เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
อ่าน: 15775 ภารตะนิยาย... ที่ปลายแหลมกุมารี
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 16 ก.พ. 11, 00:55

คุณ VeshinaH มาถูกทางแล้วนะครับ

ถ้าผมอธิบายเพิ่ม ว่า ในงานออกแบบ
พระพรหมมักทรงเครื่องนักบวชเสมอ
ส่วนพระวิษณุของคุณกำลังทรงเครื่องนักบวชอยู่
แบบนี้พอจะร้องอ๋อ ได้หรือยังเอ่ย ?


ปล. องค์ของผมศิลปะปัลลวะตอนต้น
ส่วนของคุณศิลปะปัลลวะตอนปลาย-โจฬะตอนต้น
เวลาห่างกันสาม หรือสี่ร้อยปีเห็นจะได้...

ลองสังเกตรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
ที่ต่างกันตามแต่ละสมัยดูนะครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 16 ก.พ. 11, 01:09





องค์นี้ถือขวาน น่าจะปรศุราม







ส่วนที่ดูไม่ออกแบบนี้
ผมก็เดาไม่ถูกเหมือนกันครับ
ว่าจะเป็นรูปใคร...

เดาว่าเป็นรูป 'เมถุน' ไปก่อนแล้วกันนะครับ







แต่ถึงจะดูรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง....
ยังไงพวกเราก็สนุกกับการระรัวชัตเตอร์ใส่เทวสถานอยู่ดีล่ะครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 20 ก.พ. 11, 23:41





ถัดจากปัญจรถะ เทวาลัยหลังต่อมา
ที่พวกเราเดินทางไปกันในวันนี้อยู่ริมทะเล
ก็เลยถูกเรียกว่า 'เทวาลัยริมทะเล'
หรือ 'Shore Temple' ในภาษาอังกฤษ







ที่นี่เป็นปราสาทสมัยปัลลวะตอนปลาย
ที่เริมใช้หินหลายก้อนมาก่อซ้อนกันแล้ว
ไม่เหมือน 'ปัญจรถะ' สมัยปัลลวะตอนต้น
ที่เทวาลัยแต่ละหลังสลักขึ้นจากหินก้อนเดียวโดดๆ







ทางรัฐบาลอินเดียก็เลยกั้นเทวาลัยหลังนี้
ออกจากชายหาดที่อยู่ข้างๆ + ปรับพื้นใหม่สูงพอดูเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้นก็อาจจะทรุดลงทะเลไปแล้ว
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 22 ก.พ. 11, 09:28





ถึงเทวาลัยที่นี่จะหลังไม่ได้ใหญ่โตอะไร...
แต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่สำคัญที่สุดที่หนึ่งของโลกเลยล่ะครับ....







พวกเราเดินเล่น ถ่ายรูปกันสักพัก
เพราะวิธีการออกแบบสถานที่ที่นี่
และลายประดับเทวาลัยก็สวยอยู่ไม่น้อย







ลายกนกแบบนี้อาจจะดูคุ้นหน้าคุ้นตา
ในศิลปะขอมสมันก่อนเมืองพระนคร
หรือศิลปะทวารวดี...

แต่ถ้าสังเกตให้ดี...
ลายสลักหินที่เห็นอยู่นี่เป็นแค่ 'โกลนใน' ของเทวาลัยครับ
เพราะเทวาลัยจริงถูกเนื้อปูนบางๆสีขาวฉาบเอาไว้อีกทีหนึ่ง
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 24 ก.พ. 11, 10:41





น้องสิงห์ตัวนี้เป็นผู้ชาย...

ส่วนศิวลึงค์อันใหญ่นี่ของสมัยหลัง
(ที่โดนคนสมัยหลังกว่ามาทุบให้หักเสียแล้ว)







แล้วในที่สุด เวลาของพวกเราก็หมดลง...
บ๋ายบายนะครับ เทวาลัยริมทะเล



บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 26 ก.พ. 11, 21:04











ค่ำวันนี้โปรแกรมเดินเล่นชอปปิงในเมือง
ทำให้ผมได้ผ้าขนสัตว์งามๆมา 2 ผืน
ราคาไม่แพงนักด้วยสิ... หิหิ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 13 มี.ค. 11, 10:18





เช้าวันรุ่งขึ้นผมออกไปเดินเล่นดูเมืองกันเล่นๆ...

สภาพเมืองที่นี่เห็นแล้วนึกถึงทั้งพม่า
ทั้งเวียงจันทน์ หรือถ้าจะพูดให้ถูก
หลายๆจังหวัดในเมืองไทย
ที่คนจีนอยู่กันน้อยหน่อยก็คล้ายๆแบบนี้...

แต่ถนนหนทางเขายังไม่ดีเท่าบ้านเรา
และคนก็ค่อนข้างไม่แคร์กับการใช้ถนนสักเท่าไหร่







ละแวกนี้มีเทวาลัยเก่าๆซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมดเลย







ในที่สุด.... พวกเราก็เดินมาเจอะเทวาลัยหลังแรก...
ที่นี่อายุคงหลายร้อยปีได้อยู่....

แต่ดูเหมือนว่าอายุจะไม่น่ามหัศจรรย์เท่า
'ป้ายห้ามทิ้งขยะ' บนถนนเกลือนขยะในเมืองนะนั่น!!!
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 14 มี.ค. 11, 13:42





ผมเลยขอถ่ายรูปหินแกรนิตสลักซะหน่อย...
โดยส่วนตัวแอบชอบลายกนกสามเหลี่ยม
ที่ช่างเอามาแทรกไว้ระหว่างวงก้านขดมากครับ
เพราะรู้สึกว่าเขาแตกลายได้ดี...

แต่พอเอารูปลง facebook แล้วต้องย่อภาพ
เลยเห็นไม่ชัดเลย ขอโทษด้วยนะครับ







เดินต่อมาอีกซักพัก พวกเราก็มาถึง
'สระประจำเมือง' ของเมืองมาวลีปุรัม

ที่นี่เป็นสระรูปสี่เหลี่ยม
มีเทวาลัยทรงศาลายอดตัดขนาดเล็กๆอยู่กลางสระ
ข้างในมีเทวรูปอยู่ 1 องค์
แต่ผมไม่ได้หาต่อไปว่าเป็นเทพองค์ไหน




บันทึกการเข้า
VesinaH
อสุรผัด
*
ตอบ: 18


L'vesinah va tire


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 14 มี.ค. 11, 17:05

ตามมาชมต่อ เหมือนผมจะเจอพระนารายณ์ของแท้แล้ว

เห็นลายก้านขดวนๆ ไดโนเสาร์ที่ปราสาทตาพรหมก็ลอยมาลอยมา

พี่ติบอเรียนตรีด้านไหนมาครับ ปีนี้ผมแอดฯแล้วอยากต่อประวัติศาสตร์ศิลป์
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 16 มี.ค. 11, 08:22





ที่ออกจะน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เพราะถ้าเป็นเมืองไทย
ที่นี่คงมีเจว็ดไม้ปักเอาให้คนไหว้...

แต่เผอิญที่นี่เป็นอินเดียครับ
เจว็ดเลยเป็น 'เจว็ดหินแกรนิต'!!!
มีใครเห็นเสมาสมัยทวารวดีเหมือนผมไหมครับ ?







จากละแวกสระ เราเห็น 'แขก' ตัวดำกลุ่มใหญ่
เดินกันเป็นขบวนไปบนถนน...
แต่ละคนนุ่งโสร่ง ห่มผ้าห่มกัน...

เห็นแล้วก็ชวนให้นึกถึงผ้าชนเผ่า
ที่ชอบทอผ้าห่มกันสวยงาม...

ผมเลยลองเดินตามพวกเขาไป







ในที่สุดถนนสายน้อยหน้าสระศักดิ์สิทธิ์
ก็พาผมมาถึงถนนสายใหญ่



ถึงคุณ VesinaH
ผมตอบความเห็นคุณทางข้อความแล้วนะครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 17 มี.ค. 11, 11:38





แวะทักทายกับเจ้า 'แพะซกมก'
ที่ตะกละอยากขึ้นไปกินใบไม้บนต้นไม้
ตัวนี้ซะหน่อย







ในที่สุด ถนนก็พาพวกเรา
มาถึงหาดทรายยาวสุดลูกหูลูกตา
ที่ตั้งอยู่ริมเนินทราย (Sand dune) ขนาดมหึมา...

เช้านี้พี่แขกเขามาชุมนุมกันวันหยุด
เลยมีตลาดนัดเล็กๆที่นี่ด้วย







หาดที่ว่าก็อยู่ข้าง shore temple
ที่มาเมื่อวานน่ะแหละครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 18 มี.ค. 11, 09:51





ไหนๆมาถึง shore temple แล้ว...
พวกเราก็ขอไปดู 'หิน' ก้อนหนึ่ง
ที่อยู่ใกล้ๆเทวาลัยหน่อยนะครับ

(ก้อนมุมซ้ายในภาพน่ะแหละครับ)







พอเข้าไปดูใกล้ๆ
ถึงได้เห็นว่าหินก้อนนี้สลักเป็นภาพพระแม่บรรพตี
อยู่ในช่องที่เจาะลึกเข้าไปในก้อนหิน







อีกฝั่งหนึ่งสลักเป็นรูปเสือฆ่าควาย..
น่าจะแปลว่า 'มหิงสาสูรมรรธินี'
(พระอุมาปางฆ่าอสูรควาย)
ที่คนแถวนี้นิยมบูชากัน
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 18 มี.ค. 11, 23:00





แต่ถ้าลองมองในอีกมุมหนึ่ง
จากบนฐานของหินก้อนโตนี้
เรามองเห็นอ่าวของเมืองที่อยู่ไกลออกไป...

มีเรือลำน้อยใหญ่จอดรายเรียงไปตามสันทรายในแนวน้ำลด...

ลองนึกเล่นๆดูว่า เมื่อพันปีที่แล้ว
ตอนเทวาลัยริมทะเลถูกสร้างขึ้น
พื้นที่ละแวกนี้คงไม่ได้ต่างจากทุกวันนี้เท่าไหร่...

ที่นี่คงจะเป็นทั้ง landmark
ของนักเดินทางในยามกลางวัน
และประภาคารในยามกลางคืน

เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของญาติและมิตร
ที่จะคอยสวดภาวนาให้เหล่านักแสวงโชค
ที่ออกเรือจากอ่าวใหญ่ของเมือง
ให้เดินทางกลับมายังอ้อมกอดของมาตุภูมิ
ได้อย่างปลอดภัยในวันหนึ่งข้างหน้า....


ฝันกลางวันอีกละผม เหอๆ







ในที่สุดก็หมดเวลาสำหรับเช้านี้...
พวกเราต้องกลับโรงแรมไปกินข้าวเช้า
และออกเดินทางต่อไป







โปรแกรมสำหรับวันนี้ คือ
ออกเดินทางไปดูกลุ่มเทวาลัย
ที่เขาศักดิ์สิทธิ์ในมาวลีปุรัมกัน...
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 21 มี.ค. 11, 01:07





ถ้ำแรกที่พวกเราจะดูกันเช้านี้
เป็นถ้าdฤษณะยกเขาโควรรธณะ
สร้างในสมัยปัลลวะตอนต้น...

แต่ก่อนจะเข้าไปดูกัน....
ก็แวะทักเจ้าแพะขี้เซาตัวนี้ซะหน่อย







ที่นี่พระกฤษณะกับนางโคปี
หนีมาหลบฝนกันพันกว่าปีแล้ว!!!







ส่วนตาคนนี้ก็รีดนมวัวมาตั้งพันกว่าปีแล้วอีกเหมือนกัน...
ไม่เสร็จซะทีเนาะ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 23 มี.ค. 11, 10:54





สฟิงกส์ตัวนี้ก็นอนหมอบอยู่ในถ้ำ
มาพันกว่าปีแล้วเหมือนกัน!!!







แต่เสาต้นนี้เป็นของซ่อมใหม่สมัยหลัง...
นักบุญที่ขี่สิงห์องค์นี้ชื่ออะไร ใครก็ได้ บอกผมที!!!







หลังจากถ้ำกฤษณะยกเขาโควรรธณะแล้ว
ที่ถัดไปที่พวกเราไปดูกันก็คือหินก้อนใหญ่
ที่สลักรูป 'การเสด็จลงของพระแม่คงคา'
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.217 วินาที กับ 19 คำสั่ง