เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 3916 บ้านของพ่อและพ่อของเรา (พลอากาศโท มุนี มหาสันทนะ เวชยันตรังสฤษฏ์)
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



 เมื่อ 20 ม.ค. 11, 11:43

ขออนุญาตนำเรื่องราวบางส่วนของ พลอากาศโท มุนี  มหาสันทนะ  เวชยันตรังสฤษฏ์ มานำเสนอแก่ผู้สนใจในเว็บ “เรือนไทย.วิชาการ.คอม” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์บางส่วนของ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก ท่านนี้

เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ นำมาจากบทความ เรื่อง “บ้านของพ่อและพ่อของเรา” ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พลอากาศโท มุนี  มหาสันทนะ  เวชยันตรังสฤษฏ์ ณ ฌาปนสถานกองทัพอากาศ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๒๘ ซึ่งเรียบเรียงและบรรยายโดยลูก ๆ ของท่าน บทความนี้ลูก ๆ ของท่าน ได้บรรยายให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมของบ้านที่พักอาศัยอยู่ เมื่อราวกว่า ๗๐ – ๘๐ ปีที่แล้ว และอุปนิสัยใจคอของ พลอากาศโท มุนี  มหาสันทนะ  เวชยันตรังสฤษฏ์ ขอเชิญทุกท่านรำลึกถึงเหตุการณ์บางส่วนในอดีตได้ ณ บัดนี้
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 20 ม.ค. 11, 11:44

พ่อเกิดเมื่อ ๒๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ตรงกับปีมะเส็ง เมื่อ ๙๓ ปีมาแล้ว พ่อเป็นลูกชายคนเดียวของคุณปู่สมบูรณ์และคุณย่าแสร์ พ่อมีพี่สาวคนหนึ่งชื่อป้าเยื้อน ซี่งเสียชีวิตตั้งแต่อายุเพียง ๓๒ ปี บ้านของพ่อปลูกอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี อยู่ใต้วัดบวรมงคลลงมา ตรงข้ามกับปากคลองผดุงกรุงเกษม หลังบ้านหันลงแม่น้ำ หน้าบ้านหันเข้าหาสวน หลังจากพ่อแต่งงานกับแม่ได้สามปีคือ เมื่อปี ๒๔๗๗ พ่อได้ย้ายบ้านหลังนี้ขึ้นมาไว้บนฝั่ง และได้ปลูกบ้านไม้สักหลังใหญ่ลงในแม่น้ำ แทนที่บ้านหลังเก่าที่ย้ายมาไว้บ้างบน โดยหันหน้าบ้านหลังใหม่ลงในแม่น้ำ พ่อรักบ้านหลังนี้มาก เพราะเป็นบ้านที่พ่อออกแบบเองและคุมงานก่อสร้างทั้งหมด เป็นบ้านหลังใหญ่ โปร่ง สบาย และนับว่าทันสมัยเมื่อ ๕๐ ปีมาแล้ว หน้าบ้านเป็นนอกชานกว้าง ไม่มีหลังคา มีศาลาท่าน้ำยื่นลงไปในน้ำ พ่อชอบไปนั่งเล่นที่ท่าน้ำเสมอ เพราะนอกจากลมพัดเย็นตลอดเวลาแล้วยังมองเห็นแม่น้ำไปได้ไกล เห็นท้องฟ้ากว้าง แม่น้ำและท้องฟ้าที่หน้าบ้านมองจากศาลาท่าน้ำสวยมาก ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ในคืนเดือนมืดที่เห็นดาวเต็มฟ้า หรือคืนที่พระจันทร์เต็มดวงและน้ำขึ้นเต็มฝั่ง ในตอนบ่าย ๆ จะเห็นมีเหยี่ยวแดงบินโฉบปลาในแม่น้ำอยู่ไปมา และบางครั้งเมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้นมาก ๆ จะเห็นนกนางนวลบินผ่านหน้าบ้านและลอยตัวเล่นอยู่ในแม่น้ำ ในฤดูน้ำเหนือหลากเช่นเดือนตุลาคม น้ำจะเอ่อท้นฝั่งทั้งสองข้าง ทำให้แม่น้ำดูกว้างขึ้นและไหลเชี่ยว มีกอสวะกอไม้ไหลมาตามสายน้ำจากทิศเหนือผ่านหน้าบ้านตลอดเวลา มีลูกมะฝ่อผลกลม ๆ สีน้ำตาล ขนาดผลมะนาวลอยตามน้ำมามากมาย ซึ่งจะหาดูไม่ได้อีกแล้วในทุกวันนี้ ในฤดูแล้งน้ำจะลดลงมาก แม่น้ำดูแคบลงและสีค่อนข้างดำคล้ำขึ้น แต่ที่ศาลาท่าน้ำและนอกชานหน้าบ้าน จะเย็นสบายตลอดทั้งกลางวันกลางคืน เพราะลมว่าวจากทิศใต้พัดแรงมาก จนสามารถนอนหลับที่ศาลาท่าน้ำได้ตลอดคืนโดยไม่ต้องกางมุ้ง เพราะยุงบินสู้ลมไม่ไหว ท่าน้ำเป็นที่โปรดปรานของพ่อมาก ในช่วงที่พ่ออายุระหว่าง ๔๐ – ๖๐ ปี เพราะนอกจากจะเป็นที่นั่งพักผ่อนเย็นสบายแล้ว ยังมีเรือพ่อค้าแม่ค้าขายขนมพายผ่านไปมาเสมอ ที่สำคัญคือเรือขายก๋วยเตี๋ยวในตอนกลางวันและเรือขายข้าวต้มปลาในตอนกลางคืน ซึ่งเป็นของโปรดของพ่อ และพวกเราก็จะร่วมด้วยเสมอที่หัวสะพานท่าน้ำ
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 20 ม.ค. 11, 11:50

พ่อเป็นคนชอบดอกไม้ไทย ข้างห้องนอนพ่อทำเป็นเรือนไม้ให้เถาการะเกดเลื้อย พอตกเย็นดอกจะบานเก็บไปบูชาพระได้ทุกคืน ทางประตูหลังบ้านพ่อปลูกต้นโมกไว้คู่หนึ่งกลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ ชวนดม และที่มุมบ้านหลังเก่าพ่อทำซุ้มราตรีไว้ซุ้มหนึ่ง คืนไหนดอกบาน ทั้งบ้านจะหอมอบอวลไปหมด

เนื่องจากบ้านของพ่อที่ริมน้ำนี้ไม่มีถนนตัดเข้าถึงบ้าน และเรือยนต์ข้ามฟากก็ไม่เคยมีในสมัยนั้น เพิ่งจะมีก็เมื่อสมัยพวกเราโตกันมากแล้ว ดังนั้นวิธีเดินทางไปทำงานของพ่อก็คือต้องนั่งเรือแจวข้ามฟากแม่น้ำไปขึ้นรถที่ฝั่งพระนคร โดยพ่อได้เช่าที่วัดนรนาถไว้ส่วนหนึ่ง พ่อสร้างเป็นโรงเก็บรถยนต์ได้คันหนึ่ง พ่อต้องนั่งเรือข้ามฟากแม้น้ำทุกวันตั้งแต่เล็กสมัยยังเป็นเด็กนักเรียน จนกระทั่งถึงวัยชราอายุได้เจ็ดสิบสองจึงได้ย้ายบ้านมาอยู่ที่ซอยกล้วยน้ำไท ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ของพวกเราในปัจจุบันนี้

สาเหตุที่ย้ายบ้านทั้ง ๆ ที่พอไม่เต็มใจจะจากบ้านที่พ่อเกิดก็คือ พ่อมักหกล้มบ่อย ๆ เพราะข้อเท้าอ่อนกำลังลงตามวัย การที่รถไม่สามารถเข้ามารับถึงบ้านได้แต่พ่อก็ต้องไปทำงานโดยข้ามฟากทุกวัน อีกทั้งต้องปีนขึ้นปีนลงเรือ อาจทำให้เกิดอันตรายจากการพลัดตกจากเรือได้ แม่และพวกเราทุกคนจึงลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าต้องย้ายไปอยู่ที่ซอยกล้วยน้ำไท ซึ่งเป็นที่ที่พ่อได้ซื้อเอาไว้ตั้งแต่สมัยถนนสุขุมวิทยังตัดไปไม่ถึง พ่อเล่าว่าตอนไปดูซื้อที่ต้องนั่งรถไฟสายหัวลำโพง - ปากน้ำ ไปลงที่สถานีกล้วยน้ำไท แล้วนั่งเรือพายตามคลองเข้าไปอีกที
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 21 ม.ค. 11, 15:22

พ่อไม่ได้เต็มใจที่จะย้ายมาอยู่ฝั่งพระนครเลย เพราะพ่อมีความผูกพันกับบ้านเก่าของพ่อมาก บ้านหลังเก่าที่พ่อเกิด และได้ย้ายขึ้นมาปลูกไว้บนฝั่งนั้น เป็นบ้านทรงไทยโบราณหลังใหญ่ ขนาดสามห้องนอนปลูกด้วยไม้สักทั้งหลัง อายุจนถึงทุกวันนี้กว่าร้อยปีแล้ว กระดานที่ปูพื้นแต่ละแผ่นกว้างประมาณหนึ่งเมตร และยาวร่วมสิบเมตร ที่น่าทึ่งมากก็คือบ้านทั้งหลังเกือบไม่ได้ใช้ตะปูตอกเลย ยึดกันอยู่ด้วยการเข้าไม้เป็นสลัก หลังคาบ้านส่วนที่เป็นชายลาดคลุมส่วนระเบียง บ้านทั้งหมดนั้นของเดิมมุงด้วยแผ่นไม้สักตัดเท่าขนาดแผ่นกระเบื้องมุงหลังคารุ่นเก่า เรือนไทยหลังนี้ทุกวันนี้ก็ยังคงอยู่ ฝาบ้านส่วนที่ทางด้านที่ไม่มีชายหลังคาคลุม ต้องสู้แดด สู้ฝน จึงบางลงไปมาก จนกระทั่งบานส่วนแตกปริเป็นรอยแยก

เมื่อพ่อกับแม่แต่งงานกันในปี ๒๔๗๔ ก็ได้อยู่ที่บ้านหลังนี้ โดยมีคุณอาของพ่อ (หลวงจำนงธนกิจ) อยู่ด้วย พ่อรักและเคารพคุณอาของพ่อมาก พวกเราบางคนเกิดทันก่อนท่านเสียชีวิตได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อพ่อกับแม่ย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหม่แล้ว ก็เหลือแต่คุณอาของพ่ออยู่บนบ้านหลังเก่านี้คนเดียว แต่พ่อก็ได้ดูแลและเอาใจใส่คุณอาของพ่อเป็นอย่างดียิ่ง แม้กระทั่งเมื่อท่านเสียชีวิตไปแล้ว พ่อก็ยังเก็บรักษาศพของท่านไว้ในห้องใหญ่ที่เรือนไทยนั้นเป็นปี และตลอดเวลาพ่อก็จะดูแลเช่นไหว้เคารพศพนั้นอยู่เสมอจนกระทั่งเผา

เนื่องจากบ้านฝั่งธนเป็นบ้านสวน แม้บริเวณที่เป็นสวนจะไม่ใหญ่โตอะไรนัก  แต่เราก็จำได้ว่าในสวนหลังบ้านนี้ช่างมีต้นไม้โต ๆ มากมายหลายชนิดจริง ๆ มีต้นก้ามปูใหญ่อยู่ข้างบ้าน ซึ่งนกกามาทำรังอาศัยอยู่ ทุกเช้าทุกเย็นเราจะเห็นมันกระโดดอยู่ตามกิ่งไม้และบินไปมาส่งเสียงร้องดังลั่น ที่หน้าเรือนไทยหลังเก่ามีต้นชมพู่ผลสีขาวรสหวานอร่อยมาก ถัดต้นชมพู่ไปเป็นเรือนกล้วยไม้แฝดสองเรือนติดกัน โดยปลูกกล้วยไม้ไว้ในเรือนหน้า และปลูกหน้าวัวไว้ในเรือนหลัง ลึกเข้าไปในสวนมีมะม่วงหลายต้นหลายชนิด มีตั้งแต่ทองดำรสมันอร่อยชั้นเยี่ยมไปจนถึงมะม่วงแก้วซึ่งเปรี้ยวปรี๊ด หลังเรือนกล้วยไม้มีต้นกระดังงาขนาดใหญ่มากต้นหนึ่ง ซึ่งมาล้มเสียเมื่อตอนน้ำท่วมใหญ่ ในสวนมีต้นหมากและมีต้นกระเบาอยู่สองสามต้น มีส้มโอซึ่งผิวสีชมพูและรสหวานชื่นใจ เกือบท้ายสวนมีต้นลำไยใหญ่ขึ้นอยู่ใกล้ ๆ กับชมพู่กระหลาป๋าซึ่งออกลูกดกเก็บกินไม่หวัดไหว ข้างต้นชมพู่มีบ่อน้ำเล็ก ๆ ในบ่อมีหอยโข่ง มีปลากริมและปลากัดสีสวย ๆ แอบซ่อนอยู่ตามกอหญ้าที่ขึ้นอยู่ในบ่อน้ำ
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 21 ม.ค. 11, 15:23

ต้นไม้ในสวนตายไปเสียมากหลังจากน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๔๘๕ น้ำปีนั้นท่วมมากจริง ๆ ท่วมเข้ามาถึงทุกห้องในบ้าน จำได้ว่านอนอยู่บนเตียงตื่นขึ้นมาเห็นปลาว่ายอยู่ข้างเตียงนั่นเอง ถึงน้ำจะท่วมใหญ่ไปมาไม่สะดวกพ่อก็ไม่เคยขาดงานหรือไปทำงานสาย พ่อซื้อเรือพายลำใหญ่นั่งได้ ๕ – ๖ คน มีฝีพายหนุ่มสองคนซึ่งแข็งแรงมากพายไปส่งและรับพ่อกลับจากระทรวงทุกวัน พ่อรับราชการมาตั้งแต่ยังหนุ่มจนถึงวัยชราอายุเจ็ดสิบสามจึงได้ลาออกมาอยู่กับบ้าน ตลอดเวลาที่พ่อรับราชการพ่อทำงานอย่างเอาจริงเอาจัง ทุ่มเทชีวิตในการทำงานให้กับราชการอย่างเต็มที่ด้วยสำนึกที่ว่าพ่อเรียนด้วยทุนหลวงพ่อมีหน้าที่ต้องรับใช้หลวงเท่าที่กำลังของพ่อจะทำได้ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า ถ้าเมื่อตอนอายุเจ็ดสิบสอง พ่อไม่เจ็บหนักจนทำงานไม่ไหว พ่อคงทำต่อไปจนถึงอายุแปดสิบแน่

ทางทิศเหนือชิดกับบ้านเป็นสถานีรถไฟสายบางบัวทองของพระยาวรพงษ์ สมัยนั้นชาวบ้านจากบางบัวทอง และชาวสวนที่ทางรถไฟตัดผ่านได้อาศัยรถไฟสายนี้นั่งมาจนถึงปลายทางคือข้างบ้านพ่อ แล้วลงเรือแจวข้ามฟากต่อไปยังฝั่งพระนครเพื่อนำสินค้าผักและผลไม้ไปขายต่อที่เทเวศร์

สองข้างทางรถไฟสมัยนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าสีเหลือง ๆ ขึ้นเต็มไปหมดมีผีเสื้อชุกชุมบินกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ นกก็มีมากมายหลายชนิด มีทั้งที่ร้องเพราะ ๆ และสีสวย ๆ ตกกลางคืนจะเต็มไปด้วยหิ่งห้อยเป็นจุดสว่างเคลื่อนไหวไปมาระหว่างต้นไม้ โดยเฉพาะที่ต้นลำพูตรงปากคลองใกล้ ๆ บ้าน หิ่งห้อยเกาะเต็มจนดูสว่างไปทั้งต้น ตอนกลางคืนในสวนหลังบ้านมีทั้งนกเค้าแมวและค้างคาว ค้างคาวดูจะมีมากมายเป็นพิเศษในสมัยนั้น มีตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่เรียกว่าพันธุ์แม่ไก่ มันพากันมากินผลไม้ในสวน ดังนั้น ตกกลางคืนจะได้ยินเสียงชาวสวนชักตะขาบขับไล่มันเป็นระยะ ๆ

เหนือบ้านขึ้นไปตามลำแม่น้ำสัก ๔๐๐ เมตร เป็นวัดบวรมงคล ที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดลิงขบ พ่อและพวกเราทุกคนถือว่าวัดนี้เป็นวัดประจำบ้านของเรา พ่อแม่จึงไปทำบุญที่วัดนี้อยู่เสมอเป็นที่คุ้นเคยกับพระสงฆ์ในวัดเกือบทุกองค์ ในตอนเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น พระสงฆ์จากวัดบวรมงคล และวัดคฤหบดีซึ่งอยู่ทางใต้ของบ้านจะพายเรือมารับบิณฑบาตรที่ศาลาท่าน้ำบ้านเราเป็นประจำ ภาพเช่นนี้ปรากฏแก่ตาพวกเราทุกวันเป็นเวลานานหลายต่อหลายปีจนฝังอยู่ในใจเราทุกวันนี้

สิ่งเหล่านี้และธรรมชาติต่าง ๆ ได้หลายไปพร้อมกับการเลิกกิจการของรถไฟบางบัวทอง หลังน้ำท่วมใหญ่ในปีนั้น ปัจจุบันตามเส้นทางรถไฟได้กลับกลายมาเป็นบ้านผู้คน ที่สถานีรถไฟข้างบ้านกลายเป็นท่าเรือยนต์ และทางทิศใต้ของบ้านซึ่งเคยเป็นบ้านผู้คนได้กลายเป็นสถานีตำรวจดับเพลิงทางน้ำไปแล้ว
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 22 ม.ค. 11, 07:41

ชีวิตประจำวันของพ่อจะเป็นสูตร ตื่นไปทำงานแต่เช้า เลิกงานแล้วถ้าไม่ต้องไปงานที่อื่นต่อก็กลับบ้าน พ่อแต่งชุดสากลผ้าลินนินสีขาวใส่หมวกกะโล่สีขาว นั่งอยู่ในเรือแจวมองเห็นได้แต่ไกล ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นพ่อ ก่อนอาหารเย็นพ่อจะสวดมนต์ในห้องพระประมาณ ๑ ชั่วโมงทุกวัน ลูกคนหนึ่งเคยถามตามประสาเด็กว่าเมื่อตอนพ่อไปเรียนเมืองนอกนั้น พ่อสวดมนต์ทุกวันเหมือนอยู่บ้านไหม และกราบพระพุทธรูปที่ไหน พ่อตอบว่า พ่อทำประจำมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีพระพุทธรูปก็กราบไหว้ระลึกถึงได้เพราะ “พระอยู่ในใจของคนที่นับถือ” และพ่อก็เคยไปโบสถ์ฝรั่งบ่อย ๆ ถ้าอยากไป แล้วพ่อก็มักจะร้องเพลงสวดให้ฟังด้วย เวลาพร้อมหน้ากันคือตอนทานอาหารเย็น พ่อจะคุยแกมอบรมและเล่าเรื่องชีวิตในวัยเด็กของพ่อให้ฟัง เล่าถึงชีวิตที่อังกฤษตอนที่พ่อไปเรียนที่นั่น

พ่อเป็นคนมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูงมาก เราไม่เคยได้รับความลำบากเกินกำลังของพวกเราเลย เราไม่เคยต้องวิตกกังวลกับปัญหาใด ๆ เลย พ่อเป็นคนวางแผนและจัดการเกี่ยวกับการศึกษาของลูกและคนในปกครอง ตลอดจนดูแลเกี่ยวกับสุขภาพของคนในบ้านและบริเวณใกล้เคียงด้วย โดยเฉพาะเวลามีโรคระบาดต่าง ๆ พ่อจะจัดให้ น้าหมอ (พล.อ.ท. น.พ.ตระกูล  ถาวรเวช) มาฉีดวัคซีนให้คนในบ้าน รวมทั้งคนนอกบ้านด้วย พ่อรักน้าหมอมาก เพราะเป็นทั้งญาติสนิท และเป็นหมอประจำตัวพ่อมาตลอด

พ่อเกลียดการพนันทุกชนิด เมื่อเรายังเล็ก ๆ อยู่นั้น ยังมีการเล่นหวย ก.ข. ด้วย คนที่ชอบเล่นทั้งในบ้าน นอกบ้าน ชอบที่จะคิดว่าเด็ก ๆ ขนาดพวกเราเป็นอาจารย์ใบ้หวย ก็จะต้องมีการถามว่าวันนี้หวยจะออกตัวอะไรอยู่บ่อย ๆ แต่ทุกคนไม่กล้าเลยที่จะถามต่อหน้าพ่อ แม้แต่การเล่นไพ่แบบกันเอง หรือแบบที่เด็ก ๆ เล่นพ่อก็ไม่ชอบ และไม่ชอบที่จะให้มีไพ่อยู่ในบ้านด้วยซ้ำ แต่ในบ้านเราไม่ได้มีแต่ พ่อ แม่ ลูก เท่านั้น ยังมีญาติผู้ใหญ่ และคนเก่าคนแก่อีกมาก ซึ่งบุคคลเหล่านั้นยังชอบที่จะล้อมวงญาติมิตรกันบ่อย ๆ เมื่อมีเวลาว่าง และเมื่อพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ชอบก็ต้องแอบเล่นตอนที่พ่อไม่อยู่บ้าน พวกเราเด็ก ๆ ก็เลยต้องเป็นเวรยามคอยดูว่าคนที่แต่งชุดสากลสีขาวใส่หมวกกะโล่สีขาว หรือที่ทุกคนเรียกว่าตำรวจขาวจะนั่งเรือมาหรือยังจะได้เลิกวงทัน รู้สึกว่าทุกคนจะกลัวพ่อมากกว่ากลัวตำรวจเสียอีก แต่ลูกของพ่อก็สมใจพ่อที่ไม่มีใครสนใจในการพนันแม้แต่คนเดียว
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 22 ม.ค. 11, 07:42

พ่อเป็นคนที่ไม่มีงานอดิเรก พวกเราไม่เคยเห็นพ่อเล่นกีฬาเลย แต่พ่อบอกว่าเคยเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ทั้งในขณะที่เรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมื่อเรียนอยู่ที่อังกฤษ พ่อไม่เล่นดนตรีแต่ชอบฟังและฮัมทำนองตามเพลงไปด้วย พ่อชอบเพลงหวาน ๆ ประเภท Serenade เวลาพ่อเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองในต่างประเทศที่พ่อเคยไปมานั้น เรารู้สึกว่าพ่อประทับใจกับ “เวียนนา” มากที่สุด พ่อพูดถึงเสมอเวลาที่เราคุยกันเกี่ยวกับเรื่องดนตรี พ่อบอกว่าเวียนนาเป็นเมืองดนตรี ถ้ามีโอกาสก็ควรไปดูสักครั้ง เมื่อเราโตขึ้นแล้วและได้ไปเห็นเวียนนาของพ่อเข้าถึงได้เข้าใจความรู้สึกเกี่ยวกับดนตรีของพ่อ

พ่อไม่เล่นต้นไม้หรือกล้วยไม้ใดเป็นพิเศษ แต่ชอบให้ปลูกต้นไม้ยืนต้นให้บ้านร่มรื่นและมีดอกมีผลให้คนใช้ประโยชน์ได้ พ่อไม่ชอบเลี้ยงสัตว์หรือนกที่ต้องอยู่ในกรง พ่อบอกไม่ชอบที่จะต้องไปกักขังเขาไว้ แต่พ่อก็รักสัตว์ พ่อจะถามเด็กในบ้านทุกวันว่า หมา แมว ได้กินข้าวหรือยัง เมื่อว่างจริง ๆ เท่านั้นที่พ่อดูจะชอบผูกดวงดูพื้นดวงของลูกและญาติสนิท และตั้งชื่อลูกหลานเท่านั้น และมักจะแถมท้ายว่าอย่าไปเชื่อของพวกนี้เลย ทำงานทำการของตัวดีกว่า
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 22 ม.ค. 11, 09:22

เมื่อก่อนนี้เราคิดว่าถ้าเกี่ยวกับลูกแล้ว พ่อจะคิดอยู่อย่างเดียวคือการให้การศึกษาเพราะพ่อพูดบ่อย ๆ ว่า ทุกคนจะต้องมีความรู้ไว้หาเลี้ยงตัวเองให้ได้ ให้เลือกหนังสืออ่าน ไม่ยอมให้อ่านนวนิยายหรือเรื่องอ่านเล่นประเภทที่พ่อเรียกว่า “หนังสือประโลมโลกย์” เลย เมื่อเราเรียนจบกันหมดแล้วจึงรู้ว่า การศึกษาเป็นเพียงบทแรกเท่านั้นเพราะต่อมาเมื่อเราทำงานแล้วพ่อก็ยังควบคุมต่อไปอีกถึงความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน เราจะหยุดงานโดยไม่มีเหตุผลที่จำเป็นไม่ได้ ไปสายก็ไม่ได้ กลับก่อนงานเลิกก็ไม่ได้ จะต้องถูกซักถามทุกครั้ง ทุกเช้าพ่อจะคอยถามว่า ทุกคนไปทำงานกันหมดหรือยัง และแม้เมื่อพวกเรามีครอบครัว มีลูกแล้ว แต่ถ้ากลับบ้านค่ำหน่อยก็จะต้องถูกอบรมว่า ควรจะให้เวลาแก่ลูกของตัวให้พอ สิ่งเดียวที่พ่อไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องคือเรื่องส่วนตัวในครอบครัวของลูกทุกคน นอกจากเราจะขอคำแนะนำจากท่านเท่านั้น

พ่อเป็นคนสุขภาพค่อนข้างดี ปกติแล้วพ่อไม่เป็นอะไร เวลาเป็นก็เป็นอย่างน่าตกใจและเมื่อหายแล้ว พ่อก็จะแข็งแรงเหมือนเดิม พ่อเข้าโรงพยาบาลครั้งเดียว เมื่ออายุประมาณ ๔๘ ปี ด้วยโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร จนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา คือเมื่ออายุประมาณ ๘๐ ปี พ่อเริ่มเข้าโรงพยาบาลอีก ด้วยโรคเดียวกัน และประมาณอีก ๓ ปีต่อมา ก็เข้าโรงพยาบาลอีกครั้งด้วยโรคหัวใจ และได้รับการใส่ Pace Maker ตั้งแต่นั้นมา พ่อเป็นคนที่เชื่อฟังหมอมาก ไม่เคยทานยาเองโดยไม่ปรึกษาหมอก่อนเลย พ่อเข้าโรงพยาบาลอีกสองครั้งเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ของ Pace Maker และเมื่อ นพ. ม.ร.ว. อุดมพร  เกษมสันต์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับโรคหัวใจของพ่อเสียชีวิต เราก็เป็นห่วงพ่อกันมาก เพราะพ่อเชื่อมั่นในตัวคุณชายมาก แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องหัวใจอีกเลย หลังจากการเปลี่ยนแบตเตอรี่ครั้งสุดท้าย

เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๒๗ พ่อไปเที่ยวปักษ์ใต้ พ่อชอบไปเที่ยวไกล ๆ ตามต่างจังหวัด และพ่อก็อยากไปปักษ์ใต้มากเนื่องจากลูกชายย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อลูกชายเข้ากรุงเทพฯ ขากลับพ่อก็เลยกลับไปเที่ยวด้วย และเมื่อกลับถึงบ้านก็บอกว่าหายเหนื่อยแล้วจะไปที่อื่นอีก หลังจากกลับมาได้ ๒ วัน พ่อหกล้มและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ประมาณ ๖ วันก็กลับบ้าน และหลังจากนั้นไม่นานก็เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาฯ อีกเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยอาการช็อค เพราะมีเลือดออกในช่องท้อง และเนื่องจากการเสียเลือดทำให้สมองบางส่วนไม่ทำงาน เป็นเหตุให้พ่อหงุดหงิดในบางครั้ง ปกติพ่อเป็นคนพูดเพราะไม่พูดหยาบคายเลย แต่ครั้งนี้เวลาหงุดหงิดพ่อก็จะเอ็ดลูกและผู้ที่ดูแลถ้าทำไม่ถูกใจ และถ้าถูกใจก็จะยิ้มอย่างเป็นสุข พ่อได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดีจากคุณหมอและพยาบาลหลายท่าน และพ่อก็มีหลานชายคือ นพ. สืบสันต์  มหาสันทนะ คอยดูแลอยู่ และได้เชิญนายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ไปรักษาพ่อด้วย และเนื่องจากพ่อเข้าโรงพยาบาลจุฬาฯ บ่อย ก็เลยคุ้นเคยกับหมอและพยาบาล โดยหลายคนเรียกพ่อว่า “คุณตา"
บันทึกการเข้า
เทพกร
ชมพูพาน
***
ตอบ: 139



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 22 ม.ค. 11, 09:23

พ่อไม่เจ็บปวดมาก นอกจากเมื่อยที่ต้องนอนอยู่นาน และตอนนี้เองที่พ่อซึ่งปกติเป็นคนเฉย ๆ ไม่แสดงออกว่า รัก โกรธ เกลียด โดยกิริยา ก็กลายเป็นพ่อที่ชอบให้ลูกเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ จับมือไว้ และบุคคลที่อยู่ในความคิดคำนึงของพ่อก็คือแม่ พ่อเรียกหาแม่ตลอดเวลา แม้แต่เมื่อเราเห็นว่าแม่เหนื่อยมากให้แม่กลับไปนอนที่บ้าน และพยายามเลียนเสียงแม่คอยขานเวลาพ่อเรียก พ่อก็จะได้ว่าไม่ใช่เสียงแม่ พยาบาลผู้หนึ่งเคยถามว่า “คุณตาขา คุณยายสวยไหมคะ” ก็ได้คำตอบว่า “ผมก็ว่าของผมสวยครับ” กับพวกเราพ่อบอกว่าสู้แม่ไม่ได้สักคน แม่ดีที่สุด ดูแลพ่อและเป็นที่พึ่งทางใจของพ่อคนเดียว เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๗ เป็นวันครบรอบแต่งงาน ๕๓ ปี เราถามพ่อว่าวันนี้เป็นวันอะไรจำได้ไหม พ่อยิ้มแล้วก็ตอบว่า จำได้ซิ Anniversary ไงล่ะ” วันนั้นเป็นวันที่ ๑ กันยาแรกและสุดท้ายตั้งแต่จำความได้ ที่เราไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันและทานข้าวร่วมกันทั้งครอบครัว เพื่อฉลองวันครบรอบแต่งงานของพ่อ-แม่

สมัยเมื่อพ่อยังมีชีวิตและยังอยู่ที่บ้านฝั่งธนนั้น บริเวณรอบ ๆ บ้านเต็มไปด้วยธรรมชาติและความสงบ ในน้ำมีปลา ในสวนมีผลไม้ และในอากาศมีนกนานาชนิด โดยเฉพาะในน้ำปลาและกุ้งชุกชุมเสียจริง ๆ ชุมจนกระทั่งลงไปอาบน้ำที่ศาลาท่าน้ำจะต้องเหยียบเอาปลาหรือกุ้งอยู่เสมอ แต่ทุกวันนี้สิ่งเหล่านี้ไม่มีอีกแล้ว ทุกสิ่งเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เป็นอนิจจํ เหมือนกับชีวิตพ่อซึ่งเกิดมาแล้วก็ต้องผ่านถนนสาย ชาติ ชรา พยาธิ มรณ เป็นที่สุด ไม่อาจหลีกพ้นไปได้

ขณะนี้พ่อก็ไม่มีตัวตนให้เห็นอีกต่อไปแล้ว เมื่อหวนนึกถึงพ่อและเรื่องราวของพ่อมันเหมือนกับการหวนนึกถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เราเคยฝันไปเมื่อตอนนอนหลับ ขณะกำลังฝันเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราเคยฝันไปเมื่อตอนนอนหลับ ขณะกำลังฝันเรื่องราวต่าง ๆ ดูมันเป็นจริงเป็นจัง เหมือนกับชีวิตพ่อเมื่อตอนยังเป็น ๆ อยู่ แต่พอตื่นขึ้น สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแต่ความทรงจำ ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นแต่ความว่างเปล่า คิดไปก็ยิ่งเห็นความหมายของ อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา ที่พระท่านพูดถึงได้ดีจริง ๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.058 วินาที กับ 19 คำสั่ง