โคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ ร่าย

<< < (15/20) > >>

chupong:
เรียนท่านผู้อ่านกระทู้นี้ทุกๆท่านครับ

   ผมอ่านเรื่องโคลงสินธุมาลีแล้ว ทำให้นึกอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง ขออนุญาตคุณ willyquiz
  บันทึกไว้เสียเลยครับ

   ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นกวีท่านหนึ่งซึ่งดัดแปลงรูปแบบโคลงสินธุมาลีของเก่าทำให้กลายเป็นโคลงชนิดหนึ่ง ที่มีฉันทลักษณ์ผสมระหว่างโคลงสี่สุภาพกับโคลงดั้น  กล่าวคือ บาทแรกถึงบาทสาม ตำแหน่งคำเอกคำโทก็ดี การส่งสัมผัสก็ดี เช่นเดียวกับโคลงสี่สุภาพ ข้อแตกต่างอยู่ตรงบาทสุดท้าย คือวรรคหน้าคำที่สี่แหละห้าใช้โทคู่ (คำโทสองคำติดกัน) วรรคหลังมีเพียงสองคำ ให้คำหนึ่งเป็นคำเอก อีกคำใช้ปิดท้ายบท ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ดุจเดียวกับบาทสี่ของโคลงดั้นวิวิธมาลี หรือบาทกุญชรนั่นเอง ท่านใดได้อ่านหนังสือ “เพียงความเคลื่อนไหว” ก็จะพบโคลงดังกล่าวในบทกวีชื่อ “ที่ราบแล้ง ณ แหล่งลุ่ม” ครับ

   “ปลาตีนปีนไต่เต้น                  ตมตีน
ตีนเตอะตมจมปีน                     ป่ายจ้อง
ปูดำหลับจำศีล                  ปาริสุทธิ์
คลื่นไป่ครืนครื้นคล้อง                  ขลาดโหม

   เหือดโพยมล่มแล้งทั่ว            ทะเลหนาว
หอมกลิ่นโคลนปนคาว               คละคลุ้ง
เวิ้งว้างว่างวายยาว                  ยืดเหยียด
ฟ้าจรดฟ้าเฟื้อยฟุ้ง                     ฝั่งฝัน

   เงียบวันยันค่ำคล้าย               ความตาย
ดึกดื่นดื่นดาวราย                  หรี่แล้ง
ตาแห่งห่าโหงพราย               พร่าผุด
อำมหิตโหดเหี้ยมแห้ง               หุ่นผี

   เสียงสีเสียงส่ายแสร้ว            ใบสน
เสียงปิศาจสวดมนต์               มี่ซ้อง
เสียงสาปสั่งบังหน                  หกคว่ำ
คว่ำบาตรบาปบ้ายต้อง               ติดดิน

   อย่ายินอย่ารู้เรื่อง                  ใดเลย
สูประชาชนเฉย                     ชืดชื้น
เช่นนั้นนั่นเทียวเหวย               หวามนุษย์
กี่ชาติกี่ชั้นตื้น                  ต่ำทราม”

   สิ่งที่ผมต้องกราบขอขมาท่านผู้อ่านมีอยู่สองประการครับ หนึ่ง เนื่องจากคนตาบอดพิมพ์ แหละในขณะพิมพ์นั้นมิอาจรบกวนคนตาดีได้ (เนื่องด้วยท่านมีภารกิจ) รูปแบบโคลงจึงออกมาโย้เย้ ขอท่านโปรดอย่าถือสาเลยนะครับ สอง ผมพิมพ์บทกวีนี้จากความทรงจำล้วนๆ ฉะนั้น หากมีคำใดวิปลาสคลาดเคลื่อน “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” แหละหากท่านใดจะกรุณาแก้ไขให้ทุกคำตรงตามหนังสือของท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็จะเป็นพระคุณยิ่งครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูงยิ่ง
ชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ




 

willyquiz:
สวัสดีครับคุณ chupong

ผมประมวลข้อความจากคุณหลวงเล็ก  + คุณอกนิษฐ์ + คุณ chupong  ก็พอจะมองเห็นภาพขึ้นลางๆ บ้างแล้วเกี่ยวกับโคลงโบราณและโคลงเยี่ยงโบราณ  คาดว่าเป็นเรื่องของ
ข้อสันนิษฐานใหม่หักล้างข้อสันนิษฐานเดิมและถ้ามีข้อสันนิษฐานที่ใหม่กว่าเพิ่มเข้ามาก็คงจะนำมาหักล้างกันอีกต่อไป  ในทำนองเดียวกันกับคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต
จริงหรือไม่  จนบัดนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ
และเมื่อได้อ่านข้อความของคุณหลวงเล็กที่ได้กล่าวไว้ว่า
คัมภีร์กาพย์วิสารวิลาสินีและคัมภีร์กาพย์คันถะซึ่งนับถือกันมาแต่โบร่ำโบราณว่า
เป็นต้นกำเนิดของโคลงนั้น  แท้จริงเป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นในเมืองไทยนี่เอง
ในดินแดนที่เป็นอาณาจักรล้านนา   เข้าใจว่าพระภิกษุเป็นผู้แต่งคัมถีร์ดังกล่าว
โดยอาศัยแบบอย่างจากคัมภีร์ภาษาบาลีอื่นๆ เป็นต้นแบบ
ผมจึงมิได้ประหลาดใจอะไรมากนัก  เพราะแม้แต่ในขณะบวชเป็นภิกษุสงฆ์พรรษาแรกยังเป็นพระนวกะ     ขณะที่กำลังท่องจำบทขัดสัคเค (บทขัดชุมนุมเทวดา) ผมก็ได้พบ
ความผิดปกติของพระคาถาบางประการ  รู้สึกถึงความคุ้นตาอันเนื่องจากเคยแต่งมาก่อน  จึงลองตรวจสอบดู  แล้วก็พบว่า เป็นคำฉันท์นั่นเอง  แต่จะเรียกว่าฉันท์อะไรผมเองก็ไม่ทราบ 
แต่รูปแบบของพระคาถาตั้งแต่  “สะรัชชัง สะเสนัง.....จนถึง.....ปะริตตัง ภะณันตุ.” เป็นรูปแบบของ “ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒”  ผิดกันแต่รูปแบบของสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน  กับคำ
สุดท้ายของบทตรงคำว่า “ภะณันตุ” ซึ่ง “ตุ” เป็น ลหุ ผิดรูปแบบไป   และตั้งแต่ “สัคเค กาเม.....จนถึง.....สาธะโว เม สุณันตุ”  นี้เป็นรูปแบบของ “สัทธราฉันท์ ๒๑” อย่างไม่ต้อง
สงสัย  แต่ก็เช่นเคย  รูปแบบของสัมผัสไม่ตรงกับแบบแผนที่เคยได้รับรู้ร่ำเรียนมา  และคำว่า “ตุ” เป็นคำ ลหุ ปิดท้ายเช่นเดิม  ก็ไม่รู้ว่าผู้ประพันธ์ บทขัดสัคเค นี้นำมาจากคัมภีร์ฉบับ
หรือผูกใดและนำมาประพันธ์ไว้เป็นบทสวดมนต์ให้พวกเรายุคหลังได้ใช้ในการอัญเชิญเทวดาก่อนจะทำการสวดมนต์ตามปกติมาตั้งแต่สมัยใด
ดังนั้นเมื่อได้อ่านข้อความของคุณหลวงเล็กผมจึงรู้สึกเฉยๆ  คัมภีร์ใดจะเป็นต้นกำเนิดผมก็นับถือเป็นแบบอย่างเช่นเดียวกัน  สิ่งที่ได้ก็คือความรู้เพิ่มเติมเท่านั้น  ผมก็ยังอาศัยรูปแบบนั้นๆ
เป็นครูตามปกติ   แต่ที่เรียกความสนใจของผมก็คือความพยายามฟื้นฟูโคลงโบราณขึ้นมาอีกโดยกำหนดรูปแบบเสียใหม่ดังที่คุณ chupong ได้นำโคลงของคุณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
มาลงไว้ให้ชม  แต่ไม่ได้บอกชื่อไว้  ดังนั้นผมขอเรียกว่า “โคลงดั้นโบราณสินธุมาลี” ไปก่อนก็แล้วกัน 

willyquiz:
โคลงดั้นโบราณสินธุมาลี ที่คุณ chupong นำมาลงไว้นี้ไม่ได้เป็นของแปลกใหม่สำหรับผมเลย  ผมเคยแต่งและกำหนดรูปแบบเอาไว้ก่อนหน้านั้นนานแล้วโดยนำเอาโคลงสี่สุภาพกับ
โคลงดั้นวิวิธมาลีกับโคลงดั้นบาทกุญชรมาผสมผสานกัน  แต่เมื่อพิจารณาไปแล้วรู้สึกเกิดความลำบากใจในการส่งสัมผัสระหว่างบทขึ้นมา  อุปสรรคคือจะส่งสัมผัสไปยังคำใดของบท
ต่อไปดีนั่นเอง  ของเก่าท่านก็กำหนดเอาไว้เหมาะสมดีแล้ว  และถ้าจะแต่งเดี่ยวแบบโคลงสี่สุภาพ  ผมก็ไม่เล็งเห็นถึงความแตกต่างของโคลงสี่สุภาพที่มีความไพเราะอยู่แล้วเลย  ผม
จึงละความสนใจแล้วมุ่งไปหาแนวทางอื่นๆ ต่อไป  อันที่จริงถ้าจะคำนึงถึงข้อเขียนของคุณหลวงเล็กที่กล่าวไว้ว่า
ร้อยกรองปัจจุบันไม่ว่ากาพย์กลอนโคลงร่าย(ไม่ต้องพูดถึงฉันท์)ที่แต่งยาก
เพราะเราเพิ่มข้อบังคับให้มากขึ้นไปเอง  เพราะเห็นว่า คนนั้นแต่งอย่างนี้เพราะดี
จึงเอาอย่างบ้าง   แต่หารู้ไม่ว่า  ความไพเราะไม่ได้จำกัดเพียงรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง
อย่างกลอนสุนทรภู่  มีสัมผัสในก็เพราะดี  พอไปอ่านเสภาขุนช้างขุนแผนบางตอน
ที่เป็นสำนวนของเก่าไม่เน้นสัมผัสในเลย  ก็อ่านเพราะดีเหมือนกัน  แต่คนสมัยต่อมานิยมว่า
กลอนมีสัมผัสในเพราะ  ต้องวางจังหวะในวรรค ๓-๒-๓ หรือ ๓-๓-๓ จึงจะไพเราะดี
แต่หารู้ไม่ว่า  นั่นเท่ากับบังคับให้การแต่งกลอนที่บังคับน้อย เป็นเรื่องยุ่งยาก
จึงมีคนคิดฉันทลักษณ์อื่นๆ ขึ้นใหม่  หรือแม้แต่กลอนเปล่า  เพราะเบื่อฉันทลักษณ์เก่า
อ่านจบแล้ว เราจะมองเห็นสัจธรรมที่ว่า  ความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด  เรามีรูปแบบของโคลง กลอน กาพย์ ฉันท์ ร่าย มากมายอยู่แล้วให้เลือกใช้ตามความสามารถของแต่ละ
บุคคล  แต่เราก็ไม่ยอมหยุดยั้งอยู่แค่นั้น  เราก็พยายามจะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ มาเพิ่มเติมอีก  ซึ่งจะว่าผิดก็ไม่ได้อีกเช่นกัน  เพราะการหยุดอยู่กับที่ก็เท่ากับเรียกหาความเสื่อมโทรมเท่านั้น
เอง   อย่างตัวผมเองผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบังคับตัวเองให้แต่งกลอนโดยมีสัมผัสในอยู่ด้วยเสมอ  ทำไมจึงต้องพยายามแต่งกลบทต่างๆ ด้วยทั้งๆ ที่ปวดสมองจะตาย  ทำไมต้อง
พยายามคิดค้นร้อยกรองรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เห็นมีในตำรามาตั้งแด่วัยเด็กเพื่อที่ว่าจะได้ชื่อว่าตนเองเป็นคนบัญญัติขึ้นมาแล้วก็ถูกคุณครูบอกว่า “พวกนอกตำรา”    ดังที่คุณหลวงเล็กบอก
เอาไว้ว่า  เป็นเรื่องยุ่งยาก  “ความไพเราะไม่ได้จำกัดเพียงรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง”  ข้อนี้ผมว่าเป็นความจริงอย่างที่สุด  มันอยู่ที่ฝีมือของผู้ประพันธ์เสียมากกว่า ถ้าฝีมือดี จะแต่งร้อยกรอง
ชนิดใดก็เพราะทั้งนั้น      คุณ chupong เองก็มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์พอตัว  ลองแต่ง “โคลงมหาสินธุมาลี” โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ของรูปแบบวรรณยุกต์ให้ปวดสมองมาให้เพื่อนสมาชิก
เรือนไทยอ่านบ้างสิครับ  ผมอยากชมรูปแบบของโคลงโบราณในความคิดของผู้พิการทางสายตาว่าจะออกมาในทางไหน  แตกต่างจากพวกเราที่มีสายตาปกติหรือไม่  ใครจะบอกได้ว่าคุณ
chupong อาจมองโลกในความมืดได้เข้าใจถ่องแท้กว่าพวกเราที่อยู่ในโลกของความสว่างเสียอีกก็เป็นไปได้  คนตาดีแต่อาจจะเป็นประเภทตาบอดตาใสอย่างผมก็คงมีอยู่บ้างละครับ  โลกนี้
บางครั้งมันก็โสมมจนอาจจะเป็นการโชคดีที่ไม่ได้เห็นเสียเลยก็มีอยู่มากมายหลายมุม  แต่ถ้าเป็นการรับรู้โดยผ่านทางโสตสัมผัสกับจากการอ่านและนำมาถ่ายทอดในแง่มุมของตนเอง  ผมคิดว่า
เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก  ผมอาจจะนำเอารูปแบบความคิดของคุณ chupong มาเป็นแม่แบบของผมบ้างก็เป็นไปได้ครับ

willyquiz:
เหมือนกับกลอนตอนหนึ่ง  ในบทลครเรื่องเวนิชวาณิช
พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ ที่ว่า

  "อันชนใดไม่มีดนตรีกาล         ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ       เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก               มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี
และดวงใจย่อมดำสกปรก            ราวนรกเช่นกล่าวมานี้
ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้             เราควรมาฟังดนตรีเถิดชื่นใจ..."

ก็ต้องอ่านว่าอับ-ปะ-หลัก เช่นกัน 

ในกลอนวรรณคดีเก่าๆ หลายเรื่องก็มีอย่างนี้  ถ้าไม่เข้าใจวิธีอ่าน
ก็เข้าใจว่าคนโบราณแต่งพลาด 

ได้เข้าไปอ่านกระทู้ “บทพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา” และได้เห็นข้อความของคุณหลวงเล็กในส่วนนี้  และเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทู้นี้โดยตรง   ผมจึงขออนุญาตคุณหลวงเล็กนำข้อความ
ข้างบนนี้มาบรรจุไว้ในกระทู้นี้ด้วยนะครับ  ควรมิควรแล้วแต่จะกรุณาพิจารณาให้ด้วยครับ

ข้อความด้านบนนี้ทรงคุณค่าต่อเยาวชนในยุคนี้เป็นอย่างยิ่งและรวมไปถึงบุคคลทั่วไปด้วย  ผมบอกได้เลยว่าเป็นประสบการณ์ตรงต่อตัวผมหลายครั้งหลายหน   (เยาวชนคนใดที่สนใจด้านการ
ประพันธ์และวรรณคดีควรต้องจำใส่ใจไว้ให้มั่นเลยทีเดียว)  เมื่อผมได้นำบทพระราชนิพนธ์แปลตรงบาทที่คุณหลวงเล็กได้กล่าวไว้คือ “อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ  เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์“
ไปให้หลายๆ บุคคลอ่าน รวมถึงคุณครูท่านหนึ่งที่สอนเด็กมาตั้งแต่เรียนจบครู จนกระทั่งเกษียณ   ต่างก็อ่านว่า อับ-ปะ-ลัก ทุกคน  เมื่อผมบอกว่า อ่านว่า อับ-ปะ-หลัก ไม่มีใครเชื่อผมเลยยกเว้น
คุณครูที่ผมกล่าวถึง

ผมได้เอา ”นิราศภูเขาทอง” ในบท

     ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด                      คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร                   แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด                 ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น                         ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย                ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา                         ขอเป็นข้าเคียงบาททุกชาติไป  ฯ

ให้เด็กๆ อ่านให้ฟัง   เด็กเกือบทุกคนอ่านผิดหมดตรงคำที่ผมให้สีแดงเอาไว้     ผมว่าปัญหานี้ไม่ใช่เป็นปัญหาของเด็กหรอกครับ   แต่เป็นปัญหาของคุณครูผู้สอนบางท่านว่ารู้จริงหรือเปล่า   
หรือรู้แล้วแต่ละเลยไปเสีย    แม้แต่คำประพันธ์ของผมเองตรงวรรค “น้ำใจน้องนาฏนุชกุสุมาลย์”   เมื่อผมให้ลูกหลานผมอ่าน  ต่างก็อ่าน กุ-สุ-มาน กันหมดทุกคน   จนกระทั่งผมบอก
นั่นแหละจึงจะเข้าใจ    ปัจจุบันเยาวชนกลุ่มนี้รู้วิธีการอ่านลักษณะนี้กันหมดแล้วทุกคนแต่ไม่ทราบว่าเยาวชนท่านอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาอ่านในบ้านเรือนไทยจะเข้าใจหรือไม่หากขาดการ
อบรมสั่งสอนจากคุณครู
ที่จริงแล้วนิราศภูเขาทองบทดังกล่าวเป็นเสมือนบทอาขยานในยุคสมัยของผม  คุณครูก็จ้ำจี้จ้ำไชบอกให้อ่านอย่างถูกวิธีตลอดเวลาจนจำได้ขึ้นใจ  แต่ในยุคสมัยปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีการ
สอนแบบนี้อยู่อีกหรือไม่  ทำไมจึงดูเหมือนว่าเยาวชนในยุคนี้ไม่ค่อยเข้าใจกันเลย

แต่เนื่องมาจากบทพระราชนิพนธ์ท่อนที่คุณหลวงเล็กอัญเชิญมาผิดไปจากหนังสือเรียนอยู่บ้าง  และในตู้หนังสือเรือนไทยก็ไม่มีให้ดูเปรียบเทียบ  ผมจึงขออนุญาตอัญเชิญมาลงไว้อีกครั้ง
เพื่อการเปรียบเทียบของเยาวชนครับ

จากหนังสืออ่านกวีนิพนธ์เรื่อง เวนิสวาณิช ของกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓๘  พ.ศ. ๒๕๒๖)

องค์ที่ ๕   : ลอเร็นโซ สนทนากับ นางเช็สสิกา
..............................
..............................
ชนใดที่ไม่มีดนตรีกาล
ในสันดาน, เป็นคนชอบกลนัก,
อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ,
เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก;
มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี,
และดวงใจย่อมดำสกปรก
ราวนรก: ชนเช่นกล่าวมานี่
ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้.
เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ.

อกนิษฐ์:
สวัสดีครับ มาเสวนาเรื่องโคลงโบราณไม่โบราณจริง ต่อครับ

ความเห็นเกี่ยวกับโคลงโบราณของจิตร ภูมิศักดิ์ ขอคัดมาดังนี้

"...ด้วยเชื่อกันว่าโคลง, ทั้งของไทยและของลาว, เป็นกาพย์กลอนที่มีต้นกำเนิดจากคัมภีร์สันสกฤตชื่อ 'กาพย์สารวิลาสินี' และคัมภีร์ 'กาพยคันถะ' ฉะนั้นชื่อโคลงต่าง ๆ จึงออกมาจากคัมภีร์ทั้งสองนี้แทบจะทั้งสิ้น โดยเฉพาะจากคัมภีร์แรก.

คัมภีร์กาพย์สารวิลาสินีนั้น เดิมเป็นตำรากาพย์ของสังสกฤต แล้วมาภายหลังได้มีผู้ถอดเป็นภาษาบาลี ไทยได้ถอดตำรานี้ออกเป็นภาษาไทยอีกต่อหนึ่ง เป็นหนังสือที่เชื่อถือกันว่าเป็นต้นตำราโคงไทย ... เป็นหนังสือที่ถอดไม่นานนัก.

ผู้ถอดตำรานี้ ได้นำเอากาพย์ของสันสกฤต-บาลี มาวางแยกวรรคออกแบบไทย ทั้งนี้เพราะกาพย์เหล่านั้น ล้วนมีบาทละ ๗ คำ และมี ๔ บาท แยกออกเป็นวรรคหน้า ๕ คำ และวรรคหลัง ๒ คำ ได้อย่างโคลงดั้นของไทยพอดี

กาพย์เดิมของของบาลี-สันสกฤต มิได้กำหนดเสียงวรรณยุกต์เอกโท เพราะทั้งสองภาษานั้นไม่มีวรรณยุกต์ และไม่มีระดับเสียง ผู้ถอดออกเป็นไทยได้พยายามเอาเอกโทเข้าช่วย ทำให้รูปร่างดูคล้ายโคลงดั้นมากทีเดียว แต่ก็ยังบอกำกับไว้ว่าไม่บังคับเอกโท มีแต่บังคับสัมผัสเช่น

วิชชุมาลี:
            ข้าแต่พระพุทธเกล้า       มุนินทร์
    ลายลักษณะพระบาท             วิจิตร
    ชนนิกรไว้อาจิณ                   คืนค่ำ
    ตั้งกระหม่อมข้านิตย์              เท่ามรณ์ ฯ

จิตรลดา:
            พระจันทร์เพ็งแผ้ว          สรัทกาล
    ชช่วงโชติพรายงาม                 รุ่งฟ้า
    ในชนชื่นบานนิตย์                  ทุกหมู่
    รัศมีเรืองกล้าแหล่ง                 เวหา ฯ

และมีมีอีกมากอย่าง และแต่ละอย่างนั้น ถ้าคำลงท้ายเพิ่มเป็น ๔ คำ ก็ให้เพิ่มคำ 'มหา' นำหน้าชื่อเข้าไป เช่น 'มหาสินธุมาลี' ซึ่งคล้ายโคลงสี่สุภาพ ดังนี้ :

            ข้าแต่พระพุทธเจ้า            ใจปราชญ์
    รัศมีองค์โอภาส                       รุ่งฟ้า
    พระสุรเสียงเพราะฉลาด              โลมโลก
    สัตบุรุษทั่วหล้า                       ชมนิตย์ชื่อธรรม ฯ

แต่อย่างไรก็ดี ผู้ถอดก็ยังกำกับไว้เสมอว่า ไม่บังคับเอกโท ซึ่งข้อนี้เราก็จับได้ชัด ๆ ทีเดียวว่า ผู้ถอด, ในขณะที่เขียนบอกว่าไม่บังคับเอกโทนั้น, ก็อดที่จะเอาเอก-โท ตามความเคยชินของไทยวางลงไปด้วยไม่ได้อยู่ดี, ก็ถ้าหากว่าไม่ถือเอก-โทจริง ๆ, และไม่มีความเคยชินในเอก-โทจริง ๆ แล้ว, ตัวอย่างที่แสดงทั้งหมด ก็ไม่น่าจะลงท้ายบาทสองด้วยคำโทเสียแทบทั้งนั้น

และถ้าหากไม่เคยมีความรับสำนึกในความงามของเอกโทมาก่อน, ในความไพเราะมาก่อน, ก็คงจะไม่ต้องบอกใคร เพราะไม่มีใครสนใจเอกโทกันทั้งนั้น, ที่ต้องบอกไว้ว่าไม่บังคับเอกโทนั้น ก็เพราะในชีวิตวรรณคดีของชนชาติไทย ได้มีความรับสำนึกในรสไพเราะของระดับเสียงเอกโทอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง

เรื่องของตำรากาพย์สารวิลาสินี จึงเป็นเรื่องของการดัดแปลงกาพย์กลอนบาลี-สันสกฤตให้เข้ากับลักษณะของไทย หรือถ้าจะพูดกันอย่างเข้มงวด ก็คือพยายามจะลากเอาเรื่องโคลงไทย-ลาวให้เป็นของที่มีกำเนิดจากภาษาบาลี-สันสกฤต ...

...เป็นเรื่องของการ จับบวช, และแม้แต่คำว่า บวช นั้นเอง ก็โดนจับบวชนานแล้วด้วย เขมรโบราณสมัยก่อนนครหลวงใช้ว่า โบส มาถึงสมัยนครหลวง เขมรทางแถบทะเลสาบ ออกเสียง โอ เป็น อัว จึงใช้ว่า บวส ไทยสุโขทัยยืมคำนี้มาใช้ว่า บวส ตรงตามรูปพื้นเมือง แต่มาภายหลังนักเลงดีจับมาเข้าวัดเสียเป็น บวช ดังที่พระสังฆราชวชิรญาณวงศ์ อธิบายว่า คำนี้ มีรากเหง้ามาจากภาษาบาลีว่า ปพฺพชา, เอา พ เป็น ว ได้รูปเป็น ปวฺวชา แล้วตัดเป็นไทยว่า "บวช" โคลง-กาพย์กลอนที่ถือระดับเสียงวรรณยุกต์เป็นหลักสำคัญของไทย-ก็ได้ถูกจับบวชดังนี้เช่นกัน

จะให้เรายอมเชื่อว่า โคลงไทย-ลาว ที่ถือเอกโทเป็นหลักชี้ขาดมีกำเนิดมาจากกาพย์กลอนบาลี-สันสกฤต ที่ไม่มีระดับเสียงเอกโทนั้น เราสุดที่จะกลืนลงคอได้ !"
(จิตร ภูมิศักดิ์, โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา, พิมพ์ครั้งที่ ๓, เมษายน ๒๕๔๗. หน้า ๒๔๘.)

จิตร ภูมิศักดิ์ เชื่อว่าโคลงไทย-ลาว ไม่ได้กำเนิดมาจาก คัมภีร์กาพทั้ง ๒ เล่มนั้น การจับบวชดังกล่าว จึงไม่สำเร็จมากนัก ไทยยังคงเรียกโคลงอย่างไทยอยู่ เช่น โคลงดั้น โคลงสุภาพ แต่ดูเหมือนว่าลาวคงได้รับอิทธิพลจากราชสำนักสยามเหมือนกันที่นำชื่อ วิชชุมาลี และ มหาสินธุมาลี เป็นชื่อโคลงของตน ทั้งที่มีลักษณะเอกโทของตนเฉพาะ

โคลงโบราณ หรือโคลงสี่ในตำรากาพย์ ไม่ค่อยปรากฎในวรรณคดีไทย นอกจากงานพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น พระนลคำหลวง และลิลิตนารายณ์สิบปาง เป็นต้น (สุภาพร มากแจ้ง, กวีนิพนธ์ไทย ๑, โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๕.)

โคลงโบราณ ๑๐ ชนิด มาจากคัมภีร์กาพย์สารวิลาสินี ๘ ชนิด คือ วิชชุมาลี, มหาวิชชุมาลี, จิตรลดา, มหาจิตรลดา, สินธุมาลี, มหาสินธุมาลี, นันททายี, มหานันนททายี  และจากคัมภีร์กาพย์คันถะ ๒ ชนิดคือ ทีฆปักษ์ และรัสสปักษ์ (กำชัย ทองหล่อ - หลักภาษาไทย)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดัดแปลงสัมผัสโคลงโบราณ เพิ่มเป็นโคลงโบราณแผลง ๔ ชนิด คือ วิชชุมาลีแผลง, จิตรลดาแผง, สินธุมาลีแผลง และนันททายีแผลง และทรงประดิษฐ์โคลงสี่เลียนแบบโคลงโบราณอีก ๔ ชนิด คือ วชิระมาลี, มุกตะมาลี, รัตนะมาลี และจิตระมาลี

จริง ๆ ไม่ค่อยชอบคำว่าโคลงโบราณเท่าไหร่ เพราะมันโบราณไม่จริง ซึ่งจะเห็นว่าตำราของ อ.สุภาพร มากแจ้ง เรียกว่าโคลงตามตำรากาพย์ ดูจะเข้าที บอกที่มาที่ไปได้ดี ไม่ใช่เหมาเอาว่าโบราณ คือเก่ากึ๊กโบราณ

กวีที่แต่งโคลงชนิดนี้ มีไม่มาก

๑. พระศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) -  มูลบทบรรพกิจ (พ.ศ.๒๔๑๔)

    เอกองค์ทรงภาคย์พ้น     พรรณา
พระเบิกบงกชบาน            คลี่คล้อย
ปวงสัตว์เสพย์นิทรา          เตือนตื่น
สรวมบาทพระนั้นสร้อย       เทริดเศียร

ดวงเดียวโอภาสพ้น          พันทิวา   กรเฮย
บานเบิกบงกชคลา           คลี่คล้อย
เตือนสัตว์สร่างนิทรา         ใสผ่อง   ภักตร์แฮ
บัวบาทเรณูสร้อย            เทริดเกล้าเราเกษม

ข้อสังเกต
- โคลงทั้งสองบทมีเนื้อหาเดียวกัน
- ตำแหน่งเอกโทครบตามอย่างโคลงดั้น และโคลงสี่สุภาพ
- โคลงบทที่สองเป็นลักษณะโคลงสี่สุภาพ ขณะที่บทแรกไม่ใช่โคลงดั้น เพราะผิดธรรมชาติโคลงดั้งที่ต้องแต่งสองบทขึ้นไป (พ.ณ.ประมวลมารค ให้ข้อสังเกตว่าโคลงแบบนี้น่าจะเรียกว่า สินธุมาลา/มหาสินธุมาลา)


๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว - พระบรมราชาธิบายในการประพันธ์

มีพระบรมราชาธิบายในการประพันธ์โคลงแบบต่าง ๆ รวมทั้ง โคลงโบราณ โคลงโบราณแผลง และโคลงเยี่ยงโบราณ โดยในโคลงมหาสินธุมาลี นั้นทรงบอกไว้ว่า เหมือนโคลงสุภาพ แต่ไม่จำกัดโท

สินธุมาลี
            ข้าแต่พระพุทธเจ้า          ใจปราชญ์
    รัศมีองค์โอภาส                     รุ่งฟ้า
    พระสุรเสียงเพราะฉลาด            โลมโลก
    สัตบุรุษทั่วหล้า                      ชมนิตย์ ฯ

สินธุมาลีแผลง
            ข้าแต่พระพุทธเจ้า          ใจปราชญ์
    รัศมีองค์โอภาส                     รุ่งฟ้า
    พระสุรเสียงเพราะฉลาด            โลมโลก
    สัตบุรุษส้าเสก                       ชมนิตย์ ฯ   

มหาสินธุมาลี
            ข้าแต่พระพุทธเจ้า          ใจปราชญ์
    รัศมีองค์โอภาส                     รุ่งฟ้า
    พระสุรเสียงเพราะฉลาด            โลมโลก
    สัตบุรุษทั่วหล้า                      ชมนิตย์ชื่อธรรม ฯ

ข้อสังเกต
- แม้จะไม่เคร่งคำเอก แต่จุดที่เป็นคำโทในโคลงสี่มักจะใช้วรรณยุกต์โท หรือบางครั้งก็เป็นคำตาย  เพื่อรักษาระดับเสียงให้ใกล้เคียงโคลงสุภาพ/โคลงดั้น


๓. ขรรค์ชัย  บุนปาน - ฟ้าแล่บแปล๊บเดียว

ขาวกลีบบัว (พ.ศ.๒๕๑๒)

     ถวายพิษฐานพระไว้        บูชา   ฟังแม่
เกิดเพื่อแรงปรารถนา           แห่งรัก
โกมุทแผ่วลอยมา              รับพี่  รักพี่
โกมุทรักพี่แล้ว                 อย่าสลาย ฯ

    หนึ่งชาติหนึ่งเสน่ห์ด้วย      ดอกบัว   เดียวเอย
ใครสดับใครใคร่หวัว            ใคร่เถิด
เหยียดหยันเยาะเย้ยทั่ว          สามโลก  ก็ดี
พี่จักเชิดหน้าท้า                  โลกสาม ฯ

ข้อสังเกต
- คล้ายโคลงดั้นแต่ไม่ใช่โคลงดั้น
- จบอย่างโคลงดั้น แต่ไม่มีการส่งสัมผัสแบบโคลงดั้น
- ใช้คำตายในตำแหน่งคำโทวรรคที่สอง, แต่ตำแหน่งเอกโทอื่น ๆ กลับเคร่งเหมือนโคลงสี่ทั่วไป 
- ขณะที่สัมผัสวรรค ๑-๒-๓ เป็นอย่างโคลงสินธุมาลี แต่การสัมผัสวรรค ๒ กับ วรรค ๔ ลึกเข้าไปถึงตำแหน่งที่ ๓ (สินธุมาลีแผลง จะรับสัมผัสตำแหน่งที่ ๔) 


๔. เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ -  เพียงความเคลื่อนไหว

ที่ราบแล้ง ณ แหล่งลุ่ม (๒๕๑๘) (ก๊อปจากคุณชูพงศ์ ซึ่งมีความจำเก่งมาก ผิดแค่คำเดียว คือ ซร้อง, คุณชูพงศ์คงจะอ่านโคลงด้วยหู จึงจำแม่นและเขียนโคลงด้วยเสียงไม่เพี้ยนเลย น่านับถือจริง ๆ )

ปลาตีนปีนไต่เต้น                 ตมตีน
ตีนเตอะตมจมปีน                 ป่ายจ้อง
ปูดำหลับจำศีล                    ปาริสุทธิ์
คลื่นไป่ครืนครื้นคล้อง            ขลาดโหม

   เหือดโพยมล่มแล้งทั่ว          ทะเลหนาว
หอมกลิ่นโคลนปนคาว             คละคลุ้ง
เวิ้งว้างว่างวายยาว                 ยืดเหยียด
ฟ้าจรดฟ้าเฟื้อยฟุ้ง                 ฝั่งฝัน

ข้อสังเกต
- เคร่งครัด เอก ๗ โท ๔
- วรรคสุดท้ายมี ๒ คำ อย่างโคลงดั้น และใช้โทคู่อย่างโคลงดั้น
- สัมผัสอย่างโคลงสี่สุภาพ (รวมทั้งร้อยโคลงด้วย)
- พ.ณ.ประมาลมารค เขียนไว้ชัดว่านี่คือ โคลงสินธุมาลี


๔. ศักดิ์ศิริ  มีสมสืบ - มือนั้นสีขาว

ถอดหน้ากาก (๒๕๓๑)

พี่ชายสวมหน้ากาก     ผีร้าย
น้องสาวหวีดวี้ดว้าย     วุ่นวิ่ง
พี่โยนหน้ากากทิ้ง       ยิ้มแฉ่ง
น้องน้อยวิ่งรี่แย่ง        ฉกหน้ากากสวม

น้องสาวสวมหน้ากาก    ผีร้าย
พี่ชายร่ายมนต์ขลัง      ขมังขม้ำ
น้องสาวเข้ากอดปล้ำ    ดุเดือด
กอดพิชิตดูดเลือด       เสื่อมแล้วมนต์ขลัง

ข้อสังเกต
- วรรคสุดท้ายมี ๔ คำ แบบโคลงสี่สุภาพ
- เสียงในตำแหน่งเอกโทยังคงเป็นแบบโคลงสี่สุภาพ แม้จะไม่เคร่งรูปวรรณยุกต์
- สัมผัสแบบกาพย์ นั่นคือคำสุดท้ายของวรรคสัมผัสกับคำที่ ๓ หรือ ๕ ของวรรคถัดไป
-แบบนี้ไม่นับเป็นโคลงโบราณแน่ ๆ เพราะฉีกตำราเรื่องสัมผัสไปมาก

๕. อังคาร  จันทาทิพย์ - แนวรบด้านตะวันออก (ก.พ.๒๕๕๔)

โคลงสินธุมาลี
ต้นสายปลายเหตุ ต้น-------------------กำเนิดไหน
หลักแหล่งคุ้มชีวิตไหล------------------เลือดข้น
ว่านเครือ รัฐ ชาติ ใคร------------------กำหนดเขต
แยกเหล่า ทำลายต้น-------------------ตัดสิน

ถิ่นฐาน ทาง ซ้อนทับ-------------------อารยธรรม
พันผูกวิถีชีวิตกำ-----------------------เนิดสร้าง
สู่กรอบครอบปิดงำ---------------------เงื่อนเปลี่ยน
รุกประดังพนมดงรักร้าง------------------แรมรา

ข้อสังเกต
- กวีระบุอย่างตั้งใจว่านี่เป็น โคลงสินธุมาลี ไม่ใช่โคลงดั้น
- ตำแหน่งที่ควรจะเป็นเอกโทในโคลงสี่ทั่วไปก็ยังคงเป็นคำเอกคำโท ยกเว้นวรรคสุดท้ายที่ลดโทไป ๑ ตำแหน่ง และไม่เคร่งเอก


ตามที่กล่าวมา โคลงโบราณจึงไม่โบราณจริง ถึงแปลงสัมผัสอย่างไรก็ต้องมีเอกโทจึงจะนับเป็นโคลง

โคลงที่แสดงความโบราณจริง ๆ คือ โคลงห้า อย่างลิลิตโองการแช่งน้ำ เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครฟันธงว่ามีฉันทลักษณ์เป็นอย่างไร มีแต่จิตร ภูมิศักดิ์ ที่อธิบายและจัดรูปแบบโคลงได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุด และได้เสนอแนะรูปแบบใหม่ คือ โคลงห้าพัฒนา ก็มีคนแต่งไม่มากนัก อย่างที่รู้กันอยู่

ที่เสวนาเรื่องนี้ แค่แลกเปลี่ยนความรู้ อย่าเข้าใจผิดว่าห้ามแต่งนะครับ ใครอยากประดิษฐ์อย่างไร ก็ตามใจเถิด แต่บางอย่างบูรพาจารณ์ก็ทดลองมาแล้ว อะไรใช้ได้ ใช้ไม่ได้ก็ควรเรียนรู้และปรับปรุงกันต่อไปครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว