เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
อ่าน: 29395 บทอาขยานที่ท่านสมัครใจท่องเอง
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 30 ต.ค. 10, 10:57

          ดาวจระเข้ ของไทยตรงกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa Major) ของแผนที่ดาวสากล
กลุ่มดาวนี้เปล่งประกายทางทิศเหนือ ใกล้กับดาวเหนือ ประกอบด้วยดาว 7 ดวง เรียงตัวดูคล้าย
กระบวยตักน้ำ ชาวจีนเรียกกระบวยตักน้ำใหญ่ (Big Dipper) แต่ชาวกรีกเห็นเป็นหมีใหญ่
คล้ายกับไทยที่เห็นดาวเรียงตรงด้ามกระบวยเป็นหางสัตว์ ต่างตรงที่ไทยเห็นเป็นหางจระเข้

            กลุ่มดาวจระเข้จะขึ้นทางขอบฟ้าทิศเหนือ โดยส่วนหัวจระเข้หรือตัวกระบวย
โผล่ขึ้นมาทางขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เมื่อดาวเคลื่อนที่ไปตรงขอบฟ้าทิศเหนือจะเห็นเป็นรูปกระบวย(หัวจระเข้)คว่ำลง และเมื่อใกล้จะตกลับ
ขอบฟ้า กลุ่มดาวนี้ก็หันตัวกระบวยหรือหัวจระเข้ปักลงก่อนในขณะที่ส่วนหางจระเข้ชี้ขึ้นกลางหาว


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 30 ต.ค. 10, 10:59

           ส่วนบทสุดท้าย คิดว่าเป็นอาขยานที่สมัครใจท่องเอง คุณครูไม่ได้กำหนดให้

คือ นางลอย จากรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ บรรยายความ
พระรามโศกเศร้าขาดสติเมื่อเห็นสีดา(แปลง)ตายลอยน้ำมา

       ว่าพี่พามาเสียชนม์           ในกมลให้กรมเกรียม
จะเกลี่ยทรายขึ้นทำเทียม           ต่างแท่นทิพบรรทมฯ
      จะอุ้มองค์ขึ้นต่างโกศ         เอาพระโอษฐ์มาระงม
ต่างเสียงพระสนม                   อันร่ำร้องประจำเวรฯ
       สาครจะต่างเมือง             สิงขรเนื่องจะต่างเมรุ
มังกรโตกิเลน                        จะต่างพาหนะยลฯ
       ดาวเดือนจะต่างเทียน        วิเชียรแก้วกลีบจงกล
เมฆหมอกในเวหน                   จะต่างพู่และเพดานฯ
       พฤกษาจะต่างฉัตร            สุวรรณรัตน์อันไพศาล
ดอกไม้ในหิมพานต์                  จะต่างพุ่มอยู่เรียงราย ฯ
      ฟากฝั่งมหรรณพ               จะวงศพเจ้าโฉมฉาย
ต่างศรีวิสูตรสาย                     สุวรรณรัตน์อันอำไพฯ
      เสียงคลื่นจะต่างกลอง         พิณพาทย์ฆ้องประโคมใน
จักจั่นและเรไร                       จะต่างสังข์และเสภาฯ
     จะเก็บพรรณไม้หอม            มารวมล้อมขึ้นบูชา
เชิญศพเจ้าสีดา                      ขึ้นวางไว้ในเพลิงรุมฯ
     จะอุ้มองค์กว่าจะม้วย            จะตายด้วยเมื่อไฟชุม
ร้อนเร่าฤทัยจุม                       พลราชเธอรำพันฯ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 30 ต.ค. 10, 11:08

 เพลง วังบัวบาน ท่อนสุดท้ายมีเนื้อร้องที่คลับคล้ายกาพย์นางลอย ดังนี้

เอาวังน้ำใสเย็น นี่หรือมาเป็นเมรุทอง
เอาน้ำตกก้องเป็นกลองประโคม
เอาเสียงจักจั่น ลั่นร้องระงม
เป็นเสียงประโลมร้องต่างแตรสังข์
เพดานนั้นเอาเมฆฟ้า
ภูผานั้นต่างม่านบัง
ประทีปแสงจันทร์ใสสว่าง
อยู่เดียวท่ามกลางดงดอย

         แต่ก็มีอีกผู้รู้ว่า คลับคล้ายมหาชาติกลอนเทศน์กัณฑ์มัทรี

          จะเอาป่าชัฏนี่หรือมาเป็นป่าช้า  จะเอาพระบรรณศาลานี่หรือเป็นบริเวณเมรุทอง    
จะเอาแต่เสียงสาลิกาอันร่ำร้องนั่นหรือมาเป็นกลองประโคมใน จะเอาแต่เสียงจักจั่นและเรไร
อันร่ำร้องนั่นหรือมาต่างแตรสังข์และพิณพาทย์   จะเอาแต่เมฆหมอกในอากาศนั่นหรือมากั้นเป็นเพดาน
จะเอาแต่ยูงยางในป่าหิมพานต์มาต่างฉัตรเงินและฉัตรทอง  จะเอาแต่แสงพระจันทร์อันผุดผ่อง
มาต่างประทีปแก้วงามโอภาส  อนิจจามัทรีเอ๋ยมาตายอเนจอนาถไร้ญาติที่กลางดง.

บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 316


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 30 ต.ค. 10, 14:12

สวัสดีขอรับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

   ผมเพิ่งกลับจากการไปทำกิจธุระข้างนอกสำนักงาน (สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย) มาครับ เข้ามาอ่านกระทู้ด้วยความเปรมปลื้มปราโมทย์เกินประมาณ เมื่อคุณ SILA กรุณานำบทอาขยานแสนเสนาะมาร่วมสมทบในกระทู้นี้ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ

   คำพากย์รามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในองค์ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๒ ตอนนางลอยนั้น ผมฟังแล้วตื้นตันในทรวงครับ เพราะถ่ายทอดวิญญาณของผู้ชาย ผู้พลีความรักให้ยอดอัครกัลป์ยาจนหมดทั้งชีวิต รักกระทั่งปรารถนาจะตายตามหากประจักษ์แจ้งแล้วว่านางหาชีวิตไม่จริงๆ สตรีใดได้ความรักจากบุรุษขนาดนี้ นับว่าโชคมหาโชคยิ่งกว่าพบขุมทรัพย์โกฏิล้านเสียอีก แต่... ก็นั่นแหละ รักมากก็หึงมาก แค่เห็นนางสีดาวาดรูปทศกัณฐ์ พระรามก็หลุดโลก สั่งพระลักษมณ์ให้นำนางไปฆ่า ผ่าหัวใจมาให้ดู ผมว่า โบราณาจารย์ท่านสอนแทรกเรื่องอัตตาไว้อย่างแนบเนียนเชียวครับ เราสำคัญสิ่งใด ยึดมั่นอะไรว่าของตู ของตู มากๆเข้า ถึงคราที่เกิดอปกติกับสิ่งที่เรายึดมั่นแน่นเหนียว ถ้าปล่อยให้โมหาทิฐิครอบงำ ทิ้งสติไป สุดท้าย ก็ต้องเดือดร้อน กว่าพระรามจะทรงประสบสุข ได้อภิเษกสมสองครองคู่กับนางสีดา ก็เล่นเอาโลหิตในพระเนตรแทบกระเด็น หลังจากนั้นแล้ว คงสร่างพระอารมณ์หึงสุดขั้วนี่บ้าง ผมหวังเช่นนั้นครับ

    คุณ SILA และทุกท่านยังจำบทนี้ได้ไหมครับ ผมคลาดเคลื่อนเลือนรางไปแล้วจากสมอง เมื่อก่อนเคยท่องเองได้ยาวครับ

   “สั่งพลางพระทางร่ำ
แต่แรกย่ำอรุณศรี
จวบจวนพระรวี
จะบ่ายเบี่ยงลงยอแสง

   พระกำลังสลดเลือด
พระพักตร์เผือดลงโรยแรง
พระวรกายก็เย็นแสยง
สยองเส้นพระโลมา

   สิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง
แลสิ้นทั้งพระเขฬา
เหือดแห้งพระกัณฐา
พระนัยเนตรก็หลับลง

   พระเสโท ธ ซึมซาบ
ก็ไหลอาบพระทรวงทรง
เอนแอบพระองค์ลง
กับเกศแก้วกุณฑลนาง”

   บทต่อไป ผมไม่มั่นใจแล้วครับว่าจะต้องพิมพ์อย่างไรจึงจะถูกต้องทุกถ้อยกระทงความ หากคุณ SILA หรือท่านสมาชิกท่านใดเมตตาต่อให้ ก็จะเป็นพระคุณพ้นประเมินประมาณครับผม

ขอแสดงความนับถืออย่างสูงยิ่ง
ชูพงค์ ตรีวัฒน์สุวรรณ


 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10829



ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 30 ต.ค. 10, 17:15

กาพย์นางลอย พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ดาวเดือนก็เลื่อนลับ....................แสงทองระยับโพยมหน
จวบจวนพระสุริยน.....................จะเยี่ยมยอดยุคนธร
สมเด็จพระหริวงศ์......................ภุชพงค์ทิพากร
เสด็จลงสรงสาคร......................กับองค์พระลักษมณ์อนุชา
เสนาพฤฒามาตย์......................โดยพระบาทเสด็จคลา
เกือบใกล้จะถึงสา......................คเรศที่ท้าวเคยสรงชล
พระเหลือบเล็งชลาสินธุ์................ในวารินทะเลวน
เห็นรูปอสุรกล..........................อันกลายแกล้งเป็นสีดา
ผวาวิ่งประหวั่นจิต......................ไม่ทันคิดก็โศกา
กอดแก้วขนิษฐา.......................ฤดีดิ้นอยู่แดยัน
พระช้อนเกศขึ้นวางตัก.................พิศพักตร์แล้วรับขวัญ
ยิ่งคิดยิ่งกระสัน........................ยิ่งโศกเศร้าในวิญญา
พิศพื้นศิโรโรตม์........................พระองค์โอษฐ์และนัยนา
กรแก้มพระกัณฐา......................ก็แม้นเหมือนสีดาเดียว
พิศทรวงและดวงถัน....................ในเบื้องบั้นพระองค์เรียว
ชะรอยรูปสีดาเจียว.....................ประจักษ์แล้วนะอกอา
พระเล็งลักษณเกศี......................สินีน้องจนบาทา
แทบท้าวจะมรณา.......................พินาศแนบพระศพลง
พระพิโรธพิไรรัก........................สลักลั่นพระทรวงทรง
กันแสงสะอื้นองค์.......................อรอ่อนทอดถอนใจ
จึงตรัสเรียกเจ้าร่วมรัก..................พ่อลักษมณ์เอยจะทำไฉน
เจ้าสีดามาบรรลัย.......................เสียจริงแล้วนะอกอา
ใจจิตพี่เพียงขาด........................พระเยาวราชมามรณา
โอ้โอ๋อนุชา..............................อนาถนักประจักษ์ใจ
พระลักษมณ์เล็งลานเทวษ..............พระชลเนตรเธอหลั่งไหล
โศกสองภูวไนย.........................พระหฤทัยเธอฟั่นเฟือน
พระน้องเอยเสียดายนัก.................พระวรพักตร์ดังดวงเดือน
หาไหนจะได้เหมือน.....................ไม่มีแล้วในโลกี
มาตรแม้นจะหาดวง......................วิเชียรช่วงเท่าคีรี
หาดวงพระสุริย์ศรี.......................ก็จะได้ดุจดังใจ
จะหาโฉมให้เหมือนนุช..................จนสุดฟ้าสุราลัย
ตายแล้วและเกิดใหม่...................ไม่ได้เหมือนเจ้านฤมล
พระน้องเอยฤๅน้อยจิต..................เจ้าหวนคิดกระหวัดวน
ผูกศอให้เสียชนม์.......................สิ้นชีพแล้วจึงลอยมา
ฤๅทศกัณฐ์มันโกรธ.....................พิโรธเรากระมังหนา
ว่าฆ่าโคตรวงศา.........................จึงฆ่าพระน้องให้ตายแทน
เถิดฤๅจะรื้อรบ..........................ตรลบวิ่งเข้าชิงแดน
ฟันเสียให้นับแสน.......................ให้เศียรขาดลงดาษดิน
พระดาลเดือดแล้วดับได้................กลัวเทพไทจะติฉิน
ไฉนหนอพระยุพิน......................ยุพาพี่จะคืนเป็น
พระน้องเอยแต่จากเจ้า.................ทุกค่ำเช้าและยามเย็น
ยามเสวยพี่เคยเห็น.....................ไม่เห็นเจ้าเร้าโศกา
จะประมวลเทวษไว้.....................พระชลนัยน์ที่โหยหา
ดินฟ้าและยมนา........................ไม่เท่าเทียมที่เรียมตรอม
ทุกข์ทับบ่เหือดหาย.....................พระวรกายก็ซูบผอม
ทุกข์เท่าที่พี่ตรอม......................แต่ก่อนเก่าบ่เท่ากัน
อันทุกข์พี่ครั้งนี้.........................เป็นสุดที่จะรำพัน
พ่างเพียงจะอาสัญ......................พระชนมชีพชีวา
สีดาเอยถึงจะตาย.......................จะวอดวายพระชนมา
จงเอื้อนโอษฐ์ออกเจรจา................จะจากแล้วจงสั่งกัน
เจ้าชายเนตรดูพี่บ้าง....................ให้พี่สร่างซึ่งโศกศัลย์
เราจะร่วมพระเพลิงกัน.................ในเขตขัณฑ์พระคงคา
ถ้าแต่แรกพี่รู้เหตุ.......................ว่าเยาวเรศจะมรณา
เมื่อจากศรีอยุธยา......................จะฝากไว้กับพระชนนี
พี่กับพระอนุชา.........................จะมาอยู่พนาลี
ถ้วนครบสิบสี่ปี.........................จะคืนเข้าพระเวียงชัย
สีดาเอยชะรอยกรรม...................พระเคราะห์นำเข้าดลใจ
ห้ามเจ้าสักเท่าใด.......................ไม่ฟังว่าอุตส่าห์ตาม
ทั้งพระญาติวงศา.......................พระมารดาก็ห้ามปราม
ห้ามเจ้ามิฟังความ......................เจ้าวอนว่าอุตส่าห์เดิน
ด้วยพี่เป็นเพื่อนยาก....................แสนลำบากระหกระเหิน
ในป่าพนาเนิน..........................คีรีห้วยและเหวธาร
แค้นด้วยมฤคมาศ......................ดังมัจจุราชมาตามผลาญ
ล่อลวงเจ้าดวงมาลย์....................สมรพี่ให้พี่จร
จึงทุกข์ทับอุระเรียม....................ยิ่งตรมเกรียมให้อาวรณ์
สู้ยกพลากร............................มาต่อยุทธ์ด้วยอสุรา
หมดมารพี่ผลาญสรรพ.................จึงจะรับขนิษฐา
คืนเข้าอยุธยา..........................บุรีราชเมืองเรา
ยังมิทันจะผลาญโคตร.................ให้รากโษสนั้นบางเบา
ควรฤๅพระนงเยาว์......................มาสิ้นชีพเสียกลางคัน
แม้นเจ้าม้วยในเมืองเรา................พระศพเจ้าจะเฉิดฉัน
จะโสรจสรงสุคนธ์อัน..................ตรลบกลิ่นสุมาลี
พระโกศทองจะรองรับ.................สำหรับราชเทวี
เชิญศพขึ้นสู่สี.........................วิกาแก้วอันเรืองรอง
เข้าสู่พระเมรุมาศ......................อันโอภาสด้วยเทียนทอง
แสงเพลิงจะเริงรอง....................ไปต้องสีวิสูตรพราย
อัจกลับจงกลกลีบ.....................ประทีปทองจะส่องฉาย
พู่ห้อยเพดานราย......................ระรวยรื่นรำเพยลม
พระวิสูตรจะวงวัง......................บัลลังก์ทิพบรรทม
รูปภาพจะเคียมคม.....................กินนรฟ้อนอยู่ผาดผัน
อีกพระญาติวงศา......................ก็จะมาประชุมกัน
แสนสาวพระกำนัล....................จะนอบน้อมประณมกร
ยามค่ำจะร่ำไห้........................วิเวกใจให้อาวรณ์
เสียงสังข์และแตรงอน................จะประโคมอยู่ครืนเครง
อยุธยาจะเย็นระย่อ...................ระทดท้ออยู่วังเวง
ฝูงราษฎร์จะบรรเลง..................เมื่อถวายพระเพลิงปลง
อนิจจาเจ้าเพื่อนไร้...................มาบรรลัยอยู่เอองค์
พี่จะได้สิ่งใดปลง.....................พระศพน้องในหิมวา
จะเชิญศพพระเยาวเรศ...............เข้ายังนิเวศน์อยุธยา
ทั้งพระญาติวงศา....................จะพิโรธพิไรเรียม
ว่าพี่พามาเสียชนม์...................ในกมลให้ตรมเกรียม
จะเกลี่ยทรายขึ้นทำเทียม............ต่างแท่นทิพยบรรทม
จะอุ้มองค์ขึ้นต่างโกศ................เอาพระโอษฐ์มาระงม
ต่างเสียงพระสนม....................อันร่ำร้องประจำเวร
สาครจะต่างเมือง....................สิขรเนื่องจะต่างเมรุ
มังกรโตกิเลน.......................จะต่างพาหนะยล
ดาวเดือนจะต่างเทียน...............วิเชียรแก้วกลีบจงกล
เมฆหมอกในเวหน..................จะต่างพู่และเพดาน
พฤกษาจะต่างฉัตร..................สุวรรณรัตน์อันไพศาล
ดอกไม้ในหิมพานต์.................จะต่างพุ่มอยู่เรียงราย
ฟากฝั่งมหรรณพ....................จะวงศพเจ้าโฉมฉาย
ต่างศรีวิสูตรสาย....................สุวรรณรัตน์อันอำไพ
เสียงคลื่นจะต่างกลอง..............พิณพาทย์ฆ้องประโคมใน
จักจั่นและเรไร.....................จะต่างสังข์และเสภา
จะเก็บพรรณไม้หอม................มารวมล้อมขึ้นบูชา
เชิญศพเจ้าสีดา.....................ขึ้นวางไว้ในเพลิงรุม
จะอุ้มองค์กว่าจะม้วย...............จะตายด้วยเมื่อไฟชุม
ร้อนเร่าฤทัยรุม.....................พลราชเธอรำพัน
แค้นคิดบ่รู้หาย.....................เสียดายทำสงครามขัน
ขับเคี่ยวประจำกัน..................เจียนจะสิ้งลงหลายครา
ม่คิดกายเสียดายรัก................กับเจ้าลักษมณ์อนุชา
คุมพลโยธา........................มาถมทางในวารี
หวังจะรับพระนุชคืน................ไปชมชื่นในกรุงศรี
พี่มาพบแต่ซากผี...................สีดาพี่น่าน้อยใจ
เสียแรงรู้พระเวทย์มนตร์...........ทั้งศรพลอันเกรียงไกร
เจ้าสีดามาบรรลัย..................จะทำศึกไปใยมี
คทาธรและศรขรรค์................จะหักหั่นให้ยับยี
โยนเข้าเผาอัคคี...................ให้ม้วยไหม้จะตายตาม
เจ้าลักษมณ์เอยถ้าพี่ม้วย..........เพราะตายด้วยเจ้าโฉมงาม
อย่าคิดแค้นทำสงคราม............จงคืนเข้าอยุธยา
แม้นพระแม่เจ้าทั้งสาม.............จะถามถึงพระพี่ยา
อีกทั้งเจ้าสีดา......................อย่าทูลว่าพี่บรรลัย
พระชนนีจะสร้อยเศร้า.............พระญาติเราจะร่ำไร
จงว่าพี่นี้อยู่ไพร....................ประพฤติเพศเป็นมุนี
สั่งพลางพระทางร่ำ................แต่แรกย่ำอรุณศรี
จวบจวนพระรวี....................จะบ่ายเบี่ยงลงยอแสง
พระกำลังสลดเลือด...............พระพักตร์เผือดลงโรยแรง
พระวรกายก็เย็นแสยง.............สยองเส้นพระโลมา
สิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง...................อีกสิ้นทั้งพระเขฬา
เหือดแห้งพระกัณฐา...............พระนัยเนตรก็หลับลง
พระเสโท ธ โซมซาบ..............ก็ไหลอาบพระทรวงทรง
เอนแอบพระองค์ลง...............กับเกศแก้วกุณฑลนาง
สิ้นโสตพระนาสา..................พระวาตาก็อับปาง
เหลือแต่หทัยางค์..................ระริกริกอยู่ริมทรวง
ทึกทึกสะท้อนจิต..................นิ่งสนิทฤดีดวง
ดังหนึ่งจะสูญทรวง................สวรรคตนิคาลัย

บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 30 ต.ค. 10, 21:08

กระทู้นี้ ต้องเข้ามาเสพ...ค่ะ ไม่ใช่มาอ่าน เพราะได้รับทั้งความสุข ความสวยงามของภาษา

ใครจำบทดอกสร้อยว่าด้วย แมวเอ๋ยแมวเหมียวได้บ้างคะ ช่วยกรุณานำมาลงให้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่งค่ะ

ดิฉันเลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง มองหน้าเขาแล้วก็นึกถึงบทดอกสร้อยที่ท่องก่อนกลับบ้านทุกเย็นค่ะ

บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 316


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 31 ต.ค. 10, 09:48

สวัสดียามสายพระพายรำเพยเย็นๆครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

   ขอบพระคุณอาจารย์เพ็ญชมพูอย่างอเนกอนันต์ครับ ที่ทำให้ผมได้อ่านคำพากย์นางลอย พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แบบเต็มๆ ชโย ในที่สุด ก็ได้ท่องใหม่แล้ว เป็นการท่องที่หฤหรรษ์ยิ่งครับ

   สวัสดีครับ คุณ Ruamrudee

   บทดอกสร้อยสุภาษิต ผมมีเก็บไว้ทั้งรูปเล่มหนังสือตัวอักษรปกติ และหนังสือเสียงอันบันทึกไว้ในซีดีครับ บทที่คุณถามถึงนั้นชื่อ “แมวเหมียวแยกเขี้ยวยิงฟัน” ผู้แต่ง ท่านระบุไว้ว่า “นายทัด เปรียญ” เนื้อความมีดังนี้ครับ

แมวเอ๋ยแมวเหมียว
รูปร่างปราดเปรียวเป็นหนักหนา
ร้องเรียกเหมียวเหมียวเดี๋ยวก็มา
เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู

   รู้จักเอารักเข้าต่อตั้ง
ค่ำค่ำซ้ำนั่งระวังหนู
ควรนับว่ามันกตัญญู
พอดูอย่างไว้ใส่ใจเอย

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 31 ต.ค. 10, 10:04

แว่บเข้ามา 

คุณชู นำดอกสร้อยแมวเหมียวมาลงแล้ว

         ดังนั้น ขอเสนอแถมด้วยเพลงเกี่ยวกับแมวจากสุนทราภรณ์ คุณอ้อย อัจฉรา (ผู้โด่งดังจากเพลง อย่าไปเลยบางกอก)
ร้องเป็นคนแรก คุณร่วมฤดีจะนำไปร้องเล่นกับเจ้าแมวเหมียวที่เลี้ยงไว้ก็ดีนะครับ

                  น้ำใจเจ้าแต้ม 

คำร้อง ธาตรี     ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน       
 
... แมวของฉันมันตัวผู้อยู่ตัวเดียว
แม้นเราเรียกเหมียว.. เหมียว
เจ้าแต้มเที่ยวตามพลัน
เคล้าเคลียแข้งขาแหงนตามองหน้าฉัน
น่ารักมัน มันคอยหมั่นรู้ประจบประแจงดี
... ยามฉันเหงา มีแมวเฝ้าอยู่เคียงกาย
ซุกบนตักเหมือนหมาย
วอนเราให้ปรานี
น้ำใจแต้มเอ๋ย มิเคยคลายหน่ายหนี
แต้มรักเราเกินคนที่ ดีเพียงปากฝากลมลวง
... โถมันกตัญญู ที่เลี้ยงดูมันมา
เลี้ยงแต้มเพียงหัวปลา ไม่ร้างราให้ตรมทรวง
ฉันมีแมวเป็นเพื่อน ใครร้างเลือนแมวยังห่วง
เคล้าคลอแต้มกันเหงาง่วง ทุ่มเททรวงชุบชู
... มาเหมียว เหมียว มาเชียวแต้มยอดชีวา
เห็นเพียงแต้มนี้หนา
เออช่างน่าเอ็นดู
ทุกคืนแต้มหวัง ระวังคอยจับหนู
ไม่ร้างไกลไปครวญคู่ ดังคนอยู่คู่เคียงเรา 

รับฟังเสียงร้องจากสมาชิกเว็บบอร์ดพลังจิตได้ที่

http://board.palungjit.com/f188/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1**%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-227173.html
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 31 ต.ค. 10, 11:00

ขอบคุณค่ะคุณชูพงศ์ และ คุณ Sila

กลอนบทนี้ทำให้ดิฉันยิ่งรักเจ้าเหมียวข้างกายมากขึ้นเยอะเชียวค่ะ

เป็นกลอนที่บรรยายสรรพคุณของแมวได้ดีมาก ๆค่ะ
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 01 พ.ย. 10, 09:46

สำหรับบทนี้ มั่นใจว่าทุกท่านต้องเคยท่อง ต้องเคยได้ยิน และต้องเคยแอบขอพร "พระจันทร์" กันมาแล้วแน่ๆ เลยนะคะ

"จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าว ขอแกง   
ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า 
ขอช้าง ขอม้า ให้น้องข้าขี่
ขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง 
ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน 
ขอละคร ให้น้องข้าดู 
ขอยายชู เลี้ยงน้องข้าเถิด 
ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง" 


บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 316


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 01 พ.ย. 10, 13:51

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

   ขอบพระคุณคุณสองยิ้มมากๆครับ ที่เอาพระจันทร์มาฝาก ผมขอตอบแทนด้วยการนำจันทร์มามอบให้อีกดวงแล้วกันครับ

   ต่อไปนี้ คือบทกวีร่วมสมัย ชื่อ “จันทร์เจ้าขา” ของท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ พิมพ์อยู่ในหนังสือ “เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว”  กวีน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากบทร้อง “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า” แล้วนำมาประยุกต์ ถ่ายทอดชีวิตของเด็กผู้ยากไร้ได้อย่างมีอรรถรสยิ่งครับ

จันทร์เจ้าขา
โดย ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

   จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าขา
ฉันเกิดมาในเมืองหลวง
จันทร์เด่นเห็นเต็มดวง
โชติช่วงอยู่รูหลังคา

   จันทร์จ๋าจันทร์เจ้าเอ๋ย
ฉันไม่เคยได้ศึกษา
วันวันวิ่งไปมา
ขายมาลัยให้รถยนต์

   จันทร์เอ๋ยพระจันทร์เจ้า
ฉันต้องเฝ้าอยู่บนถนน
แดดร้อนไม่ร้อนรน
เท่าร้อนใจไม่มีกิน

   จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าขา
ขอหลังคาคลุมแผ่นดิน
ขอมุ้งกันยุงริ้น
ขอผ้าห่มให้หายหนาว

   จันทร์จ๋าจันทร์เจ้าเอ๋ย
ฉันไม่เคยรู้เรื่องราว
กอไก่ขอไข่ดาว
ขอครูด้วยช่วยสอนฉัน

   จันทร์เอ๋ยพระจันทร์เจ้า
ขอคนเรารักผูกพัน
ขอสิทธิ์เท่าเทียมกัน
ขอสักวันฉันมีกิน



 
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10829



ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 01 พ.ย. 10, 14:48

จันทร์เจ้าขา่ อีกดวงหนึ่ง มอบให้คุณชูพงศ์



ฉันเหมือนนกบาดเจ็บ          ที่บินหลงฟากฟ้า
เมฆดำมืดมิดหนาตา           มองหาหนทางไม่มี

คนจนก็คือคนจน              ขัดสนชั่วนาตาปี
ความรู้พื้นฐานไม่ดี            อาหารจะกินไม่มี

จึงเป็นอย่างนี้                 ชั่วกัปชั่วกัลป์

จันทร์เจ้าขาอาหารไม่พอ      ครูกับหมอบ้านฉันไม่มี
จันทร์เจ้าขาช่วยฉันซักที      แก้วแหวนมณีฉันไม่ต้องการ

ขออาหารพอกินก็พอ         ครูกับหมอซักคนดีดี
จันทร์เจ้าขาช่วยฉันซักที     แก้วแหวนมณีฉันไม่ต้องการ

 ยิ้ม





บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 02 พ.ย. 10, 09:27

อันนี้ไม่ใช่บทอาขยานนะคะ แต่จำได้เองไม่มีใครบังคับให้ท่องค่ะ
ใครแต่งก็ไม่ทราบค่ะ แต่ว่าฮิทกันมากในสมันนู้น...

ถึง พระลอ ลืมเลือน เพื่อน-แพง สนิท
ถึง กามนิต ลืม ยุพา วาสิฏฐี
ถึง พระนล ลืมนิยม ทมยันตี
ถึง คาวี ลืมขวัญ จันทร์สุดา

ถึง พระราม ลืม สีดา ให้น่าแค้น
ถึง ขุนแผน ลืม พิม ไม่ยิ้มหา
ถึง อิเหนา ลืมนุช บุษบา
ไม่เศร้ากว่าฉันเพ้อถูกเธอลืม


บันทึกการเข้า
chupong
พาลี
****
ตอบ: 316


ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 02 พ.ย. 10, 11:58

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

   เข้ามาครานี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์เพ็ญชมพูมากๆครับ ที่นำเพลงโปรดของผมมาให้ร้องฮำในใจ เพลงนี้สะเทือนอารมณ์ทุกครั้งที่ได้ฟัง ถ้าสามารถกรอกความคิดเห็นเป็นไฟล์เสียงได้ ผมคงจะร้องแล้วนำเสียงอันห่วยๆของตัวเองมาลงให้ได้ขำขันกันทั่วทุกท่านครับ

   สวัสดีครับ คุณสองยิ้ม
   อ่านบทกวีที่คุณยกมาแล้ว อึ้งครับ โดนใจผมอย่างแรง คารมคมคายเหลือเกิน ทำเอาผมอยากรู้แล้วสิครับว่าท่านผู้ใดแต่ง ท่านสมาชิกท่านใดมีข้อมูล โปรดเมตตาเอื้อเฟื้อด้วยเถิดครับ วรรคทองแท้ๆเชียว
 
บันทึกการเข้า
:D :D
นิลพัท
*******
ตอบ: 2333


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 04 พ.ย. 10, 10:47

จาก รำพันพิลาป ของ ท่านสุนทรภู่ ค่ะ

"เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอม   เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา 
พอเสร็จการท่านเอาลงทิ้งคงคา   ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง"

เป็นกลอนที่จำไว้เตือนใจตัวเองว่าทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง....
บายศรีก็คือใบตองนั่นเอง ตอนเขาเห็นประโยชน์ ก็ประพรมเครื่องหอมตั้งบูชา
พอหมดประโยชน์ ก็กลับมาเป็นใบตอง เหมือนเดิม
ดังนั้น ไม่ว่าชีวิตจะขึ้นจะลงอย่างไร เราก็คือเรา เป็นตัวเราอย่างที่ควรจะเป็น อย่าหลงไปกับสิ่งสมมุติต่างๆ...



บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.099 วินาที กับ 19 คำสั่ง