เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 27
  พิมพ์  
อ่าน: 118789 จอมพลป.2 ไม่ผ่านขึ้นป.3
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 105  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 10:09

เอารูป ใครจะกินใคร มาประกอบ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 106  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 10:11

การไปทัศนศึกษาและได้พบปะพูดคุยกับคนระดับผู้นำทั่วโลกครั้งนั้นได้เปิดหูเปิดตาให้จอมพลป.ได้มาก ถึงกับปิ๊งขึ้นมาว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงต่างหากที่จะทำให้ชาติอยู่รอด และพลังประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยพยุงบัลลังก์ของตนได้ กลับมาคราวนี้จึงได้เริ่มฟื้นฟูภาพพจน์ในการเป็นนักประชาธิปไตยของตนเป็นการใหญ่ เริ่มจากการให้อิสระเสรีแก่หนังสือพิมพ์ด้วยการจัดรายการ “เพรสคอนเฟอร์เรนส์” หรือนายกพบสื่อสัปดาห์ละครั้ง และเผยว่ารัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่โดยตนเองจะลงเลือกตั้งด้วย ข่าวนี้สร้างความฮือฮายกใหญ่ เพราะท่านผู้นี้เป็นนายกมาแล้วหลายสมัย และตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ครองอำนาจ ไม่เคยลงเลือกตั้งเองแม้แต่ครั้งเดียว คนไทยจึงยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ

ดังนั้นจอมพลป.จึงเสี่ยงดำเนินนโยบายสุดยอดที่คิดว่าจะได้ใจประชาชนก็คือ การอนุญาตให้มีไฮปาร์คที่ท้องสนามหลวง นัยว่าเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนส่งเสียงสะท้อนความไม่พอใจต่างๆมายังรัฐบาลได้

หลักการของไฮปาร์คต้นแบบก็ดีจริงอยู่ เมื่อจอมพลป.ไปคราวนี้อังกฤษได้ไปเยี่ยมชมสวนสาธารณะใหญ่กลางกรุงลอนดอนในส่วนที่เขาจัดให้นักชอบพูดทั้งหลายไปยืนแสดงวาทะอะไรก็ได้ จะด่าว่ารัฐบาลไปถึงหมูหมากาไก่ก็เอา จะมีคนฟังหรือไม่มีคนฟังก็ว่าไป บางคนยืนพูดอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้าก็มี ถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์พึงระบายออกตามวิถีประชาธิปไตยได้ ตราบเท่าที่ไม่ไปกระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น จอมพลป.ท่านเกิดความเลื่อมใสมากถึงกับอิมพอร์ตยี่ห้อไฮปาร์คมาเปิดที่ท้องสนามหลวง ประชาชนชาวกรุงเทพก็สนุกกันใหญ่เพราะเป็นเอนเทอร์เทนเมนต์แบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ปกตินั้นแค่นินทารัฐบาลในสภากาแฟนิ๊ดเดียว ตำรวจได้ยินเข้าก็จับเข้าตะรางแล้ว โอ้พระเจ้ายอช์จ นี่จะเปิดโอกาสให้ด่าฟรีๆกันยาวๆทีเดียว  ตอนแรกไฮปาร์คเปิดทุกบ่ายวันเสาร์ เรื่องก็เบาๆเช่นด่าแบบเรียนใหม่ของกระทรวงศึกษายังงิ๊ เรื่องตำรวจรีดไถชาวบ้านยังงิ๊ จอมพลป.ท่านก็พอใจมากสั่งให้ขยายออกไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดจัดไฮปาร์คให้คนพูดคนฟังด้วย

ระยะเวลาผ่านไปไม่นาน จากที่พูดอาทิตย์ละครั้งก็กลายเป็นพูดทุกวันเพราะมีคนอยากจะระบายแยะ ดาวไฮปาร์คก็เพิ่มจากไม่กี่คนกลายเป็นหลายสิบคน เรื่องที่ด่าคนเล็กๆก็เลื่อนขั้นขึ้นไปด่าคนใหญ่ๆเข้าให้บ้าง คนฟังจากจำนวนพันก็เพิ่มเป็นจำนวนหมื่น วันสุดสัปดาห์ก็หลายหมื่น คนฟังชื่นชอบที่จะเห็นตัวด่าทั้งหลายกระทำการด่าทหารว่าเป็นเผด็จการทำลายประชาธิปไตย ด่าตำรวจ ด่าพล.ต.อ.เผ่าและบรรดาอัศวิน แบบแฉกันกระจะๆทั่งคดียิงทิ้ง ขังลืม ค้าฝิ่น ค้าธนบัตรปลอม

ถึงตรงนี้ก็พออ่านความคิดจอมพล.ปได้รางๆแล้วว่าต้องการจะเบรคใคร แต่พลังประชาชนเป็นของใหม่ที่จอมพล.ปยังไม่รู้จัก ไม่เคยเล่น การเปิดจุกขวดให้ยักษ์ออกมาแล้ว จะใช้ยักษ์ไปทำลายศัตรูไม่ใช่หันกลับมากระทืบคนเปิดจุกขวด จอมพลป.ยังไม่ซึ้งในศิลปะวิทยานี้เลย


บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 107  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 10:15

หลักตัวนี้คืออเมริกาที่จอมพลป.แตะๆไว้นานแล้ว จากการยอมประกาศให้ประเทศไทยสังกัดค่ายประเทศเสรีประชาธิปไตย แม้จะทำให้สูญเสียเสรีภาพในการดำเนินนโยบายโดยอิสระ ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใดได้อย่างที่เคย ประเทศคอมมิวนิสต์ก็ออกอากาศด่าไทยลอยมาตลอดว่าเป็นสุนัขรับใช้ของอเมริกา เพราะยอมรับความช่วยเหลือทางการทหาร และให้อเมริกาส่งจัสแมค หรือที่ปรึกษาทางทหารและเศรษฐกิจเข้ามาตั้งบ.ก.ในกรุงเทพ หลังจากส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลีแล้ว ช่วงหลังนี้ จอมพลป.ยึดอเมริกามั่นด้วยการนำไทยไปผูกกับมหาอำนาจฝ่ายตะวันตกอีกเปลาะหนึ่งในการร่วมเป็นสมาชิกในองค์การซีอาโต้ ที่มีพันธกรณีย์ในการร่วมรบหากประเทศในกลุ่มถูกรุกรานจากประเทศคอมมิวนิสต์ จอมพลป.ถึงกับแถลงด้วยตนเองว่า หากประเทศไทยถูกรุกรานจากประเทศคอมมิวนิสต์ ไทยก็จะยอมให้อเมริกาส่งทหารเข้ามาช่วยต่อต้าน นี่เป็นอีกข้อหาหนึ่งที่ฝ่ายซ้ายได้โจมตีจอมพลป.ว่าเป็นนักขายชาติ ตอนโน้นขายให้ญี่ปุ่นก็ทีนึง ตอนนี้ขายให้อเมริกาอีกแล้ว

จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเล่าถึงประวัติตนเองที่มีประสบการณ์กับพวกจักรวรรดินิยมอเมริกาไว้ตอนหนึ่งสมัยที่เขารับทำงานแปลร่วมกับ ดร.วิลเลียม จอห์น เก็ดนีย์ (William John Gedney) ว่า

ต่อมาก็มีการแปลสุนทรพจน์ของผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในเมืองไทย เช่น ครั้งหนึ่ง อเมริกามอบหัวรถจักรดีเซลให้การรถไฟไทย จะจัดพิธีมอบ ในพิธีนั้นทางอเมริกากล่าวมอบ และทางไทยกล่าวตอบรับขอบใจ องค์การร่วมมือของอเมริกาก็จะส่งสำเนาคำปราศรัยของทั้งสองฝ่ายมาให้แปล ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ คำปราศรัยกล่าวมอบของฝ่ายอเมริกานั้น ต้องแปลออกเป็นภาษาไทย เพื่อเอาไปให้ รมต.คมนาคมไทยอ่านล่วงหน้าจะได้รู้ว่าผู้มอบจะพูดว่าอย่างไร ส่วนคำตอบรับของ รมต.ไทยนั้น ฝ่ายอเมริกาก็เขียนให้เสร็จเรียบร้อยแต่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าเป็นผู้แปลออกเป็นภาษาไทยที่ไพเราะสละสลวย ซึ่งองค์การร่วมมือของอเมริกาจะนำไปพิมพ์ดีดเรียบร้อยใส่ซองเตรียมไว้ใน รมต.ไทยอ่านตอบรับตามนั้น พูดง่าย ๆ ว่าอเมริกาต้องการจะให้ รมต.ไทยพูดสรรเสริญบุญคุณอย่างไรให้ประชาชนไทยฟัง ก็เขียนลงไป รมต.ไทย ต้อง อ่านตามนั้น ทำท่าเหมือนว่าตนเขียนมาอ่านเอง หรือเหมือนว่า ครม.ไทย ลงมติกันมาให้พูดเช่นนั้นเอง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือคำปราศรัยของท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ซึ่งจะปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาวัฒนธรรมในนามของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง ในโอกาสวันฉลองรัฐธรรมนูญ คำปราศรัยนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอเมริกาเลย เป็นเรื่องของวัฒนธรรมไทยล้วน ๆ แต่ร่างคำปราศรัยกลับเขียนเป็นภาษาอังกฤษ องค์การ่วมมือของอเมริกาเป็นผู้ร่างและส่งมาให้สำนัก  ดร.เก็ดนีย์แปลออกเป็นภาษาไทย ข้าพเจ้าก็แปลและใช้ถ้อยคำให้สละสลวยสำหรับท่านผู้หญิงละเอียดเอาไปอ่านในวันงาน

เอกสารทำนองนี้มีอีกมาก แม้บริการข่าวสาร เช่น บทบรรยายภาพยนตร์ ข่าวเสด็จพระราชดำเนิน ต้นบทก็เป็นภาษาอังกฤษส่งมาจากองค์การร่วมมือของอเมริกา ข้าพเจ้าเป็นผู้แปลออกเป็นภาษาไทย หรือบางครั้งก็มีเจ้าหน้าที่ในสำนักวัฒนธรรมแปลออกเป็นภาษาไทยแล้ว แต่องค์การร่วมมือของอเมริกาก็ยังส่งทั้งฉบับอังกฤษและไทยมาให้สำนักดร.เก็ดนีย์ตรวจสอบว่าแปลตรงตามภาษาอังกฤษอย่างแท้จริงหรือไม่ จนที่สุดแม้จดหมายติดต่อบางฉบับ ก็ส่งมาให้แปล ทั้ง ๆ ที่อัตราค่าแปลสูงมาก (ชั่วโมงละ ๗๕ บาท)

ประสบการณ์เช่นนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกถึงการแทรกแซงและเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของอเมริกาที่มีต่อไทย รู้สึกว่าอเมริกาไม่วางใจวงการรัฐบาลไทยเลย ไม่ว่าอะไรก็ต้องขีดเส้นให้เดินทั้งสิ้น อีกด้านหนึ่งก็รู้สกว่าพวกคณะรัฐบาลของไทยมีแต่คนโง่ และบ้านเมืองถ้าอยู่ในมือของคนพวกนี้ไปเรื่อย ๆ ก็คงจะหายนะสักวันหนึ่ง ความจริงข้าพเจ้าน่าจะมองเห็นทีเดียวว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงว่าไทยเป็นเมืองขึ้นของอเมริกาชัด ๆ แต่ในขณะนั้นความรู้สึกของข้าพเจ้ายังไม่พัฒนาถึงขั้นนี้ และยังไม่รู้สึกตรง ๆ อย่างจังเช่นนี้


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 108  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 11:17

ได้โอกาสแยกซอยอีกแล้วค่ะ

ไฮปาร์ค ที่เราเรียกกันจนกลายเป็นทั้งคำนามและคำกริยา มาจากคำว่า Hyde Park สวนสาธารณะใหญ่ในกรุงลอนดอน   เคยได้ยินคำนี้มานานแล้ว ก็อยากรู้ว่าของจริงเป็นยังไง   
พอไปเจอเข้าจริงๆ รู้ได้อย่างเดียวว่าเดินขาลากกว่าจะข้ามสวนไปได้ ถ้าไปอีกหน คงเดินไม่ไหวแล้ว
ส่วนที่เขาพูดกันอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ มองไม่เห็น  หรือว่าเลิกกันไปนานแล้วก็ไม่ทราบค่ะ  ใครทราบช่วยบอกด้วย



ตอบคุณเพ็ญชมพู   อะไรๆที่จิตรเขียนเกี่ยวกับอเมริกา จำได้ว่าคุณสุลักษณ์เองก็เคยเขียนหรือพูดทำนองนี้เหมือนกัน
จบสงครามโลก ก็เริ่มยุคสงครามเย็นระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์  หรืออเมริกากับโซเวียต   ประเทศเล็กประเทศน้อยถูกดึงเข้าสังกัดไม่พี่เบิ้มคนนี้ก็พี่เบิ้มอีกคน     ไทยเราถือทางฝ่ายอเมริกาเต็มตัว   จึงมีองค์การ SEATO ซึ่งเริ่มมาจากกฎบัตรแปซิฟิค

กฎบัตรแปซิฟิคประกาศ ณ กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2497 เป็นสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( Southeast Asia Defense Treaty-SEATO ) ประเทศที่ลงนามเป็นภาคีในสนธิสัญญา คือ ออสเตรีย ฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ไทย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา
สาระของสนธิสัญญา SEATO (ซีโต้) คือ ประเทศเหล่านี้ตกลงร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม  เพื่อจะก้าวหน้าไปด้วยกันอย่างดี  แต่จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดคือร่วมมือกันต่อต้านคอมมิวนิสต์
สำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพ  มีนายพจน์ สารสิน เป็นเลขาธิการทั่วไปคนแรก   มายุบเลิกเมื่อพ.ศ. 2520  หลังอเมริกาพี่เบิ้มใหญ่พ่ายแพ้ในสงครามเวียตนาม ลาวและกัมพูชา

ปัจจุบัน เมื่อไปค้นหาชื่อ ซีโต้ หรือซีอาโต้  ในกูเกิ้ล  เจอแต่ชื่อบริษัท และชื่อผลิตภัณฑ์แท้งค์น้ำ   ลังเล  ยังมีใครจำความหมายขององค์การนี้ได้บ้างไหมนี่?
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 109  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 11:57

ได้โอกาสแยกซอยอีกแล้วค่ะ

ไฮปาร์ค ที่เราเรียกกันจนกลายเป็นทั้งคำนามและคำกริยา มาจากคำว่า Hyde Park สวนสาธารณะใหญ่ในกรุงลอนดอน   เคยได้ยินคำนี้มานานแล้ว ก็อยากรู้ว่าของจริงเป็นยังไง  
พอไปเจอเข้าจริงๆ รู้ได้อย่างเดียวว่าเดินขาลากกว่าจะข้ามสวนไปได้ ถ้าไปอีกหน คงเดินไม่ไหวแล้ว
ส่วนที่เขาพูดกันอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ มองไม่เห็น  หรือว่าเลิกกันไปนานแล้วก็ไม่ทราบค่ะ  ใครทราบช่วยบอกด้วย

บริเวณที่คุณเทาชมพูสนใจในสวนไฮด์ปาร์ค์เรียกว่า "มุมนักพูด" Speakers' Corner อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบริเวณสวน

คุณวิกกี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Speakers%27_Corner เล่าเกี่ยวกับเรื่องมุมนักพูดนี้ไว้ว่า

Speakers there are allowed to speak as long as the police consider their speeches lawful. Contrary to popular belief, there is no immunity from the law, nor are any subjects proscribed, but in practice the police tend to be tolerant and therefore only intervene when they receive a complaint or if they hear profanity.

Historically there were a number of other areas designated as Speakers' Corners in other parks in London, (e.g. Finsbury Park, Clapham Common, Kennington Park and Victoria Park) as well as other countries.

 

คุณวิกกี้เล่าถึงเรื่องไฮด์ปาร์คในประเทศไทยว่า จัดขึ้นครั้งแรกที่ท้องสนามหลวง

An area was set up in Bangkok in the 1930s, and quickly became known as Hyde Park, to enable freedom of speech and the airing of political views in Thailand. The area was shut down after student rioting and the lethal intervention of the army and it is not discussed openly today.

In 1955, Marshal Plaek Pibulsonggram had visited the London as part of an international tour. He became impressed with the 'Speakers' Corner' in Hyde Park. Upon his return to Thailand a 'Hyde Park' space for free speech and assembly was instituted at the Phramane Grounds in Bangkok. The experiment was well received and effectively stimulated political debate. The experiment was not appreciated by the government though, and in February 1956 restrictions were imposed on the Phramane 'Hyde Park'. However, during this period the Hyde Park Movement Party had evolved, upholding the legacy of the Hyde Park experiment.

การไฮด์ปาร์คมีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่  ๒๗  สิงหาคม ๒๔๙๗ ณ ท้องสนามหลวง  เป็นการอภิปรายปัญหาแบบเรียนเบสิคของหลวงพรหมโยธี จากนั้นมาทุกเย็นวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะมีการวิจารณ์ทางการเมือง  อภิปรายความผิดพลาดของรัฐบาล ไฮด์ปาร์คเฟื่องฟูอยู่ได้ไม่นานก็ถูกทางการห้ามเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙  แต่ต่อมาก็อนุญาตให้ไฮด์ปาร์คได้อีกจนปัจจุบัน

ข้อมูลจาก หนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม สำนักพิมพ์สารคดี

 ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 110  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 12:17

คราวหน้า ถ้าเดินไหวจะไปหามุมนี้ดูนะคะ   ยิ้มกว้างๆ

กลับมาเรื่องการเมือง 
ทีแรกนึกว่าพอหมดกบฏสันติภาพแล้ว  ก็ไม่มีกบฏอะไรอีกจนรัฐบาลจอมพลป. 2 อวสานในปี 2500    แต่กลับไปเจอว่า มีกบฏเล็กๆ แทรกเข้ามาอีก  2  รายด้วยกัน
รายแรก  เรียกว่า "กบฏอดข้าว"  สืบเนื่องมาจากไฮปาร์คที่กลายเป็นจอมพลป.เปิดจุกขวดปล่อยยักษ์ออกมา
ยักษ์ตัวหนึ่งในขวดชื่อ  นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ เป็นนักไฮปาร์คชื่อดัง  เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นยกเลิก ส.ส.ประเภท 2  คือพวกที่แต่งตั้ง ไม่ใช่เลือกตั้ง  และเลิกทำรัฐประหารกันเสียที   วิธีประท้วงคือไปนั่งอดข้าวหน้าทำเนียบรัฐบาล  แบบเดียวกับร้อยเอกฉลาด วรฉัตร ในยุคหลัง
นายทองอยู่ถูกจับกุมพร้อมคณะ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล  ถูกตั้งข้อหาเป็นกบฏภายในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2499

รายที่สอง เรียกว่า "กบฏทัศนาจร" เกิดขึ้นวันเดียวกัน กับกบฏอดข้าว  คือมีคณะผู้แทนราษฎรและนักเขียน นำโดยนายเทพ โชตินุชิต อดีตรัฐมนตรี และ ส.ส.ศรีสะเกษ ได้รับเชิญไปยังประเทศจีน  เดินทางกลับถึงประเทศไทย สันติบาลได้ไปควบคุมทั้งคณะเนื่องจากแจ้งขอหนังสือเดินทางว่าจะไปฮ่องกง แต่กลับไปจีน ทางการไทยห้ามเดินทางไปประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 111  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 12:29

ผมไปลอนดอนทีไร เดินผ่านไฮปาร์คก็เห็นมีคนพูดอยู่ทุกครั้ง แค่มีลังไม้สักอันก็ขึ้นไปยืนพูดได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่มีใครฟัง ผมเคยหยุดดูคนที่ยืนพูดอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครสนใจ พอแกเห็นผมสนใจก็ทำท่าจะลงมาจากลังสบู่เอาเอกสารอะไรไม่รู้จะมาให้ผม จึงต้องรีบสาวท้าววิ่งไปสมทบกับเพื่อนที่เดินล่วงไปแล้ว สิบปีหลังนี่ไม่ได้ไปลอนดอนเลย แต่คิดว่าคงจะมีอยู่ แต่คนอังกฤษคงไม่ค่อยสนใจเสียแล้ว

กลับมาที่ท้องสนามหลวงต่อ เมื่อถูกด่าฝั่งเดียวมากๆเข้า เผ่าก็วีนแตก บุกมาขึ้นเวทีไฮปาร์คเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาบ้าง วันที่เผ่ามาพูดนั้น ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมากันเพียบ ท่านผู้ชมและท่านผู้ฟังที่อยู่ ณ ที่เกิดเหตุต่างต้องพากันสงบนิ่ง ฟังจอมอัศวินแก้ตัวไปทุกข้อกล่าวหา พอพูดเสร็จลงเวทีมาเห็น นายเพิ่ม วงศ์ทองเหลือ ส.ส.พิจิตร ตัวด่าคนสำคัญคนหนึ่ง เผ่าก็พลั้งปากไปว่า ไอ้เพิ่ม มึงมันเป็นแค่เกือกนายควง มึงเอาลูกพี่ของมึงมาโต้กับกูดีกว่า เท่านั้นเอง หนังสือพิมพ์ก็ได้ข่าวไปพาดหัวว่า “เผ่าท้าควงพูดไฮปาร์ค”

เอ้อ ผมเล่าข้ามไปหน่อย ตอนที่รัฐบาลจอมพลป.เอารัฐธรรมนูญฉบับ2475มาใช้ แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตด้วยการไม่ร่วมลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งด้วย นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรคนี้ แต่ก็มีกบฏในพรรคไปลงสมัครในนามของพรรคและได้รับเลือกตั้งมา7-8คน ถือว่าน้อยเป็นประวัติการณ์เหมือนกัน พวกพรรคประชาธิปัตย์รุ่นเดอะๆก็มาเล่นการเมืองนอกสภา การที่จอมพลป.เปิดเวทีไฮปาร์คขึ้น ก็เท่ากับปล่อยผีให้ส.ส.พวกนี้ออกมาด่ารัฐบาลได้โดยไม่มีประธานสภาคอยคุมเกม ประชาชนไม่ได้ฟังคารมของฝ่ายค้านมานานแล้วจึงได้ฟังอย่างจุใจ

เมื่อเผ่าท้าควงขึ้นเวทีไฮปาร์ค จึงเหมือนกับการประกบคู่มวยระดับแม่เหล็กโลก ผู้คนฮือฮาอยากจะฟังทั้งสองฝ่ายโต้กัน นายควงนั้นเป็นนักพูดที่ไม่กลัวใครอยู่แล้ว แต่เผ่าจะเอาฝีปากอะไรมาสู้ แหม มันช่างน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร ยิ่งใกล้ถึงเวลานายควงก็ออกข่าวยั่วยุคู่กัดผ่านหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน ถึงวันจริงท้องสนามหลวงว่าใหญ่ๆก็ยังไม่พอจุท่านผู้ชมและท่านผู้ฟังที่หลั่งไหลกันมา

วันนั้นตรงกับวันที่ 7มกราคม 2499 บ่ายโมงเศษ พล.ต.อ.เผ่าก็เดินทางมาถึงในชุดสากลสีอิฐ ห้อมล้อมด้วยบรรดาอัศวินทั้งระดับจตุรงคบาท ตลอดจนกองระวังหน้า ระวังข้าง และระวังหลัง แสงจากแหวนเพชรวูบวาบเมื่อกระทบกับแสงแฟรชจนฝูงชนจังงังกันไปหมด หลีกทางให้ขบวนผู้ยิ่งใหญ่เยื่องย้ายไปสู่เวทีโดยดี และแล้วจอมอัศวินเผ่าก็ขึ้นไปประจันหน้ากับโฆษกบนเวที ผู้ซึ่งร่ายยาวอารัมภคาถาโน้มน้าวให้คนเลือดร้อนใจเย็นลงด้วยการขอให้สาบานต่อพระแก้วมรกตเบื้องหน้าว่าจะพูดแต่ความจริง ว่าแล้วก็จุดธูปจุดเทียนยัดเยียดใส่มือพล.ต.อ.เผ่า แล้วก็ว่านำให้พล.ต.อ.เผ่าว่าตาม พอว่าหมดยังไม่ได้สาธุก็มีห่อกระดาษที่ดูมีน้ำหนักพอควรถูกโยนขึ้นไปบนเวที พร้อมกับเสียงตะโกนให้เข้าไม้ค์ด้วยว่า

  “ เฮ้ย ระเบิดโว้ย”

เท่านั้นเองผู้คนทั้งบนเวทีและหน้าเวทีต่างก็กระเจิงกระเจิงเอาตัวรอด เวทีถล่ม คนข้างหลังเห็นท่าไม่ดีก็ออกวิ่งบ้าง เหยียบกันระนาว เพราะไม่รู้จะหนีไปข้างไหน หาบเร่แผงลอยซวยที่สุดเพราะที่ถูกชักดาบไม่เท่าไร แต่เครื่องมือหากินบรรลัยไปหมดในคราวนี้ เหตุการณ์วุ่นวายกินเวลาประมาณ20นาที มีผู้เห็นอัศวินทั้งหลายช่วยกันพานายหลบขึ้นรถออกไปจากสนามหลวงได้โดยปลอดภัยตั้งแต่นาทีแรก  รองเท้าหลายร้อยข้างถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาด ตำรวจช่วยคนขึ้นมาจากคลองหลอดได้หลายสิบ แต่ละคนบอกไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองลงไปได้อย่างไร โดดลงไปเองหรือถูกถีบลงไปก็ยังงงๆอยู่

รุ่งเช้าหนังสือพิมพ์พาดหัวว่า ฟ้าถล่มสนามหลวงบ้าง ไฮด์ปาร์คถล่ม คนบาดเจ็บเป็นร้อยบ้าง ถึงวันนี้ ไม่ทราบว่าเป็นแผนของเผ่าที่จะหนีการปะทะคารมกับนายควงอย่างมีชั้นเชิงหรือเปล่า


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 112  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 12:30

ในเหตุการณ์ "กบฏอดข้าว" มีบางเรื่องที่อ่านแล้ว หลายคนในเรือนไทยก็คงขำว่า ทำกันได้ขนาดนี้เชียวหรือ  แต่ยุคโน้นเขาไม่ถือว่าเป็นเรื่องขำ แต่เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสถึงกบฏในพระราชอาณาจักร
อย่างที่เกริ่นข้างบนนี้แล้วว่ากลุ่มนักไฮปาร์ค(ประมาณ 10 คน) นำโดยนายทองอยู่ พุฒพัฒน์  ไปนั่งอดข้าวประท้วงอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล   ตอนแรกตำรวจก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แต่พวกนี้เอาจริง  อดไปได้ยาวนานร่วม 3 – 4 วัน  ประชาชนก็เริ่มฮือฮากันขึ้นมาก
พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ชักทนไม่ได้กับวิธีประท้วง   ก็วางกลศึกแบบประนีประนอมก่อน   สั่งอาหารโต๊ะจีนจากเหลาซึ่งถือว่าเป็นอาหารหรูหราของคนรวยในสมัยนั้น      เอาเชฟซึ่งสมัยนั้นเรียกว่ากุ๊ก มาผัดมาทอด  ปรุงอาหารจีนกันสดๆ  ให้หอมยั่วน้ำลายกันไปทั้งหน้าทำเนียบ  ทำกันต่อหน้าผู้อดอาหาร   คิดว่าพวกนี้อดมาหลายวันคงหิวเต็มที   เจออาหารฮ่องเต้เข้าก็คงใจอ่อน ยอมประนีประนอม  กินข้าวอิ่มแล้วก็กลับบ้านไป
ที่ไหนได้นักประท้วงใจเด็ดไม่ยอมแตะโต๊ะจีนท่าเดียว    พล.ต.อ.เผ่าฉุนขึ้นมา   จึงให้ตำรวจไปจับหมาข้างถนนมา 4 – 5 ตัว แล้วยกอาหารที่เตรียมไว้ เทให้หมากินหมด เป็นการประชดประชัน   ก็เหมือนสาดน้ำมันเข้ากองไฟ   นักไฮปาร์คฮือกันขึ้นกระหน่ำ พล.ต.อ.เผ่าเสียไม่มีดี

พล.ต.อ.เผ่า จึงได้สั่งให้จับนักไฮปาร์ค   ตั้งข้อหาร้ายแรงว่าเป็นกบฏ  เพราะถือว่าอดข้าวเป็นการแทรกแซงของคอมมิวนิสต์  
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 113  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 14:37

อ้างถึง
ปัจจุบัน เมื่อไปค้นหาชื่อ ซีโต้ หรือซีอาโต้  ในกูเกิ้ล  เจอแต่ชื่อบริษัท และชื่อผลิตภัณฑ์แท้งค์น้ำ     ยังมีใครจำความหมายขององค์การนี้ได้บ้างไหมนี่?


The Southeast Asia Treaty Organisation (SEATO) was an international organisation for collective defense which was signed on September 8, 1954. The formal institution of SEATO was established at a meeting of treaty partners in Bangkok in February 1955.[1] It was primarily created to block further communist gains in Southeast Asia. The organization's headquarters were located in Bangkok, Thailand. SEATO was dissolved on June 30, 1977.
Members

Australia
France
New Zealand
Thailand
Pakistan (including East Pakistan, now Bangladesh)
Philippines
United Kingdom
United States



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 114  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 15:17

การกระทำของเผ่าในวันฟ้าถล่มดังกล่าวเท่ากับการยั่วยุนักไฮปาร์คให้ด่าตำรวจมากขึ้นไปอีก วันหนึ่งขณะที่การประโคมด่าตำรวจกำลังดำเนินไปอย่างถึงพริกถึงขิง รถฉลามบกเป็นฝูงก็มาเปิดหวอวิ่งวนรอบสนามหลวงพร้อมประกาศให้คนรีบสลายการชุมนุมแล้วกลับบ้าน มิฉะนั้นจะลำบาก ตัวด่าบนเวทีขณะนั้นชื่อบุญยัง ประกาศว่าไม่กลัวเว้ย แล้วก็บอกประชาชนว่าอย่าไปกลัว ให้ฟังตนด่าต่อไปให้จบ

พอจบ นายบุญยังก็เดินลงเวทีมา มีกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายตำรวจก็เดินสวนขึ้นไป คนหนึ่งเอามีดแทงนายบุญยังล้มลง อีกคนหนึ่งถือดาบขึ้นไปบนเวทีแล้วฟันไมโครโฟนเกือบขาด ก่อนที่ทั้งกลุ่มจะเดินลงมาอย่างลอยนวล ไม่มีใครกล้าเข้าไปจับ แล้วอาศัยจังหวะที่คนเกิดอลหม่านกันหน้าเวที หายตัวไปอย่างลึกลับ ปล่อยให้เพื่อนๆนำนักด่าผู้กล้าไปส่งโรงพยาบาลต่อไป
 
การที่เผ่าเป็นตกเป็นเป้าของการถูกด่า และนานๆนักด่าจะแวะไปแขวะจอมพลป.เสียทีหนึ่งจนเลยเถิดไปเกิดเหตุการณ์กบฏเล็กๆครั้งสองครั้งนั้น คนที่ยิ้มมุมปากอยู่อย่างสบายใจคือผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และถนอม ประภาส ลูกน้องคู่ใจ เวลาเขาด่าคณะทหารว่าแทรกแซงรัฐบาล ก็ฟังดูว่าเขาด่าจอมพลผิน ดังนั้นผู้ที่คุมอำนาจขาใหญ่ขานี้จึงยังลอยตัวอยู่ และพยายามซุ่มตัวอย่างเงียบเชียบอย่างที่สุด ปล่อยให้จอมพลป.เดินเกมเข้าไปสุ่มุมอับแต่โดยลำพัง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 115  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 21:08

พูดถึงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ที่พลเอกสฤษดิ์ได้ไป     มีอะไรบางอย่างที่ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจอยู่เหมือนกัน   เมื่ออ่านจากบันทึกของจอมพลผิน
จอมพลผินเล่าว่าในรัฐบาลจอมพลป. หลังกบฏสันติภาพ คือปี 2496  ท่านนั่งถึง ๓ เก้าอี้พร้อมกัน คือผู้บัญชาการทหารบก    รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตร ซึ่งเป็นตำแหน่งล่าสุด       เมื่อได้มา ท่านรำพึงว่าตัวเองอายุมากถึง ๖๓ ปีแล้วควรจะสละเก้าอี้ผบ.ทบ.เสียที เหลือไว้แค่ ๒ เก้าอี้พอ
เมื่อจอมพลป.ทราบก็บอกว่า ถ้าจอมพลผินสละเก้าอี้ผบ.ทบ.  ท่านนายกฯก็พร้อมจะรับเก้าอี้นี้มานั่งเสียเอง     แต่จอมพลผินคิดไปคิดมา ไม่ยักกะยกเก้าอี้ให้ท่านนายกฯ ทั้งๆท่านก็ออกปากบอกโต้งๆว่าท่านอยากนั่ง  เพราะท่านเห็นว่าสองจอมพลกอดคอกันมาทำรัฐประหารจนอยู่มาได้ทุกวันนี้    ถ้าตำแหน่งหลุดไปถึงคนอื่น  เราสองคนจะเดือดร้อน
ทั้งๆจอมพลป. ท่านก็พูดออกชัดเจนขนาดนี้   จอมพลผินก็ไม่ยักกะเอออวย  แต่กลับไปเห็นว่ารองผบ.ทบ.คือพลเอกสฤษดิ์ แสดงเจตนาอยากนั่งมานานแล้ว    ยังหนุ่มแน่นมีเรี่ยวแรงออกตรวจราชการทหารได้คล่องตัวกว่า    ท่านก็เลยแถลงต่อที่ประชุมรัฐมนตรี ขอเวนคืนตำแหน่งผบ.ทบ. และมอบให้รองผบ.ทบ. คือพลเอกสฤษดิ์  ขึ้นเป็นผบ.ทบ.ต่อไป    ส่วนจอมพลผินด้วยใจรักในราชการทหาร ก็ไม่ได้ไปแล้วไปลับ แต่ขอตำแหน่งจเรทหารทั่วไปเอาไว้นั่งเก้าอี้เอง
ผลก็เป็นอย่างที่คิด   คือเมื่อตำแหน่งผบ.ทบ.พ้นไปสู่มือคนอื่น   สองจอมพลก็เดือดร้อนจริงๆ     แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจอมพลผินท่านถึงตัดสินใจแบบนี้   หรือจะมีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่านี้ ก็ไม่อาจเดาได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 116  เมื่อ 11 ส.ค. 10, 22:20

จอมพลผิน เขียนบันทึกเอาไว้ถึงเหตุการณ์ช่วงปลายรัฐบาลจอมพลป. 2   ว่าในตอนนั้น  ผู้มีอำนาจแตกเป็น 3 พวก   ท่านแบ่งเป็นพวกขวา กลาง และซ้าย    ตัวท่านกับค.ร.ม.อยู่ในพวกกลาง   
พวกขวาได้แก่จอมพลป. และกรมตำรวจ ซึ่งก็คือพลต.อ.เผ่า ศรียานนท์    ส่วนพวกซ้ายคือพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผบ.ทบ. กับกองทัพบกและเรือ
ท่านยังบอกอีกว่าเพื่อความสมานฉันท์   จอมพลป.ตั้งบิ๊กทหารเป็นรัฐมนตรีกันหลายนาย   พลเอกสฤษดิ์เป็นรมว.กลาโหม และยังเป็นผอ.สลากกินแบ่งอีกด้วย    พลเรือเอกหลวงชำนาญอรรถยุทธเป็นรมช.คมนาคม  พลเอกถนอม กิตติขจร เป็นรมช.สหกรณ์ และพลเอกประภาส เป็นรมว. มหาดไทย     แต่ความพยายามของจอมพลป. ไม่ได้ผล
จอมพลผินยังบันทึกไว้ด้วยว่า มีข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่าพลเอกสฤษดิ์เอาเงินสลากกินแบ่งมาใช้สุรุ่ยสุร่าย    จนอาจจะต้องถึงขั้นถูกสอบสวน   แล้วก็ถึงขั้นจะโดนออกจากราชการ      คนที่จุดชนวนเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือพลต.อ.เผ่า ศรียานนท์
แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน  คือพลเอกสฤษดิ์อยู่ยงคงกระพันกว่า  แต่ข่าวนี้ก็ทำให้ทั้งพลเอกสฤษดิ์  พลเอกถนอม และพลเอกประภาสลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทั้ง ๓ คน   แต่ยังอยู่ในตำแหน่งประจำในกองทัพบกเช่นเดิม
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 117  เมื่อ 12 ส.ค. 10, 09:08

การเมืองภายในประเทศก็วุ่นวายพอดู แต่นโยบายด้านต่างประเทศของจอมพลป.ก็เป็นตัวนำท่านไปสู่จุดจบ ไม่สามารถสอบผ่านไปป.3เหมือนกัน

ด้วยประสพการณ์ที่โชกโชนระหว่างสงครามกับญี่ปุ่น สอนให้ท่านผู้เฒ่าตระหนักว่าการเอาประเทศชาติไปผูกขาไว้กับมหาอำนาจด้านใดด้านหนึ่งนั้น เป็นการกระทำที่เขลาอย่างยิ่ง เมื่อท่านตัดสินใจอยู่ข้างอเมริกา ก็ต้องหาทางเล่นการทูตใต้ดินกับจีน

โชดดีที่ครั้งนั้นไทยเรามีพระองค์วรรณหรือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) เป็นประธานสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ของสมัยประชุมที่11 ระหว่างทรงอยู่ในตำแหน่งได้มีการประชุมนานาชาติครั้งสำคัญเกิดขึ้นระหว่างผู้นำประเทศในเอเซียและอาฟริกาในปี 2498 ที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย เป้าหมายคือรวมตัวต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมๆกับสงครามเย็น
พระองค์วรรณ ทรงเป็นผู้ที่ได้รับความนับถือจากผู้นำชาติต่างๆทั้งฝ่ายเสรีนิยมและสังคมนิยม ดังจะเห็นได้จากเสียงโหวตที่ที่ประชุมสหประชาชาติยกมือสนับสนุนให้ท่านเป็นประธานสมัชชาใหญ่อย่างเป็นเอกฉันท์ ท่านต้องไปเป็นบุคคลสำคัญในการประชุมที่บันดุงด้วย แต่จอมพล ป.ก็กลัวๆกล้าๆที่จะฝากการบ้านให้ท่านแสดงบทบาทอะไรเป็นพิเศษเพื่อประเทศไทย เพราะเกรงว่าอเมริกาถ้ารู้จะไม่พอใจ และเนื่องจากการประชุมครั้งนั้นมาจากความคิดของจีน ซึ่งไทยเองก็เพิ่งจะท้าทายจีนด้วยการลงนามในสนธิสัญญาซีอาโต้ได้เพียงปีเดียวก่อนหน้า

ในการประชุมครั้งนี้ นายโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีโอกาสพบปะสนทนากับพระองค์วรรณและสื่อให้ไทยรู้ว่าจีนแดงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทั้งบุคคลิกภาพของพระองค์วรรณเองก็มีส่วนช่วยให้บรรยากาศการเจรจานอกรอบระหว่างผู้นำชาติต่างๆให้เป็นไปอย่างมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกันอย่างดี  โจวเอินไลถึงกับยอมรับในพระอัจฉริยภาพของท่านที่ช่วยลดความขัดแย้งในกลุ่มประเทศเอเซียอาฟริกาได้อย่างไม่คาดคิดมาก่อน หลายปัญหาที่หาข้อยุติไม่ได้ในที่ประชุมใหญ่ ก็มาตกลงกันได้บนโต๊ะจีนที่พระองค์วรรณทรงนั่งหัวโต๊ะเป็นคนกลางอยู่ การประชุมครั้งนี้จึงทำให้จีนเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนไทยและประเทศไทยดีขึ้นด้วย

โจวเอินไหลได้แสดงความขอบคุณด้วยการทูลเชิญพระองค์วรรณไปร่วมรับประทานอาหารค่ำเป็นการส่วนตัว และแสดงอัธยาศัยอันดีด้วยการส่งของขวัญมาให้หม่อมของท่านในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วย  ซึ่งท่านก็ได้ประทานหีบบุหรี่ถมส่งไปให้เป็นการตอบแทน

เมื่อจอมพล ป. ได้รับรายงานดังกล่าวจึงเริ่มสนใจที่จะติดต่อกับสาธารณรัฐประชาชนจีน แรงอื่นที่กระตุ้นก็เกิดไม่กี่เดือนหลังจากนั้น จากข่าวที่ว่าอเมริกาได้เจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับจีน เพื่อหาทางลดความขัดแย้งในเอเชียและการปล่อยเชลยศึกชาวอเมริกันในสงครามเกาหลี ซึ่งก็ยุติด้วยดี  และอาจนำไปสู่การปรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกาด้วย จอมพลป.จึงตระหนักชัดในสัจธรรมว่า การเมืองนั้น ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร นโยบายต่อต้านจีนและปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเต็มสูบของไทย อาจไม่สอดคล้องกับทิศทางการเมืองระหว่างประเทศในอนาคตเสียแล้ว



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 118  เมื่อ 12 ส.ค. 10, 09:14

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2498 จอมพล ป.จึงได้มอบหมายปฏิบัติการลับให้นายสังข์ พัธโนทัย ซึ่งเป็นคนสนิท ให้หาคนที่รู้ภาษาจีนและไว้ใจได้เป็นล่าม เพื่อเดินทางร่วมกันไปหาทางติดต่อกับรัฐบาลจีน นายสังข์ได้นายอารี ภิรมย์ เพื่อนเก่าแก่ซึ่งเคยทำงานฝ่ายหนังสือพิมพ์จีนที่กรมโฆษณาการ นำคณะทูตใต้ดินซึ่งประกอบด้วยนายกรุณา กุศลาสัย และสมาชิกรัฐสภาอีก 2 คน โดยมีนายเลื่อน บัวสุวรรณ คนสนิทของพล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายลักลอบออกไปเมืองจีนด้วยกัน ไม่ให้คนจีนในเมืองไทยซึ่งเป็นฝ่ายใต้หวันแทบทั้งนั้นระแคะระคายได้เป็นอันขาด

เมื่อถึงแล้วนายอารีได้ถูกนำตัวไปพบคนระดับผู้นำจีนหลายคน ต่างก็ต้องการทราบจุดมุ่งหมายของคณะทูตใต้ดิน นายอารีได้ตอบว่า ผู้นำไทยใช้ให้มาติดต่อกับจีนเพื่อหาลู่ทางในการเปิดความสัมพันธ์ในอนาคต และให้มาแจ้งกับรัฐบาลจีนว่า จอมพล ป.จะนำคณะไปร่วมประชุมกึ่งพุทธกาลที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่าในปลายปี ระหว่างนั้นจะมอบหมายให้นายสังข์และนายเลื่อนเป็นตัวแทนในการติดต่อกับเอกอัครราชทูตจีนในพม่า เพื่อเจรจาหลักการที่จะสร้างสัมพันธไมตรีต่อไป

 นายกรัฐมนตรี โจวเอินไหล ได้จัดให้คณะทูตใต้ดินพบกับเหมาเจ๋อตุง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ทำเนียบจงหนานไห่ เหมาเจ๋อตุงกล่าวว่า ประเทศไทยกับประเทศจีนสามารถแลกเปลี่ยนการค้าและวัฒนธรรมได้ แม้ประเทศจีนจะไม่เจริญนัก แต่ประเทศจีนก็สามารถช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาในอุตสาหรรมบางอย่างได้ หากประเทศไทยเห็นว่าเป็นประโยชน์ จีนก็ยินดีช่วย และเมื่อ โจวเอินไหลจัดงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะทูตใต้ดิน และได้กล่าวกับนายอารีว่าประตูเมืองจีนเปิดต้อนรับคนไทยเสมอ อีกทั้งยังฝากความเคารพและระลึกถึงมาถวายพระองค์วรรณโดยกล่าวยกย่องว่า ปริ้นส์วรรณทรงเป็นนักการทูตและรัฐบุรุษทรงพระปรีชาสามารถ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10843


ความคิดเห็นที่ 119  เมื่อ 12 ส.ค. 10, 09:25

ครั้นเมื่อจอมพลป.เดินทางไปพม่า ก็ได้หาโอกาสพบกับนายเหยาจงหมิง  เอกอัครราชทูตจีนอย่างลับๆเพื่อยืนยันแสดงเจตนารมณ์ ส่วนการประชุมหารือระหว่างนายสังข์ พัธโนทัย และนายเลื่อน บัวสุวรรณ กับนายเหยาจงหมิง ก็เป็นไปด้วยดี เมื่อติดปัญหาอะไรนายสังข์ก็โทรปรึกษาจอมพลป.ซึ่งอยู่ที่นั่นได้ตลอด จีนและไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วม แต่มิได้เปิดเผยต่อสาธารณะเพราะไม่มีความจำเป็น สาระสำคัญมีว่า ประเทศทั้งสองยินดีจะใช้วิธีการและกาลเวลาที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการติดต่อขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและวัฒนธรรมให้นำไปสู่ความสัมพันธ์ต่อกันในระดับปกติ และเห็นพ้องต้องกันว่า ควรรักษาการติดต่อสัมพันธ์กันไว้อย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นในช่วง 2 ปีต่อมาระหว่างพ.ศ. 2499 ถึงพ.ศ.2500 จึงได้มีคณะผู้แทนไทยหลายคณะเดินทางไปจีนอย่างเปิดเผย เช่น คณะของนายเทพ โชตินุชิต หัวหน้าพรรคเศรษฐกร พร้อมด้วยผู้แทนราษฎร นักธุรกิจ และนักหนังสือพิมพ์ รวม 12 คนเดินทางไปในฐานะแขกของสถาบันการต่างประเทศของจีน คณะผู้แทนศิลปินไทย ซึ่งมีนายสุวัฒน์ วรดิลก เป็นหัวหน้าคณะและศิลปินนักแสดง 48 คน อาทิ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี สุพรรณ บูรณพิมพ์ สุเทพ วงศ์กำแหง บุญยง เกตุคง เป็นต้น เดินทางไปเปิดการแสดงเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในจีนระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม พ.ศ. 2500 ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น นายโจวเอินไหลก็ยังได้มาชมด้วย ต่อมาคณะนักหนังสือพิมพ์ไทย 9 คน นำโดย นายอิสรา อมันตกุล  ได้ไปในเดือนพฤษภาคม และได้เข้าพบนายโจวเอินไหลด้วย โดยส่วนตัวนายสังข์ได้ส่งลูกของตนเองคือ ด.ช. วรรณไว และด.ญ. นวลนภา พัธโนทัย ไปเป็นลูกบุญธรรมของโจวเอินไหล ที่แสดงตนเป็นกัลยาณมิตรของไทย แต่โดยความหมายอีกนัยหนึ่งตามธรรมเนียมของชาติเอเซียแต่โบราณ การส่งลูกไปอยู่กับเขาก็เท่ากับการส่งไปเป็นตัวประกันความจริงใจนั่นเอง แต่โจวเอินไหลก็เมตตาเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กทั้งสองเป็นอย่างดี และได้กลับเข้ามามีบทบาทในเมืองไทยเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ในด้านการค้านั้น นายอุทัย ตุงผลิน ผู้เชี่ยวชาญจากโรงงานยาสูบของรัฐบาล และนายประเสริฐ ศิริพิพัฒน์ ผู้แทนจากธนาคารกรุงเทพ ได้ไปเจรจาขายใบยาสูบซึ่งฝ่ายจีนก็ตกลงซื้อเป็นมูลค่า 150 ล้านบาท จ่ายเงินผ่านธนาคารกรุงเทพ สาขาลอนดอน พระยามไหสวรรย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานกรรมการบริษัทพืชกสิกรรม ซึ่งเป็นบริษัทค้าข้าวที่รัฐบาลมีหุ้นส่วนอยู่ ให้เดินทางไปเจรจาขายข้าวในนามของรัฐบาลไทยกับจีนอย่างลับ ๆ แต่ตกลงราคากับกระทรวงการค้าต่างประเทศจีนไม่ได้ เมื่อนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลทราบ จึงได้สั่งให้รับซื้อเป็นกรณีพิเศษในราคาที่ฝ่ายไทยเสนอมา เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจแห่งความเป็นมิตร นอกจากนั้น เมื่อรัฐบาลจีนจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาลขึ้น มีพระสงฆ์ไทย4องค์ที่กำลังศึกษาอยู่ที่อินเดีย ได้ร่วมเดินทางกับคณะสงฆ์นานาชาติไปร่วมงานฉลองด้วย



บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 27
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.05 วินาที กับ 19 คำสั่ง