เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 27
  พิมพ์  
อ่าน: 118362 จอมพลป.2 ไม่ผ่านขึ้นป.3
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 05 ส.ค. 10, 13:50

^
  ดอกไม้เศรษฐกิจน่าจะได้ราคาดีนะคะ
 ยิ้มกว้างๆ

จำชื่อห้างไทยนิยมได้รางๆ  ว่าอยู่ที่ถนนราชดำเนิน  แถวผ่านฟ้า  เข้าใจว่าอยู่ฟากตรงข้ามกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์  แต่ไม่ใช่หอศิลป์ ต้องข้ามถนนด้านหอศิลป์ไป  แต่จำอะไรเกี่ยวกับห้างนี้ไม่ได้เลย
อีกห้างหนึ่งที่เป็นของรัฐคือห้าง อ.จ.ส.   อยู่ตรงอนุสาวรีย์วีรชนปัจจุบันนี้   ยังจำได้ว่าตอนเล็กๆเคยเดินเข้าไป ชั้นล่างเป็นห้างกว้างด้านหน้าเป็นทางเข้าเปิดโล่งตลอด   มีสินค้าพวกเครื่องกระป๋องวางเรียงจัดเป็นระเบียบ ไม่ได้อยู่ในตู้  แต่โชว์ไว้เป็นตั้งๆ   ต่อมาก็เลิกกิจการไป  กลายเป็นสถานีวิทยุ ท.ท.ท.
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 05 ส.ค. 10, 14:00

บิ๊กทั้งสี่ในสมัยนั้น
จากซ้าย จอมพลป. พิบูลสงคราม  จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  พลต.อ. เผ่า ศรียานนท์  จอมพลอากาศฟื้น รณากาศ ฤทธาคนี


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 05 ส.ค. 10, 15:09

มาขยายความเรื่องซอยราชครู
ซอยราชครูคือพหลโยธินซอย 5      สมัย 60  ปีก่อนเป็นสวนชานเมืองปลูกผัก   ที่ตรงนี้เดิมเป็นที่ดินของพระราชครู ผู้ทำพระราชพิธีในวัง (ไม่ทราบว่าท่านไหน)   จอมพลผินมีบุตร 5 คน  ซึ่งท่านนิยมให้ปลูกรวมอยู่รวมในรั้วเดียวกัน    เป็นครอบครัวขยายขนาดใหญ่
เมื่อที่ดินเดิมที่เทเวศร์ชักจะคับแคบเพราะจำนวนลูกหลานมีมาก  ท่านก็ไปซื้อที่ดินชานเมืองอยู่  ให้ลูกหลานปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆในซอยเดียวกัน
ลูกและหลานของจอมพลผินเป็นนักการเมืองกันต่อมาหลายคน  ได้ชื่อว่ากลุ่มซอยราชครู หรือกลุ่มราชครู
 
รุ่นลูกคงได้อ่านจากคุณนวรัตนแล้วว่ามีใคร    รุ่นหลานก็คุณกร ทัพพะรังสี  คุณปองพล อดิเรกสาร  คุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นต้น
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 05 ส.ค. 10, 23:25

การแก้ปัญหาค่าครองชีพขึ้นไปไม่หยุดที่ไปโจมตีรัฐบาลก่อนไว้นั้น ช่วงแรกหลังการรัฐประหารได้ออกประกาศกำหนดราคาสินค้าหลายอย่างให้ขายในราคาควบคุม ว่ากันว่ารวมถึงน้ำแข็งเปล่า โอเลี้ยง ก๋วยเตี๋ยวข้าวผัดด้วยว่าไม่ให้ขายเกินราคาเท่าไหร่ ซึ่งก็ทำได้ในบัดดล ของทุกอย่างราคาลดฮวบตามสั่ง แต่ประชาชนยิ้มยังไม่ทันหุบปาก ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลับเหมือนเดิม แถมบางตัวราคาเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะของที่ต้องนำเข้าจากเมืองนอก

แต่ต่อมา เงินที่ได้จากการค้าข้าว ไม่ว่าจะตกอยู่ในมือใครเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อเริ่มหมุนออกมาในระบบเศรษฐกิจ คนก็เริ่มมีเงินจับจ่ายใช้สอยขึ้น เสียงบ่นก็ค่อยๆเบาลงไปได้บ้าง

ในขณะเดียวกัน อเมริกันก็เข้ามามีอิทธิพลในทางการเมืองและเศรษฐกิจ อาศัยภาพพจน์พระเอกที่ช่วยไทยไว้มากมายในการเจรจากับอังกฤษและฝรั่งเศสในคราวยุติสถานภาพสงคราม เริ่มจากการเสนอโครงการเงินกู้เข้ามาพัฒนาประเทศ ซึ่งเริ่มต้นในสมัยจอมพลป.2นี้ รัฐบาลไทยกู้เงินกองทุนระหว่างชาติที่อเมริกันอยู่ข้างหลังมาพัฒนาระบบชลประทาน เช่นสร้างเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นเป็นเขื่อนขนาดใหญ่เขื่อนแรก เริ่มต้นการทำถนนหลวงเชื่อมภาคต่างๆ เช่นถนนสุขุมวิท ถนนเพชรเกษม แม้จะเป็นทางลูกรังแค่รถบรรทุกสวนกันได้ ก็นับว่าดีที่ได้ริเริ่ม รัฐบาลต่อมาได้อเมริกันมาสร้างถนนมิตรภาพให้เชื่อมอิสานจากสระบุรีไปโคราช เป็นถนนลาดยางไร้ฝุ่นวิ่งเรียบสี่เลนเป็นถนนแรกของประเทศ ตอนผมเด็กๆเคยฟังพวกผู้ใหญ่โม้กันว่า โอ้ย.ถนนมิตรภาพน่ะผมไปลองมาแล้ว มันเรียบจริงๆ เอาน้ำใส่ไว้เต็มแก้วถึงโคราชแล้วน้ำยังไม่กระฉอกสักหยด ครั้นผมได้ไปด้วยตนเองมั่งจึงสงสัยว่า แกคงไม่ได้ขับรถไป น่าจะเดินถือแก้วน้ำแล้วค่อยๆย่องไปข้างถนนมากกว่ามั้ง อย่างไรก็ดี ผมยอมรับว่า โครงการที่ใช้เงินกู้มาทำโครงสร้างมูลฐานก็เป็นประโยชน์จริงๆ แต่หลายโครงการที่กู้มาทำโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐเพื่อแข่งขันกับภาคเอกชน แม้จะมีความมุ่งหวังที่ดีว่าจะผลิตของมาขายให้กับประชาชนได้ในราคาที่ถูกกว่า แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่รอดสักราย ไม่ว่าจะเป็นโรงงานกระดาษ โรงงานน้ำตาล ฯลฯ ที่ผมเห็นว่าอยู่ได้เห็นจะมีโรงงานยาสูบแห่งเดียว แต่ถ้าหากว่าไม่ใช่กิจการค้าผูกขาดห้ามเอกชนเข้ามาผลิตแข่ง ก็คงจะเจ๊งเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี เงินกู้ก้อนใหญ่ที่เม็ดเงินแม้จะไปตกหล่นที่ใครบ้าง แต่เมื่อกลับเข้ามาหมุนเวียนในประเทศ ก็ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเป็นของตาย แต่ก็นั่นแหละ เจ้าของเงินเขาไม่ได้ให้กู้มาเฉยๆ นอกจากจะต้องคืนเขาทั้งต้นทั้งดอกแล้ว ยังฉุดเราเข้าไปในค่ายของเขาด้วย


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 05 ส.ค. 10, 23:28

ในสมัยจอมพลป.2 ไทยส่งทหาร แต่งเครื่องแบบเหมือนทหารอเมริกัน ไปรบกับกองทัพคอมมิวนิสต์ในสงครามเกาหลีในนามของสหประชาชาติ อเมริกันเข้ามาติดอาวุธให้กองทัพไทยแทนอาวุธเก่าๆที่เคยซื้อจากอิตาลี่บ้างญี่ปุ่นบ้าง ถึงตรงนี้ผมยังอยากจะเดาเล่นๆเลยว่า ที่ขุนทหารทั้งหลายยอมให้ทหารอากาศทิ้งระเบิดใส่เรือปืนศรีอยุธยานั้น ถามว่าไม่เสียดายหรือ เขาอาจจะตอบว่าเสียดายทำไม จะปลดประจำการขายเป็นเศษเหล็กอยู่วันสองวันนี้แล้ว เพราะล้าสมัยออกรบก็แพ้แน่นอนหนึ่ง เพราะซ่อมไม่ได้ไม่มีอะไหล่หนึ่ง เพราะกระสุนหมดแล้วหนึ่ง ญี่ปุ่นเลิกผลิตอาวุธพวกนี้แล้วไทยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ส่วนอเมริกันก็มีเรือรบ และเครื่องบินเหลือใช้จากสงครามเยอะ แบ่งให้กองทัพไทยเอามาเล่นบ้างก็ดูดีกว่าของไทยที่เคยมีเยอะ ทหารไทยไปเกาหลีคราวนี้ พร้อมๆกับยอมให้จัสแมคมาตั้งบก.อยู่ในไทย เอาเงินดอลล่าเข้ามาใช้อีก จึงถือว่าประเทศได้ทั้งเงินทั้งกล่อง

ทั้งนี้ โดยแลกกับที่รัฐบาลต้องออกพระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และล้างบางพวกหัวเอียงซ้ายซะทีหนึ่ง อันเป็นที่มาของ “กบฏสันติภาพ”




บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 08:58

ก่อนคุณนวรัตนจะพาเหล่าพระเอกชุดใหม่มาขึ้นเวที ในชื่อ "กบฏสันติภาพ" ขอแยกซอยออกไปเรื่องสงครามเกาหลี คั่นเวลาตามเคยนะคะ

พวกเราบางคนที่มีญาติผู้ใหญ่เป็นทหาร  อาจเคยได้ยินท่านเล่าว่าเคยไปร่วมรบในสงครามเกาหลี   ต้องระดับปู่ตาหรือทวด เพราะมันเกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อนโน้น
เกาหลีตอนนั้นเริ่มแบ่งเป็น 2 ประเทศแล้ว   คือเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้    

แต่เดิมมา  เกาหลีเป็นประเทศเล็กๆที่ถูกบีบอยู่ตรงกลาง ระหว่างพี่เบิ้มใหญ่แห่งเอเชีย คือจีนอยู่ข้างบน   ญี่ปุ่นอยู่ข้างล่าง     เมื่อญี่ปุ่นเริ่มขยายอำนาจจะเป็นเจ้าเอเชียก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2  ก็กรีฑาทัพไปบุกจีน  ตามเส้นทางต้องลุยผ่านเกาหลี   แน่นอนว่าเมื่อช้างสารจะไปชนกับช้าง หญ้าแพรกตรงกลางก็แหลกลาญ
เกาหลีโดนญี่ปุ่นทำสาหัส ไม่แพ้ The Rape of Nanking   ผู้ชายถูกฆ่า ถูกจับเป็นเชลย ใช้ทำไร่ไถนาสร้างข้าวปลากระยาหารให้กองทัพ  ส่วนผู้หญิงถูกลากเข้าค่ายเป็นนางบำเรอ    เกาหลีเก็บความแค้นไว้ในอกมาหลายสิบปี เพิ่งระเบิดออกมาให้โลกรู้ไม่กี่ปีนี้เอง   ก่อนหน้าระเบิดก็ชังน้ำหน้าญี่ปุ่นเอามากๆอยู่แล้ว

หลังสงครามโลก    ประเทศที่ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกา  เพราะเป็นตัวชี้ขาดแพ้ชนะในสงครามยุโรป   ถ้าอเมริกาไม่ทุ่มกำลังทหารเข้าช่วยพันธมิตรก็มีหวังว่าพันธมิตรจะลำบากไปอีกนาน     ข้อได้เปรียบอีกอย่างคืออเมริกาส่งคนไปรบในยุโรป  แม้ว่าทหารตายไปเยอะ แต่ประเทศไม่บอบช้ำเพราะไม่ได้เป็นสมรภูมิอย่างอังกฤษหรือฝรั่งเศส     เว้นแต่โดนถล่มเพิร์ลฮาเบอร์นิดเดียว ไกลหัวใจที่เมนแลนด์หรือแผ่นดินใหญ่อยู่มาก
สงครามจบ  อเมริกาก็ยึดญี่ปุ่นในฐานะประเทศแพ้สงคราม   แล้วขยายอิทธิพลมาทางเอเชียอาคเนย์ รวมฟิลิปปินส์ซึ่งกลายเป็นอเมริกันเต็มตัว
และเกาหลี ซึ่งตอนนั้นเป็นประเทศเดียวแต่ความคิดทางบริหารประเทศแตกเป็น 2 ค่าย
เกาหลีเหนือซึ่งใกล้จีนมากกว่า เห็นดีเห็นงามกับระบอบคอมมูนของจีน  หรือเราเรียกว่าคอมมิสนิสม์ ซึ่งมีพี่เอื้อยใหญ่คือโซเวียตหนุนหลังอีกที  
ส่วนทางใต้ที่ใกล้ญี่ปุ่นรับอิทธิพลอเมริกา คือระบอบทุนนิยมและมีรัฐสภา  ที่อเมริกาเรียกว่าประชาธิปไตย

เมื่อมีพี่ใหญ่นอกประเทศหนุนหลัง  เกาหลีประเทศเดียวก็แตกเป็น 2 ดินแดน  มีเส้นคั่นกลางที่ไม่ให้ล่วงล้ำกัน  คือเส้นขนานที่ 38
บันทึกการเข้า
proudtobethai
มัจฉานุ
**
ตอบ: 79


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 09:53

ที่เกาหลีเพิ่งมีงานครบรอบ 60ปีสงครามเกาหลีไปเมื่อเดือนก่อนนี้เองค่ะ มีนิทรรศการขอบคุณทหารต่างชาติ
ที่เข้ามาร่วมรบ เห็นธงไทยด้วยค่ะ ...
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 09:55

สงครามเกาหลีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกาหลีเหนือไม่ยอมหยุดอยู่แค่เส้นแบ่งที่ 38  แต่ว่ายกทัพพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาตีกองทัพเกาหลีใต้ที่รักษาเขตแดนอยู่จนแตกพ่าย  แล้วตะลุยเข้ามายึดกรุงโซลเมืองหลวงของเกาหลีใต้ได้   แทบจะไม่มีใครทันรู้เนื้อรู้ตัว
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่  25 มิย. 2493  หลังสงครามโลกจบลง 5 ปี

หลังสงครามโลก  นานาชาติรวมตัวขึ้นตั้งองค์การสหประชาชาติ  คอยดูแลประเทศต่างๆทั่วโลกที่เข้าเป็นสมาชิก  ประเทศไหนเดือดร้อนอะไร ทะเลาะตบตีกันหรือตกลงไม่ได้ยังไงก็มาฟ้ององค์การสหประชาชาติ   มีอเมริกาเป็นพี่ใหญ่หนุนหลังอยู่  สนง.ใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ค  
แต่ความเดือดร้อนนี้ต้องเป็นระดับประเทศต่อประเทศ  ไม่ใช่เอกชนต่อเอกชน หรือเอกชนต่อประเทศ
ถ้าไทยขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นสมาชิกด้วยกัน อย่างนี้ร้องเรียนสหประชาชาติได้
แต่ถ้านายกฯประเทศไหนมาทะเลาะกับคุณอภิสิทธิ์ เป็นส่วนตัว     อย่างนี้ไปฟ้องไม่ได้   หรือประชาชนไทยไปทะเลาะกับรัฐบาลไทย  ต่างฝ่ายต่างก็ไปฟ้องสหประชาชาติไม่ได้เช่นกัน
ยุคก่อนหน้านี้มีองค์การสันนิบาตชาติที่ทำงานแบบเดียวกัน แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเยอรมันไม่ฟังเสียง  ก็เลยต้องยุบเลิกไป

พอเกาหลีใต้ทำท่าจะโดนเกาหลีเหนือกลืนกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัวเข้าไปหมด  อเมริกาก็เต้น  สหประชาชาติก็เต้น
คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ เปิดประชุมฉุกเฉิน เมื่อ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๓ เวลา ๑๔.๐๐น. ที่นครนิวยอร์ค ประณามการกระทำนี้ว่าเป็นการทำลายสันติภาพ และยื่นคำขาด คือ
 ๑.  ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบทันที
  ๒.  ให้ฝ่ายเกาหลีเหนือ ถอนกำลังกลับไปอยู่เหนือเส้นขนานที่ ๓๘
   ในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทนสหภาพโซเวียตไม่ยอมเข้าร่วมประชุม  แต่อ้างเหตุผลเรื่องอื่น เกี่ยวกับจีนแผ่นดินใหญ่ที่เข้าเป็นสมาชิกไม่ได้ เพราะตอนนั้นอเมริการับรองไต้หวันอยู่แล้ว  โซเวียตหนุนหลังจีนแผ่นดินใหญ่ เลยงอนไม่เข้าประชุม

   กลับมาที่เรื่องสงครามเกาหลี
   ในเมื่ออ้อยเข้าปากช้างไปแล้ว   เรื่องอะไรเกาหลีจะยอมคาย แค่องค์การมาดุเอาเฉยๆ    คณะมนตรีความมั่นคงก็เลยต้องพูดกับกองทัพเกาหลีเหนือด้วยกำลัง    คือรวบรวมจากกองทัพนานาประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ส่งทหารไปช่วยเกาหลีใต้ และผลักดันให้กองทัพเกาหลีเหนือถอยร่นกลับไป
แม่ทัพใหญ่ของทัพเฉพาะกิจชื่อพลเอก ดักลาส แมคอาร์เธอร์ (General of the Army Douglas Mac Arther) เป็นนายพลทหารอเมริกัน ทำหน้าที่ผู้บัญชาทหาร   ได้รับอนุมัติให้ใช้กำลังทั้งทางอากาศ และกำลังทางเรือ ถล่มเกาหลีเหนือ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30490

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 10:10

ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ  คงจำได้นะคะ  จากกระทู้คุณหลวงพิบูลและคุณหลวงอดุลว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร   เมื่อสงครามเกาหลีระเบิด  นานาชาติเข้าร่วมรบ  คณะมนตรีฯก็ส่งสารมาด่วนถึงรัฐบาลไทยให้เข้าไปร่วมด้วยช่วยกัน
ตอนแรกรัฐบาลไทยไม่อยากไปรบ  เลยอิดออดบอกว่าขอแค่ส่งเสบียงข้าวไปให้ทหารนานาชาติดีกว่า เพราะเราปลูกข้าวมีกินมีใช้ได้เหลือเฟืออยู่แล้ว  แต่คณะมนตรีฯตอบกลับมาว่าเสบียงอาหารได้จากหลายประเทศไม่ขาดแคลน   สิ่งที่ต้องการคือกำลังคน  จึงยืนยันขอทหาร ไม่ขอข้าว

เมื่อเจอคำยืนกรานแบบนี้  รัฐบาลไทยก็ต้องตกลง    ตอนแรกตัดสินใจว่าส่งกำลังทหาร ๑ กรมผสม มีกำลังพลประมาณ ๔,๐๐๐ คน ไปร่วมรบในเกาหลี มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการ  มีพันเอก บริบูรณ์  จุลละจาริตต์ หัวหน้าแผนกที่ ๓ กรมจเรทหารราบ เป็นผู้บังคับหน่วยทหาร  จัดกำลังเป็นรูปกรมผสม คือทหารราบ ๓ กองพัน ทหารปืนใหญ่ ๑ กองพัน พร้อมทั้ง ๑ กองสื่อสาร ๑
กองช่าง และ ๑ กองลาดตระเวณ สำหรับกองพันทหารราบ ให้กองทัพเรือและกองทัพอากาศให้เตรียมกำลังเหล่าทัพละ ๑ กองพัน เพื่อประสานงานกับกองทัพบก
ต่อมาพบว่าไม่พอ   กระทรวงกลาโหมรับสมัครทหารอาสาไปด้วย  มาสมัครทั้งสิ้น ๑๔,๙๙๘ คน
ทหารไทยก็ไปประจำการเกาหลีกันพักใหญ่  ด้วยความเป็นมาอย่างนี้        และเราก็รู้จักเพลง "อารีดัง" กันมานับแต่นั้น


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 10:31

กบฎสันติภาพ

กบฎสันติภาพมีเหตุมาจากสงครามเกาหลีแท้ๆ น่างงไหมครับ ทำไมกลุ่มคนที่ไฝ่สันติภาพจึงกลายเป็นกบฏไปได้

เมื่อสงครามในรูปแบบจบลง สงครามกองโจรก็ได้เกิดขึ้นแทนในดินแดนเมืองขึ้นทั้งหลายที่ต้องการปลดแอกจ้าวอาณานิคมเดิมของอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดาเป็นต้น ฝ่ายที่หยิบยื่นอาวุธให้กองทัพประชาชนเจ้าของประเทศคือรัสเซีย จ้าวลัทธิคอมมิวนิสต์ที่อยู่ตรงกันข้ามกับประเทศเสรีทุนนิยม ในเอเซียนั้น การพ่ายแพ้ของเจียงไคเช๊กต่อกองทัพแดงของเมาเซตุงสั่นสะเทือนโลกเสรีมาก เท่านั้นยังไม่พอจีนแดงก็ยังเหลือศักยภาพมากมายที่จะหนุนโฮจิมินท์ให้ขับไล่กองทัพฝรั่งเศสออกไปจากญวนอย่างกับหมูกับหมา ถึงกับเข็ดเขี้ยวยอมทิ้งญวนให้อเมริกันเข้าไปสวมบทแทนด้วยการสนับสนุนเงินทองและอาวุธแก่รัฐบาลเบาได๋ใ ห้คนญวนต่อสู้กับคอมมิวนิสต์กันเองต่อไป  สงครามปลดแอกจากนักล่าอาณานิคมจึงกลายพันธ์ไปเป็นสงครามระหว่างลัทธิ ทางค่ายคอมมิวนิสต์ที่มีเทคโนโลยีทางทหารของรัสเซียและกำลังพลของจีน กับค่ายเสรีนิยมโดยมีอเมริกายืนนำ ส่วนมหาอำนาจอื่นๆถึงจะประกาศสนับสนุนแข็งขัน แต่การกระทำกลับดูจะเบาๆชอบกล ในที่สุดอเมริกาเลยกลายเป็นเจ้าภาพไปเต็มๆ องก์การสหประชาชาติที่มหาอำนาจช่วยกันตั้งมาก็ดู้จะไร้ผลดังที่ท่านอาจารย์เทาชมพูเล่าไปแล้ว

สงครามที่ไม่ได้ประกาศนี้เรียกว่า “ สงครามเย็น ” รวมไปถึงการแข่งขันกันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ไว้เพื่อข่มขู่ต่อรองกันด้วย เหตุการณ์ใหญ่ที่เป็นเรื่องก็ที่เกาหลี พอกองทัพเกาหลีเหนือทำท่าจะได้เปรียบ สามารถบุกเข้าไปยึดกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ได้ อเมริกันก็ส่งแสนยานุภาพเข้าไปช่วยเกาหลีใต้ ตีโต้ลึกขึ้นไปหวังเผด็จศึก กองทัพจีนแดงที่เรียกว่ากองทัพมดก็ฮือข้ามแดนลงมา ยิงตายไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมด ถึงตรงนี้อเมริกันก็ต้องถอยกรูด ออกหมายเกณฑ์บรรดาเมืองออกทั้งหลายในภาคีของสหประชาชาติ ให้จัดทัพส่งไพร่พลไปช่วยเสียงตายแทนคนอเมริกันหน่อย

ประมาณช่วงนี้แหละที่เกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสรีชนทั่ว โลก รวมทั้งพวกกวี นักเขียน และศิลปินที่สำคัญ อาทิ เช่น ปิคัสโซ่  เนรุด้า และหลุยส์ อารากอง เป็นต้น เกรงว่าสงครามเย็นทั้งในยุโรปและเอเซียที่รุนแรงขึ้นนี้ อาจจะบานปลายไปเป็นสงครามโลกครั้งที่3ได้ จึงได้ร่วมประชุมกันจัดตั้ง “ คณะกรรมการสันติภาพสากล ” ขึ้น โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สต๊อกโฮล์ม เพื่อรณรงค์ให้หยุดรบราฆ่าฟันกันเสียที  คนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดคล้ายกันนี้ก็ไปร่วมประชุม ก็กลับมาจัดตั้ง “ คณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย ”ขึ้นด้วย โดยเป้าหมายในการคัดค้านการที่รัฐบาลไทยส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี

ยุค2ของจอมพล ป. ครั้งนี้ได้บริการของอธิบดีกรมตำรวจคนใหม่ แทนหลวงอดุลที่ปลดประจำการไปแล้ว บุคคลคนนี้นามกรว่าพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ดุเดือดโฉ่งฉ่างกว่ามาก จับนักเคลื่อนไหว นักเขียน นักนักหนังสือพิมพ์ที่คิดต่างกับรัฐบาลในเรื่องส่งทหารไปเกาหลี รวมทั้งนักการเมืองเก่าสายอิสานที่เคยหลบเข้าป่าไป เอามาตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ คณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทยถูกจับหมดด้วยในข้อหาว่าเป็นพวก แนวร่วมคอมมิวนิสต์


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 10:33

ความจริงรัฐบาลป.2ก็มีเหตุอันควรหวั่นไหวอยู่ดอก

เมื่อหนังสือพิมพ์ "การเมือง" ที่นำทีมโดยนายอัศนี พลจันทร์ดำเนินการรณรงค์สันติภาพด้วยการเรียกร้องให้ลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้อง สันติภาพสต๊อกโฮล์ม ภายใน 5 สัปดาห์สามารถระดมรายชื่อได้ถึง 38,315 รายชื่อ ซึ่งกว่า 2,000 ชื่อในนั้นมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในเวลา 2 เดือนก็สามารถหารายชื่อได้มากกว่า 150,000 รายชื่อ

นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเพิ่งมีพระราชบัญญัติประกาศเปลี่ยนชื่อจาก"มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง"พร้อมกับยกเลิกตำแหน่ง"ผู้ประศาสน์การ"เพื่อล้างชื่อนายปรีดี แล้วตั้งตำแหน่ง"อธิการบดี"ให้จอมพล ป.ขึ้นมาแทน นักศึกษาก็ยังบังอาจกระทำการให้บ่จอยด้วยการจัดตั้ง "คณะกรรมการสันติภาพนักศึกษา" มีนายทวีป วรดิลก และนายอาทร พุทธิสมบูรณ์ เป็นเลขาธิการขึ้นมาคัดค้านเรื่องนี้

ขณะนั้น บังเอิญตำรวจจับนายประสิทธิ์ เทียนศิริ สมาชิกคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ จึงขยายผลเป็นปฏิบัติการวันที่ 10 พฤศจิกายน 2495 แบ่งสายเข้าจับกุมผู้ต้องสงสัยได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 104 คน ที่ดังๆก็มีพวกบ.ก.และเจ้าของหนังสือพิมพ์เช่น นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ นายอารีย์ ลีวีระ นายสุภา ศิริมานนท์  นายอุทธรณ์ พลกุล นายแสวง ตุงคะบริหาร นายบุศย์ สิมะเสถียร นายฉัตร บุณยศิริชัย นายสมุทร สุรักขกะ นายสุวัฒน์ วรดิลก นักคิดนักเขียนเช่น นายสมัคร บุราวาศ นายเปลื้อง วรรณศรี นายฟัก ณ สงขลา นายสุ่น กิจจำนงค์ นายสุภัทร สุคนธาภิรมย์ พลตรีเนตร เขมะโยธิน นายสุพจน์ ด่านตระกูล นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่น นายมารุต บุนนาค นายลิ่วละล่อง บุนนาค เหตุผลที่ถูกจับนั้นเป็นที่ทราบกันว่าพวกเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับพณ.ฯ และมีการกระทำที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลด้วย
นอกจากนั้นยังมีแถมข้อหาให้ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยานายปรีดี และนายปาล พนมยงค์ บุตรชายไปด้วยตามประเพณี



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 10:38

บุคคลเป้าหมายที่เป็นส.ส.จะมีเอกสิทธิ์ได้รับการคุ้มครอง ก็ใช้วิธีให้ตำรวจไปเชิญตัวออกมาจากรัฐสภา มี นายเตียง ศิริขันธ์, นายเล็ก บุนนาค, นายผ่อง เขียววิจิตร, นายสง่า ประจักษ์วงศ์ และนายชาญ บุนนาค  พวกเหล่านี้เข้าใจว่าหลังจากให้ปากคำแล้ว ตำรวจก็ต้องปล่อย จึงยิ้มย่องผ่องใสยอมไปโดยดี ที่ไหนได้ อีก2 วันต่อมามีผู้พบทั้ง4ศพ ถูกสังหารและนำไปเผาทิ้งในถังน้ำมันที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

เนื่องจากไม่ใช่ศาลพิเศษ จำเลยหลายคนจึงหลุดจากคดีเพราะศาลสถิตย์ยุติธรรมท่านไม่เล่นด้วย แต่ต่อมานายอารีย์ ลีวีระ เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามนิกรและพิมพ์ไทย ซึ่งหลังจากถูกปล่อยตัวและเข้าพิธีมงคลสมรสกับนางสาวกานดา บุญรัตน์ ก็ถูกยิงเสียชีวิตที่เรือนพัก ขณะที่อยู่ระหว่างระยะการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ชายทะเลหัวหิน ฝีมือตำรวจยศสิบโทและพลตำรวจอีก 4 นาย จากกองกำกับการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอ้างคำสั่งของนายตำรวจยศพันโทที่เป็นอัศวินแหวนเพชร เครื่องหมายของสมุนรับใช้คนหนึ่งของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์


บันทึกการเข้า
proudtobethai
มัจฉานุ
**
ตอบ: 79


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 11:14

บุคคลเป้าหมายที่เป็นส.ส.จะมีเอกสิทธิ์ได้รับการคุ้มครอง ก็ใช้วิธีให้ตำรวจไปเชิญตัวออกมาจากรัฐสภา มี นายเตียง ศิริขันธ์, นายเล็ก บุนนาค, นายผ่อง เขียววิจิตร, นายสง่า ประจักษ์วงศ์ และนายชาญ บุนนาค  พวกเหล่านี้เข้าใจว่าหลังจากให้ปากคำแล้ว ตำรวจก็ต้องปล่อย จึงยิ้มย่องผ่องใสยอมไปโดยดี ที่ไหนได้ อีก2 วันต่อมามีผู้พบทั้ง4ศพ ถูกสังหารและนำไปเผาทิ้งในถังน้ำมันที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

เนื่องจากไม่ใช่ศาลพิเศษ จำเลยหลายคนจึงหลุดจากคดีเพราะศาลสถิตย์ยุติธรรมท่านไม่เล่นด้วย แต่ต่อมานายอารีย์ ลีวีระ เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามนิกรและพิมพ์ไทย ซึ่งหลังจากถูกปล่อยตัวและเข้าพิธีมงคลสมรสกับนางสาวกานดา บุญรัตน์ ก็ถูกยิงเสียชีวิตที่เรือนพัก ขณะที่อยู่ระหว่างระยะการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ชายทะเลหัวหิน ฝีมือตำรวจยศสิบโทและพลตำรวจอีก 4 นาย จากกองกำกับการจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอ้างคำสั่งของนายตำรวจยศพันโทที่เป็นอัศวินแหวนเพชร เครื่องหมายของสมุนรับใช้คนหนึ่งของพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์


หรือว่าโดนโจรมลายูกันอีกแล้วคะ ลังเล
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 12:09

^
ตอนนั้นเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปอ้างใครแล้วละครับ

สมัยจอมพลป. เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะสมัยไหน จะถูกกล่าวพาดพิงอยู่เสมอว่าเป็นยุคเผด็จการครองประเทศ  รัฐบาลป.2 อันเป็นยุคที่ตำรวจไทยมีอธิบดีกรมตำรวจชื่อ พลตำรวจเอกเผ่า  ศรียานนท์  ถือว่าตำรวจมีอิทธิพลเรืองอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ มีศักยภาพทัดเทียมกองทัพบกเพราะมีทั้งตำรวจพลร่ม ตำรวจน้ำ ตำรวจรถถัง นั่นเอาไว้คานอำนาจพลเอกสฤษดิ์ ส่วนที่พลเมืองเลวและพลเมืองดีทั้งหลายกลัวกันหัวหดก็คือตำรวจสันติบาล เพื่อสนองนโยบายอำนาจนิยม พล.ต.อ.เผ่าได้เลี้ยงนายตำรวจมือเก่งใจกล้าไว้จำนวนมาก ผู้ใดสามารถสนองคำสั่งได้อย่างเข้มแข็งเด็ดขาด  จะได้บำเหน็จความชอบเป็นแหวนเพชรให้สรวมนิ้ว  ขนานนามว่า“อัศวินแหวนเพชร” สำหรับเป็นตำรวจประดับบารมีจอมอัศวินคือตัวพล.ต.อ.เผ่าเอง  มีอยู่ทั้งสิ้น30คนไม่ขาดไม่เกิน แต่ที่ถือว่าเป็นผู้ใกล้ชิดติดกายจริงๆมีแค่4 (อาหารที่ชื่อว่า บะหมี่อัศวิน ของร้านสีฟ้า เกิดขึ้นจากกลุ่มอัศวินแหวนเพชรพวกนี้ เวลาสั่งบะหมี่แห้ง จะต้องเอาพิเศษโรยหน้าสารพัดทั้งก้ามปู เซี่ยงจี้ กุ้งสดสารพัดสารพันรวมกัน กลายเป็นอาหารแพงประจำร้านต่อมา) นี่เป็นยุคอัศวินผยอง   พล.ต.อ.เผ่าถึงกับประกาศอย่างอหังการว่า    “ภายใต้ดวงอาทิตย์      ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”

แต่คำประกาศดังกล่าวก็ฟีบไปโดยปริยายเพราะ กรมตำรวจได้จัดให้ร.ต.ท. จำเริญ ทรงกิตรัตน์ ขึ้นชกมวยชิงแชมปี้ยนโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในรุ่นแบนตั้มเวทกับจิมมี่ แคแรทเทอร์ นักมวยออสซี่ คนไทยลุ้นกันมากแต่จำเริญก็ทำได้แค่เกือบชนะ จิมมี่บอบช้ำมากก็เลยแขวนนวม จำเริญจึงได้สิทธิ์ได้ขึ้นชิงแชมป์อีกครั้งหนึ่งกับ โรเบิตร์ โคฮังนักมวยฝรั่งเศสในเวลาติดๆกัน คนไทยก็ทุ่มใจลุ้นกันอีกยกหนึ่ง ก็หวังว่าภายใต้ดวงอาทิตย์ จะไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้จริงๆ คราวนี้ย่ำแย่กว่าเก่า จำเริญถูกถลุงยับเยิน แม้จะไม่แพ้น็อค แต่ก็บอบช้ำสุดๆ ไม่นานก็ต้องแขวนนวมตามจิมมี่ไป

เรื่องนี้คุณมานิตถ้าเข้ามาคงช่วยขยายความได้ หากผิดก็ขออภัยล่วงหน้าเพราะผมเขียนขึ้นตามความจำแท้ๆ  ตอนเด็กๆนั่งเฝ้าวิทยุฟังการถ่ายทอดเสียงกับพวกผู้ใหญ่ จำได้อีกว่า เขาชกกันบนเวทีกลางแจ้งที่สนามศุภฯ ขณะชกเกิดพายุฝน ไฟฟ้าบนเวทีตกลงมาหลอดแตกกระจาย มืดตึ๊ดตื๋ออย่างนั้นจึงกวาดเศษแก้วไม่หมด พอแก้ไขให้ชกต่อได้ จำเริญซึ่งถอดรองเท้าชกก็เหยียบแก้วเลือดสาด อันเป็นเหตุให้ต้องแพ้อย่างผิดรูป
แต่หลังจากนั้นแล้ว รู้สึกว่าการโฆษณาคำขวัญนี้ก็ชักจะเพลาๆลง


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 07 ส.ค. 10, 12:13

หลังจากการกำจัดนักการเมือง และนักคิดนักเขียนที่เป็นฝ่ายซ้ายจนสลบซบเซา ก็เข้าสู่ยุคอันธพาลครองเมือง จอมอัศวินก็หันมาเล่นฝ่ายขวาด้วยกัน ผู้ที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักเลง  นักธุรกิจที่เป็นคู่แข่งทางการค้าทั้งที่ชอบ หรือไม่ชอบด้วยกฏหมาย  นักหนังสือพิมพ์ นักการเมืองหรือข้าราชการที่ไม่ยอมอยู่ในอำนาจ จะถูกขึ้นบัญชีเป็นบุคคลอันธพาล โดนมาตรการศาลเตี้ยดำเนินคดีตามอำเภอใจโดยไม่ต้องคำนึงถึงความชอบธรรม จนบัดนี้ยังมีผู้ไม่แน่ใจว่า อาชญากรรมที่เป็นข่าวบ่อยๆเกิดขึ้นเพราะฝีมือพวกโจร หรือพวกตำรวจผู้มีอำนาจเสียเอง

แต่ตำรวจดีๆก็มีครับ นี่คัดเอาเรื่องพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช นายตำรวจที่มีชื่อเสียงของนครศรีธรรมราชคนหนึ่ง ที่หาได้ไม่ยากจากเวปมาให้อ่าน


แม้ในช่วงหลังๆสมัยพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรรมตำรวจ ชื่อเสียงของขุนพันธ์ฯยังมีคำเล่าขานกันไม่จบสิ้น


สมัยอธิบดีฯเผ่า ศรียานนท์เป็นยุคที่ตำรวจมีอิทธิพลเท่ากองทัพบก การจับฝิ่นและการค้าฝิ่นอยู่ในอำนาจของอัศวินเผ่าฯ ว่ากันว่าพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ บงการจับฝิ่นและค้าฝิ่นเสียเอง เป็นเรื่องที่รู้กันในยุคนั้น

ยุคอัศวินเผ่า ศรียานนท์ เป็นยุคปลายชีวิตขุนพันธ์ฯ แต่ท่านยังเป็นใหญ่อยู่ทางปักษ์ใต้ ตอนนั้นเองที่ขุนพันธ์ฯจับฝิ่นเถื่อนของอธิบดีกรมตำรวจนามบุรุษเล็กแห่งเอเชีย พล.ต.อ เผ่า ศรียานนท์ ท่านจับทั้งๆที่รู้ว่าเป็นฝิ่นของอัศวินเผ่า...

เมื่อลูกน้องรายงานว่าขุนพันธ์ฯ จับฝิ่นของตนที่ปักษ์ใต้ อธิบดีเผ่าศรียานนท์จึงมีคำสั่งเรียกตัวขุนพันธ์ฯเข้าพบ วันที่ขุนพันธ์ฯเดินทางมาจากเมืองปักษ์ใต้มาพบอธิบดีกรมตำรวจ เขาไม่แต่งเครื่องแบบ ปริศนาการไม่สวมเครื่องแบบของขุนพันธ์ฯทำให้อธิบดีฯ เผ่า อดประหลาดใจไม่ได้

ท่านขุนรู้หรือไม่ว่า ฝิ่นที่จับน่ะเป็นของใคร?
"ผมจับเพราะผมเป็นตำรวจ"

ขุนพันธ์ฯตอบอย่างไม่สะทกสะท้านต่ออิทธิพลแห่งบุรุษเอกเอเชีย สั้นและเข้าใจง่าย ท่านอธิบดีฯเผ่า ศรียานนท์ อึ้ง...นึกนับถือน้ำใจของขุนพันธ์ฯว่ากล้าหาญและเป็นตำรวจที่แท้จริง ใจนักเลงดีนัก ท่านขุนเป็นนายตำรวจเข้ามาพบผู้บัญชา

เหตุใดจึงไม่แต่งเครื่องแบบมา?
อธิบดีเผ่า ศรียานนท์ถามตามที่ค้างคาใจมาแต่แรก
"ผมไม่แต่งเครื่องแบบมา เพราะเตรียมใจไว้พร้อมตั้งแต่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ถ้าผิด ผมพร้อมที่จะเป็นพลเรือน"

ดูเหมือนคำตอบของขุนพันธ์ฯช่วยไขปริศนาการถอดเครื่องแบบได้อย่างดี ขุนพันธ์ฯรู้ดีว่าอธิบดีเผ่าไม่เอาไว้แน่ แต่การที่ท่านจะให้ใครมาถอดเครื่องแบบผู้พิทักษ์ สันติราษฎร์ออกจากเนื้อตัว ไม่ใช่วิสัยคนอย่างขุนพันธ์ฯ ท่านถอดของท่านเองมาจากบ้าน

การเผชิญหน้าระหว่างบุรุษแห่งเอเชียกับขุนพันธ์ฯ วีรบุรุษมือปราบเหล็กน้ำพี้ในครั้งนั้น ลือลั่นกันไปทั่วกรมตำรวจ ว่ากันว่า พล ต.อ. เผ่า ศรียานนท์นับถือน้ำใจขุนพันธ์ฯมาก อยากจะได้มาใช้ใกล้ชิด ขอให้ขุนพันธ์ฯมาอยู่ด้วย แต่ขุนพันธ์ฯปฎิเสธว่า " ขออยู่อย่างที่เคยเป็น"


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 27
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง