เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 27
  พิมพ์  
อ่าน: 120514 จอมพลป.2 ไม่ผ่านขึ้นป.3
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10772



ความคิดเห็นที่ 210  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 10:43

ถ้าจิตรมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้   มองเห็นเสรีภาพทางการเมืองที่เกือบจะไม่มีข้อจำกัด    คุณเพ็ญชมพูคิดว่าเขาจะชื่นชมโสมนัสได้หรือยัง

ขออนุญาตคุณนวรัตน เดินตามคุณเทาชมพูเข้าซอยจิตร ภูมิศักดิ์ สักก้าว ๒ ก้าว

คำถามว่า ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ จะคิดอย่างไร จะทำอะไร เป็นคำถามซึ่งฮิตเสมอในหมู่ผู้สนใจประวัติของจิตร

เคยได้อ่านคุณ  AntiSpam สหายคนหนึ่งจากพันทิป เธอวิเคราะห์วิจารณ์โดยอ้างหนังสือ "ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ - บทวิเคราะห์ปัญญาชนนักเขียน - นักคิดแห่งยุคสมัย" โดย วรศักดิ์ มหัทธโนบล ด้วยสำบัดสำนวนที่น่าติดตามยิ่ง

เธอว่าดังนี้

เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้พบหนังสือเล่มหนึ่งคือ "ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ - บทวิเคราะห์ปัญญาชนนักเขียน - นักคิดแห่งยุคสมัย" โดย วรศักดิ์ มหัทธโนบล สำนักพิมพ์สามัญชน ดูจากชื่อ ข้าพเจ้าคาดหมายว่า จะได้อ่านเรื่องราวอันเป็นบทวิเคราะห์ของผู้เขียนถึงบทบาทของจิตรในวันนี้ ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่

จากชื่อเรื่อง
ข้าพเจ้าคิดเรื่อยเปื่อย (เอาเอง) ตามประสาว่า

จิตรจะอยู่ข้างไหนนะ ระหว่างชินจังกับแป๊ะลิ้ม
(จิตรอาจจะไม่อยู่ข้างไหนเลย และ "เม้งแตก" ทั้งสองข้าง)

จิตรจะวิพากษ์ "ทุนนิยมสามานย์" กับ "ศักดินาล้าหลัง" อย่างไร
(แอบคิดต่อ แล้วจะด่าใครมันส์กว่ากัน)

จิตรจะเล่นพันทิปไหมหนอ
(เพื่อความยุติธรรม จิตรห้ามตั้งชื่อตัวเองว่า จิตร ภูมิศักดิ์ จิตรต้องคิดชื่อที่กิ๊บเก๋อย่างยิ่งยวดไม่แพ้นามปากกาอื่นๆ ของจิตร เพื่อความวิวาทะบันเทิงของคนดู)

ถ้าจิตรมาเล่นห้องภาษาไทย....ห้องนี้คงครึกครื้นน่าดู
(จิตรคงมีประเด็นที่น่าขบมากมาย แต่กลัวจิตรสนุกอยู่คนเดียวน่ะสิ เฮ่อ...)

โน่นนี่นั่นนู่น

ที่สำคัญกว่า ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ เราจะรู้จักเขาดังเช่นที่เราได้รู้จักในวันนี้หรือไม่ เขาอาจจะเป็นคนที่ไม่น่าสนใจเลยสำหรับข้าพเจ้า

วรศักดิ์อ้างถึงคำพูดของ สุชาติ สวัสดิ์ศรีว่า "โชคดีที่จิตรตายก่อน"

อ่าว ทำไมล่ะ
(เปิดหนังสืออ่านเพราะเครื่องหมายคำถาม ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ ทำไมหนอ)

นิสัยจิตรนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นคนดื้อและเชื่อมั่นในความคิดของตนอย่างที่สุดคนหนึ่ง

ถ้าจิตรยังไม่ตาย ไปถึงภูพาน และไปถึงประเทศจีน การไปถึงของจิตรน่าจะเป็นช่วงก่อนเกิดปฏิวัติวัฒนธรรมไม่นานนัก หรืออาจจะไปถึงในช่วงนั้นพอดี

จิตรจะเป็นอย่างไร จิตรจะอยู่ดีกับศูนย์กลางของขบวนการคอมมิวนิสต์อย่างจีนหรือไม่ หรือ ความคิดในเชิงวิชาการของจิตรจะถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากจีน

วรศักดิ์ กล่าวว่า แนวคิดปัญญาชนไทยหลายต่อหลายประการทีเดียวที่ถูกมองว่าเป็นลัทธิแก้ ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรค (แม้แต่เสกสรรและปัญญาชนไทยในยุคหลังก็เผชิญกับสภาพเช่นนี้) และถ้าจิตรไม่สามารถสมานฉันท์กับจีน และ พคท. ได้ จิตรจะเป็นอย่างไร จะถูก "วิพากษ์" จนเสียผู้เสียคนตามที่วรศักดิ์กล่าวไว้หรือไม่ ในทางกลับกัน ถ้าจิตรเกิดเออออไปกับแนวคิดการปฏิวัติวัฒนธรรมเข้าจริงๆ สวัสดิภาพของจิตรก็อาจจะไม่ดีนัก ดังเช่นซ้ายไทยที่เห็นด้วยกับแนวทางปฏิวัติวัฒนธรรมคนอื่น ๆ

ถ้าจิตรไม่ตาย....จิตรอาจถูกลดบทบาท และจากไปอย่างเงียบๆ โดยที่เราอาจจะไม่ได้รู้จักเขาดังเช่นวันนี้

วรศักดิ์ให้ความเห็นว่า จิตรอาจจะไม่แน่ใจบทบาทของ พคท. ทำให้จิตรเลือกที่จะฝากต้นฉบับ "ความเป็นมาของคำฯ" ไว้กับสุภา ศิริมานนท์ และนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะมันอาจจะเป็นไปได้วา พคท. ไม่เห็นค่างานชิ้นนี้ของจิตร และอาจจะไม่ใส่ใจอีกเลยหลังจากที่จิตรสิ้นชีวิตไปแล้ว  

คำถามนี้ชวนให้คิดต่อถึงว่า ถ้าจิตรยังไม่ตาย และเข้าสู่ขบวนการซ้ายไทยในประเทศไทย จิตรจะรุ่งหรือจิตรจะร่วง นั่นก็ยังให้ต้องคิด

"การออกจากป่า" กลายเป็นปริญญาสำหรับนักการเมืองยุคนี้ไปเสียแล้ว จิตรที่เคยผ่านทั้งคุกทั้งป่า ถือเป็นดุษฎีบัณฑิตในกระบวนการวีรบุรุษต้านอำนาจเถื่อนอย่างจิตรจะเป็นอย่างไรในวันนี้

จิตรจะกลายเป็นนักวิชาการด้านภาษาและนิรุกติศาสตร์ที่มีบทบาทสูงในมหาวิทยาลัย หรือเป็นที่ปรึกษาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างที่คนอื่น ๆ เขาเป็นกัน

หรือจิตรจะแปลงกายเป็นเสี่ยจิตร (อันนี้นึกไม่ออกอย่างแรง)

หรือจิตรจะเข้าสู่วงการเมือง และวุ่นวายกับการหาเสียงเข้าพรรคเหยง ๆ ดั่งเช่นคนที่เราเชื่อว่าดีและเสียคนไปแล้วเรียบร้อยเพราะการเมือง

ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่.......

จิตร ภูมิศักดิ์ : เขาตายเหมือนไร้ค่าแต่ต่อมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน ความคิดเห็นที่ ๘๙-๙๑
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/05/K5378590/K5378590.html#89

 ยิงฟันยิ้ม



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30794

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 211  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 11:09

^
ขอออกความเห็นตอบกลับไปบ้าง  ชักมัน
ไหนๆอาจารย์ยังควบธันเดอร์เบิร์ดกลับมาไม่ถึง   ห้องเรียนก็ไม่ควรเงียบสนิท  จริงไหมคะ

จิตร เป็นคนหนึ่งที่เหมาะสมกับคำว่า "เกิดก่อนยุคสมัย" หรือ "เกิดผิดยุคสมัย"    รุ้ง จิตเกษมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เหมาะกับสองคำนี้  ต่างกันว่าคนหนึ่งอยู่ในโลกจริง อีกคนอยู่ในจินตนาการ  แต่ก็จบชีวิตก่อนเวลาอันควรทั้งสองคน

ดิฉันขอแบ่งจิตรออกเป็น 2 ภาค   คือจิตรที่เป็นปัญญาชนนักวิชาการ   กับจิตรที่เป็นนักต่อสู้ทางการเมืองเพื่ออุดมการณ์     สองบทบาทนี้ ถ้ามองดีๆจะแยกออกจากกันได้
ถ้าจิตรคงคุณสมบัติข้อแรก  รอดตายจากพ.ศ. 2509 มาได้    เขามุ่งไปทางพัฒนาฝีมือสติปัญญาในเรื่องวิชาการให้ต่อเนื่อง ด้านภาษาและประวัติศาสตร์ อย่างสุขุมลุ่มลึกตามวัย  เขาคงจะได้รับเชิญไปเขียนคอลัมน์ประจำ เป็นเกียรติแก่ค่ายมติชนมาหลายปีแล้ว  
อาจจะได้รับการประกาศชื่อเป็นนิสิตเก่าดีเด่นของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เช่นเดียวกับดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์    และเช่นเดียวกับดร.นิธิ   จิตรอาจปฏิเสธเกียรติเรื่องนี้   จิตรอาจได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเป็นประจำ นอกเหนือจากที่ธรรมศาสตร์  สถาบันพระปกเกล้า และที่อื่นๆ  

สวรรค์ส่งให้จิตรเกิดมาเพื่อเป็นนักวิชาการผู้มีคุณค่า     เขาจงเห็นอะไรหลายอย่างที่ปรมาจารย์หลายท่านยังมองไม่เห็น หรือไม่ได้ดูตามเส้นทางนั้น   ชายหนุ่มอย่างจิตรสร้างงานค้นคว้าหลายชิ้นที่น่าทึ่ง  เป็นนวัตกรรมของชาวอักษรศาสตร์  ซึ่งในฐานะที่ดิฉันจบมาจากที่นั่นก็บอกได้ว่า กาลเวลาในคณะอักษรศาสตร์ แน่วแน่ แต่แน่วนิ่ง   พูดภาษาง่ายกว่านี้คือเดินได้ช้ามาก   อาจจะเร็วในยุคนี้ แต่ไม่ใช่ยุคก่อน
จิตรเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ที่ไวกว่ายุคมาก   จึงน่าเสียดายว่า จิตรอาจจะไม่รู้ว่าคนอย่างเขาเกิดมาเพื่อควรทำงานอะไรให้เต็มร้อย    เขาจึงแบ่งชีวิตไปให้อีกภาคหนึ่ง คือภาคที่สอง

ภาคที่สองของจิตรในฐานะนักต่อสู้ทางการเมืองที่มีอุดมการณ์   มีชะตากรรมที่ไม่ได้ต่างจากนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์อื่นๆ ทั่วโลก   คือสร้างแบบอย่างไว้ให้เป็นอนุสาวรีย์แก่คนรุ่นหลัง    แต่ตัวเองไม่เคยทันเห็นการบรรลุผล   สิ่งตอบแทนคือความคับแค้นใจ ขมขื่น  เดือดร้อนแก่ตัวเองและครอบครัว     เหมือนแบกรับผลร้ายเอาไว้หมด เพื่อผลดีให้คนรุ่นหลังชื่นชมศรัทธา   แต่จนแล้วจนรอดอุดมการณ์นั้นก็ไม่มีวันเป็นจริง
เป็นชะตากรรมที่เดินเข้าไปแล้วร้อยทั้งร้อยเหมือนกันหมด   แต่พวกนี้ก็เต็มใจเดินเป็นเทียนที่เผาไหม้ตัวเองให้ความสว่างแก่คนอื่น    คนอื่นได้ดีจากผลงานของเขา แต่ตัวเขาไม่เคยได้อะไรเลยตลอดชีวิต    

ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่จนปัจจุบัน และยังไม่แสวงหาเส้นทางเป็นหัวหน้าพรรคจิตราธิปไตย หรือเสี่ยจิตรเจ้าของสื่อ น.ส.พ. หรือสื่ออื่นๆอะไรก็ตาม    ดิฉันลงความเห็นว่าจิตรไม่สวมเสื้อสีไหนเลย   แถมอาจจะสวดยับอีกด้วย   เพราะมันไม่ใช่อุดมการณ์ของเขา  จิตรอาจมองเห็นว่ามันไม่ใช่อุดมการณ์อะไรเลยด้วยซ้ำ

จิตรไม่ได้โชคดีที่ตายก่อน หรือตายทีหลังเมื่ออายุ ๑๐๐ ปี   คนอย่างจิตรไม่เคยโชคดีเลยตั้งแต่เกิดมา  สังคมต่างหากที่โชคดี ได้มีคนอย่างจิตร
บันทึกการเข้า
srisiam
สุครีพ
******
ตอบ: 857


ความคิดเห็นที่ 212  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 11:12

เดาเอาว่า...จิตรคงไม่เอาทั้งเหลืองและแดง..........คนดื้ออย่างจิตรอาจมีโอกาสสอนหนังสือที่ใดที่หนึ่งกระมัง...

เคยไปบ้านในสวนของจิตรที่เมืองนนท์..........บ้านชั้นเดียวหลังคามุงสังกะสี....หนังสือเต็มบ้าน..ไม่ทราบพอรู้ไหมว่ายังอนุรักษ์ไว้หรือเปล่าครับ?



 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30794

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 213  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 11:46

คุณเพ็ญชมพู   ไม่เห็นออกความเห็นอะไรบ้างเลย

จิตรคงเห็นว่าตัวเองเกิดมา เพื่อสิ่งนี้กระมัง?

เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10772



ความคิดเห็นที่ 214  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 12:00

^
^
^
บทกวีข้างบนถือเป็นสัญลักษณ์ของจิตรทีเดียว

จิตรถอดความมาจากบทกวีของ อาเวตีก อีสากยัน AVETIK ISAKYAN กวีประชาชนแห่งอาร์เมเนีย ในนามปากกา "ศรีนาคร"

TO BANISH THE TRACE OF A TEAR  FROM YOUR EYE,
A THOUSAND DEATHS WOULD I GLADLY DIE ;
IF ONE MORE LIFE WERE GRANTED ME,
I'D SPEND THAT LIFE IN SERVING THEE.

สิ่งที่่จิตรต้องการจริง ๆ อยู่ในคำปณิธานข้างล่าง



ป.ล.   ชื่นชมในความเห็นของคุณเทาชมพูต่อจิตร ภูมิศักดิ์

 ยิงฟันยิ้ม

 
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 215  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 13:52

สวัสดีทุกท่านครับ
ขอขอบคุณที่มาให้กำลังใจและนำสิ่งของบรรเทาทุกข์มามอบให้แก่กระทู้นี้ เพราะกำลังขัดสนปัญญาที่ผมจะลากให้ยาวออกไปโดยมีสาระเจ้มจ้นเหมือนเดิม รูปที่ท่านเอามาเสริมกันเป็นรูปที่น่าสนใจทุกรูป เรื่องของจิตร ภูมิศักดิ์ก็ทำให้ท่านผู้อ่านได้ข้อคิดไปตามสมควรว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรดีหมดหรือเลวหมด อะไรได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง นั่นเรียกว่าไม่เที่ยง คนดีๆที่เราชื่นชอบอยากให้อยู่ไปนานๆก็อยู่ไม่ได้ ไอ้ที่เลวๆอยากให้ไปเร็วๆมันก็ไม่ไป นั่นเรียกว่าอนัตตา แล้วเราก็มานั่งวิตกวิจารณ์ บางคนจะเป็นจะตายกับสิ่งที่เป็นไปในบ้านเมือง เพราะมันไม่ถูกใจตัวเอง นั่นเรียกว่าทุกข์ ถ้าเป็นชาวพุทธจริง ไม่ใช่พุทธไหว้พระเก้าวัดเพื่อขอให้รวย ขอให้รวยก็ต้องรู้ทันนะครับท่านผู้อ่าน จะโกรธจะเกลียดใครก็ได้ แต่ต้องให้รู้ด้วยว่าตนกำลังโกรธกำลังเกลียดเค้าอยู่ อย่าถึงกับให้ขาดสติ

ง่า..ไม่ต้องสาธุก็ได้ครับ ผมกำลังจะพากลับเข้าเรื่องแล้ว

ขอเริ่มต้นอุ่นกระทู้ด้วยภาพเปรียบเทียบรถถังของทั้งสองฝ่าย ถ้าเป็นนักมวยตอนเปรียบมวยจะขึ้นชกกันเขาก็จะชูกำปั้นให้คนดูวัดด้วยสายตาว่าของใครใหญ่กว่าของใคร แต่ตอนชกจริงของใครหนักกว่า ชกแม่นกว่าก็คงจะได้รู้กันทีหลังบนเวที

รถถังของทั้งสองฝ่ายเป็นของเล่นที่อเมริกามอบให้ทั้งนั้น รถล้อยางเป็นของตำรวจที่สามารถเคลือนตัวว่องไวในเมือง ถ้ามาให้ปราบจราจลก็วิเศษ รถกองร้อยนี้จอดอยู่ในวังปารุสก์ไม่ไกลจากบ้านผมตอนเด็กๆ เวลานั่งรถผ่านไปประตูด้านถนนที่คั่นกับสวนอัมพร ผมจะต้องกวาดสายตาอันอยากรู้อยากเห็นเข้าไปมองพวกมันที่จอดขนานกันเป็นแถวในโรงเก็บ ปฏิวัติคราวนั้น ผมได้ชมใกล้ชิดเพราะเขาเอามาจอดไว้ข้างสะพานวิศสุกรรมนฤมาณ ที่เชื่อมถนนประชาธิปไตยสองฝั่งคลองคลองผดุงกรุงเกษม เดินจากบ้านอึดใจเดียวก็ถึง ตำรวจรถถังจะแต่งเครื่องแบบสีกรมท่าสวมหมวกเบเรท์สีเลือดหมู ผมชื่นชอบตัวละครที่ชื่อสารวัตรแผน ในหนังสือการ์ตูนเรื่องหนูเล็กลุงโกร่งที่เอาแซมเปิลมาให้ดูข้างล่าง แต่ที่ออกเป็นชุดยาว ผู้ร้ายชื่อนายพลเสฉวนมีแผนยึดครองประเทศไทย ต้องสู้กับสารวัตรแผนหลายตอนกินเงินค่าขนมของผมไปจมบ้อง ตอนจบสารวัตรแผนเอารถถังนี้แหละไปปราบอยู่หมัด ผมไปเดินรอบๆเบียดกับเด็กๆแถวบ้าน เห็นเขาปีนเหล็กกระไดโหนตัวเข้าไปดูห้องคนขับผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆก็เอาอย่างเขามั่ง เห็นข้างในเป็นห้องสีฟ้าๆยังไม่ทันซึ้ง เสียงจ่าที่หันมาเห็นเข้าตวาดผมลั่น ตกใจแทบจะตกลงมา เท้าถึงพื้นได้ก็หมดบ่จอยแล้ว กลับบ้านดีกว่า

ส่วนรถถังของทหารเป็นตีนตะขาบ ทำให้เคลื่อนตัวสะดวกในพื้นที่ที่ไม่มีถนน ถ้ามาวิ่งในเมืองก็ได้แต่ไม่คล่องเท่าล้อยาง ดังนั้น ถึงปืนจะใหญ่กว่ายิงไกลกว่า แต่ถ้าเข้าระยะแม่นยำด้วยกันทั้งคู่ ใครยิงเร็วกว่าก็ชนะ ดังนั้นหากซัดกันในเมืองก็ไม่แน่ เรียกว่าใครดีใครอยู่

ตอนเด็กๆ ผมปรารถนาจะได้ดูรถถังอย่างใกล้ชิดสักครั้ง เขามาจอดให้ดูในวันเด็กก็ไม่มีสิทธิ์จะไปเบียดแย่งกันดูกับเขา จนใกล้จะแก่แล้ว เพื่อนผมที่ฉีกแนวไปเป็นทหารได้เป็นถึงผบ.กรมทหารม้ายานม้ายานเกราะที่สระบุรี เจอกันงานเลี้ยงผมคุยกับเขาว่าเคยอยากดูรถถังมาก เขาบอกว่า…(ที่มีความหมายสุภาพว่าท่าน)ไปหา…(ที่มีความหมายสุภาพว่าข้าพเจ้า)เมื่อไร จะพาไปขับ จะลองยิงปืนใหญ่ด้วยก็ได้ แต่อนิจจังสังขาร ตอนนั้นผมก็อายุเกินที่จะอยากรู้อยากเห็นเรื่องอย่างนี้เสียแล้ว

อาวุธของตำรวจที่เท่ๆอีกก็มีตำรวจม้า ดังในรูปที่ผ่านมาบอกว่าเป็นทหารม้านั่นแหละครับ เอาเข้าจริงๆตำรวจม้าสู้กับปืนกลของทหารเป็นเละแน่นอน เอาไว้ลุยม็อบก็ยังไม่แน่เลยที่จะปราบได้ ถ้าคนบนหลังม้าไม่เอาดาบไล่ฟันคนแบบไม่ยั้งแบบที่เขาเคยทำกันในประเทศอื่น




บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 216  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 13:59

วันที่15 กันยายน  บรรดาแกนนำไฮปาร์คก็ปลุกระดมมวลชนตั้งแต่บ่ายต้นๆ สมัยโน้นไม่มีใครจัดตั้งม็อบเอามากินอยู่หลับนอนกันหน้าเวทีได้นะครับ พอดึกก็แยกย้ายกันกลับ เช้าไปทำงาน บ่ายคล้อยหน่อยจึงจะโดดร่มมาร่วมชุมนุมได้อีก แต่วันนั้นพอหลังอาหารกลางวันก็มีม็อบมาเป็นหมื่น สาระในการอภิปรายก็เรื่องเดิมๆ เรื่องจริงก็พูดแฉไปหมดแล้ว ถ้าพูดซ้ำพูดซากเกรงคนดูจะเบื่อก็แต่งเรื่องโกหกมาพูดบ้าง แล้วเรื่องโกหกบางเรื่องก็เนียนเสียจนคนแต่งเองยังเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงก็มี พอเครื่องร้อนถึงขนาด มนุษย์ไมโครโฟนคนหนึ่งก็เสนอให้ประชาชนไปช่วยกันจับเผ่ามาแขวนคอที่ต้นมะขามข้างเวทีไฮปาร์ค คนก็ฮือๆเห็นด้วยๆ

ครั้นตกค่ำอารมณ์ของม็อบกล่ำได้ที่แล้ว แกนนำก็ชวนกันออกเดินไปบ้านจอมพลสฤษดิ์ที่สี่เสา ก็หลังเดียวกับบ้านสี่เสาสมัยนี้แหละครับ เขาใช้เป็นบ้านประจำตำแหน่งผบ.ทบ. แม้ตอนนั้นม็อบจะเดินไปด่าเจ้าของบ้านเหมือนกัน แต่ทว่าคนละมู๊ด คือจะไปด่าจอมพลสฤษดิ์ว่าทำอะไรยึกๆยักๆ ไม่ดำเนินการกับเผ่าให้เด็ดขาดเสียที แต่ไปถึงจอมพลสฤษดิ์ไม่อยู่ แกนนำเลยนำขบวนต่อไปทำเนียบเพื่อขับไล่จอมพลป. เมื่อไปถึงก็ปักหลักด่าๆๆๆๆ แล้วพังประตูเข้าไปในทำเนียบ แกนนำก็ขึ้นไปบนหลังคาป้อมยาม ตะโกนเรียกร้องให้จอมพลสฤษดิ์ใช้กำลังปลดจอมพลป. แล้วจับจอมอัศวินเผ่ามาแขวนคอตามความต้องการของประชาชน(ที่ก่อม็อบ)

ขณะนั้นมีเสียงตะโกนบอกต่อๆกันว่าจอมพลสฤษดิ์กลับมาที่บ้านสี่เสาแล้ว ทำเนียบรัฐบาลก็เลยรอดจากเหยียบย่ำให้บรรลัยไปกว่านั้น ขบวนก็ฮือไปหาจอมพลสฤษดิ์ พอปักหลักเสร็จ แกนนำก็ขึ้นไปด่าๆๆๆๆๆจอมพลป.ให้จอมพลสฤษดิ์ฟังอยู่หน้าบ้าน ขณะนี้ข้อเรียกร้องเหลืออย่างเดียว คือให้จอมพลป.ลาออกจากนายกรัฐมนตรี
ขณะนั้นก็เป็นเวลากว่าสี่ทุ่มแล้ว ทหารจัดไมโครโฟนเสร็จ จอมพลสฤษดิ์ก็ปรากฏตัวท่านกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับ จะด้อยกว่าพวกเอเอฟหน่อยเดียวตรงที่ไม่มีเสียงจิ๊กกี๋กรี๊ดถล่มแก้วหู

“ข้าพเจ้าได้รับทราบข้อเสนอของพี่น้องประชาชนทั้งหลายแล้ว…ห้าว ๆ ๆ ๆ  ..ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า จะเสียสละทุกอย่างเพื่อประชาชน และได้กระทำอยู่แล้วตลอดมา ขอให้พวกท่านปฏิบัติตามความประสงค์ของพวกท่านต่อไปก็แล้วกัน ส่วนข้าพเจ้ากับคณะก็ขอปฏิบัติตามทางของมติมหาชน”

ผมเปรียบเทียบข้อความสำคัญที่โค้ดมานี้กับหนังสือหลายเล่ม เห็นถูกต้องตรงกันไม่ผิดเพี้ยน คำว่า “พวกท่าน”ในประโยคดังกล่าว จอมพลสฤษดิ์มิได้หมายถึงม็อบ แต่หมายถึงพวกจอมพลป.และเผ่านั่นเอง

ถ้าวิเคราะห์ด้วยใจเป็นกลางสักหน่อย ท่านจะเห็นว่าการที่สฤษดิ์กระทำการปฏิวัติโค่นล้มจอมพลป. มันเป็นไปตามเหตุตามควรของมันเองในเรื่องข้อขัดแย้งที่ลุกลามจากการขัดผลประโยชน์ ใช้เวลายาวนานที่จะพัฒนามาเป็นการขัดใจถึงขนาดอยู่ร่วมรัฐนาวาด้วยกันไม่ได้  ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธ เหมือนคาวบอยที่คาดปืนเดินจ้องหน้าเข้าหากัน ยังไงๆก็ต้องเข้าระยะพอจะยิงกันได้แน่นอน และใครชักปืนไวกว่าก็เป็นฝ่ายชนะ เหตุผลอื่นๆ ถ้าจะมีก็เป็นสาระรอง ไม่มีน้ำหนักเท่าปัญหาความขัดแย้งที่สะสมมานับสิบปีของ2บุคคล ซึ่งบุคคลที่3สร้างขึ้นตามกลยุทธแบ่งแยกและปกครอง ซึ่งในที่สุดก็ต้องเลือกอยู่ดีว่าจะเอาข้างไหนไว้


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 217  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 14:03

วันที่16 กันยายน มีคำสั่งด่วนของนายกรัฐมนตรีให้จอมพลสฤษดิ์ และผู้นำเหล่าทัพเข้าประชุมที่ทำเนียบ ซึ่งคราวนี้ทหารระดับขุนศึกยกไปกันเพียบพร้อมหน่วยคุ้มกันเป็นกองทัพ หากเผ่าจะเอาอัศวินมาล้อมจับคงได้ยิงกันเป็นจุล จอมพลป. แต่งเครื่องแบบเต็มยศมา บอกว่าเตรียมตัวจะเข้าเฝ้า โดยจะชวนจอมพลสฤษดิ์ไปด้วย เมื่อทราบผลการประชุมแล้ว ไม่นานนักจอมพลป.ซึ่งดูหน้าแก่ลงไปอีกห้าปีก็นั่งรถออกไปคนเดียวโดยบอกนักข่าวสั้นๆว่าจะไปเฝ้าในหลวง

จอมพลสฤษดิ์และขุนทหารทยอยออกมาบ้าง บอกกับฝูงนักข่าวที่รอคอยข่าวอย่างหิวโหยเหมือนฝูงปลาหน้าวัดรออาหารที่คนใจบุญโยนไปให้
“เราเสนอให้รัฐบาลลาออกตามมติมหาชน ท่านกลับบอกว่าจะปรับปรุงคณะรัฐมนตรี หรือไม่ก็จะยอมลาออกแต่ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วชวนผมไปเข้าเฝ้าในหลวงด้วยกัน ผมไม่ไป มันไม่ใช่เงื่อนไขของเรา”

นักข่าวสายวังรอจนจอมพลป.หน้าบอกบุญไม่รับออกมา นักข่าวถามว่า ท่านนายกเข้าเฝ้าเรื่องอะไร จอมพลป.บอกว่าไม่มีอะไร นักข่าวถามว่าในหลวงรับสั่งว่าอะไร จอมพลป.ก็บอกว่าไม่มีอะไร ถึงจังหวะนี้ท่านก็เคลื่อนตัวหลุดจากนักข่าวมาได้

อันธรรมเนียมในวังนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีจะเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลถวายรายงาน หรือขอพระราชทานคำปรึกษาในข้อราชการใดก็ตาม ผู้อื่นจะอยู่ในห้องในระยะหูได้ยินมิได้ทั้งสิ้น และถือเป็นยิ่งกว่าจรรยาบรรณที่นายกรัฐมนตรีจะไม่นำใจความที่รับสั่งไปเปิดเผยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม  นายอานันท์ ปัญญารชุนอดีตนายกรัฐมนตรีเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ ท่านไปหาอ่านกันเองนอกห้องนะครับ ดังนั้น ใครที่เขียนบรรยายขณะเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์ภายใต้เครื่องหมายคำพูดตรงนี้ ผมก็อ่านประดับความรู้ไว้เหมือนกัน และเลือกที่จะไม่เชื่อ ไม่อยากพูดถึงด้วย คืนนั้นจอมพลสฤษดิ์ก็ได้เข้าเฝ้าเหมือนกัน นายบุญชนะ อัตถากร รัฐมนตรีคู่บารมีในสมัยสฤษดิ์ได้บันทึกไว้ว่าก่อนทำการปฏิวัติ ท่านเล่าว่าท่านได้ไปขอเข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลเหมือนกัน แล้วก็เท่านั้น ไม่มีคำบอกเล่าใดๆอีก


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 218  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 14:08

หลังจากการเข้าเฝ้าแล้ว ในบ่ายวันนั้น จอมพลป.เรียกประชุมแกนนำฝ่ายรัฐบาลด่วนที่ๆทำการพรรคเสรีมนังคสิลา การประชุมถูกปกปิดเป็นความลับให้นักข่าวรู้ และไม่ให้ใครออกมานอกห้องประชุมได้ มีแต่เติมเข้าไป เช่นพวกอัศวินที่ทยอยมาร่วมประชุม แม้ประชุมเสร็จแล้วก็ยังไม่ให้ไปไหน สั่งอาหารมื้อเย็นเข้าไปเลี้ยงดูกันถึงในห้องนั้น แม้จะระมัดระวังอย่างยิ่งยวดอย่างไร เรื่องที่ประชุมกำหนดแผนกันก็ออกมาเข้าหูสายลับทั้งของทหารและC.I.A.ไม่ทราบว่าใช้บริการเจมส์ บอนด์คนเดียวกันหรือเปล่า แต่กรองแล้ว จอมพลสฤษดิ์ก็ได้รับรายงานด่วนว่า ตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของเผ่าจะดำเนินการจับกุมตัวท่านในเวลา03.00น.ของคืนวันนี้ หลังจากนั้นก็จะกระจายกำลังกันออกจับนายทหารการเมืองอีกทั้ง58นายที่เหลือด้วย ในข้อหากบฏ

จอมพลสฤษดิ์เพิ่งจะตัดสินใจตอนนั้นให้ตามโหรใหญ่แห่งยุคที่มีฉายาว่าบิดาของโหรการเมือง มาตรวจดูดวงเมืองและดวงชะตาของตนและฝ่ายตรงข้าม คำทำนายของโหรสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในรายงานลับที่ท่านยังอุบไว้มิได้บอกใคร โดยโหรทำนายว่า ถึงภาคบังคับแล้วที่ท่านจะรุ่งโรจน์ทางการเมือง แต่จำเป็นต้องจับอาวุธ โดยมีฤกษ์ดีที่สุดเพียงเวลาเที่ยงคืนของคืนนี้ หากพ้นไปแล้ว โอกาสจะหมดไป และจะถูกทำลายโดยฝ่ายตรงข้าม

ดังนั้น หลังจากรีบเข้าเฝ้าในหลวง กลับมาถึง ทหารทุกเหล่าซึ่งเตรียมพร้อมอยู่นานแล้ว ก็ได้รับคำสั่งจากจอมพลสฤษดิ์ให้เคลื่อนกำลังพร้อมกันในเวลา24.00น.ตรง
พล.ท.ประภาส ผบ.กองพลที่1 ก็นำรถถัง พร้อมทหารราบอาวุธครบมือระดับทำสงคราม เข้ายึดสถานที่สำคัญตามตำราพิไชยสงครามฉบับปฏิวัติไว้ได้หมด เช่นสถานีวิทยุกระจายเสียง โทรศัพท์ไฟฟ้าประปา สถานที่ราชการที่เกี่ยวกับความมั่นคง และจุดสำคัญตามเสันทางคมนาคมทุกจุด  โรงเรียนของผมมีทหารนับร้อยมาอาศัยใต้ถุนหอประชุมอยู่ คงเพราะใกล้เขตพระราชฐานที่ประทับ มีอะไรเกิดขึ้นข้ามถนนไปนิดเดียวก็ถึงแล้ว ผมเอนจอยกับการได้ดูบาซูก้า ปืนกลหนัก ปืนกลเบา ทหารในเครื่องแบบสนามห้อยลูกระเบิดมือ นั่งๆนอนๆกันระเกะระกะ  โอ้โหย จะตายซะให้ได้ เท่โครตๆ
 
แต่ครั้งนั้นก็เป็นครั้งเดียวเท่านั้นที่ผมเคยเห็นทหารยกกองทัพออกมาทำการปฏิวัติแบบทรงเครื่องใหญ่ขนาดหนัก การปฏิวัติหรือการปฏิบัติการของทหารหลังจากนั้นมา ไม่ว่า14ตุลาหรือ6ตุลา หรือในทศวรรตนี้ก็ตาม ผมไม่เคยเห็นทหารขนอาวุธหนักออกมามากมายเต็มบ้านเต็มเมืองราวกับเกิดศึกสงคราม ตอนนั้นขนาดรถป.ต.อ4กระบอกแฝด ยังเอาออกมาจอดข้างถนนสำคัญๆหลายสาย ไม่รู้จะเอาไว้รอสอยตำรวจพลร่มของเผ่าหรือเปล่า

กองบัญชาการของพ.ต.อ.พันศักดิ์ วิเศษภักดีที่กองปราบสามยอด ถูกทหารเข้าไปล้อมไว้ถึง2ชั่วโมง จนตำรวจที่นั่นเห็นอาวุธหนักที่ทะยอยกันเอาไปขู่แล้ว ยอมขอตาเบ๊ะลาไปตากแดดจับสามล้อดีกว่า เข้าท่ากว่ากันแยะเลย ทหารบุกเข้าไปยึดกองปราบได้โดยละม่อมและขนอาวุธปืนชนิดที่ใช้ในการสงครามไปเก็บไว้ถึง2คันรถบรรทุก

พล.จ.(อ่านว่าพลจัตวา)กฤษณ์ สีวะรา รองผู้บัญชาการพล.1 นำทหารม้ายานเกราะพร้อมรถถังตีนตะขาบ บุกเข้าล้อมวังปารุสกวัน และเจรจาทำสงครามจิตวิทยากับตำรวจถ่วงเวลาตรึงรถถังของตำรวจทั้ง48คันไว้ โดยไม่ให้กระสุนลั่น พอรุ่งเช้า ผู้บังคับบัญชาตำรวจรถถังเห็นว่าใครเป็นหมู่ใครเป็นจ่าแล้ว ก็ยอมยกธงขาว อีกสี่ห้าวันต่อมา จึงใช้รถถังตำรวจเหล่านี้ออกไปตรึงกำลังบนถนนร่วมกับฝ่ายทหารซะเลยตามที่ผมเล่าไปเมื่อกี้นี้ รถถังบนถนนอยู่กันร่วมเดือนมั้ง กว่าจะทยอยกันวิ่งกลับเข้ากรม

อีกจุดหนึ่ง แม้จะเป็นจุดเล็กๆ ทหารก็ให้ความสำคัญเข้าไปบุกยึด เป็นบริษัทเอกชนชื่อซีซัพพลาย ซึ่งคนของซีไอเอตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือเผ่า ในด้านส่งอาวุธยุทโธปกรณ์และเป็นที่ปรึกษา นอกจากอิมพอร์ตเอาของที่ว่าเข้าประเทศแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเอกซพอร์ตสินค้าของเผ่าออกไปด้วย แต่อย่างที่ผมบอก อะไรๆที่ว่าลับสุดยอด ซีไอเอรู้หมด กว่าทหารจะไปถึงคนของซีซัพพลายก็หายไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่เถ้าถ่านของเอกสารกองใหญ่บนดาษฟ้าตึก

ทหารกระจายหน่วยเคลื่อนที่เร็วหาเผ่าควั่กไปหมด แต่ล้มเหลว มารู้ที่หลังว่าเผ่านั่งเสพย์สุราฮะกึ้นรอเวลาอยู่ในร้านเหล้าแถวซอยสารสิน ใกล้ๆกับบ้านจอมพลป. สุดการคาดคะเนของแมวมองทุกคน


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10932


ความคิดเห็นที่ 219  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 14:26

จอมพลป.เองท่านก็ไม่อยู่บ้านซอยชิดลม หลังจากออกจากห้องประชุมพรรค ท่านก็ไปที่ทำเนียบ ที่ทำงานของท่านมีห้องนอนส่วนตัวที่ท่านสามารถใช้หลบพักผ่อน หรือหาความสุขเล็กๆน้อยๆของท่านเวลาเครียดๆบนที่นอนที่ประพรมน้ำหอมฝรั่งเศสชื่อ “เจอเรอเวียงส์”ตั่งแต่หมอนจนสุดปลายเตียง ข้อมูลเรื่องน้ำหอมนี่มาจากหนังสือปกเขียวที่บุตรชายคนโตท่านเขียนนะครับ ไม่ได้ปั้นเรื่องขึ้นมาใส่ไข่ให้ท่าน แต่คืนนั้นท่านเครียดเกินกว่าที่จะทำกิจกรรมคลายเครียดตามถนัด จึงนอนรอเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นโดยมีนายฉาย วิโรจน์ศิริ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กับพ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ นายตำรวจติดตามอยู่ในห้องด้วยเป็นเพื่อน

พอเลยเที่ยงคืนได้ไม่นาน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เผ่านั่นเองที่สายตรงถึงท่าน
“ท่านครับ ไอ้หริดปฏิวัติ ส่งทหารยึดที่สำคัญหมดแล้ว”

ก็มิใช่เหนือความคาดหมายไปเสียเลย คนอย่างท่านคงเตรียมใจอยู่แล้ว เมื่อเสี่ยงโยนเหรียญขึ้นไปบนอากาศแล้ว ถ้ามันตกลงมาไม่ออกหัว ก็ต้องออกก้อย ท่านถามไปสองสามคำแล้วก็วางหู หันมาบอกเพื่อนร่วมลุ้นว่า สฤษดิ์ปฏิวัติสำเร็จแล้วผมจะต้องไปก่อน แล้วท่านก็รีบเก็บของที่เตรียมๆไว้บ้างแล้ว มองลูกน้องที่บัดนี้กลายเป็นเพื่อนตายของท่าน เพราะทั้งคู่ยืนยันจะไม่ยอมทิ้งให้ท่านโลดแล่นไปเผชิญโชคชะตาแต่ลำพังเป็นอันชาด ท่านไปไหนก็จะขอไปด้วย ท่านพยักหน้าอย่างตัดใจแล้วทั้งหมดก็รีบไปลงไปขึ้นรถ……


อ้าว! ท่านผู้อ่านขอรับ!! ท่านไม่ยอมขึ้นเจ้าธันเดอร์เบริด์ตัวโปรด เดี๋ยวๆๆครับผมขอสอดหูเข้าไปฟังให้ถนัดหน่อย อ้อ..ครับๆๆๆ ท่านผู้อ่านครับ ท่านบอกว่ารถคันนี้ใครๆก็จำได้ ท่านชี้ให้คุณชุมพลไปขับรถซีตรองครับ คันนี้คันใหม่เอี่ยมคนยังไม่รู้กันครับ รุ่นท๊อปID19 SAEเชียวนะครับท่านผู้อ่าน โหย..น้ำลายหยด ผมขอเช็ดปากสักกระเดี๋ยว ฮะแอ้ม..ฮะแอ้ม แค็กๆ ..ท่านที่รอจะชมความงามที่รวดเร็วปานสายฟ้าของนกสี่ล้อ เสียใจด้วยนะครับที่ผิดหวัง ..ไหนครับ..ปล่าวออกข่าวหลอกครับ ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่ทราบจริงๆ โดนเขาหลอกว่าวิหกสายฟ้าจะเป็นตัวที่เข้าวินเหมือนกันครับ คนปล่อยข่าวออกมาคนแรกไม่ใช่ผมครับ แต่ท่านอย่าไปโทษใครเลย ท่านนายกท่านเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายของท่านเองครับ ขออภัยท่านผู้อ่านที่ผิดหวังด้วยครับ อ้า…รถของท่านควบตะบึงออกจากทำเนียบไปแล้วคร้าบบบบ


บัดนั้น เชิด


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10772



ความคิดเห็นที่ 220  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 14:35

ประกาศ ประกาศ

ต่อไปนี้ขอเชิญรับฟังประกาศจากทางราชการ



ต่อไปเป็นประกาศของผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร



 ตกใจ ตกใจ ตกใจ
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 221  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 14:59

สนุกเข้มข้น จนอ่านอย่างเงียบๆ นิ่งๆ ไม่ได้

ต้องแสดงตัวว่ากำลังติดตามอยู่ ครับ 

อ้างถึง
อาวุธของตำรวจที่เท่ๆอีกก็มีตำรวจม้า ดังในรูปที่ผ่านมาบอกว่าเป็นทหารม้านั่นแหละครับ

อาจารย์ คงไม่ปรับตกวิชานี้นะครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10772



ความคิดเห็นที่ 222  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 15:19

ขออนุญาตคุณนวรัตนต่อตรงนี้

รถซีตรองห้อตะบึงไปทางถนนสุขุมวิท ผ่านสัตหีบบ่ายหน้าไปทางจังหวัดตราด จุดหมายปลายทางอยู่ที่ชายแดนเขมร  พล.ต.ท. ชุมพล โลหะชาละเช่าเรือหาปลาขนาดกลางในอัตรา ๒,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นพาหนะข้ามไปยังเกาะกง เรือออกจากท่าประมาณบ่าย ๒ โมงเย็น ผู้โดยสารเรือมีด้วยกัน ๓ คนคือ จอมพล ป., นายฉาย วิโรจน์ศิริ และพล.ต.ท. ชุมพล โลหะชาละ ระหว่างทางมีทั้งคลื่นทั้งลม ฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก ต้องช่วยกันวิดน้ำฝนออกเพื่อมิให้เรือรับน้ำหนักมาก ซึ่งอาจจมลงได้ เหตุุการคับขันขึ้นเรื่อย ๆ เครื่องยนต์เรือยังมาดับเสียอีก การหาทิศของชาวเรือโดยวิธีอาศัยดาวใช้การไม่ได้ เพราะท้องฟ้ามีเมฆหนาและฝนตกหนัก มองหาดาวไม่เจอ เรือลอยสเปะสปะไปตามยถากรรมเหมือนกาบมะพร้าวลอยอยู่กลางทะเล พล.ต.ท. ชุมพล นั่งมองจอมพล ป. อย่างสงสารและเห็นใจ แต่ท่านจอมพลกลับนื่งสงบไม่มีทีท่าร้อนรนหรือกระวนกระวายใจแม้แต่น้อย

เดชะบุญที่หลังจากนั้นไม่นาน ลมสงบ ฝนหยุดตก ดาวเกลื่อนท้องฟ้า คนเรือเริ่มเห็นทิศทาง ทั้งสามช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือจนหมด เช็ดเครื่องจนแห้งและเริ่มติดเครื่องได้ประมาณเจ็ดโมงเช้า เรือก็แล่นเข้าสู่เขตเกาะกง

พล.ต.ท. ชุมพล เข้าไปแจ้งกับนายทหารที่ค่ายทหารเขมรว่า ขอลี้ภัยการเมือง และขอให้แจ้งต่อผู้บังคับบัญชาของเขาด้วย นายทหารเขมรคนหนึ่งเข้ามาดูหน้าท่านจอมพลในเรือ เมื่อแน่ใจแล้วจึงไปแจ้งที่กองบัญชาการ  ผู้ลี้ภัยทั้งสามค้างอยู่ที่ค่ายทหารเขมรเป็นเวลา ๒ คืน จากนั้นจึงมีเรือรบมารับตัวไปยังเมืองชายทะเลใกล้กรุงพนมเปญ ขณะนั้นกษัตริย์สีหนุไม่อยู่ ไปรักษาพระองค์อยู่ที่ฝรั่งเศส นายทหารนำทั้งสามไปพักที่พระตำหนักกษัตริย์สีหนุและให้การต้อนรับเป็นอย่างดี มีนายตำรวจสันติบาลเขมรมาคอยอารักขาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

ข้อมูลจากหนังสืออนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ป.จ., ม.ว.ม., ป.ช. ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร วันอังคารที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๗

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30794

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 223  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 15:24

แล้ววิหคสายฟ้าของท่าน...หายไปไหน  ลังเล
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10772



ความคิดเห็นที่ 224  เมื่อ 20 ส.ค. 10, 15:45

คุณอำพล  โหตระกิตย์แห่งชมรมซีตรองแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า

จอมพล ป. มื Ford Thunderbird และ Citroen DS 19 ปี ๑๙๕๖ แต่เลือกใช้  DS 19 หนืรัฐประหารเพราะสมัยนั้นถนนสุขุมวิทยังขรุขระมืหลุมช้างเหยืยบตลอดทางจากเมืองชลไม่ใช่ทาง divided highway อย่างปัจจุบีน ถ้าเป็น Ford Thunderbird ถีงจะวิ่งเร็วแต่คงไปไม่ถีง  และ DS 19 ชนะ Montrcarlo Rally ปื ๑๙๕๕ เป็นเครึ่องรับประกันอยู่แล้ว

ท่านจอมพล ป.ใช้ซีตรองรุ่นไหนหนีเมื่อ ปี 2500
http://www.citroenthai.org/forum/lofiversion/index.php/t3087.html

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 13 14 [15] 16 17 ... 27
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 19 คำสั่ง