เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
อ่าน: 14089 สาวชาวกรุง ๒๔๕๕
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 03 ธ.ค. 10, 08:04



       ฉันเข้าโรงเรียนชาวบ้านเพราะเรียนกันตามบ้าน  ครูทำหน้าที่สอนหนังสือ  ทั้งอบรมกิริยามารยาท  ทั้งเป็นพี่เลี้ยงดูแลอาหารการกิน

ฉันเรียนในห้องใหญ่ในบ้าน  มีบรรยากาศอบอุ่นใจ        ท่านเจ้าของตึกสร้างขึ้นเพื่อให้ครอบครัวเล็ก ๆอยู่  เลียนแบบตึกอังกฤษ

เป็นที่อยู่ทันสมัยมาก  ท่านเจ้าของคือพระยาบรมบาทบำรุง  ตึกนี้อยู่ที่มุมห้าแยกพลับพลาไชย  ต่อมาเป็นร้านข้าวหน้าไก่เหลาะงาทิ้น

(ข้าวหน้าไก่....!!!)

ห้องเรียนมีห้องเดียว  นั่งกับพื้นมีไม้ต่อเป็นม้าวางหนังสือ         ค่าเล่าเรียนก็เก็บกันเดือนละสองสลึงถึงหนึ่งบาท

ฉันไปเรียนไม่เสียสตางค์เพราะเป็นหลาน


บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 03 ธ.ค. 10, 09:39

..อร่อยระดับตำนาน...


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 03 ธ.ค. 10, 15:52


     
       ฉันเรียนแบบเรียนเร็วของกระทรวงธรรมการ  เริ่มแต่ ก.ไก่   วิธีอ่านก็วางหนังสือลงบนม้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าเตี้ย ๆ

พอสำหรับนักเรียนนั่งพับเพียบ       เวลาครูสอนอ่าน  ฉันก็ใช้ไม้ก้านธูปจิ้มไป  ปากอ่านไป  ตาเหม่อออกไปข้างนอก

เผื่อจะได้เห็นอะไร   ต่างคนต่างอ่านของตนเสียงสับสน      เมื่อใครถูกครูเรียกออกไปอ่าน   อ่านถูกหมดก็ได้ต่อบทใหม่

เรียกว่าไปต่อ   แบบเรียนเร็วเล่ม ๑ เป็นแบบหัดอ่านไม่เหมือนมูลบทบรรพกิจ  คือไม่มีการแจกลูก  แต่ใช้แบบหัดอ่านเป็นเรื่องทบทวนความจำ

เป็นเรื่องราวของสังคมสมัยนั้น  เป็นร้อยแก้วแบบหัดอ่านตัวสะกดในแม่กน   ตอนหนึ่งว่า "หนูแหวนแขนอ่อนบ้านอยู่บางเขน"

แสดงว่าสมัยนั้นเด็กผู้หญิงที่มีลักษณะเป็นผู้หญิงแท้  และนิยมกันว่าสวยนั้นจะต้องแขนอ่อน  เพราะสมัยนั้นนั่งพับเพียบท้าวแขน

เพื่อยันตัวให้นั่งอยู่ได้นานจะได้ไม่เมื่อย


       ฉันเป็นเด็กหญิงที่ซนมากและลือชื่อมาจนเป็นนักเรียนชั้นโต      ฉันช่างคุยจนถูกทำโทษบ่อย ๆ   แต่การเรียนไม่เสียครูจึงรัก

ฉันเรียนที่โรงเรียนนี้พออ่านออกเขียนได้ก็ย้ายโรงเรียนเพราะคุณป้าครูต้องย้ายไปสอนที่โรงเรียนสตรีเสาวภาบ้านหม้อ  ฉันต้องตาม

ไปด้วย  และได้เป็นนักเรียนโรงเรียนหลวง  ต้องหอบหนังสือกระดานชนวน  ดินสอหิน  ขวดน้ำสำหรับลบกระดานและอาหารกลางวัน

ในสมัยนั้นกระดานชนวนส่วนมากทำด้วยหินเป็นแผ่นแบน ๆ สีดำเป็นมันมีไม้ล้อมกรอบกันแตก  ไม้นั้นก็ทาน้ำมันกันสกปรก   ดินสอที่เขียน

เรียกว่าดินสอหิน  แท่งขนาดหลอดกาแฟ  ซื้อกันเป็นกล่องมันเปราะหักง่าย  และต้องฝนให้แหลมจึงจะเขียนได้ดี   

เขียนหนังสือก็เขียนกดลงไปบนกระดานชนวนแต่เบา ๆ  จะเป็นเส้นสีขาว  ถ้ากดแรงจะเป็นรอยลึกลบยาก   ฉะนั้นต้องีฝีมือเขียน

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 03 ธ.ค. 10, 16:26

       การเดินทางจากวรจักรไปโรงเรียนที่บ้านหม้อ  นับว่าไกลมาก  นอกจากกระเป๋าหนังสือยังมีขนมฝรั่งอยู่ในกระเป๋า  

กระเป๋ามีหลายชั้น  ตอนแรกใส่ดินสอหิน  ขวดน้ำที่ใช้ลบกระดานต้องใช้ขวดน้ำอบสวย ๆ(ประกวดกันมากสมัยนั้น)

ผ้าเช็ดกระดาน  กระดานชนวน  หนังสือ  ของกินที่เป็นของคาวใส่ปิ่นโตเล็ก ๆ สามชั้น  สีเขียวอ่อนมีลายนูนเป็นสีชมพู

       ปัญหาการเดินทางไม่ต้องพูดถึง  เพราะคุณตาฝากให้ไปกับป้าสะใภ้ที่เป็นครู  และมีเพื่อนอีกสองคนมาร่วมเดินไปด้วย

บางวันเดินไปขึ้นรถรางที่สี่แยกวรจักรไปลงปากคลองตลาด   ถ้าวันไหนไปสายหน่อยก็ขึ้นรถเจ๊กชนิดใหญ่หน่อย

รถขนาดใหญ่นี้ผู้ใหญ่สองคนนั่งได้สบาย  เด็กตัวเล็ก ๓ คนอย่างพวกฉันและป้านั่งได้พอดี

เพื่อนสองคนของฉันนั้นคนหนึ่งฐานะดีกว่าฉันมาก  ตอนท้ายสามีตายฉันกลับต้องเป็นผู้ช่วยเหลือเขา   ทำให้ฉันคิดว่าคนเรานั้น

คงมีผู้ลิขิตชีวิตเป็นแน่       เพราะทั้งสามคนต่างก็พยายามทำความดี  แต่ผลที่ได้รับต่างกันเห็นปานฉะนี้   ก็ควรที่จะพิจารณาด้วยเหตุผลเมื่อผจญ

อุปสรรค  จังหวะแห่งชีวิตเป็นตัวจักรสำคัญที่จะผวนผันไปให้ได้ลงช่องที่เหมาะหรือไม่   เพื่อนของฉันอีกคนได้ไปเป็นใหญ่เป็นโต  

ฉันก็ได้พึ่งเขาเหมือนกันเมื่อมีธุระ  เขาได้เป็นคนสนิทของผู้ใหญ่  สุดท้ายก็ได้เป็นภริยาเอกอรรคราชทูต
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 03 ธ.ค. 10, 16:46

แวะมานั่งพับเพียบเรียบร้อยตามอ่านไม่ลดละเจ้าค่ะ

รถซ่อมเสร็จเมื่อไร จะหา เฮโลอีน ...อุ๊ย...ขอประทานโทษค่ะ  คาเฟอีน ไปจิ้มก้องแลกหนังสืออ่านนะเจ้าคะ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 04 ธ.ค. 10, 05:37


       น่าแปลกที่ว่าพระเจ้าหรือธรรมชาติก็มักจะทดแทนให้ในสิ่งที่คนอื่นไม่มี   เพื่อนคนแรกเธอมีพร้อมทุกอย่าง

แต่ขาดลูกที่จะผูกจิตใจทั้งพ่อและแม่      ส่วนเพื่อนคนที่สองมีลูกหลายคนแต่ขาดพ่อ   ส่วนตัวฉันเองก็ปานกลาง

และในชีวิตของฉันก็ได้เห็นเช่นนี้มามากหลาย


       ฉันเรียนอยู่โรงเรียนเสาวภาประมาณ ๖ เดือน   ฉันแปลกใจเป็นอย่างยิ่งว่าโรงเรียนหญิงทำไมต้องมีลับแล ซึ่งทำเป็น

ขาตั้งแล้วตีไม้เป็นแผ่นยาวประมาณสามเมตรสูงสองเมตร  เห็นจะเป็นเพราะหวงลูกสาวจึงต้องกั้นไม่ให้คนภายนอกเห็น

เมื่อฉันย้ายโรงเรียนก็พบกับลับแลอีก  ที่ต้องย้ายโรงเรียนก็เพราะโรงเรียนเสาวภามีเพียงชั้นประถม   โรงเรียนใหม่แถวเสาชิงช้ามีชั้นมัธยม

ลุงฉันแต่งงานใหม่และป้าสใภ้เป็นครูที่โรงเรียนนี้  ฉันจึงย้ายมาเข้าชั้นมูล


       ฉันแต่งตัวไปโรงเรียนอย่างพิถีพิถันขึ้น เพราะมีนักเรียนมาก  นุ่งผ้าโจงกระเบนผืนเล็ก ๆ ตามขนาดตัว  สีต่าง ๆ ตามวันเพราะไม่มีเครื่องแบบ

สวมเสื้อขาวคอกลมลงมาจนปิดชายพก  ซึ่งมีเข็มขัดรัดไว้  เข็มขัดเป็นเงินทึบ  มีตะขอ  และมีรูขยายได้ตามขนาดของเอว    ฉันไว้ผมยาวราว

ครึ่งหลังต้องถักเปียให้เรียบร้อย  ผูกโบว์  โบว์นั้นบางทีเรียกว่าริบบิ้น  ยิ่งใหญ่เท่าไรยิ่งโก้      ยังจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าบางทีก็มี

ลวดลายต่าง ๆ เป็นตาหมากรุกก็มี     สวมรองเท้าแตะประทุน(คือตอนหัวรองเท้าเขาเรียกประทุน)ทึบ  ไม่โปร่ง  เดินลากลำบากเหลือเกิน

ถ้าเดินไปในที่มีน้ำแฉะ กระเด็นขึ้นมาเปรอะผ้านุ่งหมด

       เช้า ๆ คุณตาก็พามาส่งบ้านป้าสะใภ้ซึ่งอยู่ในตรอกเขมร   อยู่ระหว่างสมาคมไวเอ็มซีเอกับสี่แยกวรจักร  ตรอกนี้ไปทะลุออกถนนบ้าน

ดอกไม้   ตรงกลางมีถนนเลี้ยวไปออกถนนหลวงข้างวังกรมขุนกำแพงเพชร  หรือที่เรียกกันว่าวังแดง   บ้านป้าสใภ้อยู่ตรงมุมทางเลี้ยวพอดี

ด้านตรงกันข้ามมีบ้านคหบดีมีชื่อสมัยโน้น   บ้านตรงกันข้ามก็ยังรักษาประตูเก่าไว้แม้จะเปลี่ยนรูปทรงบ้านเป็นตึกสมัยใหม่แล้ว

ประตูสังกะสีดามสังกะสีทั้งสองด้าน  ด้านในมีตุ้มใหญ่ทำเป็นรอก  เวลาเปิดปิดต้องค่อย ๆ เปิดและจะปิดเอง  ไม่ต้องใช้บานพับสมัยใหม่

       ฉันได้เข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนหลวง  เก็บค่าเล่าเรียนปีละ ๑๐ บาท   ฉันเป็นเด็กซนมาก  แต่เป็นเด็กตัวเล็กที่สุดจึงได้รับอภัยเสมอ

เมื่ออยู่ ป. ๑  นักเรียนชั้นเดียวกันอายุมากที่สุดแก่กว่าชั้นถึงแปดปี  เขาเป็นหัวหน้าชั้น      สมัยนั้นนักเรียนเกรงกลัวหัวหน้าชั้นมาก

ฉันประจบเขาจนเขารัก  เมื่อชั่วโมงไหนไม่อยากเรียน  ก็บอกว่าไม่สบายและไปหาพี่หัวหน้าที่หลังชั้นขอนอนตักหลับสบาย  โต๊ะหัวหน้าชั้นจะอยู่หลังชั้นเสมอ

เพื่อควบคุมลูกน้อง
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 04 ธ.ค. 10, 15:32


       ชั้นประถมสมัยก่อนไม่เรียนภาษาอังกฤษด้วยถือว่าเด็กยังเล็กนัก   จะรับวิชามาก ๆ พร้อม ๆ กันย่อมเกินกำลังปัญญา

จึงเรียนแต่ภาษาไทยและความรู้เรื่องเมืองไทย  การรักษาตัว  ภูมิศาสตร์   บทเรียนด้วยของ   จรรยา

ฉันเรียนอ่านไทยและหนังสือเรื่อง "พลเมืองดี" ของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี  ซึ่งท่านเขียนให้เด็กอ่านได้รู้เรื่อง

ในทางศีลธรรมจรรยา  เราเด็กก็เรียนเรื่อง "สมบัติผู้ดี"   สอนให้รู้ว่าผู้ดีต้องปฎิบัติอย่างไร         ความรู้รอบตัวก็เรียน

ให้รู้เรื่องกรุงเทพก่อน  เช่นกรุงเทพมีรถรางกี่สาย  จากไหนไปไหน   หนังสือพิมพ์มีกี่ฉบับ  ชื่ออะไรบ้าง

เมื่อฉันเรียนป. ๑ นั้นมี ๕ ฉบับ  ฉบับหนึ่งนั้นเป็นภาษาฝรั่งชื่อ "สยามออบเซอร์เวอร์"(สหายผู้เรืองปัญญาแถวนี้ร้องโอ๊ย!!

เพราะอยากอ่านมานานแล้ว        ดิฉันก็อยากอ่านสยามมวย  แต่จะไม่อ่านเรื่องหมัดมวยหรือศอก  อยากอ่านบทความดี ๆค่ะ)

หนังสือพิมพ์ไทยชื่อฝรั่งมี เดลิเมล์          นักเรียนต้องท่องชื่อและโรงพิมพ์ว่าอยู่ที่ไหน   หนังสือพิมพ์ไทยเป็นของรัฐบาลมี

ข้าราชการเป็นบรรณาธิการคือ พระสันทัดอักษรสาสน์  ต้นสกุลอักษรานุเคราะห์  โรงพิมพ์อยู่หลังวัดเทพศิรินทร์


       วิชาภูมิศาสตร์  ก็เรียนภูมิศาสตร์เล่ม ๑ ของพระเมธาธิบดี  สอนทิศทาง  เรื่องความร้อนจากดวงอาทิตย์  เป็นเรื่องราวติดต่อกันเหมือนนิทาน

สาวน้อยผู้นี้จำความได้ไม่น้อยเลยนี่

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 04 ธ.ค. 10, 15:52


       ในตอนปลายปี  มีงานประจำปีของโรงเรียน   ฉันตื่นเต้นมากเพราะได้แต่งตัวเต็มที่  ได้เห็นแขกรับเชิญมากมาย  ได้ดูละคร

ปีนั้นฉันนุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำเงิน  สวมเสื้อคอตั้งผ้าป่านสีน้ำเงิน  ตรงคอตั้งเป็นผ้าจีบฟู  ตัวยาวปิดหน้าท้อง 

ต่อตรงเอวเพื่อให้ปลายบาน  จีบฟูเหมือนกับคอ  มีแพรขาวรัดเอวมาผูกเป็นโบว์ทางด้านซ้าย

ตัวแขนเป็นลูกไม้ผ้าโปร่งสีขาว  ปลายข้อมือเป็นผ้าป่านสีน้ำเงินจีบฟู     ฉันสวมถุงน่องรองเท้าด้วย  ถุงเท้าทำด้วยฝ้าย

รองเท้าส้นสูงเล็กน้อย  ส้นเป็นรูปถ้วยแชมเปญ


       ฉันถูกจับให้ดัดผมเพื่อให้ผมฟู  แล้วจับผมทางขวามือหนึ่งปอยถักเปียไขว้มาทางซ้ายผูกโบว์สีดำใหญ่     การดัดผมเหมือนถูกจับ

ตัวมาทำโทษเพราะต้องนั่งนิ่ง ๆ  ใช้คีมเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมใหญ่  คล้ายพิมพ์ขนมวอฟเฟิลเป็นร่องยาวๆ  ผิงบนเตากะว่ามีความร้อนพอที่จะให้ผมอ่อนตามมือ

แล้วยกขึ้นบีบมือถือ  จับผมแทรกลง  นาบไปประมาณ ๑ นาที  กะว่าผมเป็นลอนแล้วยกขึ้น   กว่าจะเสร็จก็ร้อนพอดู  อยากสวยก็ทนเอา

ด้านหน้าผมไม่หยิกก็มีหวีประดับเพชรเสียบไว้

       วันแรกที่แต่งตัวเช่นนี้  ฉันรู้สึกว่าเป็นสาวขึ้นมากทั้งๆที่อายุ ๖ ขวบเท่านั้น

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 04 ธ.ค. 10, 16:07


       ฉันไปโรงเรียนทุกวันไม่เบื่อเลยเพราะชอบเล่นมาก  พอกระดิ่งหยุดพักก็วิ่งไปจองที่เล่น  บางทีก็ลืมกินข้าว 

เข้าห้องเรียนตอนบ่ายก็เรียนไม่รู้เรื่องเพราะตัวเหนียวไปหมด  การเล่นของเด็กผู้หญิงมีกระโดดเชือก  ลิงชิงหลัก  วิ่งเปี้ยว  สะบ้า 

มอญซ่อนผ้า    ท่านผู้เล่าเรื่องนี้ได้เล่าไว้ว่าการเล่นที่เมื่อท่านโตแล้วไม้ได้เห็นคือโปลิศจับขโมย  กับตี่จับ

(ด.ญ.วันดีขอให้การโดยสัตย์จริงว่าหลายสิบปีหลังจากนั้น  ด.ญ.วันดีก็ควงปืนคู่ใส่แก๊ปเป็นบางครั้งวิ่งไล่ผู้ร้ายตัวเล็กกว่าไปตามซอยรางน้ำ
มีหมวกเคาบอยของลูกชายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษใบที่ดีที่สุดใส่หัว  มรดกทางวัฒนธรรมนี้ไม่สูญเจ้าค่ะ)


       เด็กผู้หญิงแถวบ้านชอบเล่นรำละคร  เล่นหม้อข้าวหม้อแกง  เลี้ยงน้อง
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 04 ธ.ค. 10, 16:22

       ปีนั้นฉันป่วยเป็นไข้รากสาดหรือไทฟอยด์เจียนตาย    การรักษาพยาบาลยังไม่เจริญ    พ่อไปราชการ

ต่างจังหวัด  คุณตาให้ยา        วันสอบไล่แม่พาไปโรงเรียนเพราะเพิ่งฟื้นไข้  กลางวันแม่อยู่ป้อนข้าวกลางวัน

ปีต่อมาโรงเรียนไม่มีงานประจำปีเพราะสมเด็จพระพันปีหลวง  พระราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จสวรรคต

พวกเราทุกคนเศร้าสลดใจ         ฉันเองเล็กๆแต่พอจำงานพระเมรุได้เลา ๆ    แม่เล่าว่าเมื่องานพระเมรุพระบรมศพรัชกาลที่ ๕  นั้น

คุณตาเป็นผู้คุมการก่อสร้าง  ท่านอยู่กรมโยธาธิการ        งานพระเมรุเมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ ๖ นั้น  ฉันอยู่ชั้น  ม. ๖ แล้ว

จำความได้ดีว่าการสร้างพระเมรประณีตเหลือเกิน  ที่เป็นทองก็ปิดทองคำเปลวจริง ๆ   ทองสมัยรัชกาลที่ ๖ บาทละ ๒๐ บาท   คนนิยมคาด

เข็มขัดทองเต็มไปหมด    
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 05 ธ.ค. 10, 07:53

       โรงเรียนที่ฉันเรียนเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู  นักเรียนฝึกหัดครูต้องรอบรู้หลายอย่างเพื่อไปเผยแพร่ในจังหวัดต่าง ๆ

จึงเรียนทอผ้าด้วย   ในห้องประชุมซึ่งใช้ประโยชน์หลายอย่างมีกี่ทอผ้าอยู่ด้วย    นักเรียนไปเช้าเย็นกลับใช้ห้องนี้รับประทานอาหารกลางวัน  

พวกที่มีปิ่นโตมาก็แอบปิ่นโตไว้ที่หนึ่ง  เลิกกลางวันก็มาล้อมวงรับประทานอาหารกัน   พวกที่ไม่ได้เอาอาหารมาจากบ้านก็จะไปซื้อของจากแม่ค้าผู้เข้ามาขาย

วันสอบไล่ได้สตางค์มากเป็นพิเศษวันละ ๑๐ สตางค์  อาหารจานหนึ่ง  ข้าวเนื้อย่างจิ้มซีอิ๊วก็ ๓ สตางค์  ขนมจานละ ๑ สตางค์

น้ำแข็งราดน้ำหวานนมสดก็ ๑ สตางค์    ฉะนั้น ๑๐ สตางค์จึงเหลือถึงเย็น   ก๋วยเตี๋ยวชามละ  ๓ สตางค์    ผลไม้สมัยนั้นที่สมัยนี้ไม่มีคือ

ลูกไหนจิ้มพริกกะเกลือ  ลูกลิ้นดอง(เรียกเองเพราะลักษณะเหมือนลิ้น) จิ้มน้ำตาล  ผลไม้แห้งคือเกี้ยมห้วยโป๋  เกี้ยมซึงตี  เซงจาของจากเมืองจีน

มีรสอร่อย  ๑ สตางค์ก็ได้มากพอดู   ถ้าเป็นหน้าลิ้นจี่  ก็มีลิ้นจี่ดองลูกใหญ่ ๆ ควักจากไหหวานฉ่ำมาก   เมื่อเลิกสอบแล้วจะวิ่งมาซื้อขนมพวกนี้ไปกินแล้วไปวิ่งเล่นต่อ


       นักเรียนประจำรับประทานแยกจากนักเรียนไปเช้าเย็นกลับเพราะรับประทานไม่เสียเงิน   กระทรวงศึกษาเป็นผู้อุปถ้มภ์เพราะเป็นนักเรียนทุน  

ต้องกลับไปสอนตามจังหวัดที่ตนได้ทุน   การรับประทานนั่งล้อมเป็นวงมีสำรับกลาง   จานและสำรับนี้จะจัดไว้ก่อนโรงเรียนเลิก      ข้าวหุงด้วยกระทะซึ่งต้องใช้แรงงานมาก

เพราะต้องโพงน้ำออกตอนข้าวจะสุก   ข้าวก้นกระทะเป็นข้าวตัง เป็นรายได้พิเศษของคนทำ   เราชอบซื้อข้าวตังใหม่ ๆ กินเล่นกันเอร็ดอร่อย  ๒ แผ่นสตางค์ก็กินกัน ๕ คน

อาหารส่วนมากเป็นอาหารพื้นคือน้ำพริกปลาทู  แกงส้ม  วันไหนมีแกงเผ็ด  มัสมั่นเป็นดีใจกันเหลือล้น


       ในระหว่างรอผลสอบไล่อยู่นั้นเป็นฤดูที่มะม่วงกำลังออกผล  ฉันเก็บมะม่วงดิบไปฝากเพื่อนนักเรียนเป็นประจำ  เพราะที่บ้านมีต้นมะม่วง

หลายต้นชนิดต่าง ๆ กันสำหรับใช้ประโยชน์ต่าง ๆ  ที่ใช้ตำน้ำพริกก็มีพิมเสนเปรี้ยว  พอสุกก็ใช้กวนมะม่วงแผ่น        ที่รับประทานดิบ ๆ ก็ได้แก่พิมเสนมัน

มะม่วงแก้วใช้ทำมะม่วงกวนเพราะเนื้อแข็งกวนแล้วใสเหมือนแก้วเป็นเส้น ๆ สวยมาก   บางทีก็ดองไว้ในไหจิ้มน้ำตาลทราย    

ที่ไว้รับประทานเมื่อสุกก็มีอกร่องซึ่งมีรสหวานแหลมเหมาะที่จะรับประทานกับข้าวเหนียวมะม่วง   ยังมีทองคำ กับ เขียวไข่กาอีกสองต้น   หน้ามะม่วงนี้ฉันสนุกมาก

เพราะคอยวิ่งแย่งมะม่วงหล่น มะม่วงแต่ละต้นโตมาก  ยิ่งนานปีกิ่งก้านยิ่งสูง  จะเก็บแต่ละครั้งต้องปีน  ถ้าต้นโตมากลำต้นเท่าผู้ใหญ่เอามือโอบ  

สูงประมาณ ๑๐ เมตรขึ้นไป  ฉันตัวเล็กขึ้นต้นไม่เป็นต้องรอหล่นเวลาลมพัดหรือมีพายุ         ต้นพิมเสนมีกิ่งระหลังคาเรือนหลังเตี้ยที่เป็นสังกะสี

พอหล่นก็ดัง   เด็ก ๆ วิ่งแย่งกันสนุก   ยิ่งแตกยิ่งอร่อย         ที่บ้านเด็กที่รุ่นราวคราวเดียวกันมีแต่เด็กผู้ชายทั้งนั้น   เขามาอยู่ที่บ้านเพื่อเรียนหนังสือ

ฉันจึงมีความว่องไวเท่าเด็กผู้ชาย
บันทึกการเข้า
siamese
หนุมาน
********
ตอบ: 7153


หนุ่มรัตนะกับภูเขาทอง


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 05 ธ.ค. 10, 09:41

เซงจาของจากเมืองจีน เป็นแบบนี้นี่เอง
เป็นผลไม้รสเปรี้ยว นิยมนำมาเคลือบน้ำตาลให้จับตัวแข็ง แล้วกินมีวิตามินซีสุง

คุณหนุ่มรัตนะได้ลงเรื่องซานจาไว้ที่ http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2009/04/K7800785/K7800785.html ครับ


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 06 ธ.ค. 10, 07:03


ขอบคุณค่ะ คุณไซมีส

ตอนเด็กไม่ได้เจอขนมนอกบ้านเลยค่ะ    หนึ่งไม่เคยมีสตางค์ติดตัว

เหตุผลข้อที่สอง และ สามสี่ไม่ต้องเอ่ย  เพราะไม่มีสตางค์แล้ว  ก็เป็นความครอบคลุมที่เหลือไม่ต้องเอ่ยก็ได้



       ตามบ้านในสมัยฉันเป็นเด็ก  ฉันเห็นทุกบ้านปลูกมะม่วงและชมพู่ถ้ามีที่ดินพอ    ฉะนั้นทุกบ้านจึงมีมะม่วงและชมพู่รับประทานไม่ต้องซื้อ 

รสอร่อยเพราะสดเก็บจากต้น  ถ้ามะม่วงยังไม่สุก  ก็ต้องรอบ่ม   วิธีบ่มก็ใช้ใส่เข่งเอาใบตองสุม       ที่บ้านฉันมีชมพู่หลายชนิด

ฉันเรียกว่าชมพู่เขียว  ชมพู่แดง  ชมพู่ขาว  คือเรียกตามสี        ชมพู่ขาว  เขาเรียกว่ากะหลาป๋า  จะได้มาจากไหนก็ไม่ทราบดูเสียงคล้ายชวา 

หวาน อร่อย เนื้อแน่น        ชมพู่แดงคือชมพู่สาแหรก  มีลายแดงขาว     


     ฉันมีงานอดิเรกอยู่อย่างหนึ่ง   หลังจากสอบไล่เมื่อกลับบ้านก็คอยเก็บมะม่วงขบเผาะ  ที่หล่นจากต้นเมื่อยังเล็กอยู่  ชมพู่ที่หล่นลอยน้ำ   

มารวมเข้าแล้วเย็บกระทงใบตอง  ใส่มะม่วงและชมพู่เหล่านี้นำไปขายที่ตลาด   บางทีนึกสนุกก็ไปนั่งขายเอง   ชอบตรงได้รับสตางค์ทอนสตางค์   

ที่ไปขายได้เองก็เพราะคุณทวดเก็บของสวนที่อยู่ห่างบ้านฉันไปไม่มาก  แถวสวนมะลิ  ออกไปตั้งแผงขายเอง  มีมะม่วง  มะปราง  กล้วยตานีดอง 

หน่อไม้ไผ่สีสุกที่หั่นและจัดเป็นตองแผ่อย่างสวยงาม  หมากดิบ  หมากสง         ฉันก็ไปผสมกับท่านบ้าง  บางทีก็ได้ ๕ - ๖ สตางค์  ดีใจเหลือเกินเพราะเป็นน้ำพักน้ำแรง

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 07 ธ.ค. 10, 09:44


       แถวบ้านฉันใกล้สวนหลวงซึ่งมีมอญหรือผู้มีเชื้ออยู่หลายครอบครัว    สวนหลวงอยู่ต่อจากวัดจางวางพ่วงไปจนถึงถนนบำรุงเมืองออกสะพานดำ   

คือตรงถนนคลองถมเยื้องร้านสุภาพรรณ    ที่เรียกกันว่าสะพานดำนั้น  ฉันคิดว่าเป็นเพราะที่สะพานนี้ที่ราวสะพานมีรูปคุณแม้น 

หม่อมของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เจ้าของวังบูรพาภิรมย์   สะพานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก  มีรูปหม่อมเป็น

แบบรมดำ   รูปทรงสะพานคล้ายสะพานมหาดไทยอุทิศที่ข้ามสี่แยกคลองบางลำภูตรงหน้ากรมโยธาธิการ  ทางที่จะไปวัดสะเกศ     

ที่สี่แยกสะพานดำหรือสี่แยกแม้นศรีแต่ก่อนยังมีร้านถ่ายรูปชื่อว่าฉายาแม้นศรี



       การเล่นอย่างหนึ่ง ที่ฉันยังจำติดตาได้จนบัดนี้  ก็คือการเข้าแม่ศรี        ที่ว่าจำได้ก็เพราะมีเหตุการณ์แปลกประหลาดพิสูจน์ไม่ได้       

วันหนึ่งฉันเห็นคนกลุ่มหนึ่งแต่งตัวแบบชนบท   เขาชวนมาเล่นแม่ศรีที่กลางลานวัดจางวางพ่วง   เขาเอาครกตำข้าวมาคว่ำลง   แล้วให้เด็กสาวคนหนึ่งนั่งลงบนครกแล้วเอาผ้าผูกตาไว้ 

พวกที่ล้อมวงก็ร้องเพลงเชิญแม่ศรี           เขาเชื่อกันว่า  แม่ศรีนั้นรำละครเก่งมาก   และเมื่อเชิญมาแล้ว   จะมาเข้าผู้ที่สมมุติเป็นแม่ศรี         การร้องเชิญนั้น

บางทีก็ร้องเที่ยวเดียวสองเที่ยว        ผู้ที่เป็นแม่ศรีก็จะลุกขึ้นรำไปตามทำนองที่ผู้ร้องร้อง    เป็นการเล่นที่คิดว่าแม่ศรีมาเข้าทรง      ฉันนั่งดูที่ระเบียงบ้านก็เห็นถนัด

เด็กคนนั้นแต่งตัวสวย  นั่งพนมมือ   ผู้ที่ล้อมวงร้องเพลงเชิญแม่ศรีอยู่หลายเที่ยว

             แม่ศรีเอย  แม่ศรีสาวสะ   ยกมือไหว้พระ  ว่าจะมีคนชม
             ขนคิ้วเจ้าก็ต่อ     ต้นคอเจ้าก็กลม
             ชักผ้าปิดนม  ชมแม่ศรีเอย

       เมื่อแม่ศรีลุกขึ้นรำ  รำได้อ่อนช้อยมาก  ลูกคู่ก็กระทุ้งใหญ่  แม่ศรีก็รำไป       ฉันชักตื่นเต้นเพราะรู้ว่าเขารำไม่เป็น   แต่พอแม่ศรีเข้า  รำได้สวยมาก

พอรำ ๆ ไป  แม่ศรีด็วิ่งแหวกฝูงคนเข้าไปทางศาลาที่จะไปออกสวนมะลิ     ผู้คนแตกตื่นวิ่งตามไป  เรียกให้กลับก็ไม่กลับ

เลยวิ่งไปตามตัวไว้   ฉันก็ออกไปดูกับเขาบ้าง   และได้เห็นกับตาว่าผู้ชายสี่คนดึงไว้ถึงอยู่ทั้ง ๆ ที่เด็กคนนั้นตัวนิดเดียว   เขาพากันดึงกลับมาที่วัด 

เด็กคนนั้นฮึดฮัดมากไม่ยอมมา   คนอื่นบอกว่าผีพลอย   จึงรีบไปนิมนตร์พระที่วัด  ดึงเด็กคนนั้นออกมาที่ลาน   พระท่านทำอย่างไรฉันไม่เห็น

มีคนหนึ่งนำไม้แบบไม้เรียวมาแล้วหวดลงไปที่เด็กคนนั้น  เสียงร้องเป็นเสียงผู้ชาย  ฉันอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง  หวดได้สามสี่ทีเด็กนั้นก็อ่อนปวกเปียก

ทำท่างงงวยทั้ง ๆ ที่ถูกฉุดกลับมาเสื้อผ้าขาดเกือบหมด      ฉันทราบจากพระท่านภายหลังว่า  เมื่อเชิญแม่ศรีออกไปแล้ว  ผีอื่นที่เป็นชายเข้าผสมรอย

จะจริงเท็จอย่างไรฉันก็พิสูจน์ไม่ได้  ดูเป็นศาสตร์ลึกลับ   จึงมาเล่าสู่กันฟัง    ตั้งแต่นั้นมา  แถวบ้านฉันไม่เล่นเข้าแม่ศรีกันอีกเลย
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 07 ธ.ค. 10, 10:26

       "ฉัน"   เล่าเรื่องการเล่นของไทยไว้  มี

ลิงชิงหลัก

หมาไล่ห่าน  ห่านมีสิทธิวิ่งหนีเข้าวง  (คงเหยียบขาแขนคนนั่งล้อมวงไปกันบ้างล่ะน่า)

ลิงชิงหลัก

โปลิศจับขโมย

ซ่อนหา

เอาเถิด

กระโดดเชือก  กระโดดเชือกหมู่

รีรีข้าวสาร

งูกินหาง

สะบ้า   "ฉัน"  เล่าว่า มีถึง ๔๘ บท  ท่านเองเล่นได้แค่ ๒๔ บทเท่านั้น  การเล่นพลิกแพลงใช้ลูกสะบ้าไว้ตามที่ต่าง ๆ

ของร่างกาย  เช่นเอาไว้ที่น่าอก  ท้อง  ที่หัวเข่า โดยนั่งคุกเข่าแล้วยิง   หนีบไว้ที่เข่าแล้วกระโดด

ไว้ที่ไหล่แล้วหันหลังยิง

ท่านยังเล่าเรื่อง  หมากเก็บ  

อีตัก

จ้ำจี้

ปั่นแปะ

โพงพาง

ไอ้เข้ไอ้โขง

ซักส้าว

แมงมุม

เสือข้ามห้วย

จูงนางเข้าห้อง  และ

เสือตกถัง  เป็นต้น


       ขอข้ามไปเพราะไม่เช่นนั้นก็จะติดอยู่ที่กระทู้นี้ถึงตรุษจีนค่ะ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง