ประวัติผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎดุริยางคศิลป์

<< < (3/5) > >>

Wandee:
ขอบคุณในน้ำใจใสพิสุทธิ์ของคุณไซมีส เสมอมาค่ะ



       ศุภลักษณ์มีความจำดีเป็นพิเศษ     สามารถจำบท และคำร้องคำเจรจาของละครได้ทุกตัว  และทุกเรื่องของ

ละครดึกดำบรรพ์  ได้แม่นยำโดยไม่ต้องดูบท  สามารถชี้แจงข้อผิดพลาด  และคำตกหล่นหรือเกินมาบอกได้ถูกว่าตรงนั้นตรงนี้

เมื่อมีการแสดงโรงจริงได้ตัดออกแล้ว    สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศ ฯ ได้ทรงพระเมตตาโปรดให้ฝึกเป็นตัวนางยุบล (ค่อม)

ในเรื่องอิเหนาตอนตัดดอกไม้ ฉายกริช  และนางศุภลักษณ์ในเรื่องอุณรุท   ซึ่งศุภลักษณ์สามารถแสดงได้ดียิ่ง  โดยเฉพาะบท

ยุบลนางค่อม   ซึ่งท่านได้ถ่ายทอดให้กับศิษย์บางคน  เป็นที่น่าเสียใจยิ่งที่ศิษย์ได้เสียชีวิตไปก่อนครู

เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศ ฯ สิ้นพระชนม์แล้ว  ศุภลักษณ์ได้ไปรำบทนางค่อมถวายหน้าพระโกศ เป็นการสักการะด้วยความกตัญญู


       ศิษย์ที่ฝึกหัดใกล้ชิด  และภายหลังได้ดิบได้ดีไปก็มี  เช่น  นายช่วง  สีดา  ซึ่งต่อมาได้โปรดเกล้าให้เป็นพระยาอินทราภิบาล

ศุภลักษณ์อยู่กับเจ้าพระยาเทเวศน์​ฯ จนอายุได้ ๒๗ ปี  จึงได้ออกจากบ้านเทเวศน์ในราว พ.ศ. ๒๔๕๓  ไปอยู่กับญาติบ้าง  ผู้อุปการะบ้าง

เมื่อ กรมพิณพาทย์ และโขนหลวงตั้งขึ้นมาใหม่ในรัชกาลที่ ๗   คุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ได้ไปชักชวนให้มารับราชการ  โดยมอบหน้าที่ให้

เป็นคนฝึกละครดึกดำบรรพ์และละครหลวง   ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางค์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘  ก็ได้อยู่มาจนสิ้นชีวิต


       ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง  ท่านได้เปลี่ยนชื่อตามรัฐนิยมเป็น ศุภลักษณ์  และแต่งกายสวมหมวกเสมอเรื่อยมา

ท่านอาศัยอยู่กับพระวิเศษสาลี(สุย  ภัทรนาวิก) อธิบดีที่ดิน น้องชายที่อำเภอบางกอกน้อย  ธนบุรี

หม่อมครูถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙  อายุ ๗๓ ปีกว่า

Wandee:

       นายอร่าม  อินทรนัฏ        เรียบเรียงโดยนายปัญญา  นิตยสุวรรณ

       กราบขออนุญาตนำมาเล่าต่อเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจในชีวิตของครูศิลปิน


เกิดเมื่อวันที่  ๑๒  กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๖

บิดา คือ จมื่นสมุหพิมาน (หร่ำ  อินทรนัฏ)  หรือ หลวงวิลาศวงงาม        มารดาชื่อ เล็ก

ครูอร่ามเรียนที่โรงเรียนครูพร้อมวิทยามูลตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้น

ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนเทพศิรินทร์และสอบได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓


       ครูอร่ามเล่าว่า  ท่านได้ฝึกหัดโขนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๒ ปี        โดยหัดเป็นตัวพระกับบิดา

ในระหว่างนั้นก็เรียนหนังสือไปด้วย

       ครั้งหนึ่ง  ขณะที่ครูอร่ามหัดโขนอยู่กับจมื่นสมุหพิมาน หรือ หลวงวิลาศวงงามบิดา   พระยาพรหมาภิบาล (ทองใบ  สุวรรณภารต)

หรือที่บรรดาศิลปินเรียกว่า เจ้าคุณพรหมา  ซึ่งท่านมีฝีมือเป็นเลิศในการแสดงเป็นทศกัณฐ์ ใน รัชกาลที่ ๖   ผ่านมาพบเข้า

โดยบังเอิญ        เกิดพอใจในฝีมือร่ายรำของครูอร่าม  จึงออกปากขอครูอร่ามขากบิดา  ซึ่งบิดาก็ตกลง   แต่ครูอร่ามไม่มีบุญพอ 

เพราะเจ้าคุณพรหมาได้ถึงแก่กรรมใน พ.ศ. ๒๔๖๙   ตอนนั้นครูอร่ามอายุได้เพียง ๑๓ ปี

Wandee:

       ครูอร่ามก็ฝึกหัดโขนกับบิดาต่อไป    วันหนึ่งเจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว. เย็น  อิศรเสนา)  

ผ่านมาพบเข้าจึงถามว่า บุตรใคร   มีผู้กราบเรียนแทน     เจ้าคุณบอกว่ารูปร่างสูงใหญ่ควรหัดโขนเป็นตัวสหัสเดชะ

คนอื่นๆก็เรียนว่าต้องถามความสมัครใจของครูอร่ามก่อน           ครูอร่ามจึงไปถามบิดาว่าสมควรจะหัดหรือไม่

บิดาถามว่าจะเรียนหนังสือต่อไป หรือจะหัดโขน      ครูอร่ามขอเรียนโขน   บิดาไม่สามารถขัดความประสงค์ของครูอร่ามได้

ในที่สุดก็นำตัวไปฝากกับ ครูสง่า  ศศิวณิช  ครูถม  โพธิเวส  เป็นผู้หัดโขนให้ตามปกติวิสัย          เมื่อว่างเว้นจาก

การหัดโขนของทั้งสองท่านแล้ว   ครูอร่ามก็ไปหัดตัวพระเพิ่มเติมจากบิดาเป็นประจำ          ในการหัดโขนจากบิดา  

ครูอร่ามจะถูกเฆี่ยนตีอยู่เป็นประจำ    ครั้งหนึ่งถูกเฆี่ยนจนข้อศอกแตก

Wandee:

พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี  สุวรรณภารต) เห็นเข้าก็เกิดความสงสาร  จึงขอรับตัวไปอยู่ที่บ้านท่าน

และอบรมฝึกสอนให้เป็นตัวยักษ์      เนื่องจากครูอร่ามรูปร่างสูงใหญ่      ในการฝึกสอนนี้

นอกจากท่านเจ้าคุณจะเป็นผู้อบรมสั่งสอนด้วยตนเองแล้ว    ครูรงภักดี (เจียร   จารุจรณ)ผู้มีฝีมือก็ได้

ช่วยฝึกสอนให้ทั้งกลางวันและกลางคืน


       ครูอร่าม อินทรนัฏ  แสดงโขนเป็นครั้งแรกในงานรับแขกเมืองที่โรงโขนหลวงมิสกวัน  แสดงเป็นตัวมโหทร   

ครูแสดงสุดความสามารถที่ได้รับฝึกหัดมา  พระยานัฎกานุรักษ์พอใจ     และได้จัดให้แสดงเป็นทศกัณฐ์  ไมยราพณ์ 

อินทรชิต  กุมภกรรณ  ในโอกาสแสดงโขนถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้่าอยู่หัวทอดพระเนตร ณ โรงโขนหลวงสวนมิสกวัน


ครูอร่าม  รับราชการเมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓  ในกรมปี่พาทย์ และ โขนหลวง  สำนักพระราชวัง

ตำแหน่งเสนายักษ์  รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๘ บาท

วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕  เลื่อนตำแหน่งเป็นยักษ์ใหญ่  เงินเดือน ๑๕ บาท

Wandee:

       ครูอร่ามได้เป็นข้่าราชการพลเรือนสามัญชั้นเอก  ตำแหน่งศิลปินเอก   ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงสุดของศิลปินโขนในสมัยนั้น

เมื่อครบอายุราชการใน พ.ศ. ๒๕๑๖       ทางราชการได้จ้างต่อเป็นลูกจ้างประจำ  ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์โขน 

ฝ่ายยักษ์  ในวิทยาลัยนาฏศิลป       ครูอร่ามมีงานอดิเรกไปแสดงโขนที่บ้านบรรทมศิลป์ของพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. เฟื้อ  พึ่งบุญ) 

และเคยไปช่วยฝึกหัดโขนที่บ้านบางบัวทอง ของ นายประสาท สุขุม  และแสดงโขนร่วมกับคณะเอกชนบ้างตามสมควร


       ครูอร่าม  ชองแสดงโขนมากกว่าแสดงละคร   แต่ได้เล่นเป็นตัวเอกอยู่หลายเรื่อง เช่นเป็นชาละวัน ในเรื่องไกรทอง  ตอนไกรทองอาสา   

แสดงเป็นพระพันวษาในเรื่องขุนช้างขุนแผน  ตอนพระไวยแตกทัพ        แสดงเป็นกุมภกัณฑ์ ในละครนอก เรื่องสุวรรณหงส์

ตอนพราหมณ์เล็ก  พราหมณ์โต


       ครูอร่ามมีฝีมือในการแสดงเป็นทศกัณฐ์  หาผู้เปรียบเทียบไม่ได้        ลีลาท่ารำอันเป็นอมตะของท่านก็คือ  ท่ารำตอนทศกัณฐ์เกี้ยวนาง

เบญกาย  ซึ่งแปลงเป็นนางสีดา       และท่าทางเก้อเขินขวยอายตอนนางเบญกายกลับเป็นร่างเดิม          การแสดงโขนอีกชุดหนึ่งที่ครูอร่าม

แสดงได้ดีคือชุดทศกัณฐ์ลงสวน        ครูแสดงกิริยาท่าทางของทศกัณฐ์ที่รักนางสีดาได้ดี  จนผู้คนเคลิ้มไปว่าหัวโขนทศกัณฐ์นั้นยิ้มได้



       ครูอร่ามมีศิษยานุศิษย์มากมาย  หลายคนมีฝีมือที่ท่านพอใจและกล่าวยกย่องชมเชยอยู่เสมอ



       ครู ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ทำพิธีไหว้ครูและครอบโขนละคร  จาก จมื่นสมุหพิมาน หรือ หลวงวิลาศวงงามผู้บิดา   

ในขณะที่บิดามีชีวิตอยู่  ครูอร่ามมิได้ทำพิธีที่ได้รับมอบ   เพราะถือเป็นประเพณีว่าผู้รับมอบจะไม่ทำพิธีไหว้ครูและครอบโขนละครในขณะที่ครู

ผู้มอบยังมีชีวิตอยู่            ครั้นบิดาถึงแก่กรรมแล้ว   ครูอร่ามจึงเริ่มทำพิธีไหว้ครูและครอบโขนละคร   แต่เป็นการทำให้กับมหาวิทยาลัย

และเอกชนทั่วไป   มิใช่ของทางราชการกรมศิลปากร

       ครั้งสุดท้ายครูอร่ามทำพิธีไหว้ครูและครอบให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงประมาณ ๔๐๐ คน  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๒๒

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว