เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
อ่าน: 16416 อยากทราบเรื่องคำเรียกเพศที่สามในไทยในสมัยก่อน
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30539

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 10 ต.ค. 10, 20:33

ขอยกคำสอนของท่านว.วชิรเมธีมาแจม   คงไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมานะคะ
ใจหนึ่งก็อยากจะจบกระทู้เพราะแยกซอย  เลี้ยวออกนอก"คำเรียกเพศที่สาม" มาไกลหลายก.ม. แล้ว  แต่อีกใจก็ยังติดใจอยู่
เลยลองอีก ๑ ค.ห.

ถาม แก่นพระพุทธศาสนาคืออะไรแน่ ศึกษาของครูบาอาจารย์แต่ละคนก็ตอบกันไปคนละอย่าง เลยทำให้ชักสับสน ?

ตอบ ผู้ที่ก่อตั้งสั่งสอนพระพุทธศาสนาเป็นคนแรกก็คือพระพุทธเจ้า เมื่อเราต้องการทราบว่าอะไรคือแก่นของพระพุทธศาสนา  ก็ต้องยึดเอาคำตอบของพระพุทธเจ้าเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ใช่ยึดเอาคำตอบของครูบาอาจารย์ของตนมาเป็นมาตรฐาน
เพราะหากเรายึดเอาคำสอนของครูบาอาจารย์ของตนมาเป็นมาตรฐาน ลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์แต่ละท่านก็อาจก่อวิวาทะถกแถลงแตกต่างกันออกไปเป็นหลายคำตอบ
และเมื่อต่างคนต่างตอบก็จะพลอยทำให้เกิดความสับสนไม่มีที่สิ้นสุดและผลของการได้คำตอบที่ไม่ชัดเจนนั้น ก็จะพลอยทำให้การศึกษา และปฏิบัติธรรม ตามหลักพระพุทธศาสนา ปั่นป่วนรวนเร ออกนอกลู่นอกทางได้อย่างง่ายดาย
สุดท้ายเมื่อไม่รู้จักแก่นก็อาจเผลอไปคว้าเอาเปลือกมาเป็นแก่น แล้วก็พากันหลงยกย่องเชิดชูกันอยู่แต่เปลือกแต่กระพี้ของศาสนา ไปๆ มาๆ ก็อาจก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทบาดหมางกัน เพียงเพราะถือหางครูบาอาจารย์ของตนกันคนละฝ่าย

เมื่อมีใครถามว่าแก่นพุทธศาสนาคืออะไร คำตอบที่ง่าย สั้น ชัดเจน และถูกต้องที่สุด ก็คือ พระนิพพาน หรือ อิสรภาพ
ทางจิต คำตอบนี้มีพระพุทธวัจนะตรัสยืนยันเอาไว้ปรากฏอยู่ในมหาสาโรปมสูตร (พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๒ ข้อ
๓๐๗ - ๓๒๔ หน้า ๓๔๐ - ๓๕๖) ดังนี้
๑. ลาภสักการะชื่อเสียง เปรียบเหมือน กิ่งและใบ
๒. ศีล เปรียบเหมือน สะเก็ด
๓. สมาธิ เปรียบเหมือน เปลือก
๔. ปัญญา เปรียบเหมือน กระพี้
๕. วิมุติหรืออิสรภาพ เปรียบเหมือน แก่น

ดิฉันยังไปไม่ถึงแก่นแน่นอนค่ะ ขอรับรองตัวเองไว้ก่อน  จะถึงกระพี้หรือเปล่าก็ยังสงสัย
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 08:23

อ้างถึง
๓. อุสุยยปัณเฑาะก์ คือ บุคคลผู้ใดแล เห็นซึ่งการอัชฌาจารแห่งบุคคลทั้งหลายอื่นแล้ว บังเกิดมีความริษยาขึ้นมา ความกระวนกระวายของคนนั้น ก็พลอยระงับดับลงในกาลเมื่อแลเห็นนั้น

ถามคุณเพ็ญชมพูค่ะ ข้อความนี้หมายถึง การดับราคะตนเองได้ด้วยการแอบดูผู้อื่นใช่ไหมคะ
 
หากเข้าใจไม่ผิด ก็อดแปลกใจไม่ได้ค่ะ ว่ามันเกี่ยวอะไรกับการผิดเพศ หรือ กระเทย

ความหมายของคำว่า กะเทย หรือ  บัณเฑาะก์ ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนา กับความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ใคร่ตรงกันทีเดียวนัก

คนที่มีสองเพศ คือ มีอวัยวะทั้งเพศชายและหญิงอยู่ในคนเดียวกันเรียก อุภโตพยัญชนกะ ในพระไตรปิฎกไม่ได้เรียกว่า บัณเฑาะก์ หรือ กะเทย แต่อย่างใด

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พิมพ์ครั้งที่ ๓ พุทธศักราช ๒๕๒๑ มีในวินัยปิฎก เล่ม ๔ มหาวรรค ข้อ ๑๓๒ มีว่า

ก็โดยสมัยนั้น อุภโตพยัญชนกะ คนหนึ่งได้บวชในสำนักภิกษุ... พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! อนุปสัมบัน (คนที่มิได้อุปสมบท หรืออุปสมบทโดยมิชอบ) คือคนผู้เป็น อุภโตพยัญชนกะ (คนสองเพศ) ภิกษุ (ภิกษุอุปัชฌาย์และหมู่พระนั่งอันดับ) ไม่ พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย (อุปสมฺปนฺ โน นาเสตพฺโพ)

ส่วน บัณเฑาะก์ หรือ กะเทย ส่วนมากเล็งไปที่จิตใจเป็นสำคัญ คือมีกิริยาอาการตรงกันข้ามกับเพศของตน

ในหนังสือสมันตปาสาทิ กา อรรถกถาพระวินัย มหาวรรค ตอน ๑ ของมหามกุฏราชวิทยาลัย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๗/๒๕๐๕ หน้า ๑๓๖ อธิบายว่า

อุสุยยบัณเฑาะก์ หมายถึง กะเทยที่มีความริษยา ขึ้งเคียด ผูกโกรธ ชิงชัง  หมายถึง กะเทยผู้มีอุปนิสัยใจคอโหดเหี้ยม เมื่อมีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในใจ (อารมณ์เสีย) แต่ ถ้าเห็นผู้อื่นประพฤติอัชฌาจาร (ประพฤติชั่วทางเพศ)  แล้วความกระวนกระวายทางอารมณ์จึงสงบ ระงับลง

บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 09:27


เวลาผมสังสัยปัญหาบาลี ผู้ให้ความกระจ่างผมได้
ก็คือ คุณ luanglek แห่งเรือนไทยนี่ล่ะครับ  ยิงฟันยิ้ม


เนื่องจากถูกอ้างชื่อถึง  จึงจำเป็นต้องออกความเห็นสักเล็กน้อย


คุณภาณุเมศร์กำลังจะทำให้ผมกลายเป็นตำบลกระสุนตกในภายหน้า
ด้วยคำกล่าวข้างต้น   ผมแค่เคยเรียนภาษาบาลีมาบ้าง  ไม่ใช่พระมหาเปรียญ
อะไรที่ยังไม่รู้ก็มีเยอะแยะ  ตอนนี้รู้เพียงใบประดู่ลายสัก ๒ - ๓ หยิบมือ


เรื่องคำเรียกคนที่มีลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศในสมัยก่อน๒๕๐๐  นั้น
ผมนึกได้คำหนึ่ง  ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ใคร่ใช้กันแล้ว  คำนี้เป็นคำที่ใช้มานานมาก
ปรากฏในหนังสือที่แต่งมาแต่โบราณ  โดยเฉพาะหนังสือทางศาสนามักใช้คำนี้

คำที่ว่านี้ คือ คำว่า  ลักเพศ  คำนี้มีความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิตย์ว่า
ก.ทำหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน  เช่น คฤหัสถ์แต่งตัวปลอมเพศเป็นสมณะ
ผู้ชายแต่งตัวปลอมเป็นผู้หญิง 

และยังมีความหมายตามภาษาปากว่า  ทำนอกลู่นอกทาง เช่น ดื่มน้ำทางหูถ้วย 

อันที่จริงคำว่า ลักเพศ แต่เดิมมุ่งไปที่การแต่งกายปลอมเป็นผู้อื่นผู้ใด
ทำให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดคิดว่าคนที่แต่งเช่นนั้นเป็นดังนั้นจริง
ทั้งนี้ เพราะคำว่า เพศ ในความหมายเดิมทั้งบาลีและสันสกฤตรวมตลอดในภาษาไทย
นอกจากหมายถึงเพศผู้เมียตามธรรมชาติแล้ว  ยังหมายถึงการแต่งกายที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของบุคคลกลุ่มต่างๆ

เช่นว่า  พระภิกษุ  ห่มจีวรเป็นการแสดงเพศพระสงฆ์ 
นางพยาบาลและหมอ สวมเครื่องแบบสีขาว  บ่งบอกหน้าที่นางพยาบาลและหมอ
ทหาร ตำรวจ  ลูกเสือ ฯลฯ  เหล่านี้ล้วนแต่มีการแต่งกายอันบ่งบอกกลุ่มและหน้าที่ของตนเอง


หรือแม้แต่ไม่มีอาชีพอะไรที่ต้องสวมเครื่องแบบแสดงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเป็นเอกลักษณ์ 
ก็ยังมีเสื้อผ้าสวมใส่ที่แสดงว่าเป็นเพศหญิงชาย  เป็นวัยเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนสูงอายุ  ฯลฯ

ก็ถ้าใครเกิดปรารถนาพอใจที่แต่งกายเป็นบุคคลอื่น  โดยที่ตนเองไม่หน้าที่ต้องแต่งกายเช่นนั้น
ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นเช่นนั้นจริง   เราเรียกว่า คนคนนั้น ลักเพศ
มีอุทาหรณ์มากมาย เช่น บางคนอยากเป็นตำรวจ  ทหาร  ไปซื้อไปตัดชุดทหารตำรวจมาใส่
ใส่เฉยๆ ไม่ว่า ไปหลอกคนอื่นว่าฉันเป็นตำรวจทหาร   ถึงขนาดว่าตำรวจด้วยกันไม่รู้
กรณีพระสงฆ์ก็มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล  เพราะนักบวชลัทธิอื่นเห็นว่า พระสงฆ์ในพุทธศาสนา
ปฏิบัติน่าเลื่อมใส  คนหันไปศรัทธาทำทานมากกว่าลัทธิอื่น 
นักบวชอื่นเลยปลอมเป็นพระสงฆ์เที่ยวหากินรับอามิสทาน  แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้า
กลับสอนคำสอนลัทธิของตน  ทำให้ศาสนาพุทธวุ่นวาย  ต้องทำสังคายนากันยกใหญ่

กรณีชายอยากเป็นหญิงแต่งกายให้ดูเป็นหญิง  ก็มีมานานมาก
เราก็เรียกว่า ลักเพศ  ลักษณะนี้ น่าจะเกิดจากปัจจัยภายนอก ที่ไม่ใช่เรื่องกรรมพันธุ์และพันธุศาสตร์
อันได้แก่  การเลี้ยงดู  สภาพครอบครัว  สิ่งแวดล้อม และความพอใจส่วนบุคคล
ทั้งนี้  การแต่งกายเป็นเพศอื่นเนื่องในการแสดงละคร  ไม่น่าจะนับเนื่องด้วยลักเพศ
(แต่ถ้าใครเกิดติดใจขึ้นมา และแต่งเช่นนั้นเรื่อยจนจิตใจเบี่ยงเบนไป
ก็เรียกว่าลักเพศได้)

คำว่าลักเพศ  จากเดิมที่เรียกเฉพาะการแต่งกายไม่เป็นถูกตามฐานะหน้าที่เพื่อประโยชน์ให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นเช่นนั้น
ก็ค่อยๆ กลายความหมายมาหมายถึงความนิยมที่จะประพฤติผิดไปจากสิ่งตนเป็นอยู่

ฉะนั้น  คำว่า ลักเพศ จึงเป็นคำกล่าวถึงเพศที่สามในภาษาไทยที่มีมาก่อน ๒๕๐๐

บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 09:41

ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ที่จะนำเสนอภาพเหล่านี้นะคะ ได้มาจากหนังสือพิมพ์หลายปีแล้ว ช่วงนั้นมีข่าวครึกโครมกันมาก

ดิฉันดูแล้ว เศร้าใจเหลือเกินค่ะ หลังจาก Post รูปแล้ว หาก อาจารย์เทาชมพู เจ้าเรือนท่านเห็นไม่เหมาะ จะเอาออกก็ได้นะคะ

ดูรูปแล้ว ต้องถามคุณหลวงเล็ก คุณเพ็ญชมพู คุณ Bhanumet ว่า บุคคลดังในภาพนี้ เข้าข่ายบัณเทาะว์ชนิดไหน และ จัดเป็น ลักเพศ ตามที่คุณหลวงเล็กอธิบายหรือไม่คะ

จุดที่สังเกตุคือ พวกนี้ จะใช้ย่ามสีชมพู และม่วง เป็นเครื่องหมายบอกค่านิยมของตน พบมากในวัดทางภาคเหนือ และ เป็นที่ยอมรับของคนที่ไปวัด เพราะท่านสุภาพอ่อนหวาน บริการดีมาก ละเอียดรอบคอบค่ะ 
 




บันทึกการเข้า
Bhanumet
ชมพูพาน
***
ตอบ: 199


Sleeping Red Lion


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 11:09

ต้องขออภัยที่ชอบออกนอกเรื่องนะครับ แหะ แหะ  รูดซิบปาก

ขอออกนอกกระทู้อีกสักครั้ง อิอิ  ยิ้ม

ตามความเข้าใจของผม ซึ่งก็ไม่ได้แม่นพระวินัยนัก (ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่)
ถ้า มีองค์กำเนิดเพศชาย ไม่ได้ถูกตอน ไม่ได้มีองค์กำเนิดสองเพศในคนเดียว ประกอบกับพระวินัยข้ออื่น
ก็สามารถบวชได้

แม้จิตใจ จะชอบเพศชายด้วยกันก็ตาม

แต่อย่างไรเสีย  เมื่อบวชแล้ว ก็ต้องมีอาการสำรวมตามพระวินัย  การแสดงกิริยาดังรูปคงไม่เหมาะสม

มหาปเทส ๔ หมวดที่ ๒ เฉพาะในทางพระวินัย
       ๑. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
       ๒. สิ่งใดไม่ได้ทรงห้ามไว้ว่าไม่ควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร
       ๓. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) สิ่งนั้นไม่ควร
       ๔. สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาตไว้ว่าควร แต่เข้ากันกับสิ่งที่ควร(กัปปิยะ) ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร(อกัปปิยะ) สิ่งนั้นควร

ป.ล. กราบเรียนคุณ Ruamrudee สักเล็กน้อยนะครับ " บัณเฑาะก์ " (ป., ส. ปณฺฑก) = กะเทย ส่วน " บัณเฑาะว์ " (ป. ปณว; ส. ปฺรณว) = กลองสองหน้าขนาดเล็กชนิดหนึ่งมีหลักอยู่ตอนบน ผูกตุ้มห้อยลงมาทางหน้ากลอง ใช้ไกวให้ตุ้มแกว่งกระทบหน้ากลองทั้ง ๒ ข้าง
ด้วยความเคารพอย่างสูง 
บันทึกการเข้า

भाणुमेश्वर पुन्नाग - ภาณุเมศฺวร ปุนฺนาค - BHĀṆUMEŚVARA PUNNĀGA / 劉太陽 - 刘太阳 - liú tài yáng - หลิวไท่หยาง - เหล่าไท้เอี๊ยง - lâu thài iâng
han_bing
นิลพัท
*******
ตอบ: 1602



ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 12:49

ดูเป็นกระทู้กลายพันธุ์ที่มีประโยชน์มาก ดีไม่ดีผมคงได้นำไปเขียนต่อ

เรื่อง "ทัศนะต่อบุคคลรักร่วมเพศในไทย: การเรียกเพศที่สามในไทยเปรียบเทียบกับจีน"

อันนี้อาจเขียนต่อ ใช้ว่าอาจเขียน ถ้าอาจารย์เกิดอ่านแล้วอยากให้เขียน เพราะที่จีนนี้คำเรียกไม่ค่อยโสภาเท่าไรนัก

แต่ดูในไทยไม่ค่อยมีเชิงดูถูกมากเท่าไร (กระมัง) เพราะดูเป็นการบรรยายว่าแตกต่างเฉยๆ

อันนี้แค่โยนหินถามทาง

ยังไม่แน่ใจเพราะไม่มีข้อมูลในมือ

สวัสดี
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 13:45

นำมาฝากคุณ Bhanumet ค่ะ ดิฉันเป็นนักตัดต่อค่ะ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค ภาค ๑


เรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท
[/color]
             [๑๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ. เธอเข้าไปหาภิกษุ
หนุ่มๆ แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. ภิกษุทั้งหลายพูด
รุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูก
พวกภิกษุพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกสามเณรโค่งผู้มีร่างล่ำสัน แล้วพูดชวนอย่างนี้ว่า มาเถิดท่าน
ทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. พวกสามเณรพูดรุกรานว่า เจ้าบัณเฑาะก์จงฉิบหาย เจ้าบัณเฑาะก์
จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยเจ้า. เธอถูกพวกสามเณรพูดรุกราน จึงเข้าไปหาพวกคนเลี้ยงช้าง
คนเลี้ยงม้า แล้วพูดอย่างนี้ว่า มาเถิด ท่านทั้งหลาย จงประทุษร้ายข้าพเจ้า. พวกคนเลี้ยงช้าง
พวกคนเลี้ยงม้า ประทุษร้ายแล้วจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระ
ศากยบุตรเหล่านี้เป็นบัณเฑาะก์ บรรดาพวกสมณะเหล่านี้ แม้พวกใดที่มิใช่บัณเฑาะก์ แม้พวก
นั้นก็ประทุษร้ายบัณเฑาะก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสมณะเหล่านี้ก็ล้วนแต่ไม่ใช่เป็นผู้ประพฤติ
พรหมจรรย์. ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกคนเลี้ยงช้าง พวกคนเลี้ยงม้า พากันเพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
             พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์
ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย.
เรื่องห้ามคนลักเพศและคนเข้ารีดมิให้อุปสมบท
             [๑๒๖] ก็โดยสมัยนั้นแล บุตรของตระกูลเก่าแก่คนหนึ่ง เป็นสุขุมาลชาติ มีหมู่ญาติ
ที่รู้จักกันในตระกูลหมดสิ้นไป. ครั้งนั้น เขาได้มีความดำริว่า เราเป็นผู้ดี ไม่สามารถจะหา
โภคทรัพย์ที่ยังหาไม่ได้ หรือไม่สามารถจะทำโภคทรัพย์ที่หาได้แล้วให้เจริญงอกงาม ด้วยวิธี
อะไรหนอ เราจึงจะอยู่เป็นสุข และไม่ต้องลำบาก แล้วคิดได้ในทันทีนั้นว่า พวกสมณะเชื้อสาย
พระศากยบุตรเหล่านี้แล มีปกติเป็นสุข มีความประพฤติเรียบร้อย ฉันอาหารที่ดี นอนใน
ห้องนอนอันมิดชิด ถ้ากระไร เราพึงจัดแจงบาตรจีวร โกนผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดเสียเอง
แล้วไปอารามอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลาย. ต่อมา เขาได้จัดแจงบาตรจีวร โกนผมและหนวด ครองผ้า
ย้อมฝาดเอง แล้วไปอารามกราบไหว้ภิกษุทั้งหลาย.
             ภิกษุทั้งหลายถามว่า คุณมีพรรษาได้เท่าไร?
             เขาย้อนถามว่า ที่ชื่อว่ามีพรรษาได้เท่าไร นั่นอะไรกัน ขอรับ?
             ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโส ใครเป็นพระอุปัชฌาย์ของคุณ?
             เขาย้อนถามว่า ที่ชื่อว่าพระอุปัชฌาย์ นั่นอะไรกัน ขอรับ?
             ภิกษุทั้งหลายได้แจ้งเรื่องนั้นต่อท่านพระอุบาลีว่า อาวุโสอุบาลี ขอนิมนต์ท่านสอบสวน
บรรพชิตรูปนี้.
             ครั้นเขาถูกท่านพระอุบาลีสอบสวน จึงแจ้งเรื่องนั้นให้ทราบ. ท่านพระอุบาลีได้แจ้งให้
ภิกษุทั้งหลายทราบแล้ว. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
             พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ คนลักเพศ
ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย.
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ ผู้ไปเข้ารีดเดียรถีย์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่
อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย.

และ.............................

พระเทพวิสุทธิกวี บอกว่า บุรุษที่มีความผิดปกติทางเพศ เข้ามาบวชในสังฆมณฑล ย่อมทำให้สังฆมณฑลเกิดความวิบัติ ดังเพศสัมพันธ์วิปริตที่พรรณนาไว้ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ ปฐมปาราชิกสิกขาบท (ว่าด้วยเมถุนธรรม) ควรที่พระอุปัชฌาย์ต้องเข้มงวดในตัวผู้ขอบวชให้มากขึ้น เพียงแค่เสียงที่เพี้ยนจากปกติ ก็ควรขอใบรับรองจากแพทย์ เพื่อยืนยันความเป็นบุรุษของผู้นั้น
การที่ให้ผู้ขอบวชมาอยู่วัดก่อนบวชระยะหนึ่ง ก็เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บวชว่า มีความผิดปกติทางเพศหรือไม่ ถ้าพบเหตุชวนสงสัย ก็ต้องงดการบวชของผู้นั้นไว้ก่อน
ทั้งนี้ พระเทพวิสุทธิกวี ได้ยกคำจำกัดความ "บัณเฑาะก์-กะเทย" ที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงให้ไว้ในวินัยมุข เล่ม ๑ และอคฺคโรจโน ภิกฺขุ นวกะ (นพ.วิโรจน์ เหวียนระวี) ได้ขยายความดังนี้

บัณเฑาะก์ ได้แก่บุคคล ๓ จำพวก คือ

๑.ชายผู้ประพฤตินอกรีตในทางเสพกาม (ผู้มีราคะกล้า) คือเป็นผู้ชายมีอวัยวะเพศเป็นชายโดยสมบูรณ์ แต่เสพกามกับผู้ชายด้วยกัน ทางเวจมรรค และทางปาก
บุคคลจำพวกนี้ มีจิตใจและการแต่งตัวเป็นผู้ชาย แต่กิริยาอ่อนช้อยคล้ายผู้หญิง ปัจจุบันมีศัพท์เรียกเป็นภาษาสแลงว่า "เกย์" เมื่อเสพกาม คนหนึ่งทำหน้าที่เป็นชาย คนหนึ่งทำหน้าที่เป็นหญิง

๒.ชายผู้ถูกตอน (จีนเรียกขันที) คือ ผู้ชายที่ถูกตัดอวัยวะเพศออกหมด ทั้งส่วนที่เป็นองคชาตและอัณฑะ บุคคลจำพวกนี้ขาดฮอร์โมนเพศชาย จึงไม่มีความรู้สึกทางเพศ แต่ความสำนึกและจิตใจรวมทั้งความแข็งแรงยังเหมือนผู้ชายโดยสมบูรณ์
และ
๓.กะเทย คือ คนหรือสัตว์ที่ไม่ปรากฏว่า เป็นชายหรือหญิง มีหลายอย่าง เช่น บางคนมีตัวบังคับ (ยีน) เป็นผู้ชาย บุคคลนั้นก็เป็นผู้ชาย แต่ผิดปกติที่อวัยวะเพศ ทำให้มีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศของสตรี บางคนมีตัวบังคับ (ยีน) เป็นผู้หญิง บุคคลนั้นก็เป็นผู้หญิง แต่อวัยวะเพศบางส่วนมีขนาดใหญ่ จึงทำให้ดูคล้ายองคชาตของผู้ชาย
ในทางพระพุทธศาสนา คำว่า บัณเฑาะก์-กะเทย-อุภโตพยัญชนกะ หมายเอาบุคคลในข้อ ๓ นี้เอง

"ภิกษุรูปใดคิดว่าตัวเองมีความเบี่ยงเบนทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเกย์ ตุ๊ด กะเทย ซึ่งถือว่าเป็นบัณเฑาะก์ พึงเห็นแก่คณะสงฆ์ ลาสิขาไปเถิด อย่าอยู่ในสมณเพศจนผู้อื่นต้องเดือดร้อน หรือต้องรอการพิสูจน์ว่าเป็นบัณเฑาะก์เลย นอกจากจะทำให้ตระกูลเสื่อมเสียแล้ว ยังทำให้สังฆมณฑลเสื่อมเสียเกิดความวิบัติในสังฆกรรมอีกด้วย เป็นตัวอย่างที่เลวทรามแก่เยาวชนผู้ไม่รู้ความ ถือว่าเป็นวิบากกรรมติดตัวไปตลอดชีวิต ทั้งในภพนี้และชาติหน้า" พระเทพวิสุทธิกวี กล่าวทิ้งท้าย

และจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ นะคะ

บัณเฑาะก์ กะเทย, คนไม่ปรากฏว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิง ได้แก่กะเทยโดยกำเนิด ๑ ชายผู้ถูกตอนที่เรียกว่าขันที ๑
ชายมีราคะกล้าประพฤตินอกจารีตในทางเสพกามและยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้น ๑


บัณเฑาะว์ (อ่านว่าบันเดาะ) กลองเล็กชนิดหนึ่งมีหนังสองหน้าตรงกลางคอด ริมทั้งสองใหญ่ พราหมณ์ใช้ในพิธี
ต่างๆ ขับโดยใช้ลูกตุ้มกระทบหน้ากลองทั้งสองข้าง; สีมามีสัณฐานดุจบัณเฑาะว์ คือมีลักษณะทรวดทรงเหมือน
บัณเฑาะว์


บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 13:56

ขอชี้แจงเพิ่มสักเล็กน้อยนะคะ บัณเฑาะก์ หรือ ปัณฑะกะในบาลี บวชไม่ได้ แต่บรรลุธรรมได้นะคะ

ห้าม บวช เท่านั้น ไม่ได้ ห้าม หรือ ขัดขวาง การบรรลุธรรม เพียงแต่ อาจจะบรรลุได้ยากในคนที่หักห้ามจิตใจตนให้สงบจากกามไม่ได้ เพราะจิตใจว้าวุ่น สับสนในเพศของตน จึงขัดขวางการบรรลุธรรม

คนไม่บวชก็บรรลุธรรมได้ บรรลุเป็นอรหนัต์ได้ทีเดียวก็มีมาก แล้วจึงบวชในเวลาต่อมา

บ้างคนเหมาเป็นอาภัพพบุคคล แต่อ่านดูแล้วไม่เกี่ยวกันค่ะ
อ้างถึง
คนอาภัพทางธรรมนั้น หมายถึงคนที่ไม่อาจบรรลุมรรคผลในชาตินี้ ท่านเรียกว่า อภัพพบุคคล ได้แก่คน ๔ ประเภทคือ
          ๑. คนที่เกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณะอเหตุกกุศลวิบาก คือเกิดด้วยปฏิสนธิจิตที่เป็นผลของกุศลที่ไม่มีเหตุประกอบ เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน เกิดเป็นบ้าใบ้ ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิด คนพวกนี้เป็นคนอาภัพเพราะไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ แม้จะได้หันเหชีวิตมาเจริญมรรคมีองค์ ๘ ก็ตาม
          ๒. คนที่ทำกรรมหนักชนิดที่เรียกว่าอนันตริยกรรม คือฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน คนที่ทำกรรม ๕ อย่างนี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าอภัพพบุคคล เพราะแม้จะฉลาดอย่างไรก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ เพราะได้ทำกรรมหนักที่จะต้องนำไปสู่นรกทันทีเมื่อตายลง กรรมดีใดๆ ไม่อาจขวางกั้นกรรมหนักได้ กรรมหนักทั้ง ๕ นี้ต้องให้ผลก่อน
          ๓. เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือเป็นคนมีความเห็นผิด ไม่เชื่อบุญเชื่อบาปเป็นต้น ใครจะชี้แจงแสดงเหตุผลอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อฟัง คนอย่างนี้เป็นคนอาภัพเช่นกัน เพราะไม่มีทางบรรลุมรรคผลในชาตินี้ได้
          ๔. คนที่แม้จะเกิดมาด้วยไตรเหตุ ไม่ทำกรรมหนัก เป็นสัมมาทิฏฐิ คือเชื่อบุญเชื่อบาปแล้ว แต่ว่าไม่มีศรัทธาประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเป็นผู้เกียจคร้านไม่มีฉันทะในการทำกุศล พวกนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเป็นคนอาภัพเช่นกัน เพราะไม่อาจบรรลุมรรคผลได้
          บุคคล ๔ พวกนี้แหละ คือคนอาภัพในความหมายของทางธรรม

ดิฉันก็เป็นคนอาภัพพบุคคลค่ะ คือ อาภัพความเพียรค่ะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ไม่บรรลุสักที ลังเล ลังเล ลังเล
 
บันทึกการเข้า
Bhanumet
ชมพูพาน
***
ตอบ: 199


Sleeping Red Lion


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 14:17

ขอบพระคุณสำหรับข้อมูลครับ  

ว่าจะไม่ออกนอกเรื่องแล้ว  แต่ขออนุญาต จขกท. อีกสักหน่อยนะครับ

งั้น ถ้า เกย์ ที่ควบคุมตนเองได้
ไม่เคยเสพกามกับผู้ชาย แค่คิดอยู่ภายในใจ
และสามารถควบคุมกิริยาให้สำรวมตามพระวินัยได้
จะบวชได้โดยถูกต้องตามพระวินัยหรือไม่  ฮืม
บันทึกการเข้า

भाणुमेश्वर पुन्नाग - ภาณุเมศฺวร ปุนฺนาค - BHĀṆUMEŚVARA PUNNĀGA / 劉太陽 - 刘太阳 - liú tài yáng - หลิวไท่หยาง - เหล่าไท้เอี๊ยง - lâu thài iâng
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 14:44

(ธรรมะ)สวัสดีครับ

แว่บเข้ามาว่าดังนี้ครับ

      คุณ Ruamrudee   - บัณเฑาะก์ บรรลุธรรมไม่ได้ครับ เพราะเป็น อภัพบุคคลซึ่งไม่อาจบรรลุธรรมได้ในชีวิตนี้

บทความที่น่าสนใจ (แต่ยังไม่ได้อ่าน Full Text)

               http://www.mcu.ac.th/En/thesisdetails.php?thesis=255024 

Thesis Title : การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องบัณเฑาะก์กับการบรรลุธรรม 
Researcher :  พระมหาอดุลย์ ยโสธโร (บุตรตะเคียน) 
Degree :  Master of Arts ( พุทธศาสตรมหาบัณฑิต  )
 
ABSTRACT

          วิทยานิพนธ์นี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของบัณเฑาะก์ใน พระพุทธศาสนา ศักยภาพในการบรรลุธรรม
และอุปนิสัยที่จะได้บรรลุธรรมของบัณเฑาะก์
            จากการศึกษาพบว่า บัณเฑาะก์ มีความหมายครอบคลุมทั้งคนและสัตว์ที่ไม่มี สัญลักษณ์ทางเพศ 
รักร่วมเพศและกามวิตถาร  คัมภีร์พระพุทธศาสนาระบุสาเหตุที่ทําให้ถือ กําเนิดเป็นบัณเฑาะก์ว่า   เพราะอํานาจอกุศลกรรม
ซึ่งเก็บสั่งสมไว้ในจิต และพบว่าพุทธสาวก และพุทธสาวิกาบางองค์ที่เคยถือกําเนิดเป็นบัณเฑาะก์เคยประพฤติ
ละเมิดความผิดใน กามารมณ์
            การบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นกระบวนการฝึกปรือพัฒนามนุษย์ให้บรรลุ ถึงภาวะของความไร้ทุกข์
ประสบกับภาวะแห่งความสะอาด สงบ  สว่าง  เรียกว่า  ไตรสิกขา ซึ่งประกอบด้วยหลักการ ๓  ประการ  คือ
อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา
         
             บัณเฑาะก์จัดเป็นอภัพบุคคลซึ่งไม่อาจบรรลุธรรมได้ในชีวิตนี้   ถึงแม้ว่าจะ พยายามฝึกปรือพัฒนาตนเอง
ตามหลักไตรสิกขาแล้วก็ตาม 

              เพราะบัณเฑาะก์เกิดได้เพราะผลแห่งอกุศลกรรม คือ เป็นบุคคลที่ปฏิสนธิที่ปราศจากอโมหะเหตุ หรือ
ทุกเหตุกปฏิสนธิ (ผู้มีวิบากเป็นเครื่องกั้น) นอกจากบัณเฑาะก์แล้ว ผู้ทําอนันตริยกรรม   (ผู้มีกรรมเป็นเครื่องกั้นหรือ อุปสรรค)
ผู้เป็นนิตยมิจฉาทิฏฐิ (ผู้มีกิเลสเป็นเครื่องกั้น) และผู้มีปัญญาทราม ก็ไม่สามารถ บรรลุธรรมได้ในชีวิตนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

             ผู้ที่ถือกําเนิดเป็นบัณเฑาะก์นั้นยังไม่มีอุปนิสัยบรรลุธรรมในชีวิตปัจจุบัน   แต่เป็น การถือกําเนิดในฐานะอภัพบุคคล
ชาติสุดท้าย  ถัดจากชาติที่เป็นบัณเฑาะก์นั้นไป จะพ้นจากสภาพความเป็นอภัพบุคคล
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 14:45

งั้น ถ้า เกย์ ที่ควบคุมตนเองได้
ไม่เคยเสพกามกับผู้ชาย แค่คิดอยู่ภายในใจ
และสามารถควบคุมกิริยาให้สำรวมตามพระวินัยได้
จะบวชได้โดยถูกต้องตามพระวินัยหรือไม่  ฮืม

บวชน่ะบวชได้  แต่จะระงับกิเลสได้นานและดีเรียบร้อยขนาดไหน
ถ้าคุมได้เฉพาะเวลาที่ทำอุปสมบทกรรมในอุโบสถ ภายหลังบวชแล้ว
ไม่สามารถคุมกายวาจาใจให้เป็นปกติวิสัยแห่งสมณะได้
ก็คงจะทรมานมาก

อนึ่ง  การบวชนั้น ในปัจจุบันถือญัตติของภิกษุสงฆ์ที่ประชุมเป็นสำคัญ
ถ้าเกิดในบรรดาสงฆ์ที่ประชุมอยู่นั้นไม่ยอมรับเป็นเอกฉันท์ ก็บวชไม่ได้

ถ้าบวชไม่นาน  และสามารถระงับกายวาจาใจให้สำรวมในระยะดังกล่าวได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
แต่ถ้าบวชนานแล้วรักษากายวาจาใจ ไม่ให้พลุ่งพล่านได้แค่บางเวลา  นอกจากจะเสียศีลแล้ว
หมู่สงฆ์ที่อยู่ในวัดเดียวกันอาจจะไม่ยอมรับได้  เพราะพฤติกรรมของเขาเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์คนอื่น
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 14:56

คุณ Bhanumet คะ หากไม่แขวนป้ายประกาศความเป็นเกย์ และ สงบกายและใจจนไม่มีพิรุธ
คงไม่มีใครรู้และห้ามได้หรอกค่ะ

แต่ตนเองนั่นแหละ จะเป็นศัตรูของตนเอง เพราะรู้เต็มอก มันรบกวนจิตใจนะคะ หากยังมีหิริโอตตัปปะ

มีพระหลายรูปบวชสำเร็จไปแล้ว มาอ่านเจอในคัมภีร์ ก็ละอายใจตนเอง แล้วสึกเสียมาก

จิตใจนั้น จะสับสนตลอดเวลาค่ะ แม้จะระงับอาการได้ก็ตาม
และใจนี่เอง ที่จะต้องเอามาใช้งานในการทำ ศีล สมาธิ ปัญญา

ดังพุทธพวจน์ที่ว่า
"มโน บุพพัง คะมา ธัมมา มโน เสฐฐา มโน มยา"
ใจ้เป็นใหญ่ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจค่ะ

ข้อมูลของคุณSila เป็นมัตติในวิทยานิพนธ์ใช่ไหมคะ ดิฉันขอความกรุณา Quote พุทธพจน์ในพระไตรปิฎก สนับสนุนค่ะ  จะได้เป็นหลักฐานสนับสนุนนะคะ จะเป็นประโยชน์มาก หากเราช่วยกันค้นคว้าจากหลักฐานชั้นที่ 1 ด้วย

ถามคุณ Han_bing
อ้างถึง
เรื่อง "ทัศนะต่อบุคคลรักร่วมเพศในไทย: การเรียกเพศที่สามในไทยเปรียบเทียบกับจีน"

อันนี้อาจเขียนต่อ ใช้ว่าอาจเขียน ถ้าอาจารย์เกิดอ่านแล้วอยากให้เขียน เพราะที่จีนนี้คำเรียกไม่ค่อยโสภาเท่าไรนัก


เขาเรียกว่า มนุษย์ หยิน หยาง ใช่ไหมคะ บัณเฑาะว์ หรือ กลอง 2 หน้า ของคนจีน ที่เราเรียกว่า ป๋องแป๋ง มักมีรูปหยินหยางเสียด้วย

เขาใจว่าในจีน การเป็นกระเทย ผิดกฏหมายใช่ไหมคะ และดิฉันเคยถามคนจีนว่า ทำไมชอบมาดู Alcazar Show ที่พัทยา

เขาบอกว่า เมืองจีนไม่มีให้ดู แต่ปัจจุับันนี้ มีตรึมเชียวค่ะ บางคนสวยกว่าที่มีในเมืองเรามาก
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 15:04

ขอชี้แจงเพิ่มสักเล็กน้อยนะคะ บัณเฑาะก์ หรือ ปัณฑะกะในบาลี บวชไม่ได้ แต่บรรลุธรรมได้นะคะ

ห้าม บวช เท่านั้น ไม่ได้ ห้าม หรือ ขัดขวาง การบรรลุธรรม เพียงแต่ อาจจะบรรลุได้ยากในคนที่หักห้ามจิตใจตนให้สงบจากกามไม่ได้ เพราะจิตใจว้าวุ่น สับสนในเพศของตน จึงขัดขวางการบรรลุธรรม

คนไม่บวชก็บรรลุธรรมได้ บรรลุเป็นอรหันต์ได้ทีเดียวก็มีมาก แล้วจึงบวชในเวลาต่อมา

บ้างคนเหมาเป็นอาภัพพบุคคล แต่อ่านดูแล้วไม่เกี่ยวกันค่ะ

ผมยังมองไม่เห็นว่า บัณเฑาะก์ จะบรรลุธรรมได้อย่างไร
เพราะบัณเฑาะก์ เกิดขึ้นด้วยความนิยมชอบพอในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
จนทำให้จิตใจและพฤฒิกรรมของบุคคลเบี่ยงเบนไป
และอำนาจที่ทำให้เกิดบัณเฑาะก์ก็คือไฟ ๓ กอง (ราคัคคิ โทสัคคิ โมหัคคิ)
และตัณหา ๓ อย่าง (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)
ก็ถ้าละสิ่งเหล่านี้ได้ในเบื้องต้น  บัณเฑาะก์ย่อมไม่เป็นบัณเฑาะก์
แต่ถ้าละไม่ได้  ต้นทางบรรลุธรรมก็ดูเหมือนจะไม่ต้องพูดถึง  
เหมือนหุงข้าวล่ะครับ  ขาดไฟ ขาดไฟฟ้า  ก็ไม่ต้องพูดกัน
ต่อให้มีข้าวของครบ  ก็หุงข้าวไม่ได้

ส่วนที่ว่า คนไม่ได้บวชสามารถบรรลุอรหันต์ได้นั้น  เป็นความจริง
แต่ว่า เมื่อคนคนนั้นบรรลุถึงอรหันต์แล้ว  
ถ้าไม่บวชก็จะต้องนิพพานไปในไม่ช้า (๗ วัน ถ้าจำไม่ผิด)
เพราะเพศฆราวาสไม่สามารถรักษาสภาพความเป็นอรหันต์ไว้ได้นาน
แต่ถ้าบวชแล้วจะสามารถรักษาสภาพอรหันต์ไว้ได้  

อริยบุคคลขั้นอื่น แม้บรรลุธรรมแล้ว หากไม่บวชก็รักษาธรรมที่บรรลุได้ยาก
และมีโอกาสที่ธรรมที่บรรลุแล้วจะเสื่อมได้มาก
(เว้นแต่อรหัตตผลที่ไม่มีทางเสื่อมลงแต่จะคงอยู่กับเพศฆราวาสได้ไม่นาน)
บันทึกการเข้า
Ruamrudee
องคต
*****
ตอบ: 627



ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 15:11

ปรึกษาคุณหลวงเล็กค่ะ
ท่านวักกลิ หลงไหลในรูปของพระพุทธองค์ขนาดหนัก จัดว่าเป็น เกย์ได้ไหมคะ
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 11 ต.ค. 10, 15:23

ปรึกษาคุณหลวงเล็กค่ะ
ท่านวักกลิ หลงไหลในรูปของพระพุทธองค์ขนาดหนัก จัดว่าเป็น เกย์ได้ไหมคะ

ผมคิดว่าไม่นะ  พระวักกลิก่อนบวชท่านก็เหมือนวัยรุ่นนั่นแหละครับ  เห็นใครรูปงามก็ชื่นชมสนใจ  พระพุทธเจ้าทรงเป็นเชื้อสายกษัตริย์   รูปย่อมงามกว่านักบวชทั่วไป   ผมคิดว่าท่านชอบมองอยากจะเป็นอย่างพระพุทธเจ้าบ้าง  แต่คงไม่ได้คิดไปในทางกามราคะ  ดูเหมือนเด็กๆ ชอบซื้อภาพดารามาติดไว้ดูในห้องนั่นแหละ  หรือไปดูคอนเสิร์ตนักร้องที่ตนเองชื่นชอบที่ขอบเวที 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.062 วินาที กับ 19 คำสั่ง