เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 27
  พิมพ์  
อ่าน: 121563 จอมพลป.2 ไม่ผ่านขึ้นป.3
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 150  เมื่อ 14 ส.ค. 10, 19:22


เบื้องหลังเหตุการณ์ตอนนี้มีผู้บันทึกไว้ว่า อำนาจการสั่งการเด็ดขาดนั้น จอมพลป.จำเป็นต้องมอบให้ทหาร ดังนั้นเผ่าจึงต้องเชื่อฟังสฤษดิ์ในเรื่องนี้ เมื่อเผ่าเสนอให้ตำรวจใช้อาวุธทันทีที่สกัดขบวนด้วยสันติวิธีไม่อยู่ แต่สฤษดิ์ไม่เห็นด้วย เผ่าขอใช้เพียงกระสุนซ้อมรบ สฤษดิ์ก็บอกว่าอย่าเลยเดี๋ยวเขาจะนึกว่าเรามีแต่กระสุนเก๊ รอให้ทหารจัดการดีกว่าและขอให้ทุกคนฟังคำสั่งของตนแต่ผู้เดียวเท่านั้น เผ่าก็เลยต้องเงียบ

 
นับว่าโชคดีมากที่จอมพลป.สั่งงานปราบจลาจลให้ทหารทำ    ไม่ใช่ตำรวจ   ถ้าหากว่าตำรวจลงมือใช้อัศวิน หรือใช้ผู้กว้างขวางมาปราบนิสิตนักศึกษาและประชาชน   อาจจะนองเลือดกันทั้งถนนราชดำเนินนอก   เหตุการณ์ก็จะลุกลามไปใหญ่โตเกินกว่าจะคาดคิดได้
เชื่อว่านิสิตนักศึกษาคงตายกันไปมาก  เพราะไม่มีอาวุธ  

เอารูปมาฉายตัวอย่างเหตุการณ์ตอนต่อไป  รูปนี้จอมพลสฤษดิ์ผบ.ทบ. กลายเป็นขวัญใจนิสิตนักศึกษา ยืนอยู่ข้างพวกเขาเมื่อเดินขบวนประท้วงรัฐบาลเรื่องเลือกตั้งสกปรก

ส่วนอีกรูปหนึ่ง สฤษดิ์ได้ลงปกหนังสือไลฟ์



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11016


ความคิดเห็นที่ 151  เมื่อ 14 ส.ค. 10, 20:42

ผมไปเวิ้งนาครเขษมในกระทู้ข้างๆเสร็จก็ออกไปเดินเล่นเปิดหูเปิดตาไม่ให้ตาแฉะเพราะนั่งจ้องจอคอมสลับกับหน้าหนังสืออยู่ทั้งวัน แล้วก็ทานข้าว พอแวะกลับเข้ามาก็เห็นหัวขบวนกำลังนำจะคณะท่านผู้อ่านออกจากซอยพระอาทิตย์ พอดีซอยนี่มีอีกซอกหนึ่งน่าสนใจแบบฉีกแนวประวัติศาสตร์ทีเดียว

ผมขอเอาบทความที่พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์เป็นผู้ที่เขียนไว้เองมาให้อ่าน (ตัวสะกดบางคำคงไว้ตามของผู้เขียน)

ขอเชิญติดตามครับ

เมื่อ ๑๗ ปีที่แล้ว(ของวันที่เขียน) ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๔ ได้มีเหตุการณ์สำคัญซึ่งได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นบทเรียนทางการเมืองแก่อนุชนรุ่นหลังไว้อีกวันหนึ่ง วันนี้มีชื่อเรียกติดปากกันในหมู่คนไทยที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้นว่า "วันกบถเมษาฮาวาย" เหตุการณ์ "วันกบถเมษาฮาวาย" นี้ได้เกิดขึ้นเมื่อเวลา๐๒.๐๐ น. ของวันที่ ๑  เมษายนพ.ศ.๒๕๒๔ เมื่อคณะทหารบกกลุ่มหนึ่งนำโดย พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลในขณะนั้น   ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

คณะปฏิวัติได้ตั้งกองบัญชาการอยู่ที่หอประชุมกองทัพบกแล้วส่งกำลังทหารเข้ายึดควบคุมสถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง   รวมทั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย   กับได้ทะยอยออกประกาศแถลงการณ์และคำสั่งคณะปฏิวัติผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ เป็นระยะๆ โดยมีสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเป็นแม่ข่าย โดยที่คณะปฏิวัติได้ทำการยึดสถานีวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์ที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานครไว้ทั้งหมด จึงอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบเพราะประชาชนทั่วไปสามารถรับฟังข่าวจากคณะปฏิวัติได้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นจึงทำให้หลงเชื่อว่า การปฏิวัติครั้งนี้ได้ประสบความสำเร็จลงแล้วอย่างแน่นอน ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับยังกองบัญชาการกองทัพภาคที่ ๒ จังหวัดนครราชสีมาตามคำกราบบังคมทูลเชิญของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี

ผมเองในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข เมื่อได้ทราบเหตุ จึงได้ตัดสินใจเสี่ยงต่อตำแหน่งหน้าที่เดินทางไปเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จังหวัดนครราชสีมา และได้รับมอบหมายจากพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ให้ดำเนินการทางเทคนิคถ่ายทอดเสียงของสถานีวิทยุกระจายเสียงของกองทัพภาคที่ ๒ ซึ่งเป็นสถานีแม่ข่ายของฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นมาออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงทั้งระบบเอฟเอ็มและเอเอ็มของกรมไปรษณีย์โทรเลข (สถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ ปณ.) จำนวนหลายสถานีในกรุงเทพมหานคร ได้อย่างชัดเจนแจ่มใสไม่แพ้สถานีวิทยุกระจายเสียงของฝ่ายปฏิวัติ การปฏิบัติสงครามทางจิตวิทยา ระหว่างสถานีวิทยุกระจายเสียงของทั้งสองฝ่ายจึงเกิดขึ้น และในที่สุด สถานีวิทยุกระจายเสียงต่าง ๆ ที่ได้ร่วมทำการถ่ายทอดเสียงข่าวของฝ่ายปฏิวัติอยู่แต่เดิม จึงเริ่มเข้าใจสถานการณ์ได้กระจ่างชัดขึ้นโดยลำดับและเริ่มทะยอยเปลี่ยนใจมาเข้ากับฝ่ายรัฐบาลทำการถ่ายทอดเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียง ๑ ปณ.แทน ทั้งกองกำลังทหารฝ่ายปฏิวัติและประชาชนจึงหูตาสว่างขึ้น

ดังนั้น เมื่อกองกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลได้เคลื่อนย้ายกำลังจากจังหวัดนครราชสีมาทางอากาศมาถึงกรุงเทพมหานครในเช้าตรู่วันที่ ๔ เมษายน จึงสามารถเข้ายึดกรุงเทพมหานครคืนได้โดยไม่มีการปะทะถึงขั้นนองเลือดล้มตาย เป็นอันว่า การปฏิวัติของพลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา กับคณะได้ประสบความล้มเหลวพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง  
เป็นที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ข้างต้นปรากฏอยู่ในหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ชาติไทยในตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วยเช่นกัน ดังนี้

".....พระยาสรรค์ได้นำกองทัพพวกกบฎลงมาที่เมืองธนบุรีในวันแรม ๑๑ ค่ำ  เดือน ๔ เป็นปลายปี๒๓๒๔ แล้วเข้าล้อมกำแพงวังไว้....ในวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ พระยาสุริยอภัยก็นำกองทัพไทยลาว ๑,๐๐๐ ยกลงมาจากนครราชสีมา....."
("การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี",นิธิ เอียวศรีวงศ์,ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ)

เหตุการณ์ครั้งนี้ สรุปได้ว่า พระยาสรรค์ ซึ่งเป็นหัวหน้ากบฎกับพวกได้ถูกกองทัพของ พระยาสุริยอภัย ที่ยกมาจาก นครราชสีมาปราบอย่างราบคาบ ขอให้ท่านผู้อ่านสังเกตดูตารางเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ กบถเมษาฮาวายเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๒๔ ต่อท้ายบทความนี้ประกอบจากตารางนี้ จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นห่างกัน ๒๐๐ ปีพอดี

หัวหน้ากบถกรุงธนบุรี พระยาสรรค์    หัวหน้ากบถเมษาฮาวาย พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา
ผู้ปราบกบถกรุงธนบุรี พระยาสุริยอภัย ผู้ปราบกบถเมษาฮาวาย พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก (สุริย=อาทิตย์)
จุดที่ตั้งของกองทัพปราบกบถ นครราชสีมา    
วันเดือนปีที่เกิดกบถกรุงธนบุรี  แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๔ พ.ศ.๒๓๒๔  
วันเดือนปีที่เกิดกบถเมษาฮาวาย ๓๑ มี.ค ๒๕๒๔ ตรงกับแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๔พ.ศ.๒๕๒๕
 

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 152  เมื่อ 14 ส.ค. 10, 21:17

อ่านความบังเอิญแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน  อะไรจะบังเอิญเป๊ะๆ  นึกไปถึงความบังเอิญเรื่องคดีลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์นกับเคนเนดี้ขึ้นมาทันที
ไม่รู้ว่าพวกกบฏเมษาฮาวาย มีใครวางฤกษ์ให้หรือเปล่านะคะ   ถ้ามี คนวางเพชฌฆาตฤกษ์ของวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๔  นี่ก็พลาดอย่างจัง ลังเล

ในเมื่อท่านยังไม่ออกจากซอย ก็ขอแยกซอยย่อยไปอีกหน่อยเรื่องกบฏ   
บางคนเรียกว่ากบฏเมษาฮาวายว่ากบฏยังเติร์ก เพราะผู้ร่วมมือกับพลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา คือนายทหารหนุ่มชั้นนายพันเอกระดับคุมกำลัง ใช้กำลังพลถึง 42 กองพัน แต่รัฐประหารไม่สำเร็จ    นายพันรุ่นนี้จบจปร. หลักสูตรเวสปอยท์ รุ่นที่ 7 ซึ่งได้รับฉายาว่า "กลุ่มยังเติร์ก
คนดังในรุ่นที่รู้จักกันมาถึงวันนี้คือพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ประธานวุฒิสภา, พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี  พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ส่วนอีกคนที่เสียชีวิตไปแล้วคือพ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์ สว่างจิตร

เมื่อลงมือทำรัฐประหาร  แผนคือพ.อ. ประจักษ์รับหน้าที่ไปจี้ตัวพล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสาร์เทเวศน์ แต่พล.อ.เปรม ชั้นเชิงเหนือกว่า หลอกล่อจนหลุดจากการควบคุมตัวได้   พ.อ.ประจักษ์เองกลับถูกทหารราบ 21 นำโดย พ.ท.ณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช (เสียชีวิตแล้ว) จับตัวไว้ได้  จนพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี (หรือพันเอกพัลลภ ยศขณะนั้น) ตัดสินใจบุกเดี่ยวไปช่วยเหลือ  ขอเจรจากับ พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ (ยศในขณะนั้น) จน พ.อ.ประจักษ์ ปลอดภัยรอดมาได้

เมื่อมีพ.ร.บ. นิรโทษกรรม   ผู้ร่วมก่อรัฐประหารได้โอกาสกลับเข้ารับราชการใหม่ ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายพลทั้งพลต.มนูญกฤตและพลเอกพัลลภ ส่วนพ.อ.ประจักษ์ไปทำธุรกิจส่วนตัว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11016


ความคิดเห็นที่ 153  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 07:44

NAVARAT.C
 
อ้างถึง
เบื้องหลังเหตุการณ์ตอนนี้มีผู้บันทึกไว้ว่า อำนาจการสั่งการเด็ดขาดนั้น จอมพลป.จำเป็นต้องมอบให้ทหาร ดังนั้นเผ่าจึงต้องเชื่อฟังสฤษดิ์ในเรื่องนี้ เมื่อเผ่าเสนอให้ตำรวจใช้อาวุธทันทีที่สกัดขบวนด้วยสันติวิธีไม่อยู่ แต่สฤษดิ์ไม่เห็นด้วย เผ่าขอใช้เพียงกระสุนซ้อมรบ สฤษดิ์ก็บอกว่าอย่าเลยเดี๋ยวเขาจะนึกว่าเรามีแต่กระสุนเก๊ รอให้ทหารจัดการดีกว่าและขอให้ทุกคนฟังคำสั่งของตนแต่ผู้เดียวเท่านั้น เผ่าก็เลยต้องเงียบ

เทาชมพู
อ้างถึง
นับว่าโชคดีมากที่จอมพลป.สั่งงานปราบจลาจลให้ทหารทำ    ไม่ใช่ตำรวจ   ถ้าหากว่าตำรวจลงมือใช้อัศวิน หรือใช้ผู้กว้างขวางมาปราบนิสิตนักศึกษาและประชาชน   อาจจะนองเลือดกันทั้งถนนราชดำเนินนอก   เหตุการณ์ก็จะลุกลามไปใหญ่โตเกินกว่าจะคาดคิดได้
เชื่อว่านิสิตนักศึกษาคงตายกันไปมาก  เพราะไม่มีอาวุธ   

ไม่ทราบท่านผู้อ่านจะยังจำตอนนี้จากกระทู้พระยาทรงสุรเดชได้หรือไม่

อ้างถึง
พ.อ. พระยาทรงสุรเดชที่ยอมรับกันว่าปราดเปรื่องเฉียบคมเป็นมันสมองของคณะราษฎร เป็นบุคคลที่หัวหน้าสายทหารกลุ่มหนุ่มไม่ใคร่ชอบ แต่ยังแซงขึ้นมาได้ติดด้วยอาวุโสและบารมี พระยาทรงฯถือตัวอาวุโสว่าเป็นครูบาอาจารย์ ชอบใช้วิธีอธิบายเชิงสอน และออกจะพูดแรงตรงไปตรงมาสั้นๆ อย่างเรื่องแผนและวิธีปฏิบัติสำหรับวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงฯ ถามในที่ประชุมว่า ถ้าราษฎรรวมตัวเข้าต่อสู้ขัดขวางด้วยความจงรักภักดีในราชบัลลังก์ คณะราษฎรจะทำอย่างไร นายทหารหนุ่มเหล่าปืนใหญ่ท่านหนึ่งตอบว่า "ยิง" ตามแบบคนหนุ่มไฟแรงใจร้อน
พระยาทรงสุรเดชสวนทันควัน “ยังงี้บรรลัยหมด กำลังเรามีเท่าไหร่ กำลังราษฎรกับทหารหน่วยอื่นเท่าไหร่ ….ทำไมไม่เตรียมวิธีการประนีประนอมปลอบให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของคณะราษฎร”

 ถึงท่านจะไม่ระบุชื่อ แต่คนที่สนใจประวัติศาสตร์ช่วงนี้ก็ทราบได้โดยไม่ยากว่านายทหารหนุ่มดังกล่าวคือนายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม


ผมก็ไม่ทราบว่าพันตรี หลวงพิบูลสงครามเมื่อมาเป็นจอมพลป.พิบูลสงครามแล้วนี้ จะยังคงมีทัศนคติเดิมๆอีกหรือไม่ แต่การปราบกบฏทุกครั้งที่ท่านเกี่ยวข้อง ก็มักจะกระทำด้วยความเด็ดขาด รุนแรง แบบถึงเลือดถึงเนื้อทุกครั้ง แม้ใหญ่ขึ้นมาจนไม่ได้เป็นแม่ทัพอยู่แนวหน้า ก็ใช้คนอย่างสฤษดิ์ที่ดุเดือดเลือดพล่านพอกัน ทั้งคราวกบฏวังหลวงที่นายปรีดีไปยึดที่นั่นเพราะคิดว่ารัฐบาลจะไม่กล้าใช้อาวุธหนัก เพราะพระบรมมหาราชวังอาจเสียหาย ไหนได้ สฤษดิ์เอาปืนใหญ่ยิงถล่มประตูวังหลายด้าน กระสุนพลาดไปโดนตึกข้างในเสียหายเยอะ แล้วเอารถถังวิ่งชนประตูวิเศษชัยศรีพังทะลาย เปิดทางให้ทหารราบบุกเข้ายิงทหารเรือที่มีแต่อาวุธประจำตัวจนแพ้พ่าย ยิ่งคราวกบฏแมนฮัตตั้นด้วยแล้ว ทหารบกที่สฤษดิ์บัญชาการยิงบดขยี้ทหารเรือที่อาวุธด้อยกว่าราวกับไม่ใช่ชนชาติเดียวกัน
 
คราวนี้ ผมยังติดใจอยู่หน่อยๆว่า จอมพลป.คงลุ้นให้สฤษดิ์ปราบประชาชนเหมือนดังที่ตนเคยคิดอยู่เหมือนกัน ที่ไม่มอบอำนาจให้เผ่า เพราะศักดิ์ของผบ.ทบ.สูงกว่าอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าให้เผ่าเป็นนาย สฤษดิ์คงไม่ยอมและอาจดัดหลังได้เพราะยังไงๆอาวุธของทหารก็หนักกว่า แต่ถ้ามอบอำนาจให้สฤษดิ์แล้วสฤษดิ์ไม่อยากมือเปื้อนเลือดในงานนี้ ก็ยังลอยตัวโดยไฟเขียวให้เผ่าสั่งกองทัพตำรวจกระทำแทนก็ยังได้

แต่เกมส์ไม่เป็นไปอย่างที่วาดไว้ สฤษดิ์กลับทำตรงกันข้ามหมด เรื่องนี้น่าคิด..น่าคิด
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 154  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 09:15

NAVARAT.C
 
คราวนี้ ผมยังติดใจอยู่หน่อยๆว่า จอมพลป.คงลุ้นให้สฤษดิ์ปราบประชาชนเหมือนดังที่ตนเคยคิดอยู่เหมือนกัน ที่ไม่มอบอำนาจให้เผ่า เพราะศักดิ์ของผบ.ทบ.สูงกว่าอธิบดีกรมตำรวจ ถ้าให้เผ่าเป็นนาย สฤษดิ์คงไม่ยอมและอาจดัดหลังได้เพราะยังไงๆอาวุธของทหารก็หนักกว่า แต่ถ้ามอบอำนาจให้สฤษดิ์แล้วสฤษดิ์ไม่อยากมือเปื้อนเลือดในงานนี้ ก็ยังลอยตัวโดยไฟเขียวให้เผ่าสั่งกองทัพตำรวจกระทำแทนก็ยังได้

แต่เกมส์ไม่เป็นไปอย่างที่วาดไว้ สฤษดิ์กลับทำตรงกันข้ามหมด เรื่องนี้น่าคิด..น่าคิด


จริงของคุณนวรัตน   วิธีปราบแบบลำหักลำโค่นของจอมพลป. มีมาตั้งแต่ตอบโต้กบฏบวรเดช  ซึ่งไม่คิดว่ารัฐบาลจะเล่นดุเดือดเลือดพล่านขนาดนั้น  การรบที่ทุ่งบางเขนเป็นพยานได้  วิธีนี้เองก็ทำให้พันโทหลวงพิบูลขึ้นสู่อำนาจได้ลิ่วๆจนถึงจอมพล

อาจารย์ประจำชั้นเปิดทางให้ดิฉันแยกซอยออกไปอีกได้ตั้ง ๓-๔ ซอย     ถ้าหากว่าเรื่องนี้เป็นนิยาย  ก็วางพล็อตตอนจบได้หลากหลาย
๑   ถ้าเชื่อว่าขุนศึกผู้เคยชินกับการชนะศึกแบบไหน   ก็จะใช้ยุทธวิธีซ้ำๆกัน      ก็เป็นได้ว่าจอมพลป. ใช้จอมพลสฤษดิ์เพื่อใช้กำลังทหารบดขยี้การเดินขบวนของนิสิตนักศึกษา และประชาชน  แบบเดียวกับทำกับกบฏวังหลวงและกบฏแมนฮัตตัน    ง่ายกว่าด้วยเพราะพวกเดินขบวนไม่มีอาวุธ  ยิงให้ตายไปสักแถวสองแถว กับจับกุมอีกสักร้อยสองร้อย   ก็จะกระจายสลายตัวกันหมด
๒   ทำไมใช้พลเอกสฤษดิ์ ไม่ใช้พลต.อ.เผ่า  ก็เพราะจอมพลป. มองว่าพวกนี้เป็นกบฏกลางเมือง   ปราบกบฏก็ต้องใช้ทหาร ไม่ใช่ตำรวจ
ถ้าทำไม่สำเร็จจะด้วยอะไรก็ตาม  ก็มีกองทัพตำรวจคอยทีอยู่อีกทั้งกองทัพ
      สองข้อนี้ตรงกับคุณนวรัตนคิด
       ต่อไปคือดิฉันคิด     แยกซอยออกไปอีก
๓   จอมพลป. ดูออกว่าจอมพลสฤษดิ์ชักจะยังไงๆไม่สู้ดีกับตัวเอง    เพราะพลต.อ.เผ่าก็กระซิบอยู่ตลอดเวลา   สายสืบก็น่าจะรายงานอะไรมาบ้าง  โดยเฉพาะตั้งพรรคการเมืองและออกน.ส.พ.     จึงใช้ให้ไปตายในงานนี้   ถ้าปราบนิสิตนักศึกษาได้  ผลดีก็ตกกับจอมพลป. แต่จอมพลสฤษดิ์ย่อมจะถูกไฮปาร์คสาปแช่งทุกสารทิศ เพราะฆ่าลูกหลานประชาชน    ที่สำคัญคือจอมพลป.ตลบหลังเล่นบทเสียอกเสียใจกับประชาชน  หันไปลงโทษสฤษดิ์ฐานทำเกินเหตุ   ถอดจากผบ.ทบ.ไปเลย  เรียกว่ายิงนัดเดียวได้นกหลายตัว
๔   ถ้าจอมพลสฤษดิ์ไหวทัน  ไม่ยอมฆ่านิสิตนักศึกษา    จอมพลป.ก็พร้อมจะถอดออกจากตำแหน่งฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนาย  ข้อหลังนี้ต้องทำให้เร็วก่อนจอมพลสฤษดิ์จะไหวตัวขึ้นมา      จอมพลป.เชื่อว่ากองทัพตำรวจน่าจะคานกองทัพทหารไว้ได้
        ข้อ ๔ นี่แหละที่จอมพลป. พลาด   จอมพลสฤษดิ์ก็ไม่ได้มีแค่กองทัพโดดๆ   อเมริกาหนุนหลังอยู่ไม่ใช่หรือ?

   ส่วนเรื่องร้อยเอกอาทิตย์ กำลังเอก  ดิฉันเดาว่าจะมีไฟเขียวเข้ามาเร่งด่วน  สั่งให้ปล่อยขบวนประชาชนผ่านเข้าไปได้ รู้กันเงียบๆในหมู่นายทหาร   ไม่งั้นร้อยเอกคงไม่กล้าห้ามลูกน้อง  แสดงความเป็นมิตรกับพวกเดินขบวนอย่างมั่นอกมั่นใจขนาดนี้    ดาวหลุดเชียวนะคะ

      คุยกันในกระทู้สนุกๆ  ไม่ซีเรียสอะไรมาก   ถ้านักเรียนคนไหนอยากออกความเห็นด้วยก็ขอเชิญ    ห้องเรียนจะได้ครึกครื้นขึ้น
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11016


ความคิดเห็นที่ 155  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 09:58

^
^
3 และ 4 ลึก ชัด คม

น่าคิด น่าคิด


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 156  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 10:11

ไปหารูปท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์มาได้แล้วค่ะ



ในยุคที่จอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี   ดูข่าวทีวีรอบค่ำ เห็นท่านผู้หญิงวิจิตราออกงานคู่กับท่านเสมอ   ไม่ว่างานพิธีการหรือไปเปิดงานอะไรที่ไหนก็ตาม ก็จะมีท่านผู้หญิงสวมชุดไทยจิตรลดา  เกล้าผมเป็นมวยเรียบ ซึ่งเป็นชุดที่ท่านแต่งออกงานประจำ เดินไปกับสามี  เป็นผู้หญิงรูปร่างดี สวยและดูสาวมากเมื่อเทียบกับสามี  
มารู้ทีหลังว่าเมื่อจอมพลสฤษดิ์ขึ้นเป็นนายกฯ ท่านผู้หญิงอายุ 36 เท่านั้นเอง  ส่วนจอมพลอายุ 49 แต่ดูสูงวัยพอๆกับ 59  อาจเป็นเพราะตรากตรำงานมามาก
ท่านผู้หญิงวิจิตราไม่แสดงบทบาททางการเมืองหรือวัฒนธรรม แบบท่านผู้หญิงละเอียด     ไม่เคยได้ยินว่าท่านให้สัมภาษณ์  หรือลงข่าวในด้านส่วนตัวทางหนังสือพิมพ์   ค่อนข้างจะจำกัดตัวอยู่เงียบเชียบพอสมควรสำหรับตำแหน่งภริยานายกรัฐมนตรี
มารู้ข่าวอีกทีก็หลังจากจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว   กลายเป็นข่าวระเบิดทั่วบ้านทั่วเมือง เรื่องมรดกและอนุภรรยา   พอจบเรื่องนี้ ท่านก็เก็บตัวเงียบเชียบจากสังคมอีก  
จนมาได้ข่าวว่าท่านถึงแก่กรรมแล้วเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 157  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 11:13

ขอขอบคุณท่านผู้อนุเคราะห์ ส่งรูปท่านผู้หญิงวิจิตรามาให้ เลยได้เพิ่มอีกหลายรูป
ใครอยากเห็นรูปจริง   ไปหาดูได้จากหนังสือที่ลงไว้ในรูปสุดท้าย ค่ะ

ไหนๆก็เอารูปท่านผู้หญิงมาลงแล้ว  ขอแยกซอยย่อย  ฉายซ้ำเรื่องซึ่งเคยเล่าไว้ในกระทู้อื่นแล้ว ถึงความรักโรแมนติคของท่านจอมพลกับท่านผู้หญิงวิจิตรา  เอามาลงในกระทู้นี้ให้อ่านกันสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยอ่าน  ใครอ่านแล้วกรุณาข้ามไปได้ ได้ไม่เสียเวลา

ท่านจอมพลได้ชื่อว่าเป็นยอดขุนพล   ฟังแล้วจะนึกถึงขุนแผนหรือจะเด็ดก็ตามใจนะคะ     เป็นเหตุให้ครั้งหนึ่งท่านผู้หญิงงอน ขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ  บอกว่าจะไปรักษาสุขภาพ   ทางนี้จอมพลสฤษดิ์ก็ให้คนไปตามยอดขุนพลเพลงแห่งยุคที่ชื่อ ครูเอื้อ สุนทรสนาน มา ให้แต่งเพลงใหม่รีบด่วน  เพื่อทันท่านผู้หญิงกลับ   จะได้คุมวงดนตรีมาบรรเลงรับขวัญท่านเมื่อลงจากเครื่องบิน
ปกติครูเอื้อเป็นผู้แต่งทำนองอันอมตะ แต่ไม่ได้แต่งเนื้อ  ต้องมีขุนพลด้านเนื้อเพลงทำงานประสานกัน  ครูเอื้อจึงไปตามนักประพันธ์สตรีชื่อดัง ซึ่งแต่งนิยายได้หวานจ๋อย และแต่งเนื้อเพลงได้ละเมียดละไมสุดๆ ให้สุนทราภรณ์มาแล้วหลายเพลง  ชื่อคุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ มาใส่เนื้อโดยรีบด่วน
ตอนไปตาม  คุณชอุ่มกำลังหย่อนใจ จั่วไพ่อยู่กับญาติมิตร    ถูกตามจากวงไพ่อย่างกะทันหันให้ไปแต่งเพลง    ด้วยจิตวิญญาณของศิลปินแท้   ท่านก็ไม่ได้พะวงกับตัวเก็งหรือสี่มะเขืออีก   แต่สามารถเนรมิตเนื้อร้องอันแสนอ่อนหวานซาบซึ้ง ถ่ายทอดความในใจของท่านจอมพลมาได้ทันที
กลายเป็นเพลงอมตะเพลงหนึ่งของสุนทราภรณ์ มาจนทุกวันนี้   คือ หนึ่งในดวงใจ  หาฟังได้จากยูทูปค่ะ
หลายคนในเรือนไทยน่าจะร้องตามได้

พี่นี้มีน้องหนึ่งในดวงใจ เท่านั้น
หญิงอื่นหมื่นพันจะมาเทียมทัน ที่ไหน
แต่รักของพี่ซ่อนอยู่กลางใจ ข้างใน
หนึ่งในดวงใจคือเธอคนเดียว แท้เทียว

หากน้องได้รู้ว่าพี่รักน้อง หนักหนา
ขอได้เมตตาแก่ดวงวิญญา โดดเดียว
ผิดบ้างพลั้งบ้างก็ไม่จืดจาง ขาดเกลียว
น้องเป็นคนเดียว หนึ่งใน ดวงใจ

* หากอาทิตย์ลับโลกโศกสลด
จะมืดหมดทุกชีวิต ยังทนได้
หากขาดน้องที่พี่ปอง หนึ่งในดวงใจ
ทนไม่ได้จักต้องตาย ลงไปพลัน


พี่นี้มีน้องอยู่ในดวงใจ เสมอ
รักแต่เพียงเธอยิ่งกว่าชีวัน เชื่อฉัน
พี่ปองรักเจ้าเฝ้าแต่ผูกพัน แจ่มจันทร์
มีเธอเท่านั้นที่เป็นที่หนึ่ง ครองใจ

กลับไปอ่าน 2 บรรทัดแรกดีๆ   คุณชอุ่มน่าจะแต่งได้ชนิดเข้าถึงหัวใจท่านจอมพลมากๆ  ยิงฟันยิ้ม





บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11016


ความคิดเห็นที่ 158  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 14:20

เอาครับ..เอา แอบไปโอเกะกันมาหวานจ๋อย ดื่มน้ำกลั้วคอหน่อยนึงก่อน เดี๋ยวมีเรื่องต้องเชียร์แล้วคอจะแห้ง
.
.
พล.อ.สฤษดิ์มาถึงสพานมัฆวานตอนที่ร้อยเอกอาทิตย์ กำลังเอกได้แย่งซีนสำคัญไปแล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าได้เตี๊ยมกันมาอย่างไรเพราะมันดูเป็นธรรมชาติเช่นเดียวหนังระดับฮอลิวู๊ดไม่ใช่หนังไทย ตอนนั้นถ้าสั่งช้าไปอีกนิดเดียวทหารอาจถูกเอาไม้ฟืนฟาดหัว แล้วเลยลั่นกระสุนเปรี้ยงเข้าให้ ก็คงจะเกิดกลียุคเข้าแผนใครต่อใครพอดี เมื่อตะโกนผ่านไมโครโฟนให้ทหารเปิดทางให้ประชาชนแล้ว สฤษดิ์ก็ลงจากรถทหารเดินตรงเข้าหากลุ่มแกนนำโดยมีนายทหารยศเบ้งจากสามเหล่าทัพตามไปติดๆ เมื่อเผชิญหน้ากันก็ถามด้วยเสียงอันดังว่า พวกคุณจะไปไหน

สุวิช(ที่ในรูปสะกดว่าสุวิทย์)ประธานนักศึกษาธรรมศาสตร์แก่พรรษากว่าสรวง นายกสโมสรของจุฬามาก ธรรมศาสตร์ตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเช่นเดียวกับรามคำแหงตอนนี้ จะเฒ่าเท่าไหนถ้ามีเงินค่าเทอมก็มาลงชื่อเป็นนักศึกษาได้โดยไม่ต้องสอบเอนท์ จะเข้าฟังเลกเชอร์หรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ดังนั้นธรรมศาสตร์จึงมีพวกเขี้ยวลากที่เข้ามาตีตราตนเองว่าป็นนักศึกษาเพื่อหางานเข้าทางการเมืองอยู่ เป็นที่เพ่งเล็งของสันติบาลและสายลับประเภทต่างๆมาก สุวิชเองก็มีงานประจำอยู่โดยเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์สยามนิกร เลยมีประสพการณ์ในการประจันกับคนระดับบิ๊กมาแล้ว จึงเป็นผู้ตอบคำถามว่าพวกเราจะไปทำเนียบ เพื่อฟังคำตอบเรื่องเลือกตั้งสกปรก สฤษดิ์ชั่งใจอยู่ชั่วเสี้ยววินาทีแล้วประกาศก้องต่อฝูงชนว่า เมื่อพวกท่านจะไปทำเนียบก็ขอให้ไปอย่างสงบ อย่าทำลายทรัพย์สินของชาติ เราจะเปิดทางให้ ฝูงชนทั้งนั้นได้ยินไปทั่วก็เฮรับ ขบวนก็เคลื่อนตัวไปโดยทหารได้จัดแถวใหม่ ปล่อยให้คลื่นมหาชนผ่านไปได้อย่างสะดวกโยธิน

เวลานั้นความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา พระอาทิตย์หลบขอบฟ้าไปแล้ว ร้อยเอกอาทิตย์ก็หลบขอบเวทีไปดูดโอเลี้ยงคลายเครียดด้วย

ที่ทำเนียบรัฐบาล ประตูเหล็กได้เปิดแง้มไว้เล็กน้อย เพราะมีคำสั่งจากเลขาครม.ให้เฉพาะนิสิตนักศึกษาเท่านั้นที่จะเข้าไปภายในได้ ประชาชนต้องอยู่ข้างนอก ก็คำสั่งที่ใช้ปากไม่ใช้สมองยั่งงี้เองที่ทำให้ทรัพย์สินของทางราชการต้องเสียหายจนได้ พอทัพหน้ามาติดแหง่กอยู่ที่ประตู กว่าจะเล็ดเข้ามาได้เหมือนกระท่อกน้ำปลาออกจากขวด คนข้างหลังใจร้อนก็ฮุยเลฮุย พักเดียวประตูเหล็กก็พังโครม ผู้คนไม่รู้ใครเป็นใครก็หลั่งไหลเข้าไปในสนามหน้าทำเนียบเหมือนเขื่อนแตก ทำท่าจะวุ่นวายเกินขอบเขตอยู่แล้วพอดีกับเจ้าหน้าที่ประกาศขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ และนั่งลง นายกรัฐมนตรีจะได้ออกมาพบ ระหว่างประกาศย้ำอยู่นั้น ทีมงานช่างก็ได้มาจัดสปอร์ตไลท์ส่องแสงพรึ่บพรั่บ พอตั้งไมโครโฟนเทสต์เสียงฮัลโหลๆ ก็เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่คนรู้สึกว่างิ้วจะออกโรงแล้ว ถ้าไม่รีบนั่งลงจะบังคนข้างหลัง แล้วอาจโดนของแข็งเขวี้ยงกบาลเอาได้ ความวุ่นวายก็สงบลง

จอมพลป.ก็ถือจังหวะนี้ก้าวออกจากตึกสู่แสงสปอร์ตไลท์ทันที ติดตามด้วยพล.อ.สฤษดิ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ราวกับฉากโจโฉยกทัพ ผู้คนตบมือเป่าปากต้อนรับเกรียวกราว แต่บัดเดี๋ยวเดียวก็มีเสียง สงสัยจะเป็นพวกประธานเชียร์ที่ร้องนำว่า ซา-หลิด  ซา-หลิด นิสิตนักศึกษาก็ขานรับตามว่าซา-หลิด ซา-หลิด ประชาชนก็เลย ซา-หลิด ซา-หลิด ซา-หลิดไปด้วย ซา-หลิดเอ้ยยสฤษดิ์ก็โบกมือรับด้วยมาดพระเอก ในขณะที่จอมพลป.ที่ยืนอยู่หน้าไมค์ทำท่าเหมือนอยากจะเปลี่ยนจากบทจากโจโฉ-นายกตลอดกาล ไปเป็นจิวยี่ ผู้อิจฉาริษยาจนกระอักเลือด

เสียงของสุวิชที่ขอร้องให้ฝูงชนเงียบเสียงลงเพื่อฟังนายกพูดก็เปิดโอกาสให้จอมพลป.ร่ายยาวออกไปแก้ตัวตามบทที่กุนซือวางพล็อตไว้ให้ ฝูงชนก็ฮือฮือด้วยความไม่พอใจ พอจอมพลป.บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้สะอาด นิสิตนักศึกษาไปเชื่อพวกให้ร้ายป้ายสีเอง เสียงโห่ก็ดังขึ้น ท่านก็สวนออกไปว่า ท่านยินดีจะขึ้นศาลพิสูจน์การเลือกตั้งนี้ เท่านั้นเองเสียงโห่ก็ดังกึกก้องกัมปนาท ดูเหมือนจะมีเสียงตะโกนด่าเป็นคำหยาบคายด้วย แต่ผู้สันทัดกรณีย์ได้ยินไม่ชัดเพราะหูอื้อไปแล้ว เลยไม่ได้บันทึกไว้


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11016


ความคิดเห็นที่ 159  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 14:25

เสียงซา-หลิด ซา-หลิดดังสลับขึ้นมาอีก จอมพลป.จึงได้ก้าวถอยหลังให้พล.อ.สฤษดิ์เข้ามายืนแทนที่ เสียงมหาชนที่สนั่นจนฟังไม่ได้ศัพท์ก็เงียบลง สฤษดิ์เริ่มต้นด้วยการขอร้องไม่ให้ทุกคนวู่วาม ข้อข้องใจทั้งหลายที่ถามรัฐบาลคงตอบในวันนี้ไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าจะเป็นตัวแทนของพวกพี่น้อง กระตุ้นรัฐบาลในเรื่องนี้เอง ขอให้พี่น้องไว้ใจข้าพเจ้า

น้ำเสียงที่ดูจริงใจ ไม่อ้อมค้อม และท่าทีสมชายชาติทหาร ได้กล่อมให้ทุกคนนิ่งฟังเหมือนถูกมนต์สะกด

เมื่อได้น้ำได้เนื้อตามควรแล้ว ท่านก็พูดสรุปว่าเหตุการณ์วันนี้ น่าเสียใจที่มีผู้บาดเจ็บหลายคนเมื่อประตูทำเนียบพัง บัดนี้ ถึงเวลาที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้านกันได้แล้ว ทิ้งให้เป็นภาระของข้าพเจ้าที่จะเร่งเร้ารัฐบาลแทนพวกท่านเถิด พอถึงตรงนี้ก็มีเสียงตะโกนแหวกขึ้นมาว่า “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์จงเจริญ ไชโย”  ทุกคนก็ไชโย…ไชโยตามโดยไม่รู้ว่านักศึกษาหน้าแก่เป็นม้าคนนั้นเป็นใคร

อย่างไรก็ตามที่ชายผู้นั้นตะโกนนำว่า “จอมพลสฤษดิ์” ทำให้ผมต้องรีบเปิดคุณวิกี้ดูโดยพลัน แล้วจึงพบว่าท่านได้เป็นจอมพลตั้งแต่ปี2497พร้อมๆกับจอมพลคนอื่นๆโน้น เป็นอันว่าผมตกข่าวไม่รู้ว่าไปเซอะซะอยู่ที่ไหน เรียกท่านโดยลดยศเป็นแค่พลเอกมาตลอดนมนาน

 
ขายหน้าจริงๆ ขออภัยอย่างสูงครับ ขออภัย ยิงฟันยิ้ม


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 160  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 15:11

*  ดิฉันไปลดยศท่านเข้าเหมือนกัน  เข้าใจผิดว่าท่านได้เป็นจอมพลเมื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี  ต้องรีบย้อนกลับไปแก้ให้หมด  อายจัง

อ่านฉ็อทเด็ด ณ ลานหน้าทำเนียบ ของข้างบนนี้    เสียงเชียร์อุ่นหนาฝาคั่งจนไม่น่าเกิดตามธรรมชาติ      คงจะมีกองเชียร์ของจอมพลสฤษดิ์ปะปนอยู่ในหมู่มหาชน
เป็นไปได้ว่ามีการวางแผนส่งสายเข้าไปประกบในขบวนล่วงหน้าแล้ว   พวกนี้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง  ถึงออกมาเชียร์พร้อมเพรียง ได้จังหวะถูกต้องกับสถานการณ์
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11016


ความคิดเห็นที่ 161  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 15:30

คืนนั้นกว่าจะสลายตัวกันเรียบร้อยจริงๆก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่า นักข่าวช่างภาพหนังสือพิมพ์ต่างหอบข่าวหอบรูปไปอัดไปปั่นต่อที่โรงพิมพ์โดยไม่ต้องกินข้าวกินปลากันละ ขณะกำลังจะป้อนกระดาษขึ้นแท่นเตรียมพิมพ์อยู่แล้ว วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยก็ออกอากาศคำสั่งจากรัฐบาล ย้ำประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำการโฆษณาหรือพิมพ์เอกสารใดๆเกี่ยวกับการเมือง อันจะกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นอันว่าจบกัน ข่าวทั้งหมดลงพิมพ์ไม่ได้เพราะคำสั่งรัฐบาลที่ประกาศย้ำมานั้น เช้าวันรุ่งขึ้น หนังสือพิมพ์ข่าวเช้ายักษ์ใหญ่อย่างน้อย3ฉบับที่ปกติจะออกแต่ก่อนสว่างก็ไม่มีขายในตลาด เพราะกลับตัวไม่ทัน

ในตอนสาย แถลงการณ์ฉบับที่6ของรัฐบาลก็ออกมาอีกใจความสรุปว่า ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลได้ยุยงปลุกปั่นให้คนจำนวนหนึ่งมีการเดินขบวน กล่าวประนามโดยปราศจากความจริงและเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกทั้งชุด เพราะเลือกตั้งคราวนี้สกปรก ข่มขู่ให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกจากยศทั้งหมด ยุยงให้ประชาชนฝ่าฝืนกฏหมายด้วยการไม่ให้เสียภาษีอากร ให้ทหารตำรวจแข็งข้อต่อรัฐบาล และคุกคามขู่เข็ญจะทำร้ายและจะใช้กำลังล้มล้างรัฐบาลชุดนี้เสียด้วย การกระทำเช่นนี้เข้ากันกับแผน7ขององค์การคอมมิวนิสต์สากล รัฐบาลจำเป็นต้องปราบปรามเพื่อรักษากฏหมายมิอาจหลีกเลี่ยงได้ บรา บรา บรา บรา..

วันรุ่งขึ้นนิสิตนักศึกษาก็ด้ท้าทายข้อห้ามไม่ให้ชุมนุมทางการเมืองเกิน5คนขึ้นมาอีกทันที โดยจัดประชุมกันที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วมีมติให้จัดผู้แทนไปมอบกระเช้าให้จอมพลสฤษดิ์  เพื่อขอบคุณที่ได้ให้ความคุ้มครองในการเดินขบวนเมื่อวันก่อน และเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ แทนที่จะให้ส.ส.พระนครลาออกหมด ก็ให้จอมพลป.ลาออกเพียงคนเดียว
 
นอกจากนั้น นิสิตนักศึกษาจึงได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้รัฐบาลว่า การที่เข้าพบนายกรัฐมนตรีก็เพื่อประนามการเลือกตั้งสกปรกที่เกิดจากทุกฝ่าย ไม่ได้มุ่งหวังจะกระทำอย่างอื่น ที่ว่ามีต่างชาติเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศนั้น ก็รู้อยู่ว่ามีการให้การสนับสนุนพรรคบางพรรค หนังสือพิมพ์บางฉบับ นิสิตนักศึกษาพร้อมที่จะช่วยป้องกันการทำลายประเทศตามนั้น และขอยืนยันว่า ได้กระทำทุกสิ่งด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ที่ว่ามีนักการเมืองเข้าแทรกแซงเพื่อหาผลประโยชน์และสร้างความนิยมให้แก่ตนเอง ก็จริง แต่เราได้ทำลายการแทรกแซงเหล่านี้หมดไปสิ้นแล้ว

สงสัยประโยคท้ายๆนี่คงมีใครเข้ามาเห็นกระทู้ก่อนหน้านี้ในเรือนไทย จึงไปกระซิบบอกให้นิสิตนักศึกษาเขียนออกตัวไว้ด้วย


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 162  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 17:42

 ยิงฟันยิ้ม

ดูหนังมาถึงม้วนจบ   มองเห็นว่าผู้กำกับชะตาการเมืองไทย  บอกใบ้ให้คนดูเห็นชัดๆ ว่าฝ่ายไหนเป็นพระเอก   ชนะแน่ๆตอนจบ
เพราะออร่าของจอมพลสฤษดิ์ ฉายสว่างจ้ายิ่งกว่าสปอตไล์ที่สนามหญ้าหน้าทำเนียบ    ใครๆก็อาจมองเห็นความมั่นใจในท่าที แสดงออกอย่างเปิดเผย ผ่านทางหน้าม้าว่าข้าขี่ม้าขาวมาแล้ว  ไม่ต้องยำเกรงใครทั้งสิ้น
จอมพลป.อาจเป็นโจโฉก็จริง แต่ถูกสวมบทโจโฉตอนแตกทัพเรือ ไม่ใช่โจโฉนายกตลอดกาล

ถ้าไม่แน่ใจว่าจะชนะขาดลอย  จอมพลสฤษดิ์คงไม่คว้าซีนเอาไปกินในงานนี้  ซีนแล้วซีนเล่า  ตั้งแต่หอประชุมจุฬา  สะพานมัฆวาน  จนถึงทำเนียบ  ต่อหน้าต่อตานายกฯ   เสียงเชียร์สะหลิดแล้วสะหลิดอีก ปกติมีแต่จะนำพิษภัยมาสู่ตน   เพราะใครๆก็รู้ว่าผู้ใหญ่มักจะเมตตาผู้น้อยที่ด้อยกว่า แต่ทนคนเก่งกว่าไม่ได้   ใครที่เก่งจริงจึงต้องทำเป็นไม่เก่งเพื่อความอยู่รอด   ต่อเมื่อชัวร์ว่ารอดแน่ และชนะด้วย จึงสำแดงความเก่งออกมาให้เต็มที่

ก่อนหน้านี้จอมพลสฤษดิ์ท่านก็ทำเป็นไม่ยุ่งมุ่งแต่งาน(และเงิน)มาหลายปีเต็มที   จนบัดนี้คงรู้จากหลังโรงแล้วว่าอำนาจของจอมพลป.เสื่อมถอยลงถึงที่สุด   กองทัพตำรวจก็ไม่อาจหนุนหลังได้อย่างเมื่อก่อน  พลต.อ.เผ่าเองก็สู้ไม่ไหว   ท่านก็เลยประกาศให้เห็นทั่วกันว่า ข้าพเจ้าคือฮีโร่ตัวจริง   สถานการณ์ที่จอมพลป.ตั้งใจว่าจะดับอีกฝ่าย   ก็เลยกลายเป็นสถานการณ์สร้างวีรบุรุษคนใหม่ขึ้นมา

จบละค่ะ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11016


ความคิดเห็นที่ 163  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 18:55

ยังครับท่านอาจารย์เทาชมพู ยังจบหาได้ไม่
.
.
ขณะที่นิสิตนักศึกษาประชุมกันอยู่ที่หอประชุมจุฬานั้น จอมพลสฤษดิ์ก็เปิดแถลงข่าวที่หอประชุมกองทัพบกด้วย แม่ทัพทั้ง3เหล่ามากันครบ เผ่าไม่มาแต่ให้รองอธิบดีตำรวจมา เมื่อเริ่มต้นท่านได้กล่าวนำว่า การตั้งกองบัญชาการทหารนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งก็ไม่เกี่ยวกับทหาร รัฐบาลตั้งขึ้นเพราะก่อนประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะทางการสืบได้ว่าจะมีการก่อการร้ายจริง จึงต้องการใช้ทหารไปสะกัดกั้น ตำรวจจะรักษาการณ์ระดับนี้ไม่ได้

“บางคนบอกว่าจอมพลสฤษดิ์ถูกต้มเสียแล้ว แต่ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องต้มหรอก จะหาว่าผมโง่ก็โง่เถอะ แต่เพื่อประเทศชาติจึงต้องเข้ามารับหน้าที่ ผมนั้นเคยพูดเสมอว่า ยอมเป็นนักการเมืองที่เลว แต่ขอเป็นนักการทหารที่ดี”

นักข่าวยิงคำถามทันที

“มีข่าวว่า ถ้ามีการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้ ท่านจะได้เป็นนายกใช่ไหม”

“ข่าวลือน่ะ ตราบใดที่จอมพลป.ท่านอยู่ ผมก็ต้องเคารพท่านสูงสุด ไม่สามารถลบรอยเท้าท่านได้ ผมเคยพูดอีกเหมือนกันว่า ในชีวิตนี้ขอมีนายคนเดียวเท่านั้น คือท่านจอมพล”

“การเดินขบวนในภาวะฉุกเฉิน เป็นการทำลายความศักด์สิทธิ์ของกฏหมายใช่ไหม”

“คุณจะให้ผมทำยังไง ถ้าจะทำให้เด็ดขาดก็ต้องยิงกันเท่านั้น พูดกันไม่เชื่อก็ต้องใช้อาวุธ ผมสังเกตุดูแล้ว พวกเดินขบวนนี่ก็มีพวกลูกเจ๊กอยู่มาก พลตรีประภาสเขายังจะถูกชก แต่พอหันมาให้เห็นว่าเป็นใครเขาก็เลยหัวเราะแหะๆ บอกว่าขอโทษ ผมถามคุณประภาสว่าไม่กลัวหรือ คุณประภาสก็บอกว่าเขาเป็นนักมวยเก่า”


นักข่าวหัวเราะกันครืนในขณะที่ประภาสเขินหน้าแดง

“ผมมีอำนาจจะยิงก็ได้ แต่ดูในประวัติศาสตร์ ในฝรั่งเศสยิงแล้วเกิดอะไรขึ้น การทำลาย ทำร้ายประชาชนผมไม่ทำ จะเดินขบวนก็เดินกันไป เดินให้ถึงที่สุด ขอกันอย่างเดียวอย่าทำลายทรัพย์สินของประชาชนก็แล้วกัน ผมกลัวแต่ว่าทหารชั้นพลๆจะอดกลั้นไว้ไม่ไหว แต่ผมต้องของชมเชย เขามีความอดทนเป็นเยี่ยม จะให้ผมเอาตำรวจม้าออกไปน่ะเรอะ ผมไม่ทำหรอก ประเดี๋ยวจะเป็นอย่างคุณเผ่าไปอีกคน  เมื่อวันเดินขบวนคุณเผ่ามาขอกระสุนซ้อมรบ ผมบอกอย่าเอาไปเลย ประเดี่ยวเขาจะหาว่ามีแต่กระสุนเก๊ๆ…….
……อ้อ ขอบอกหน่อย จอมพลป.ท่านส่งจดหมายใส่ซองเหลืองมาให้ บอกว่าขอบใจที่รักษาสถานการณ์ไว้ได้ รู้สึกว่า จอมพลป.จะรักผมขึ้นอีกนิด”


เรื่องอื่นๆก็ยาวและไม่คุ้มที่ผมจะจิ้มดีดพิมพ์ทีละตัว เอาเป็นว่าเวลาให้สัมภาษณ์จอมพลสฤษดิ์ก็ดูจะพูดทีเล่นทีจริง แต่หลังจากนั้นก็เอาเรื่องที่เดียว เช่นนักข่าวบอกว่า หลังจากวันเดินขบวน ทางยูซิส(สำนักข่าวสารอเมริกัน)ได้แทรกแซงด้วยการแจกใบปลิวเรื่องการปะทะระหว่างทหารกับนักศึกษาในฮังการี จอมพลสฤษดิ์บอกเหรอเดี๋ยวจะให้เรียกเขามาถาม ว่าแล้วก็หันไปสั่งเจ้ากรมข่าวทหารบกให้ทำหนังสือด่วนเชิญเอกอัครราชทูตอเมริกันมาพบหน่อย  นายแมค วัลโด บิชอบ ได้รับหนังสือก็รีบมาพบ และแจ้งว่า เอกสารดังกล่าวเป็นจดหมายเหตุรายวันที่ออกตามปกติ ที่เผอิญลงข่าวที่เกิดขึ้นในฮังการีเป็นการเตรียมต้นฉบับไว้ก่อนหน้า แต่มาสอดคล้องกับเหตุการณ์วันนั้นโดยมิได้ตั้งใจ ไม่ได้มุ่งหมายจะยุยงนักศึกษาไทยแต่อย่างใด

เรื่องลูกเจ๊กก็เรียกนายสหัส มหาคุณ นายกสมาคมคนจีนมาพบ พูดเรื่องวันเดินขบวนที่มีไอ้ตี๋มาแจมกับเขาด้วย แล้วยังเอากระป๋องนมขว้างปาทหาร สมัยก่อนเป็นโลหะนะท่าน หาใช่กล่องกระดาษหรือขวดพลาสติกไม่  ให้ปรามๆกันเสียบ้าง นายสหัสแย้งว่าที่ท่านเรียกไอ้ตี๋หน่ะ คนไทยตามกฏหมายทั้งนั้นนะคะรับ จอมพลสฤษดิ์ก็บอกว่าก็เตือนให้มันไปเรียนหนังสือสิ อย่าปล่อยมาเป็นกุ้ยข้างถนน  เดี๋ยวบั๊ด..!

แต่ที่ถือว่าเจ็บแสบไม่ไว้หน้ากันก็คือ ให้ประภาสสั่งให้รองผู้บังคับการกองปราบสามยอด และรองผกก.1กองปราบ ที่นักข่าวร้องเรียนว่าเป็นนายใหญ่ของบรรดานักเลงอันธพาลทั้งหลายให้มาพบ พอสอบถามเสร็จตามกระบวนการก็เชิญออกมาให้นักข่าวสัมภาษณ์สอบถามข้อข้องใจเอาเอง นักข่าวได้ทีก็ทั้งปิ้งทั้งย่างด้วยคำถามที่ทั้งสองอยากจะกระอักออกมาเป็นโลหิต ได้แต่แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวฟาดงวงฟาดงาฆ่าตัวตายไปจนนักข่าวเลิกราคำถามไปเอง

เรื่องนี้เผ่าโกรธมาก อีกไม่กี่วันต่อมามีการประชุมคณะรัฐประหารรุ่นพระเจ้าเหา ตั้งมาครั้งจอมพลผินปฏิวัติโน่น ยังไม่ยอมเลิก การประชุมคราวนี้ก็เพื่อจะเสนอชื่อส.ส.ประเภท2เข้าไปเป็นฝักถั่วในสภา เผ่าและสฤษดิ์นั่งอยู่กันคนละมุม ไม่พยายามสบสายตากัน พอเริ่มประชุม เผ่าก็ช๊อคทุกคนด้วยการประกาศลาออกจากทุกตำแหน่ง จอมพลป.ได้สติก่อนก็พูดว่า เฮ่ย..ออกอะไรกัน  ออกทุกตำแหน่งเผ่ายืนยัน มีเหตุผลอะไรจอมพลป.งง   ไม่มีเหตุผล เผ่ากระแทกเสียงพร้อมชำเลืองไปทางสฤษดิ์ พอสบตากันสฤษดิ์ก็ยิ้มๆ แต่ไม่ว่ากระไร แล้วลาออกจากคณะรัฐประหารด้วยหรือเปล่าจอมพลป.ชักรำคาญ   เปล่า เผ่าตอบและก็ไม่พูดอะไรอีก เลิกประชุมแล้วก็หลบนักข่าวออกไป

การลาออกของเผ่าเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ สองสามวันต่อมานักข่าวจึงได้มีโอกาสถามจอมพลป.
“ผมยังไม่ได้รับใบลาของคุณเผ่าเลย การลาออกเป็นเรื่องธรรมดานะ แต่ต้องทำให้ถูกระเบียบคือต้องทำใบลามายื่น จึงจะพิจารณากันได้ แต่ก็นั่นแหละคุณ คนทำงานด้วยกันมา ช่วยทำประโยชน์ให้ก็มากด้วย พอรับใบลา จะสั่งให้ออกปังก็ดูกระไร”

ชาวบ้านชาวเมืองที่รอลุ้นว่าเมื่อไหร่จะมีคำสั่งเป็นทางการในเรื่องนี้ออกมา มิได้ต้องรอนาน เพราะวันรุ่งขึ้นนั้นเอง คำสั่งถอดอำนาจก็ออกมาปรากฏ แต่แทนที่จะเป็นเผ่า..กลับกลายเป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกถอดถอนออกจากการเป็นผู้บัญชาการฝ่ายทหาร


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30942

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 164  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 20:49

อ้างถึง
ยังครับท่านอาจารย์เทาชมพู ยังจบหาได้ไม่

อ้าว หน้าแตก   อายจัง  ใจเร็วมือไปดึงสายปิดม่านเวทีไปก่อนได้ไง    พระเอกเพิ่งควบม้ามาอยู่กลางเวที  ยังไม่ได้วิ่งลงจากเนิน  หายลับไปในแสงตะวันสักหน่อย

จอมพลสฤษดิ์เป็นคนพูดจาเก่ง   มีลูกล่อลูกชน  สมัยนี้เรียกว่าพริ้ว    แต่พริ้วคนละแบบกับจอมพลป. รายนั้นท่านหวานด้วยมธุรสวาจา แต่ประมาทไม่ได้เลย
อ่านเหตุการณ์ตอนเสือปะทะกับสิงห์แล้วก็ระทึกใจดีค่ะ   ทั้งๆรู้ตอนจบจากประวัติศาสตร์แล้ว   นึกถึงจอมพลสฤษดิ์  คนเล่นการเมืองต้องสติแข็ง หลายเท่าของประชาชนทั่วไป เพราะมักจะเจอเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจวายได้ง่ายมาก อยู่บ่อยๆ

ดิฉันเตรียมบันทึกของจอมพลผินไว้อีกตอนหนึ่ง ว่าท่านเขียนถึงจอมพลสฤษดิ์กับจอมพลป. ไว้ว่ายังไงบ้าง  แต่ตอนนี้ขอถอยไปนั่งหลังชั้น ให้อาจารย์ใหญ่ตัวจริงท่านเลกเชอร์ให้จบตอนสำคัญเสียก่อน
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 27
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.055 วินาที กับ 19 คำสั่ง