ประวัติผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎดุริยางคศิลป์

(1/5) > >>

Wandee:

อ่านมาจาก  ทะเบียนข้อมูล วิพิธทัศนา  ชุดระบำ  รำ  ฟ้อน  เล่ม ๒
กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่


       ตั้งใจนำมาฝากสมาชิกและท่านผู้อ่านในเรือนไทย เพราะทราบว่าประวัติบุคคลเป็นที่สนใจอย่างยิ่งยวด

ข้อมูลเบื้องต้นว่าแต่ละท่านเกิดเมื่อไร  ใครเป็นบิดามารดา  ได้ฝึกหัดมาจากครูท่านใด  ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง

ความเกี่ยวพันกับบุคคลในประวัติศาสตร์ท่านอื่นเป็นมาอย่างไร       ศิลปินบางท่านเราอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียง

บางท่านเราบางคนอาจจะได้ชื่นชมการแสดงมาแล้ว          ความหอมหวลของประวัติบุคคลจะปล่อยให้สูญไปกับกาลเวลา

ไม่ได้         เมื่อเรานำชีวิตของท่านเหล่านี้มาเล่า  เราจะได้รับรู้ถึงอดีตว่านานมาแล้ว  ท่านเหล่านี้ได้เดินออกมาจากไหน

ฝ่าฟันอุปสรรคชีวิตอย่างไร  จนได้ถ่ายทอดศิลปะการแสดงอันเป็นวัฒนธรรมที่มีคุณค่า  ที่เราทุกคนภูมิใจ



นางวัลลี (หมัน) คงประภัศร์

       นามเดิมคือ ปุย         เป็นธิดาคนที่ ๓  ของนายกุก  และนางนวม  ช้างแก้ว

เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๖

มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านปากคลองวัดรั้วเหล็ก (ปัจจุบันคือวัดประยูรวงศาวาส) อำเภอ บางกอกใหญ่  จังหวีดธนบุรี


       เมื่อด.ญ. ปุยอายุได้ประมาณ ๘ ปี          บิดาถึงแก่กรรม   

นางนวมมารดาได้สมัครเป็นพนักงานประจำห้องเสวยของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุริยงประยูรพันธ์ กรมหมื่นไชยศรีสุริยภาส

พระอนุชาในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์         ปุยก็ติดตามมารดาไปด้วย

Wandee:

       ปุยมีโอกาสได้ชมละครรำของพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์​ ฯ (เจ้าขาว) ที่เข้าไปแสดงเป็นประจำ      จนหลงใหล

พอใจบทบาทของละครรำมาก   ได้หนีมารดาตามคณะละครเจ้าขาวไป

เนื่องจาก ด.ญ. ปุย มีหน่าตาผิวพรรณสะอาดหมดจด  ไว้ผมจุกน่าเอ็นดู  รูปร่างเหมาะสมที่จะหัดละครได้

พระพี่นางทั้งสองของพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ คือ เสด็จพระองค์หญิงพริ้ง  และ เสด็จพระองค์หญิงพร้อม  ซึ่งดูแลและ

ควบคุมการแสดงละครทั้งหมดแทนพระอนุชา  จึงรับตัวไว้    หลังจากที่ได้ทรงสอบถามความสมัครใจ 

ด.ญ.ปุยยืนยันจะแสดงละครให้ได้   พระพี่นางทั้งสองจึงนำไปมอบให้  "หม่อมแม่เป้า" ครูละครคนสำคัญของวังเจ้าขาว

เป็นผู้ฝึกสอนแต่นั้นมา           แม้นางนวมมารดาเมื่อทราบเรื่องเข้า  ได้ติดตามไปขอตัวกลับเนื่องจากไม่เห็นชอบด้วย

แต่ ด.ญ. ปุยไม่ยอมจะขออยู่หัดละครให้ได้          ในที่สุดมารดาก็ตามใจให้อยู่หัดละครในวังเจ้าขาว (ปัจจุบันคือ

โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย)   แต่ก็หมั่นไปเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ   

       เมื่อ ด.ญ. ปุยอายุได้ประมาณ ๑๐ ปี  และได้แสดงละครสมความตั้งใจแล้ว  ได้ไปแสดงในงานต่าง ๆ มากมาย 

แม้การแสดงหน้าพระที่นั่งก็ยังเคยได้มีโอกาสแสดงถวายตัวหลายครั้ง        ครั้งหนึ่งได้แสดงเป็น "สมันน้อย" ในละครเรื่อง

"ดาหลัง"  ที่ละครคณะเจ้าขาวได้ไปแสดงในวังหลวง   การแสดงของปุยเป็นที่พอพระราชหฤทัยของเจ้านายฝ่ายใน

หลายพระองค์จนจำได้  และได้เรียกว่า  "ไอ้หมัน"  จนติดพระโอษฐ์     ในที่สุดชื่อ ปุย  ก็จางหายไป  เกิดมี "ไอ้หมัน" ขึ้นมาแทน

เจ้าตัวก็พอใจชื่อใหม่นี้เพราะถือเป็นมงคลนาม  ได้ใช้ชื่อนี้มาจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต


       ต่อมาเมื่ออายุได้ประมาณ ๒๒ ปี  ได้เกิดชอบพอรักใคร่กับนายส้ม  คงประภัศร์์์์์  เสมียนกรมพระคลังข้างที่และเป็น

นักดนตรี (ทหารแตรมหาดเล็ก)   ได้กราบทูลลาออกมาแต่งงานและอยู่กินกับนายส้ม  โดยยังยึดอาชีพรับจ้างแสดงละครตามปกติ

ตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง   มีธิดา ๑ คน  และบุตร ๑ คน คือ

๑.   นางถนอม  ยวงศรี

๒.   นายอรุณ  คงประภัศร์

Wandee:
       แม่หมันเป็นคนมัธยัสถ์  และอุตสาหะ  ได้พยายามเลี้ยงลูกทั้งสองมาด้วยดีโดยตลอด  

และยังได้พยายามเก็บหอมรอมริบค่าตัวจากการแสดงละครไว้คราวละสลึงบ้าง  สองสลึงบ้าง  เพื่อนำไปสร้าง

เครื่องแต่งตัวละคร  เพราะในสมัยก่อนนั้นหัวหน้าคณะจะจ่ายค่าตัวให้ผู้แสดงเป็น ๒ ประเภท

๑.  ผู้ที่ไม่มีเครื่องแต่งตัว  เจ้าของคณะต้องจัดหามาให้  ค่าตัววันละ ๗๕ ​สตางค์  และอย่างสูงไม่เกิน ๑ บาท

(หมายความว่าในงานรับที่มีราคาค่อนข้างสูง  ผู้แสดงจะเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ)

๒.  ตัวละครที่มีเครื่องไปด้วย  จะได้ค่าตัว ๑ บาท ถึง ๑ บาท ๕๐ สตางค์

ดังนั้นแม่หมันจึงพยายามสร้างเครื่องแต่งตัวเองให้ได้  เพื่อจะได้มีค่าตัวเพิ่มขึ้น   แต่กว่าจะสามารถรวบรวม

เงินได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร   และในที่สุดก็สามารถสร้างขึ้นมาได้ หนึ่งชุด   และรับจ้างแสดงละคร

หาเลี้ยงบุตรทั้งสองและตนเองมาได้เป็นระยะยาวนาน


       ประมาณปี ๒๔๗๗ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง   กรมมหรสพถูกยึด   ทางราชการได้จัดตั้ง

กรมศิลปากรขึ้นมาแทน    โรงเรียนนาฏดุริยางค์เกิดขึ้น   ผู้มีความรู้ทางนาฏศิลป์โขน ละคร  ทางดนตรีถูกตามหาตัว

มาเป็นครู     ในรุ่นแรกนี้ทางราชการได้จัดหามาได้ ๒  ท่านคือ

๑.   หม่อมครูต่วน   ภัทรนาวิก  หม่อมของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์

๒.   คุณครูลมุล   ยมะคุปต์

       หม่อมครูต่วน และ อาจารย์ละม่อม  วงศ์ทองเหลือ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนนาฏดุริยางค์     ได้มาขักชวน "แม่ครูหมัน"

ให้ไปช่วยกันสอนนักเรียน     ทั้งสองท่านได้มาหว่านล้อมอยู่นานพอควร   ในที่สุด แม่ครูหมันก็ยินยอมไปสอน      ได้สมัครเข้ารับราชการ

เป็นครูชั้นสาม เงินเดือน ๓๐ บาท  ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.​๒๔๗๗



     แม่ครูหมันสามารถสอนลูกศิษย์ให้เป็นตัวแสดงได้ทุกตัว  แม้กระทั่งสัตว์  เช่นนก  ม้า  ช้าง  หมี  และควาย เป็นต้น  

นอกจากนี้ยังได้คิดแต่งท่ารำเพิ่มขึ้นมา  เนื่องจากท่าของเดิมสูญไป  เช่นท่ารำแม่บทใหญ่เป็นต้น      แม่ครูหมันได้รวม

กับคุณครูลมุล  ยมะคุปต์  ประดิษฐท่ารำเชื่อมโยงท่านำแม่บทใหญ่   โดยอาศัยเค้าโครงท่ารำที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ทรงถ่ายทอดทำไว้เป็นบรรทัดฐาน          เมื่อประดิษฐ์ท่ารำเสร็จเรียบร้อยแล้ว  สองท่านจึงพากันไปรำให้พระยานัฏกานุรักษ์  

และคุณหญิงเทศ​ฯ ดูเพื่อติชม   ปรากฏว่าท่านทั้งสองยอมรับว่าใกล้เคียงกับของเดิม      อนุญาตให้นำมาถ่ายทอดได้

นอกจากนี้แม่ครูหมัน และ คุณครูลมุล  ยมะคุปต์ยังได้ร่วมกันคิดประดิษฐ์ท่ารำชุดต่าง ๆ ขึ้นใช้เป็นแบบฉบับในการสอนนักเรียนมาจนวันนี้    



แม่ครูหมันได้ถ่ายทอดท่ารำพราหมณ์โต ในละครเรื่อง สุวรรณหงส์ ซึ่งเป็นท่ารำที่เก่าแก่มาก  และท่ารำที่สวยงามเช่น  ท่ารำ "เงาะ"

ที่ครูบาอาจารย์ทางนาฎศิลป์ยอมรับว่าเป็นท่าที่สวยงามมาก  และยกเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว  "แม่ครูหมัน"  ตลอดมา

Wandee:

แม่ครูหมันได้ออกแสดงเป็น เจ้าเงาะคู่กับรจนา (หม่อมครูต่วน ภัทรนาวิก)        แสดงเป็นพระวสิษฐ์ฤษี คู่กับ หลวงวิลาศวงงาม (หร่ำ  อินทรนัฐ)

แสดงเป็นท้าวยศวิมลคู่กับนางจันทา (คุณครูเฉลย  ศุขะวนิช ศิลปินแห่งชาติ)   แสดงเป็นปรศุรามรบกับพระคเณศ (คุณครูลมุล  ยมะคุปต์) เป็นต้น


       แม่ครูหมันได้ปฎิบัติราชการเป็นอย่างดีตลอดมา

รับราชการจนกระทั่งอายุ ๘๐ ปี  จึงได้ถูกเลิกว่าจ้างเพราะเกิดอาการหลง     ท่านได้ออกมาพักผ่อนอยู่กับบ้านพร้อมด้วยบุตรหลาน


ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.​๒๕๑๔  สิริรสมอายุ ๘๙ ปี

Wandee:

นางศุภลักษณ์         ภัทรนาวิก  (หม่อมครูต่วน)


       ศิษย์และผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการพูดถึงท่านว่า  หท่อมครู

เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๕ กรกฎ่คม  พ.ศ. ๒๔๒๖  ที่บ้านเหนือ  วัดทองธรรมชาติ  อำเภอคลองสาน  จังหวัดธนบุรี

บิดาชื่อนายกลั่น  ภัทรนาวิก เป็นบุตรพระยาภักดีภัทรากร(จ๋อง ภัทรนาวิก)       มารดาชื่อลำใย  เป็นชาวจังหวัด

พระนครศรีอยุธยา         มีพี่น้องร่วมบิดามารดาคือ

๑.  หญิง  ชื่อ แดง

๒.  หญิง ชื่อ เจิม

๓. ชายชื่อ แสง

๔.  ศุภลักษณ์  ภัทรนาวิก

๕  พระวิเศษสาลี(สุย  ภัทรนาวิก)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป