เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 7849 comfort women กับ "เมียเช่า"
นกข.
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 28 ก.พ. 01, 17:19

เห็นคุณปกากะออมไปเปิดประเด็นเรื่องสงครามมหาเอเชียบูรพา แล้ว เลยนึกไปถึงความขมขื่นของจีนและเกาหลีต่อการกระทำของกองทัพพระจักรพรรดิญี่ปุ่นครั้งนั้นครับ

ผมว่าไทยเราโชคดีมหาศาลที่ทหารญี่ปุ่นในไทยไม่ได้ทำอะไรรุนแรงโหดเหี้ยม เหมือนที่ได้ทำที่หนานจิง (นานกิง) หรือที่อื่นในจีน ในเกาหลี ฯลฯ ทำให้คนไทยสามารถที่จะเห็นโกโบริเป็นพระเอกได้ (ชาติเอเชียอื่นเขาเห็นญี่ปุ่นเป็นผู้ร้ายทั้งนั้น) โกโบริตัวจริง ในความเห็นผม คือ ผู้บัญชาการนากามูระ แม่ทัพหน่วยงิของญี่ปุ่นที่คุมกองทัพญี่ปุ่นในไทยตอนนั้น และดำเนินโยบายประนีประนอมกับไทยตลอดสงคราม

จนกี่สิบปีมาแล้ว แผลจากนโยบายการเกณฑ์คร่าเอาผู้หญิงเกาหลีกับจีนไปบำเรอทหารญี่ปุ่น ที่เรียกว่า comfort women ก็ยังไม่จบเรื่อง จีนกับเกาหลียังคงขมขื่นเรื่องนี้มาก ของไทย เข้าใจว่าไม่ค่อยมีเหตุทำนองนี้ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลนากามูระ

ตัดภาพล่วงหน้าไปสักสามสี่สิบปี สมัยสงครามเวียดนามที่ไทยร่วมรบกับอเมริกาเต็มตัว อเมริกันมาตั้งฐานทัพหลายแห่งในเมืองไทย และพอได้ลาพักรบมาจากสมรภูมิ ทหารอเมริกันก็มา R&R คือพักผ่อนและเที่ยวในไทย
อเมริกันไม่ได้บังคับฉุดคร่าขู่เข็ญผู้หญิงไทยไปบำเรอกามเหมือนที่ญี่ปุ่นทำกับ Comfort women จีน/เกาหลี แต่ใช้อำนาจดอลล่าร์ จนมีผู้หญิงไทยสมัครใจไปเป็นเมียเช่าจีไอ เต็มไปหมด...
ไทยเราไม่ได้ขมขื่นมากมายกับอเมริกันตรงประวัติศาสตร์ตรงนั้น เพราะมันเป็นเรื่องสมยอมกันในระบบทุนนิยม ไม่ได้บังคับกัน อดีตเมียเช่าจีไอหลายคน ต่อมาฝรั่งก็รับเลี้ยงเป็นเรื่องเป็นราว เป็นภริยาตามกฎหมาย พากลับไปเมืองเขาอยู่ด้วยกันมีความสุขดี แต่หลายคนก็ก้าวลงไปสู่ธุรกิจค้ากามต่อ

แต่ในแง่สังคม มีบางคนคิดว่า ที่ไทยเราเสียชื่อเสียง ว่าเป็นเมืองเซ็กซ์อยู่เดี๋ยวนี้ รวมทั้งปัญหาสังคม ปัญหาโรคเอดส์ อะไรต่ออะไรยุ่งนุงนังอยู่อย่างนี้ สืบย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมทางเพศในเมืองไทยสมัยร่วมมือกับสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามได้ทั้งสิ้น
เห็นว่ายังไงกันครับ?
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30831

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 26 ก.พ. 01, 23:30

ไม่รู้ว่าไทยหรือโชคดีหรือโชคร้ายค่ะ
เพราะการลบหลู่ที่จีนและเกาหลีได้รับ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาขมขื่น จนสร้างความแข็งแกร่งในการยืนหยัด  และต่อต้าน

ผิดกับเราซึ่งดูเหมือนจะถูกย้อมสีให้ยอมรับการลบหลู่ในเป้าหมายเดียวกัน  แตกต่างเพียงวิธีการละมุนละม่อมกว่า
ทำให้เราไม่ตระหนักว่าเราได้สูญเสียคุณค่าบางอย่างในสังคมไทย เกี่ยวกับสตรี
มันมีส่วนเป็นปัญหาซึมลึก บ่อนทำลายทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว
จนแผ่เป็นวงกว้าง  กินแดนไปถึงผู้หญิงทุกระดับการศึกษาแล้วในตอนนี้
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 26 ก.พ. 01, 23:55

เห็นด้วยกับคุณเทาชมพูครับ ผมรู้สึกว่าคนไทยมองอะไรง่าย ๆ สบาย ๆ ไปหมด
ผมสับสน ที่สังคมสั่งสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ผู้ชายให้เชียวชาญเข้าไว้ ดูจากพระเอกละครไทย ขุนแผน พระอภัยมณี แล้วใครต่อใคร เรียกว่า ฟันดะ ผู้ชายไทยมีเมียมากมาย แม้แต่ปัจจุบัน ผู้ชายมีเมียน้อยไม่ผิด แต่ผู้หญิงมีคนอื่น เป็นเรื่องใหญ่
พ่อแม่บางคน บีบให้ลูกสาว ขายตัวเพื่อ ช่วยที่บ้าน แล้วผู้หญิงเหล่านั้นก็โดน ดูถูก หรือผุ้หญิงบางคน เห็นว่ามันงานง่ายสบายได้เงินเพียบ ก็ยิ่งทำ
เอผมพูดเลอะเทอะไปมาก สรุปคือ ผมสับสนกับทัศนคติคนไทยน่ะครับ
บันทึกการเข้า
ชานเรือน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 27 ก.พ. 01, 00:46

ก็เป็นเรื่องที่แปลกนะคะ
ที่ในยุคสมัยเดียวกันนั้น  อาจจะก่อนนิดหน่อย  คนไทยกลับมีความคิด  กลัวลัทธิคอมมิวนิสต์ มากจนเกินเหตุ  มีครอบครัวเพื่อน ถึงกับย้ายครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ
แล้วต่างก็ไปหลงไหล  กับความหรูหราและความฟุ่มเฟือย ของอมเริกัน
และในที่สุด แนวคิดแบบนั้นมาถึงยุคนี้ กลับแปรเปลี่ยนไป
 อเมริกันถูกใครๆ พากันกล่าวหาว่า เป็นชนชาติที่ใช้ทรัพยากรเปลืองที่สุด

เหลือเชื่อจริงๆ ที่อเมริกามีอำนาจ
มากพอที่จจะครอบงำการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เอาแบบอย่างได้  
อยากให้ผู้รู้มาวิเคราะห์ให้ฟังที ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้
บันทึกการเข้า
อักกา
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 27 ก.พ. 01, 04:49

อเมริกาในสมัยนี้ก็ไม่ต่างจากอังกฤษหรือ
ฝรั่งเศสเมื่อคริสตศตวรรษที่สิบเก้าที่เป็นประเทศมหาอำนาจรวมทรัพยากรและความรู้  
ทำให้ประเทศอื่นที่อยากจะมีอำนาจบ้างกระทำตามทั้งที่ทำตามอย่างจริงจังเช่นประเทศในกลุ่มอักษะ หรือทำตามอย่างเปลือกนอกเช่นไทยที่ตามอังกฤษตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และอเมริกาหลัง
สงครามโลกครั้งที่สอง
อยากมีอยากเป็นอยากสบายเช่นประเทศอื่นแต่กลับไม่สนใจในความยากลำบากในการทำให้เป็นเช่นนั้นเหมือนรอให้พระอวโลกิเตศวรมาโปรด
แทนที่จะเริ่มทำอย่างจริงจัง  จะว่าไปแล้วก็เหมือนยิวสมัยก่อนที่รอเมสิอาห์มาโปรดหลายพันปีจนมาสำนึกว่าคงจะตายกันหมดก่อนถึงได้เริ่มต้นสร้างประเทศของตัวเอง
คนไทยเชื่อในวัตถุนิยมเช่นเดียวกับอเมริกาแต่คนอเมริกาส่วนมากเชื่อว่าการจะได้มาซึ่งวัตถุมาจากการทำงานหนักอย่างซื่อสัตย์ในขณะที่คนไทยส่วนมากเชื่อว่าการที่จะได้มาซึ่งวัตถุมาจากโชคจากบุญเก่า ทั้งที่การทำบุญควรทำด้วยการไม่หวังผลตอบแทน พ่อแม่ที่ขายลูกสาวอ้างว่าจะได้เหมือนพระเวสสันดรที่สละลูกให้ชูชก แต่พระเวสสันดรไม่ได้ทำเพื่อต้องการเงินมาอวดรำ่รวยของตน
โดยสรุปคนไทยส่วนมากกระทำตามแต่ละสิ่งก็ล้วนแต่เพียงผิวเผินติดแต่เปลือกไม่ไตร่ตรองถึงแก่นหรือแม้แต่กระทั่งกระพี้
บันทึกการเข้า
อ้อยขวั้น
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 27 ก.พ. 01, 09:43

เคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่งที่มีผู้แปลมาลงนิตยสารพลอยแกมเพชร  จำไม่ได้ว่าเรื่องเดิมแต่งไว้เป็นภาษาอะไร  แต่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงญี่ปุ่นที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นชาติเดียวกับตัวเองนั่นแหละ  หลอกว่าให้เสียสละเพื่อชาติโดยไปช่วยงานในกองทัพระหว่างไปรบในจีน  พอไปถึงปรากฏว่าต้องเป็นโสเภณีประจำค่าย  ให้ทหารชนชาติเดียวกับตัวเองย่ำยี  อ่านแล้วเศร้าจังเลยค่ะ

สงครามไม่เคยให้อะไรดีๆ กับประชาชนโดยเฉพาะเพศหญิง  อย่างที่เราต่อสู้อยู่ในสงครามเศรษฐกิจขณะนี้  เด็กหญิงที่ถูกตกเขียวเพราะบุพการีอ้างความกตัญญูก็น่าจะนับเป็นเหยื่อสงครามได้เหมือนกันนะคะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30831

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 27 ก.พ. 01, 10:19

ดิฉันมองว่าการรุกรานทางวัฒนธรรมเริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  เมื่อสหรัฐยื่นมือเข้ามาสนับสนุนไทยเต็มที่ไม่ให้ตกอยู่ในฐานะผู้แพ้สงคราม   ทำให้ไทยเพียงแค่ถูกปรับจากอังกฤษ(จำนวนก็มากเอาการอยู่)
ผลที่ตามมาคืออิทธิพลของสหรัฐเริ่มครอบงำไทยทุกด้าน ทั้งการปกครอง และวัฒนธรรม
ไทยถูกทำให้เชื่อว่าประเทศเกษตรกรรมแบบไทย คือด้อยพัฒนา  ป่าเขาและทุ่งนาอุดมสมบูรณ์ในชนบทของเราคือ สภาพด้อยพัฒนา  เพราะไม่มีตึกรามบ้านช่องถนนหนทางและความสะดวกสบายตามแบบชีวิตในเมือง

ควรทำความเข้าใจใหม่กับชาวไร่ชาวนาของเราว่า "พัฒนา" ตามความหมายนี้  คือ "วัตถุนิยม" นั่นเอง

แผนพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ คือการพัฒนาประเทศไปทางแนวของอเมริกา ไม่ใช่ตะวันตก เพราะประเทศในยุโรปหลายประเทศก็ไม่ได้พัฒนาไปตามนี้
ในเมื่อไทยถูกย้อมให้เดินตามแนวอเมริกัน โดยไม่สนใจพื้นฐานแต่ดั้งเดิมว่าเติบโตมาจากไหน   เราก็ได้เปลือกนอกวัตถุนิยมของอเมริกามา  เห็นได้จากไฮเวย์  ตึกระฟ้า  การแต่งกายสไตล์อเมริกัน ทีวี เกมโชว์ ฯลฯ
นักเรียนไทยไปเรียนที่อเมริกามากกว่าที่อื่น  รับเทคโนโลยี่แบบอเมริกันเข้ามาในฐานะผู้เสพ  ไม่ใช่ผู้ผลิต  
และมากกว่านี้คือรับวัฒนธรรมวัตถุนิยมแบบอเมริกัน
อเมริกาเป็นประเทศวัตถุนิยม แน่นอน   แต่เขาจัดระเบียบวัตถุนิยมอย่างค่อนข้างลงตัว    ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดูๆก็สะดวกสบายกว่าเรามาก  แต่เขาก็ทำงานหนักตลอดชีวิต   เพื่อประคองตัวให้ได้ในชีวิตแบบนั้น
คนไทยยังรักความสบายอยู่ตามความเคยชินดั้งเดิมเมื่อประเทศยังไม่เป็นวัตถุนิยม    เราเคยตัดไม้มาปลูกกระท่อมเอง  เก็บผักหักฟืนจากธรรมชาติรอบตัว  หมดหน้านาก็เล่นตีไก่ปลากัดไปตามเรื่อง   ไม่ต้องเหนื่อยมากไปกว่านั้น
มีความเป็นอยู่แบบพอมีกินมีอยู่   ซึ่งมองในสายตาอเมริกันว่ายากจน  ควรจะมีผลผลิตและวัตถุดีกว่านี้
แต่ชาวไร่ชาวนายากจนเหล่านั้นไม่เคยขายลูกสาว   พวกเขายังเคร่งเรื่องบาปบุญคุณโทษ

ต่อมาเมื่อพลิกกลับจากกระท่อมเป็นตึก    ซึ่งต้องทำงานหนักกว่าตัดไม้ปลูกกระท่อม    ผลคือก็เอาความเคยชินดั้งเดิมมาใช้  คือขายลูกสาวปลูกตึกซะ  พ่อแม่ได้สบายเท่าเทียมชีวิตแบบพัฒนา

ดิฉันเห็นทางแก้ทางเดียว คือเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 27 ก.พ. 01, 11:18

เรื่องตามอย่างอเมริกานั้นผมเห็นค่อนข้างชัด เพราะว่าผมอยู่อเมริกาตอนนี้ อย่างที่ว่า คนที่ให้ทุน เค้าก็ว่ามารับความเจริญจากที่นี่ไป ผมมองแล้ว บ้านเรา เอาแต่ส่วนดีและสบายของเค้าไป ไม่รับส่วนลำบากของคนอเมริกันไปเท่าไหร่ มีคนเคยบอกว่า กรุงเทพฯ คือเวนิสตะวันออก ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ผมอยากจะบอกว่า กรุงเทพของเมืองไทย คือ ลอสแองเจลิส ตะวันออกครับ
ปัญหาจราจรใน LA เยอะมาก ผมเคยไปและได้ข่าวเสมอ รถติด ทั้งที่มีทางด่วน ซุปเปอร์ไฮเวย์เต็มเมือง มลภาวะ สูงแต่ยังจัดการค่อนข้างดีกว่าเมืองไทยนิดหน่อย ปัญหาอาชญากรรม โสเภณียาเสพติด มีเหมือนกัน กับกรุงเทพฯ เลย เราลอกของเมกันเค้าไปหมด แต่ลอกเอาไปแบบไม่ค่อยดีเท่าไหร่
บันทึกการเข้า
แม่หญิงเรไร
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 27 ก.พ. 01, 17:50

ดิฉันสลดใจทุกครั้งที่เห็นการประกวดนางงาม โดยให้ผู้หญิงมาใส่ชุดว่ายน้ำเดินในที่ธารกำนัล แล้วเห็นผู้ชายทั้งหลายใช้กล้องส่องมองเหมือนมองดูม้าแข่งในสนาม เพ่งมองอย่างพินิจพิจารณาไปทุกขุมขน และวิพากษ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ
ดิฉันไม่ได้คิดว่าการใส่ชุดว่ายน้ำน้อยชิ้นเป็นการน่าอับอาย แต่เป็นเรื่องของกาละเทศะ ถ้าใส่เดินเล่นที่ชายหาด จะไม่รู้สึกใด ๆ เลย แต่มาใส่เดินในบนเวทีให้ผู้ชายรุมมองอย่างนี้ เห็นทีไรก็รู้สึกเหมือนผู้หญิงเป็นสินค้า
ทุกครั้งที่มอง ดิฉันจะนึกถึงองค์กรสตรีต่าง ๆ ที่พยายามจะยกฐานะผู้หญิงให้เทียบเท่าผู้ชาย แสดงให้เห็นถึงบทบาท และ ความเฉลียวฉลาดของมันสมองเพศหญิง เหนื่อยยากกับการต่อสู้  แต่ขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มที่พยายามทำให้ผู้หญิง มี "ราคา" มากกว่าจะคำนึงถึง" คุณค่า" ที่แท้จริง
ไอ้ที่ว่ากันว่า งามอย่างมีคุณค่า น่ะ เห็นจะเป็นเพียงประโยคที่ต้องใช้ความพยายามกันอีกนาน กว่าจะเป็นจริงได้ในเวทีการประกวดนางงามบ้านเราค่ะ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30831

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 27 ก.พ. 01, 18:21

เคยไปดูประกวดนางงามค่ะ  ปีนั้นได้บัตรฟรี
เห็นผู้ชายโต๊ะใกล้ๆยกกล้องส่องม้าขึ้นส่อง แล้วร้องบอกกันดังๆ อย่างครื้นเครงถึงสิ่งที่เขาเห็น
มองหน้าเขา  ท่าทางดูเป็นผู้ชายราคาแพง  เรื่องเสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์บนตัว  โต๊ะที่นั่งก็แพงเอาการ  แต่ไม่ต้องบอกนะคะว่าอะไรในตัวเขาที่ดิฉันเห็นว่าราคาถูกมากๆ

เคยเข้าไปอ่านในเวบบอร์ดบางแห่ง   มีความคิดที่ซ้ำกันหลายครั้งในกระทู้ต่างกรรมต่างวาระ คือ
การขายตัวไม่ใช่ความผิด  ถ้าเป็นความสมัครใจของเจ้าตัวเขาเอง- ไม่ได้ไปเบียดเบีบนใคร - เป็นสิทธิส่วนบุคคล - ไม่ควรประณาม

ความคิดแบบนี้คือการทำลายทรัพยากรมนุษย์  ลดฐานะคนลงไปเป็นสินค้าชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง
เป็นสินค้าที่ลงทุนต่ำ แต่ได้ราคาสูง ในชั่วระยะสั้นๆ สำหรับขบวนการที่อยู่เบื้องหลัง
นอกจากนี้  เป็นสินค้าที่ไม่ก่อคุณภาพให้ประเทศชาติ แต่ก่อปัญหาหลายอย่างตามมา

เราเคยสนใจจะติดตามไหมว่า เมื่อหมดสภาพที่จะขายตัวในวัยกลางคน( สั้นกว่าอาชีพอื่นๆ)  ผู้หญิงพวกนี้ไปประกอบอาชีพอะไร
เขาสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าเธอจะขยายวงการออกไปให้ถึงผู้หญิงรุ่นหลังมากขึ้นทุกที  ในลักษณะของลูกโซ่

เมียเช่าที่คุณนกข.เอ่ยถึง เป็นแผลร้ายสำหรับผู้หญิงที่ตกเป็นทาสบำเรอทหาร ในช่วงเวลาสงคราม
แต่ไม่ใช่การค้า  เมื่อจบสงคราม บทบาทก็สิ้นสุด
แต่สังคมปัจจุบัน ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นการค้าในวงจรอุบาทว์อย่างถาวรไปเสียแล้ว
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 28 ก.พ. 01, 00:17

เรื่องการขายตัวของผู้หญิง
ผมมีสองความเห็น
1. ถ้าเค้าจะทำ มันก็เป็นสิทธิของเค้าใช่ ถ้าเค้าอยากสบาย อยากหาเงินได้ อย่างไม่ลำบาก ทำไมผู้หญิงฝ่ายเดียวต้องถูกประณาม ทั้งที่ ผู้ชายที่ไปเที่ยวผู้หญิง ก็น่าจะมีส่วนน่าละอายไปด้วย มี demand ก็ต้องมี supply ผู้หญิงที่ขายตัว เธอไม่ใช่อาชญากร เธอไม่ได้เลวอะไร ทำมาหากินเท่านั้น  ศักดิ์ศรี กับการเอาตัวรอดในสังคม มันไม่ค่อยจะเดินไปทางเดียวกันเลย
2. ผมไม่สนับสนุน ให้ผู้หญิงขายตัวแน่นอน ถ้าเรามีทางทำได้ เราต้องเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง ต้องหาทางออกให้กับผู้หญิงเหล่านั้น ให้มีทางเลือกในชีวิตที่ดีกว่านั้น เธอบางส่วนจะได้ไม่ต้องมาทำอาชีพแบบนี้ แต่ถ้ายังงั้นยังไม่ยอมอยากจะทำ ก็คงต้องเป็นสิทธิของเธอเหล่านั้น
อีกอย่างคือ ผู้ชายครับ ธรรมชาติของผุ้ชาย ทำให้เกิด อาชีพโสเภณี แล้วก็ ทัศนคติแบบตะวันออกของบ้านเราด้วย ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ผู้ชาย ต้องเชียวชาญ ต้องมีขึ้นครู จีบสาวได้เยอะได้หลายคนเก่ง ผู้ชายเที่ยวผู้หญิงหากินไม่เป็นไร แต่ผู้หญิงคนไหนไปเป็นผู้หญิงหากิน คนนั้นเลว เฮ้อ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 28 ก.พ. 01, 04:10

แม้แต่คำว่า งามอย่างมีคุณค่า ที่แม่หญิงยกมาเอง ก็ถูกหยิบไป กลายไปเป็นคำขวัญโฆษณาเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่งไปแล้ว ... เฮ้อ... แปลว่าคุณค่าที่เขา (บริษัทเครื่องสำอาง) หมายถึง ฉาบอยู่ที่แค่ผิวเท่านั้นเอง ไม่ได้ดูข้างในกะโหลกด้วย
บันทึกการเข้า
ม้งหลงดอย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 28 ก.พ. 01, 12:17

เรื่องขายตัว ผมกลับมองตรงกันข้าม  ว่าไม่ใช่สิทธิส่วนบุคคลครับ   เพราะคุณไม่ได้ทำด้วยลำพังตัวเอง   ชนิดไม่มีคนอื่นเกี่ยวข้อง
การขายตัวอย่างน้อยต้องมีสองฝ่าย คือผู้ค้าและลูกค้า  

ในความเป็นจริงมีผู้เอี่ยวด้วยอีกมากมาย คือพ่อเล้าแม่เล้า  แมงดาคุมซ่อง ผัวแมงดา   นายทุน  เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้ความคุ้มครองฯลฯ
ทั้งหมดนี้เป็นขบวนการที่โยงใยไปถึงปัญหาหนักๆในสังคมได้อีกมาก
ตั้งแต่ปัญหาครอบครัวของลูกค้าเกิดบ้านแตก  ปัญหาเอดส์แพร่อย่างรวดเร็ว  ปัญหาการติดสินบนเจ้าหน้าที่  ปัญหาการค้าผู้หญิงและเด็ก...

การที่ผู้หญิงคนหนึ่งขายตัวจึงไม่ได้จบลงแค่ความสมัครใจของเธอที่ชาวบ้านไม่เกี่ยว   ตรงกันข้าม มันเกี่ยวข้องและมีผลกระทบมหาศาล
ไม่มีปัญหาใดๆในสังคมที่เกิดจะจบลงที่คนๆเดียวครับ  มันโยงใยกันไปได้หมด

ไม่ต้องอะไรมาก  จะอ้างสิทธิส่วนบุคคล  มันขัดกับกฎหมายไทยอยู่แล้ว เพราะเรายังมีพรบ. ห้ามการค้าประเวณีอยู่นะครับ  ถึงแม้จะดำเนินการจับกุมกันพอเป็นพิธี  อันนั้นก็เป็นความหย่อนยานของผู้ทำงานสนองกฎหมาย  แต่ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายจะไม่มี

สมมุติว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะฆ่าตัวตาย  เธอบอกว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล  ร่างกายเธอเองเธอจะทำให้มันเสียหายไปก็ไม่เกี่ยวกับร่างกายคนอื่น
เธอก็พูดถูกนะ
แต่ยังงี้เรายอมให้เป็นสิทธิของเธอไหมครับ  จะโดดตึกก็โดดไปห้ามปรามไม่ได้  ไม่ได้ผิดอะไรนี่
ผมเห็นตำรวจ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ  นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์  ประชาชน แห่กันไปห้ามปรามจะเป็นจะตาย  ตำรวจลงทุนปีนดาดฟ้าเกือบจะตกลงไปตายแทน ก็เพื่อจะเอาตัวเธอกลับมา รักษาร่างกายเอาไว้ให้
ไม่มีใครยอมคิดว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล

โสเภณียังก่อปัญหามากกว่าคนฆ่าตัวตายเสียอีก  เพราะในการที่เธอเอาร่างกายไปทำความเสียหาย   ไม่ได้เสียหายคนเดียวนะครับ   มันเกี่ยวถึงสวัสดิภาพของลูกค้า และคนอื่นๆที่ลูกค้าเกี่ยวข้อง อย่างลูกเมียทางบ้านด้วย

เรื่องผู้ชายเที่ยวอย่างว่า   ผมได้ยินมาว่าบางประเทศเขาถือว่าเป็นเรื่องของคนมีปัญหาทางจิตเสียด้วยซ้ำไปครับ  คือไม่สามารถหยุดยั้งความต้องการกับคู่รักหรือภรรยาของตนได้   ต้องไปปรึกษานักจิตบำบัดครับ
บันทึกการเข้า
แจ้ง ใบตอง
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 01 มี.ค. 01, 01:57

มีใครก็ไม่รู้กล่าวไว้ว่า โสเภณีเป็นอาชีพที่เก่าแก่ในโลกอาชีพหนึ่ง  ผมก็เห็นว่าน่าจะจริงดังเค้าพูด
เนื่องจากเคยอ่านพบว่าอาณาจักรแอตแลนตีสที่จมลงใต้ทะเลก็มีโสเภณีแล้ว แต่นั่นคงจะเก่าไป
อาณาจักรโรมัน กรีก พวกนี้น่าจะมีโสเภณีอย่างแน่นอน แต่ผมไม่มีรายละเอียดเลย ทางตะวันออก
ของเราก็มีอินเดีย สมัยพุทธกาล อาชีพโสเภณีเป็นอาชีพที่สังคมยกย่องมาก ขนาดพระราชาเอง
ยังต้องประทานเกียรติยศให้ สมัยนั้นเรียกโสเภณีว่านางคณิกาบ้าง หญิงงามเมืองบ้าง ที่เรียกว่า
หญิงงามเมืองเนื่องจากมีหน้าที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เมืองใดมีนางคณิกาสวยก็จะเป็นที่เลืองลือ
อย่างเช่นกรุงอุชเชนีของกามนิตเป็นต้น...

ในทางเหนือของประเทศไทยเองก็มีโสเภณีมานานนม เอาไว้บริการชาวต่างชาติ เก่าหน่อยก็เป็นพม่า
ใหม่หน่อยก็พวกตะวันตกที่เข้าไปทำป่าไม้  มีหลักฐานที่กล่าวถึงโสเภณีและสามารถสืบค้นย้อน
ขึ้นไปได้จนถึงสมัยพญามังรายโน่น  ในสมัยที่พม่าครองล้านนา ผู้หญิงจะถูกทารุณทางเพศมาก ทหารพม่า
ใช้กำลังข่มเหงไม่เลือกลูกเค้าเมียใคร หญิงใดที่อดอยากก็ขายตัวเพื่อความอยู่รอด เรียกว่าถูก
สภาวะเศรษฐกิจบังคับทางอ้อม โสเภณีเมืองเชียงใหม่มาหมดยุคเอาช่วงรัชกาลที่ ๔ เนื่องจาก เจ้าที่
ปกครองนครเชียงใหม่ขณะนั้นไม่โปรดโสเภณี ใครเป็นโสเภณีมีโทษถึงประหารชีวิต

อยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เองก็น่าจะมีโสเภณี เพราะเคยอ่านพบว่าสมัยนั้นชายป่วยเป็นโรคผู้หญิง
กันมากไม่เว้นแม้แต่ข้าราชบริพาร ผมจำไม่ได้ว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์เราเคยได้ส่งทูตไปเมืองจีน
หรือไม่ แต่มีหลักฐานว่าทูตที่กลับมาจากเมืองจีน(จำไม่ได้ว่าสมัยสมเด็จพระนารายณ์ หรือสมัยกรุง
ธนบุรี)ป่วยเป็นโรคผู้หญิงเนื่องจากไปเที่ยวหญิงงามเมือง จนหมอหลวงต้องปรุงยารักษาเป็นพิเศษ
แสดงว่าสมัยนั้นจีนก็มีโสเภณีเช่นกัน แต่ไม่รู้เค้าเรียกว่าอะไร

สมัยโบราณโสเภณีเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายครับ(แต่อาจไม่ถูกต้องตามศีลธรรม) เราเพิ่งมารังเกียจ
และไม่ยอมรับอาชีพโสเภณีกันในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี่เอง มีคำที่ใช้เรียกโสเภณีเยอะมาก เช่น คุณตัว
สุวรรณมาลี (ความจริงเรียกหยาบกว่านี้) หญิงแพศยา หญิงคนชั่ว หญิงโคมเขียว โคมแดงฯลฯ
สมัยก่อนใครเป็นโสเภณีจะต้องสักรูปหมาไว้ตรงท้องแขนด้านใน แสดงว่าสังคมได้แยกโสเภณีออกจาก
หญิงปกติอย่างเด็ดขาด แต่ผมจำได้ว่ามีโสเภณีกลุ่มหนึ่งได้เก็บหอมรอมริบเงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรง
ของตนเอง มาสร้างวัด ชื่อวัดคณิการามหรือวัดคณิกาผลนี่แหละเห็นแล้วน่าชื่นชมมาก  ไม่รู้ว่าคนที่
ไปเที่ยวโสเภณีพวกนั้นจะได้กุศลติดมาบ้างหรือเปล่า

ในปัจจุบันโสเภณีเมืองไทยขึ้นชื่อมาก จนลองแมนถึงกับระบุว่ากรุงเทพคือเมืองแห่งโสเภณี เราก็ประท้วง
กันยกใหญ่ ความจริงก็เป็นอย่างนั้น  แต่เราไม่ยอมรับความจริงกัน โสเภณีปัจจุบันมีทั้งแบบเปิดเผย
และแอบแฝงอยู่ในอาชีพอื่นๆ เช่น นักเรียน นักศึกษา ร้านเสริมสวย พนักงานห้าง คาราโอเกะ บาร์เบียร์มีหมด
เดี๋ยวนี้โสเภณีต่างชาติก็เริ่มเข้ามาขุดทองในเมืองไทยกันแล้ว ตั้งแต่พม่า เขมร จีน จนถึงรัสเซีย
หากเราไม่ปรับปรุงโสเภณีของเราให้ดีขึ้น ต่อไปอาจจะแพ้โสเภณีอิมพอร์ตก็ได้ ที่น่าตกใจคือตอนนี้โสเภณี
ไม่ได้มีแต่ผู้หญิงเท่านั้น โสเภณีที่เป็นชายก็มีไม่น้อย (ถ้าผู้ชายขายตัวจะเรียกโสเภณีได้มั้ยเนี่ย)
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น คือในสภาผู้แทนราษฎรก็มี ส.ส.ที่ทำตัวเยี่ยงโสเภณี เร่ขายตัวให้กับพรรคนั้น
พรรคนี้ ผมเห็นแล้วกลุ้ม พวกนี้ไม่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติแล้วก็ยังจะเข้ากอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวอีก
ดูๆไปแล้วโสเภณีจริงๆยังน่าศรัทธามากกว่า

มีหนังสือของรงค์ วงษ์สวรรค์เล่มหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับชีวิตโสเภณี ผมไม่แน่ใจว่าชื่ออะไรเพราะยังไม่ได้อ่าน
คงจะหามาอ่านเร็วๆ นี้...

ไม่ค่อยเกี่ยวกับหัวข้อกระทู้เท่าไหร่ครับ แต่ก็อดแจมเรื่องโสเภณีด้วยไม่ได้
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 01 มี.ค. 01, 02:21

แจมครับ

โสเภณีเป็นอาชีพเก่าแก่มีมานานในไทยจริง แต่ก็อยู่ในขอบเขต ธุรกิจค้ากามเพิ่งจะเริ่มเป็นอุตสาหกรรมตอนสงครามเวียดนามครับ  แล้วหลังจากนั้นก็ฟูเฟื่องไม่รู้หุบจนเดี๋ยวนี้ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ค่านิยมได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างที่คุณเทาฯ ว่า สมัยก่อนโสเภณีก็เป็นโสเภณีไป คนธรรมดาเว้นเสียแต่จะเข้าที่อับจนจริงๆ ไม่มีใครคิดจะไปเป็นโสเภณี แต่สมัยนี้ใครๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นโสเภณีกันโดยไม่คิดอะไรมาก นักเรียนเด็กๆ ก็มี คนเรียนจบสูงๆ ก็มี ทำงานอื่นก็ได้ แต่ไม่เอา อยากทำงานสบายๆ รวยๆ อันนี้สิครับน่าห่วง โสเภณีก็มนุษย์ ใช่ ไม่ควรไปรังเกียจเขา แต่ควรรังเกียจระบบหรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้โสเภณีมากขึ้นๆ และคนเลือกเป็นอย่างอื่นน้อนยลงๆ อีกหน่อยถ้ามีแต่โสเภณี ไม่มีทรัพยากรบุคคลอย่างอื่นเลย สังคมก็แย่

วัดนั้นชื่อวัดคณิกาผลครับ คณิกา ก็โสเภณี คณิกาผลก็ผลจากโสเภณี ชาวบ้านเรียกวัดใหม่ยายแฟง ยายแฟงเป็นแม่เล้าครับ มีคำคล้องจองชาวบ้านพูดกันสมัยรัตนโกสินทร์ตอนสัก ร.4-5 ว่า "ยายฟักขายแกง ยายแฟงขาย ห... ยายมีขายเหล้า"  เป็นการแบ่งหน้าที่ตามความถนัดตาม division of labor ของอาดัม สมิธ มีเรื่องเล่าว่า ยายแฟงแม่เล้านี่พอแกสร้างวัดเสร็จก็นิมนต์สมเด็จโตวังระฆังมาเทศน์ แกถามว่าสร้างวัดใหม่ทั้งวัดนี่แกจะได้บุญสักเท่าไร สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต ท่านบอกว่าสลึงเฟื้องหนึ่งก็ไม่ถึง เล่นเอาแกเสียใจเหมือนกัน ประเด็นของสมเด็จท่านคือว่า ดูเหมือนว่าวัดนี้ไม่ใช่กลุ่มนางคณิกามีจิตศรัทธารวบรวมกันสร้างอย่างที่คุณแจ้งเขียนครับ แต่แม่เล้าสร้างเอง จะเอาหน้าว่าสร้างวัด แต่ว่าเงินที่แม่เล้าเอามานั้นมาจากไหน แกก็ขูดรีดมาจากลูกเล้าในซ่องแกนั่นแหละ เด็กในสังกัดแกทำงานงกๆ หาเงินให้แกจนแกรวย แล้วแกก็เอามาสร้างวัดเอาหน้า ดังนั้นสมเด็จท่านจึงว่า แกได้บุญแค่สลึงเดียว

คำว่า โสเภณี นั้นที่จริงก็แปลว่าหญิงงามเมือง ตัดมาจากคำเต็มเดิมว่า นครโสเภณี โสเภณีเฉยๆ เดิมแปลว่าหญิงงามนะครับ ใส่ นคร ข้างหน้าก็แปลว่าหญิงงามประจำเมือง แต่ถ้าเดี๋ยวนี้ใครไปชมผู้หญิงว่า โสเภณี (แปลตามตัวว่าหญิงงาม) มีหวังถูกตบแน่ๆ วัดแบบเดียวกับวัดคณิกาผล แต่เป็นของนางคณิกาสร้างจริงๆ ไม่ใช่แม่เล้า สมัยพุทธกาลก็เคยมี วัดอัมพวันที่ป่ามะม่วงนางอัมพปาลีโสเภณีประจำนครไหนก็ไม่รู้ ลืมแล้ว ก็เป็นคนสร้างถวายพระพุทธเจ้า
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 19 คำสั่ง