการใด ส่วนใหญ่จะทำการตัดครึ่งใส่ตะกร้าใหญ่ๆ ไว้ ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าอยากเก็งตัวอะไร และหากผู้เล่นสามารถกินไพ่ได้เหมือนกับไพ่ในกล่องนั้น ถือว่ากินเก็ง ซึ่งถือว่าเป็นการกินล้มประเภทหนึ่ง เช่น

(บนมือ 8 ใบ) สองตา สองตา สองคณฑ์ สี่นม สี่นม สี่คณฑ์ ห้านก ห้านก (ผ่อง 3 ใบ) เอี่ยวชี เอี่ยวชี เอี่ยวชี (ในกล่องเก็ง - ห้านก)

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วห้านกจากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กินเก็ง" ได้

10. กินถกเก็ง เหมือนกับข้อ 9. เพียงแต่ผู้ที่จั่วห้านกคือผู้ที่มีคู่ห้านกและเก็งห้านกไว้ในกล่อง ในกรณีนี้จะได้เงินมากกว่าการกินเก็งธรรมดา

11. กินสี่ตองเก็ง เศียรเก็ง เหมือนกับข้อ 5. และ ข้อ 7. เพียงแต่ไพ่ที่จั่วขึ้นมาและผู้เล่นตีลงไปกินนั้นเหมือนกับไพ่ในกล่องเก็ง ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการกินล้มใหญ่ที่จะได้เงินมากกว่าการกินสี่ตองหรือกิน เศียรธรรมดาถึงสองเท่า และหากผู้เล่นถกไพ่ใบนั้นขึ้นมาเอง อาจจะได้เงินเพิ่มขึ้นอีกแล้วแต่ตกลงกัน

12. กินถกสี่ตัวเก็ง เหมือนกับข้อ 4. เพียงแต่ไพ่ตัวที่ถกเข้าตองบนมือนั้นเป็นไพ่ที่ผู้เล่นเก็งเอาไว้ในกล่อง เก็งของตน โดยศักดิ์ของการถกสี่ตัวเก็งจะเท่ากับการกินเศียรเก็ง หรือสี่ตองเก็ง

13. กินสี่ตองมืด ผู้เล่นจะต้องรวบรวมไพ่บนมือให้ครบสามตอง โดยที่ไม่ได้ทำการผ่องจากผู้เล่นคนอื่น และมีไพ่อีกหนึ่งคู่บนมือ หากมีการจั่วไพ่ที่เหมือนกับไพ่คู่นั้นจากกอง ผู้เล่นสามารถตีลงมากินสี่ตองมืดได้ โดยการกินสี่ตองมืดถือว่าเป็นการกินล้มใหญ่อีกประเภทหนึ่ง และผู้ที่สามารถกินสี่ตองมืดได้จะได้เงินมากกว่าการกินสี่ตองปกติถึง 2-3 เท่าแล้วแต่ตกลงกัน เช่น

(บนมือ 8 ใบ) เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก เก้าจัน เก้าจัน เก้าจัน แปดตาโต แปดตาโต แปดตาโต สี่นม สี่นม

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วสี่นมจากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กิน 4 ตองมืด" ได้

14. กินสี่ตองมืดเก็ง ผู้เล่นจะต้องรวบรวมไพ่บนมือให้ครบสามตอง โดยที่ไม่ได้ทำการผ่องจากผู้เล่นคนอื่น และมีไพ่อีกหนึ่งคู่บนมือซึ่งเป็นไพ่ตัวเก็งคือมีหน้าเดียวกับไพ่ในกล่อง เก็งของตน หากมีการจั่วไพ่ที่เหมือนกับไพ่คู่นั้นจากกอง ผู้เล่นสามารถตีลงมากินสี่ตองมืดได้ โดยการกินสี่ตองมืดถือว่าเป็นการกินล้มใหญ่อีกประเภทหนึ่ง และผู้ที่สามารถกินสี่ตองมืดได้จะได้เงินมากกว่าการกินสี่ตองปกติถึง 3-4 เท่าแล้วแต่ตกลงกัน เช่น

(บนมือ 8 ใบ) เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก เก้าจัน เก้าจัน เก้าจัน แปดตาโต แปดตาโต แปดตาโต สี่นม สี่นม (ในกล่องเก็ง - สี่นม)

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วสี่นมจากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กิน 4 ตองมืดเก็ง" ได้

และถ้าผู้เล่นคนนั้นถกสี่นมขึ้นมาเอง ผู้เล่นคนนั้นจะได้เงินเพิ่มอีกตามแต่ตกลงกัน

15. กินล้มเอี่ยว เนื่องจากเอี่ยวเป็นไพ่ประเภทเดียวที่มี 2 ชุดคือเอี่ยวเล็กและเอี่ยวใหญ่ ซึ่งเอี่ยวทั้งสองประเภทไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่สามารถเอามา รวมเป็นชุดเดียวกันได้ เช่น เอี่ยวพญา เอี่ยวเกือก เอี่ยวยาว ถือว่าเป็นชุดหนึ่ง ดังนั้นผู้เล่นส่วนใหญ่จึงนิยมเก็บเอี่ยวไว้บนมือเพราะสามารถรวมชุดได้ งายกว่าไพ่ประเภทอื่น และหากผู้เล่นใดสามารถรวบรวมเอี่ยวทั้งบนมือและที่ผ่องมาได้ครบ 11 ใบ หากมีการจั่วเอี่ยวใดๆ ก็ตามจากกองผู้เล่นสามารถตีลงมากินล้มเอี่ยวได้ เช่น

(บนมือ 8 ใบ) เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก เอี่ยวเกือก เอี่ยวยาว เอี่ยวยาว เอี่ยวนาง เอี่ยวหนู เอี่ยวพญา (ผ่อง 3 ใบ) เอี่ยวชี เอี่ยวชี เอี่ยวชี

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วเอี่ยวจากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กินล้มเอี่ยว" ได้

16. กินเขียวหวาน ในบางบ่อน จะมีการกำหนดการกินเขียวหวานขึ้นเพื่อความง่ายในการกินล้มของผู้เล่น โดยผู้เล่นที่สามารถรวบรวมไพ่ครบ 3 เศียร แต่มีไพ่อีกคู่บนมือ หากไพ่ตัวที่เหมือนคู่นั้นถูกจั่วจากกอง ก็ถือว่าเป็นการกินเขียวหวาน ซึ่งเป็นการกินล้มประเภทหนึ่ง เช่น

(บนมือ 8 ใบ) เอี่ยวชี เอี่ยวเกือก เอี่ยวยาว สองคณฑ์ สองตาโต สององค๖ สามคณฑ์ สามตาโต สามนก สี่คณฑ์ สี่คณฑ์

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วสี่คณฑ์จากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กินเขียวหวาน" ได้

หรือผู้เล่นที่มีไพ่ 3 ตองแต่มีไพ่อีกชุดหนึ่งบนมือ หากไพ่ที่ตัวที่เหลือที่ไม่เหมือนกับไพ่หน้านั้นถูกจั่วจากกอง ก็ถือว่าเป็นการกินเขียวหวานเช่นกัน เช่น

(บนมือ 8 ใบ) เอี่ยวชี เอี่ยวชี เอี่ยวชี สองคณฑ์ สองคณฑ์ สองคณฑ์ สองตาโต สองตาโต สองตาโต สี่มะเขือ สี่นม

เมื่อใดก็ตามที่มีผู้เล่นจั่วสี่คณฑ์จากกอง ผู้เล่นคนนี้สามารถจะตีไพ่ลงมา "กินเขียวหวาน" ได้

การกินเขียวหวานนี้อาจจะมีการ ถกเขียวหวาน หรือ การกินเขียวหวานเก็ง ซึ่งเหมือนกับกรณีการกินเศียรหรือกินสี่ตองได้เช่นกัน

ในบางครั้งเมื่อจั่วไพ่ใบหนึ่งขึ้นมา อาจจะมีผู้เล่นมากกว่าหนึ่งคนที่สามารถตีกินไพ่ใบนั้นได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ผู้ที่สามารถกินไพ่ศักดิ์ศูงกว่าจะเป็นผู้ชนะ เช่น

ไพ่ที่จั่วจากกอง - สี่มะเขือ

ผู้เล่น 1 บนมือ+ผ่อง สามคณฑ์ สามคณฑ์ สามคณฑ์ สี่นม สี่นม สี่คณฑ์ สี่มะเขือ สี่มะเขือ เอี่ยวพญา เอี่ยวนาง เอี่ยวชี (คั่ว 2 ตอง)

ผู้เล่น 2 บนมือ+ผ่อง เจ็ดคณฑ์ เจ็ดพัด เจ็ดนก แปดคณฑ์ แปดตาโต แปดละเอียด เก้าคณฑ์ เก้าจัน เก้าแดง สี่คณฑ์ สี่นม (คั่วเศียร)

ในกรณีนี้ผู้เล่น 2 จะเป็นผู้ชนะ เพราะการกินเศียรนั้นได้เงินมากกว่าการกิน 2 ตอง

แต่ถ้าเป็นกรณีที่เป็นการกินไพ่ที่ศักดิ์เท่ากัน จะถือว่าผู้ที่อยู่เหนือมือเป็นผู้ชนะ เช่นหากผู้เล่น 1 เก็งสี่มะเขือไว้ และอยู่เหนือ (นับจากทางขวามือ) ผู้เล่น 2 ผู้เล่น 1 จะเป็นผู้ชนะ เพราะการกินเก็งและกินเศียรถือว่าเป็นการกินล้มเหมือนกันและราคาเท่ากัน แต่ผู้เล่น 1 อยู่เหนือมือผู้เล่น 2 ดังนั้นผู้เล่นหนึ่งจะเป็นผู้ชนะ

และหากมีการกินไพ่เกิดขึ้น คนทำไพ่จะทำการเปิดไพ่ที่เหลือในกองให้ผู้เล่นทั้งหมดได้ดู เพื่อทำการเช็คว่ามีไพ่ใดขาดไปหรือไม่ บางครั้งอาจจะมีการบ่นในวงว่ามีการ "ทับหลัง" เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่า ไพ่ใบต่อจากที่มีการกินนั้น เป็นไพ่ที่ผู้เล่นคนที่บ่นออกมาต้องการและสามารถตีลงมากินได้ และเมื่อทำการจ่ายเงินกันเรียบร้อยแล้ว คนทำไพ่หรือผู้เล่นจะทำการแจกไพ่ใหม่อีกครั้ง โดยส่วนใหญ่จะเป็นไพ่ที่จัดแจกไว้แล้ว เนื่องจากการเล่นไพ่ผ่องไทยนั้นจะมีไพ่รวมทั้งสิ้น 2 สำหรับ (หลังสีเขียวและสีส้ม) ในระหว่างที่ทำการเล่นไพ่สำรับหนึ่ง คนทำไพ่จะทำไพ่อีกสำรับหนึ่งเตรียมเอาไว้แล้ว

การเล่นไพ่ผ่องไทยในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีความแตกต่างกัน

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
pattarapong
อสุรผัด
*
ตอบ: 13


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 08 เม.ย. 11, 20:05

ขอบคุณที่กรุณาให้คำตอบไขข้อสงสัยของกระผมนะครับ กระผมอยากทราบอีกเรื่องหนึง ก้คือ พวกหวย น่ะครับ  พวก หวย กข ประเภทนี้ น่ะครับ ท่านใดมีความรู้ ช่วยกระผมอกีครั้งนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 08 เม.ย. 11, 20:10

เข้าไปอ่านเรื่องหวย ก.ข. ได้ที่นี่ค่ะ

http://www.samgler.com/archives/lotteryab.htm
บันทึกการเข้า
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 10 เม.ย. 11, 14:17

หวย ก.ข.
ความในเรื่อง
ที่มาของหวยเมืองไทย  »ความจำเป็นต้องมีหวย  »บรรยากาศการเล่นหวย   

         เรื่องของหวย ซึ่งอยากจะเรียกว่าเป็นต้นตระกูลของล๊อตเตอรี หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลในปัจจุบัน ตั้งต้นจากประเทศจีนมาก่อน คือราว พ.ศ.๒๓๖๔- ๒๓๗๘ เรียกว่า ฮวยหวย เกิดขึ้นมาไม่นาน ก็แพร่หลายเข้ามาเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อราว พ.ศ.๒๓๗๘

         จากพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ทราบว่า เหตุที่หวยแพร่หลายเข้ามาในไทยก็เพราะ เมื่อปี๒๓๗๕ ข้าวขาดแคลน มีราคาแพงมาก ทำให้ต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามา แต่คนไม่มีเงินต้องมารับจ้างทำงาน โดยคิดเอาข้าวเป็นค่าจ้าง เจ้าภาษีนายอากรก็ไม่มีเงินจะส่ง ต้องเอาสินค้ามาใช้ค่าเงินหลวงแทน

         รัชกาลที่สาม ทรงมีพระราชดำริว่าเงินหายไปหมดสงสัยว่าจะเอาไปซื้อฝิ่นเก็บตุนไว้ จึงทรงสั่งให้เผาฝิ่นเสียให้หมด แต่ตัวเงินก็ยังไม่มีในตลาด จีนหง พระศรีไชยบาน จึงกราบทูลว่า เงินที่หายไปนั้นส่วนใหญ่ก็เพราะราษฎรเอาไปฝังดินไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ยอมใช้จ่าย ถ้าเป็นอย่างนี้ที่เมืองจีน แก้ปัญหาโดยการตั้งหวย จึงโปรดเกล้าฯให้จีนหงตั้งหวยขึ้นมา

         วิธีการเล่นหวยในจีนนั้นเขาทำแผ่นป้ายเล็กๆ ๓๔ ป้าย  เขียนชื่อคนโบราณที่มีชื่อเสียง ลงไปป้ายละชื่อ เช่น สามหวย ง่วยโป๊ เป็นต้น ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้คงใส่ชื่อ เติ้งเสี่ยวผิง โกวเล้ง หรือเผลอๆอาจมี เต้าหมิงซื่อ จ่ายไจ๋ อะไรทำนองนี้

         เมื่อจะออกหวย เจ้ามือจะเลือกป้ายขึ้นมาอันหนึ่งหรือชื่อหนึ่ง ใส่ลงในกระบอกไม้ปิดปากไว้ แล้วแขวนไว้กับหลังคาโรงหวย นักแทงทั้งหลายก็จะทายกันว่างวดนี้จะออกชื่อใครใน ๓๔ ป้ายนั้น ถ้าทายถูกเจ้ามือจ่าย ๓๐ ต่อ ถ้าทายผิด เจ้ามือก็กินเดิมพัน ต่อมามีผู้คิดเพิ่มเติมตัวหวยขึ้นอีกสองตัว รวมเป็น ๓๖ ตัว แต่จ่าย ๓๐ต่อเหมือนเดิม

         เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆ และชัดเจน ตามโรงหวยในจีนเขาจึงมีการทำฉากไว้รอบๆโรงหวย เขียนเครื่องหมายกำกับไว้ให้รู้จักสามแบบ คือ เขียนรูปภาพคน ซึ่งสมมุติขึ้นเป็นตัวหวยอย่างหนึ่ง เขียนหนังสือจีนกำกับบอกรูปภาพตัวหวยอีกอย่างหนึ่ง และ เขียนรูปสัตว์ซึ่งสมมุติว่าเป็นชาติก่อนของตัวหวย (คิดได้ไงเนี่ย) กำกับไว้ให้สังเกตอีกอย่างหนึ่ง

         ทีนี้เมื่อเอาหวยมาเล่นในเมืองไทย คนไทยอ่านหนังสือจีนไม่ออก พูดจีนก็ไม่ได้ เจ้าสัวหงก็เลยคิดเอาตัวอักษรไทยเข้ากำกับแทนหนังสือจีน อักษรไทยมี ๔๔ ตัว ใช้เป็นตัวหวยเสีย ๓๖ ตัว เหลือที่ไม่ได้เอามาใช้ ๘ ตัว คือ ฎ  ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ  ศ  และ ษ จึงเรียกกันว่า หวย ก ข ต่อมาก็มีเรื่องมีราวกัน (ซึ่งจะขอข้ามในรายละเอียดไปบ้างด้วยเกรงว่าจะยาวเกินไป) จนสุดท้ายตัดลงเหลือ ๓๔ ตัว คือตัดตัวหวยที่เกิดเรื่องออกสองตัว คือ ง.จีเกา กับ ธ.ไท้เผงออก

         เจ้าหวย ก ข นี่ ถือเป็นรายได้ของรัฐบาลอย่างหนึ่ง มีการประมูลกันทุกปี ใครให้ค่าอากรสูงสุดคนนั้นก็ได้ (สัมปทาน)ไป เรียกว่าเป็น นายอากรหวย ได้บรรดาศักดิ์เป็นขุนบานเบิกบุรีรัตน์ ( บางแห่งบอกว่าขุนพัฒน์ ) เป็นบรรดาศักดิ์รายปี  คือ ปีไหนประมูลไม่ได้ บรรดาศักดิ์นี้ก็หลุดไปด้วย

         ตอนที่เริ่มมีหวยกันใหม่ๆในสมัยรัชกาลที่ ๓ ค่าอากรหวยปีละ ๒ หมื่นบาท ถึงรัชกาลที่ ๔ ขึ้นไปเป็นปีละ ๒ แสนบาท มาขึ้นสูงที่สุดในสมัยรัชกาลที่หก ปี๒๔๕๔ ค่าอากรหวยปีนั้น เป็นเงิน ๓,๘๔๙,๖๐๐ บาท และในปีสุดท้ายเมื่อจะเลิกหวย ก.ข. เงินอากรหวยถึงปีละ ๓,๔๒๐,๐๐๐บาท

  ค่าเงินสมัยนั้น

         ไม่มีค่าของเงินแบบตรงๆปี มีแต่ปีที่ใกล้เคียง ให้พอมองเห็นภาพว่าอากรหวยมหาศาลแค่ไหน คือ ข้าราชการชั้นผู้น้อยในสมัยรัชกาลที่ ๕ เงินเดือนๆละ ๒๐-๓๐บาท ซึ่งพอใช้สบายๆทั้งเดือน และมีเหลือเก็บได้ด้วย

         จากหนังสือวชิรญาน ตอน ๑ เล่ม ๔ มกราคม ร.ศ.๑๑๓ ( พ.ศ. ๒๔๓๗ ) เล่าถึงรายได้ของเจ๊กลากรถและคนแจวเรือจ้างว่า ได้อย่างสูงวันละราว ๕ สลึงถึง ๖ สลึง อย่างต่ำ สลึงถึงสองสลึง โดยมีรายจ่ายคือ ค่าช่ารถลาก กลางวันและกลางคืน กะละ ๑ เฟื้อง ค่ากินสามมื้อ ๑ เฟื้อง ค่าเช่าห้องอยู่รวมกับเพื่อน คนละสลึงต่อเดือน เบ็ดเสร็จก็พอมีเหลือสิ้นเดือนบ้าง  คนแจวเรือจ้าง ได้เงินวันละ หนึ่งบาทห้าสลึง ค่าเช่าเรือค่าท่าวันละสองเฟื้อง อย่างต่ำก็ได้เดือนละ ๑๐ บาท อย่างสูง ๑๔-๑๕บาท

          ส่วนราคาสินค้าในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ คือราวปี ๒๔๑๗ ประมาณค่าข้าวสารถังละ สองสลึง ปี๒๔๗๗ ข้าวสารอย่างดีถังละ ๗๕ สตางค์ ธรรมดา ๕๐ สตางค์  ข้าวแกงราคา ๑-๒ สตางค์)

  บรรยากาศการเล่นหวย   

         เมื่อเริ่มแรกนั้นโรงหวยอยู่ใกล้ๆสะพานหัน ออกหวยตอนเช้าวันละครั้ง ต่อมามีผู้ขอตั้งโรงหวยอีกแห่งหนึ่งที่บางลำพู ออกหวยวันละครั้งเหมือนกัน แต่เป็นเวลาค่ำ หวยจึงมีสองโรง ออกเช้าที ค่ำที ต่อมาพวกโรงหวยภาคค่ำ ทำงานไม่เรียบร้อยเลยยุบไปรวมกันที่สะพานหัน แต่ก็ยังออกวันละสองเวลาเหมือนเดิม และคนก็ยังเรียกหวยโรงเช้าหวยโรงค่ำอยู่ดังเก่า

         จะข้ามวิธีการแทงหวยไปที่เงินเดิมพันในแต่ละวันเลยดีกว่า มีหลักฐานว่าหวยโรงเช้าเคยได้วันละ ๓๐,๐๐๐บาท หวยโรงค่ำราว ๑๐,๐๐๐บาท รวมกันก็ตกราววันละสี่หมื่นบาท ถ้าเป็นวันตรุษจีน เดิมพันจะมาขึ้นถึงราว๖๐,๐๐๐บาท วันออกพรรษาคือ ๑๔ และ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ จะขึ้นถึงวันละ๑๒๐,๐๐๐บาท ถึง ๑๔๐,๐๐๐บาท ( ดูเอา วันทางศาสนากับอบายมุขเกี่ยวกันมั้ยเนี่ย )

         เจ้าหวยก ข นี่เล่นกันอยู่ถึง ๘๑ ปี มายกเลิกในสมัยรัชกาลที่หก เมื่อปี ๒๔๕๙ เป็นการพนันที่ทั้งคนจนคนรวยต่างเสมอภาคในการลุ่มหลง หมกมุ่นกันถ้วนหน้า มีเงินทองเท่าไหร่ก็ไหลลงกระบอกไม้ไผ่ป้ายหวยกันหมด พร้อมใจกันจนลงเรื่อยๆ รัฐบาลเองก็เห็นผลร้ายที่ว่า พยายามเลิกอยู่หลายรัชกาล แต่ไม่สำเร็จได้ง่ายๆ เพราะเป็นอากรรายได้สำคัญอย่างหนึ่ง ( เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่มั้ง ) ถ้าจะยกเลิกก็ต้องหารายได้อย่างอื่นมาชดเชย ความดำรินี้จึงรีรอเรื่อยมา

          เรื่องของความบ้าหวย ( ซึ่งยังเป็นมรดกสืบทอดมาจนปัจจุบัน ) มีถึงขนาดที่ว่ายามหลับก็ฝัน แล้วเอาตีเป็นหวย ยามตื่นเห็นอะไร ก็ตีเป็นหวยอีกเช่นกัน เรียกว่าการทำมาหากินตามปกติเป็นงานอดิเรก แต่การตีหวยนี่เป็นอาชีพหลัก ขะมักเขม้นเจริญภาวนาเรื่องหวยกันทั้งยามหลับยามตื่น

         อย่างว่า เมื่อมีปริศนาจากการฝัน หรืออะไรก็ได้ยามตื่น ก็ย่อมต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่จะตีความ จึงเกิดเจ้าพ่อเจ้าแม่เกจิอาจารย์ใบ้ห้วย ตีความทำนายฝัน ทายนิมิตกันแพร่หลาย ผิดมั่งถูกมั่ง ก็มันมีแต่ ๓๔ ตัวก็ต้องมีถูกบ้างนั่นแหละ แต่ที่สำคัญคือ ถ้าคนแทงหวยแทงผิด แทนที่จะไปเฉ่งอาจารย์ใบ้หวย กลับโทษตัวเองซะนี่ว่าตีความหมายอันลึกซึ้งของอาจารย์ผิดไปเอง เวรแท้ๆ

         สมัยนั้นคนดีๆที่ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้บางทีก็พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย อย่างเช่นพระสงฆ์ที่มีคนนับถือกันมากๆ ถ้าทำอะไรผิดแผกไปบ้าง ก็จะมีคนเข้าใจว่าท่านใบ้หวยเป็นทานไปเสียอีก
 
         มีเรื่องเล่าว่าเคยมีพระราชาคณะองค์หนึ่ง แต่งวัดรับกฐินเสด็จฯ เอาตุ๊กตารูปช้างมาตั้งรายกำแพงแก้ว พวกที่ไปกฐินวันนั้น จึงพากันเอาไปแทงหวย และดันถูกเสียอีก
 
         อีกครั้งหนึ่ง...พระครูซึ่งเป็นที่เลื่อมใสในทางวิปัสสนาธุระ พวกนักเลงหวยไปพูดจาเลียบๆเคียงๆท่าน ท่านก็สนทนาโดยซื่อ ไม่ทราบว่าเขาขอหวย หลังจากตีความประสานักเลงหวยกันแล้วก็ไปแทง ดันถูก คราวนี้เลยร่ำลือกันไปใหญ่ ผู้คนแห่แหนกันมาขอหวย ท่านพระครูจะพูดอะไร จะจับอะไร ก็เอาไปตีเป็นหวยกันหมด ตอนหลังท่านทราบก็ขัดใจ ใครมาทำนองนี้ท่านก็ไล่ไปจากกุฎิ คนโดนไล่ก็ดันอุตริคิดว่าเป็นปริศนาธรรมใบ้หวยว่า ล.ฬ.เสียอีก ก็เลยไม่เลิกรากัน ในที่สุดพระครูฉวยเอาพลองจะขู่ให้กลัว ก็ยังคิดว่าท่านใบ้หวย ตัวผ.พ.ภ  สุดท้ายท่านจึงปิดกุฏิลั่นดาลไม่รับแขก พวกลูกศิษย์ต้องออกโรงห้ามปรามและขอร้องประชาชนชาวหวยนั่นแหละ จึงได้เลิกรากันไป

         อ่านดูแล้ว เรื่องพวกนี้ยังไม่เก่าซักเท่าไหร่เลย สมัยนี้ก็ยังพบเห็นกันได้อยู่ การพนันกับการขาดสติ มันของคู่กันอยู่แล้ว ตาดีก็เหมือนตาบอด มองอะไรไม่เห็นนอกจากกระบอกไม่ไผ่ ๓๔ อัน ผู้ที่มีแนวคิดเรื่องหวยบนดิน บ่อนคาสิโนก็พิจารณาเอาแล้วกัน ประวัติศาสตร์จำลองภาพให้เห็นแล้ว  ว่าผลพวงมันตามมาอย่างไรบ้าง ถ้าเอาไปทายอนาคต รับรองว่าแม่นดั่งจับวาง และเชื่อเถอะว่ามาตรการทางกฏหมายอะไรก็ป้องกันความละโมภของคนไม่ได้ นักพนัน เจ้าของบ่อนนี่แหละ หัวครีเอทีฟของแท้ คนปกติตามทันยาก สวัสดี.

**********************************************

ปฏิบถ  เขียนและเรียบเรียง
พ.ศ. ๒๕๔๖

ข้อมูล  :  หนังสือ พระราชประเพณีและประเพณีชาวบ้าน  โดย ประยุทธ สิทธิพันธ์

ที่มา...........http://www.moomkafae.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=133834&Ntype=5
บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
werachaisubhong
องคต
*****
ตอบ: 449



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 10 เม.ย. 11, 14:19

หวย ก. ข. มาเป็น สลากกินแบ่ง

จากหวย ก.ข. มาถึงสลากกินแบ่งรัฐบาล

                                         
หวย   มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ว่า น. การพนันอย่างหนึ่ง เดิมใช้ออกเป็นตัวหนังสือ, (ปาก) สลากกินแบ่ง

         หวย แต่เดิมนั้นมิใช่เป็นกิจกรรมที่คนไทยคิดขึ้นเอง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจีนระบุว่า การพนันทายตัวเลขหรือตัวหนังสือนี้มีขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าเตากวาง แห่งราชวงศ์ไต้เช็ง ประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๔ – ๒๓๙๔  การพนันทายตัวเลขหรือตัวหนังสือของจีน เรียกว่า “ฮวยหวย” แปลว่า  “ ชุมนุมดอกไม้ ” เหตุที่มีความหมายเช่นนี้ เพราะในชั้นแรกเขียนตัวหวยเป็นรูปดอกไม้   ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นชื่อคนโบราณ โดยทำป้ายเล็ก ๆ จำนวน ๓๔ ป้าย เขียนชื่อคนโบราณเป็นภาษาจีนลงป้ายละชื่อ เช่น  สามหวย  ง่วยโป๊  ฯลฯ  แล้วเจ้ามือจะเลือกป้ายชื่อคนเหล่านั้นหนึ่งอันใส่ในกระบอกไม้   ปิดปากกระบอกแขวนไว้กับหลังคาโรงหวย ให้คนทายว่าจะเป็นชื่อผู้ใดใน ๓๔ ชื่อนั้น    ต่อมาได้เพิ่มชื่อขึ้นอีก  ๒  ชื่อ  รวมเป็นตัวหวย ๓๖ ตัว

                เมื่อหวยมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน    แล้วหวยเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้อย่างไรเป็นคำถามที่น่าสนใจไม่น้อย    กล่าวกันว่าหวยเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับชาวจีนอพยพกลุ่มหนึ่งในราว พ.ศ. ๒๓๖๐    ในระยะแรกๆ นิยมเล่นกันในหมู่ชาวจีนอพยพเท่านั้น จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๓๗๔ – ๒๓๗๕    ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดข้าวยากหมากแพง เพราะปีหนึ่งน้ำมากแต่อีกปีหนึ่งเกิดฝนแล้ง   จึงทำให้ข้าวขาดตลาดและมีราคาแพง เงินตราที่หมุนเวียนก็หดหายไป                                               

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเข้าพระทัยว่า    คงเป็นเพราะมีผู้นำเงินตราไปซื้อฝิ่นมาเก็บไว้ขาย    พระองค์จึงโปรดให้เอาฝิ่นมาเผาเสียมาก แต่เงินก็ยังคงหายไปจากตลาดอยู่ ช่วงนั้นเอง เจ้าสัวผู้หนึ่งซึ่งเป็นนายอากรสุราชื่อว่า   จีนหง   ได้เข้าเฝ้ากราบทูลว่า    การที่เงินหายไปนั้นเพราะราษฎรนำไปใส่ไหฝังดินไว้ ถ้าจะเรียกเงินขึ้นมา ต้องออกหวยให้คนเล่นเหมือนเมืองจีน   รัชกาลที่ ๓ ทรงเห็นพ้องกับความคิดของเจ้าสัวจีนหง   จึงโปรดให้ จีนหง ออกหวยขึ้นครั้งแรก เมื่อเดือนยี่ปีมะแม พ.ศ. ๒๓๗๘ ดังนั้น   เจ้าสัวจีนหง นอกจากจะเป็นนายอากรสุราแล้ว ยังเป็นนายอากรหวย มีตำแหน่งเป็นขุนบาล   หารายได้ให้รัฐบาลอีกด้านหนึ่งด้วย
                ในช่วงแรก การออกหวยตามแนวคิดของเจ้าสัวจีนหง  จะออกหวยวันละครั้งในตอนเช้า วิธีการออกหวยให้คนไทยเล่น  ได้ปรับเปลี่ยนจากแผ่นป้ายรูปคนและเขียนชื่อชาวจีนและอักษรจีนมาเป็นอักษรไทย    แล้วตามด้วยชื่อคนโบราณจีนที่เขียนด้วยตัวอักษรไทย เช่น ก. สามหวย ข. ง่วยโป๊    เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะคนไทยอ่านหนังสือจีนไม่ออก   อักษร ไทยที่ใช้เริ่มจาก ก ข ฃ ค ฅ เรื่อยไปตามลำดับ อักษรไทยที่ใช้เขียนออกหวยมี ๓๔ ตัว ตัดอักษรทิ้ง ๘ ตัว คือ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ ด้วยเหตุที่เขียนอักษรไทยในแผ่นป้ายนี่เองจึงเป็นที่มาของหวย ก. ข.

                ในเรื่องการแทงหวย คนไทยมักโยงความฝันของตนแล้วตีออกมาเป็นเลขหวย ในสมัยที่ยังเล่นหวย ก. ข. นั้นหากแทงหวยอักษร ก. มักจะมีคำกลอนกำกับไว้ว่า
                                “เจ้าหัวฉอกสามแฉกเป็นเส้นฉาก                   หนวดที่ปากแดงจ้าหน้าออกผี

                ชื่อสามหวยสวยนักเป็นจักรี                                              นางชะนีมาเกิดกำเนิดนาม”

 

                ฉะนั้นเมื่อฝันเห็นชะนี ฝันเห็นคนสวยหรือคนมีหนวด ก็มักจะแทงตัว ก. สามหวย

                เรื่องความฝันกับการตีออกมาเป็นเลขหวยนี้มีปรากฏในวรรณกรรมเรื่องสี่แผ่นดิน ของพลตรีหม่อมราชวงศ์ศึกฤทธิ์  ปราโมช ตอนหนึ่งที่ตัวละครคือ นางพิศ ผู้เป็นบ่าวของแม่พลอย พูดโต้ตอบกับคุณเชยผู้เป็นพี่สาวร่วมบิดาเดียวกันกับแม่พลอย โดยมีช้อยร่วมวงสนทนาอยู่ด้วยว่า

                 “เมื่อคนพิศฝัน ดี๊ดี   เห็นนกกระยางบินมาตั้งฝูง วันนี้ต้องแทงหวยให้เต็มภิกขาทีเดียว”

                “แทงตัวอะไรพิศ ”  ช้อยถามอย่างสนใจ

                “ แทง ป. กังสือซีคุณช้อย ”  นางพิศตอบอย่างแน่ใจ

                “ไฮ้ ! ฝันเห็นนกกระยางทำไมไปแทง ป. กังสือล่ะพิศ ”  คุณเชยซัก

                “ ก็นกกระยางมันกินปลานี่เจ้าค่า ”  นางพิศตอบอย่างปราศจากสงสัย

                “ปลาก็ ป. กัง สือ ซี เ จ้ า ค่ า”

                จะเห็นได้ว่าอักษร ป. กัง สือที่ยกมากล่าวนี้เป็นอักษรตัวที่ ๑๙ ในแผ่นป้ายอักษรไทยสมัยนั้น ข้อมูลจากวรรณกรรมจึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า คนไทยในสมัยนั้นนิยมเล่นหวยกันมาก

                ในวงการหวย ก. ข.  ผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกันกับหวย ก. ข. คือเจ้ามือหวย ซึ่งมีราชทินนามว่า  “ขุนบาลเบิกบุรีรัตน์”  ชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า  “ ขุนบาล ” หรือ “ ขุนบาลหวย ”  ขุนบาลจะเป็นผู้รับกินรับใช้เพราะเป็น เจ้ามือ

                วิธีเล่นหวย ก. ข. นั้น ไม่ยุ่งยาก ผู้แทงหวยจะต้องไปซื้อหวยจากเสมียนที่ตั้งขายอยู่ตามมุมถนนต่างๆ เมื่อซื้อแล้วเสมียนจะออกใบเสร็จรับเงินของโรงหวย โดยมีข้อความเกี่ยวกับตัวอักษรหรือ ตัวเลขที่แทง วันเดือนปี และเวลาที่ออกหวย จำนวนเงินที่แทง รวมทั้งรางวัลที่จะได้รับ โดยข้อความเหล่านี้จะเขียนเหมือนกันทั้งต้นขั้วและปลายขั้ว เรียกว่า  “โพย”  ผู้ซื้อถือปลายขั้วไว้ ผู้ขายจะนำต้นขั้วมาส่งให้ขุนบาลก่อนกำหนดออก   เพื่อ ตรวจโพยก่อนว่าตัวไหนใครแทงมากน้อยเท่าใด ออกแล้วจะขาดทุนหรือกำไรเท่าใด จากนั้นจึงนำตัวหวยที่คิดแล้วนี้ใส่ถุงชักรอกแขวนให้ประชาชนดูว่า   หวยออกตัวนี้ ผู้แทงถูกจะได้รางวัล ๓๐ ต่อรวมทั้งทุน    ส่วนเสมียนก็ชักเปอร์เซ็นต์ ๑ ต่อ

                ในสมัยรัชกาลที่ ๓  โรงหวยตั้งอยู่ใกล้สะพานหัน แล้วย้ายมาอยู่ที่หน้าวังบูรพาภิรมย์แต่เดิมออกหวยตอนเช้าวันละครั้ง    ต่อ มาพระศรีวิโรจน์ได้กราบทูลขอตั้งขึ้นอีก ๑ โรง อยู่ที่บางลำพู ออกหวยตอนหัวค่ำ วันละครั้ง ในสมัยนั้นจึงมีหวย ๒ โรง เรียกว่า โรงเช้าและโรงค่ำ

                ต่อ มาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีผู้ขอผูกอากรหวยออกไปตั้งที่เพชรบุรีและอยุธยา แต่เล่นอยู่ไม่นาน พระองค์จึงโปรดให้เลิกหวยทั้งสองแห่งเสีย เนื่องจากทรงเห็นว่าราษฎรยากจนลงกว่าเดิม

                ใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริจะเลิกอากรหวย แต่ก็ทรงเกรงว่าจะหารายได้แผ่นดินมาชดเชยไม่ทัน จึงเพียงแต่ผ่อนลดบ่อนเบี้ยให้มีน้อยลงตามลำดับ พอมาถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงยกเลิกอากรหวย ก. ข. อย่างเด็ดขาด เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๙

                อย่างไรก็ตามในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น   ได้มีชาวอังกฤษแนะนำให้รัฐบาลไทยออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อหารายได้บำรุงการกุศล  คำว่า  สลาก นี้  ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Lottery  คนไทยจึงรู้จักคำว่าล็อตเตอรีตั้งแต่นั้นมา   ระยะเวลาช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ รัฐบาลได้ออกสลากกินแบ่งเป็นครั้งคราว  เพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๒ ผู้นำรัฐบาลไทยขณะนั้น คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ก่อตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อออกสลากเดือนละครั้ง  ต่อมาภายหลังจึงได้เพิ่มเป็นเดือนละ ๒ ครั้ง  และช่วยจัดทำสลากกินแบ่งเพื่อการกุศลตามแต่จะมีมติอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี

                เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๘ สลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลถูกรวมเข้าด้วยกันออกด้วยกันเดือนละ ๒ ครั้ง  รายได้สุทธิที่ได้รับถูกจัดสรรให้แก่หน่วยงานต่างๆ ตามจุดประสงค์ของการออกสลาก นอกจากนี้   สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนไทยหันมาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วยข้อความที่ว่า   “วันนี้ ส่วนหนึ่งของการออกรางวัลทุกวงล้อที่หมุน  คือ  คุณภาพชีวิตที่คืนสู่สังคมไทย”     และ ภาพโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์เป็นภาพคนพิการ เด็กด้อยโอกาส และคนชรา การประชาสัมพันธ์เชิญชวนเช่นนี้จึงมีอิทธิพลโน้มน้าวใจให้คนไทยผู้มีจิตกุศล ได้ช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

                อย่างไรก็ตาม   แม้ว่ามีช่องทางเสี่ยงโชคโดยซื้อสลากของรัฐ   แต่เนื่องจากมีราคาแพง อีกทั้งไม่สามารถเลือกแทงเลขได้ตามความต้องการ    จึงมีกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้า รับเป็นเจ้ามือแแทงหวยเสียเอง     โดยอิงผลการออกสลากของรัฐ เดือนละ 2 งวด หวยประเภทนี้รู้จักกันดีว่า   “หวยใต้ดิน”  วิธีการเล่นหวยใต้ดินนั้นคล้ายกับการเล่นหวย ก.ข.  ในยุคแรกๆ   การเล่นหวยใต้ดินสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้เจ้ามือ แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย     จึงต้องมีผู้คุ้มครองซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนของรัฐที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ   เมื่อ มีการแบ่งสรรผลประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นต้นตอของการสร้างเครือข่ายของผู้มีอิทธิพลในชุมชนที่อาจขยายผลไปสู่ ธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆอีกหลายประเภท

                เมื่อ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นโยบายสำคัญอีกประการหนึ่งคือการปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะเจ้ามือหวยใต้ดิน แต่ปัญหาหลักคือ ประชาชนส่วนใหญ่นิยมแทงหวยใต้ดินกันมาก จึงหาวิธีทำให้หวยใต้ดิน เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ซึ่งทำได้โดยรัฐบาลเป็นเจ้ามือรับแทงหวยเสียเอง  หวยใต้ดินในรัฐบาลชุดนี้จึงกลายเป็นหวยบนดิน วิธีนี้นับว่า ช่วยควบคุมผู้มีอิทธิพลได้ในระดับหนึ่ง

                ต่อ มาเมื่อมีการยึดอำนาจของคณะมนตรีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐบาลชั่วคราวของ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ประกาศยกเลิกหวยบนดิน คงเหลือเพียงสลากกินแบ่งรัฐบาล และสลากออมสินเท่านั้น    ที่เป็นทางเลือกและเป็นความหวังของคนไม่ว่าจนหรือรวย


ที่มา..............http://www.siamchina.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538687351&Ntype=6
บันทึกการเข้า

ฅนเมียงแป้ มาอยู่ เจียงฮาย
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.075 วินาที กับ 19 คำสั่ง