เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 20
  พิมพ์  
อ่าน: 75304 ตามล่าหาหนังสืองานศพ
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 180  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 14:13


     ที่ลำพูนมีการถวายกล้วยไม้ดอกงาม ๆ ทั้งนั้น   สุภาพสตรีคนหนึ่งวิ่งอ้อมมาถามข้าพเจ้าว่าที่เชียงใหม่ถวายดอกอะไร   ตอบไปว่ามีฟ้ามุ่ยและอื่นๆ มีช้างแดงบ้าง

ในพริบตาเดียวร้านต่างๆก็ถวายช้างแดงช่อยาวเป็นศอกกัน  ฟ้ามุ่ยก็เก็บลงจากที่แสดง




       ขอเล่ากลับไปที่การมาเยือนของพระเจ้าแผ่นดินเขมร  ราชเลขา  รัฐมนตรีต่างประเทศ  และผู้ใหญ่ในคณะของท่าน มาปรารภว่า ทางเขมรมีพจนานุกรมน้อย

อยากได้หลายประเภท เช่นพจนานุกรมภาษาฝรั่งเศส - ไทย   ไทย-ฝรั่งเศส    อังกฤษ - ไทย    ไทย-อังกฤษ        ผู้คงแก่เรียนท่านหนึ่งอยากได้ปทานุกรมบาลี - สยาม

อภิธานของนักปราชญ์ไทย        พลโทบุศรินทร์ก็ขอรายชื่อแล้วสั่งร้านนิพนธ์ซึ่งเป็นร้านของเพื่อนมาให้  ก่อนวันเดินทางกลับก็ได้หนังสือมาครบเป็นราคา สามพันกว่าบาท

ถวายองค์นโรดม  เจ้านายบางพระองค์ และบุคคลที่ต้องการ     บอกว่าเป็นของพระราชทาน    และได้เรียนหม่อมทวีวงศ์ราชเลขาฯว่าเขาต้องการอย่างนี้

และได้จัดการแบบกระทันหันให้


       ในวันรุ่งขึ้นเมื่อเข้าเฝ้าถวายบังคมลา   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคงประหลาดพระทัยว่าแต่ละคนขอบพระหฤทัยที่รับพระราชทานหนังสือต่าง ๆ ที่มีค่ามากมาย

เลยทรงอึ้งนิดหน่อย   หม่อมทวีวงศ์จึงกราบบังคมทูลว่า บุศรินทร์จัดถวายโดยบอกไปว่าเป็นของพระราชทาน

ภายหลังได้รับทราบว่าในหลวงรับสั่งว่า เขาทำถูกแล้ว  ให้หม่อมทวีวงศ์จ่ายค่าหนังสือให้        พลโทบุศรินทร์รู้สึกปิติยินดีเพราะได้กระทำไปไม่เป็นระเบียบแบบแผนของราชการ

คือต้องเสนอไปว่าจะจัดการได้หรือไม่  จะไปเอางบประมาณมาจากไหน          เมื่อเจ้านโรดมถึงพนมเปญแล้วและได้รับหนังสือหนักหลายกิโลกรัม 

ได้มีจดหมายตอบรับมาถึงข้าพเจ้าและขอขอบพระเดชพระคุณในหลวงที่ทรงพระกรุณาพระราชทาน  ซึ่งข้าพเจ้าก็ส่งจดหมายต่อให้สมุหราชองครักษ์ไปตามระเบียบ

ที่กระทำดั่งนี้เพราะได้รับพระบรมราชโองการผ่านสมุหราชองค์รักษ์ตั้งแต่แรกว่า  ฝ่ายเขาจะต้องการอะไรทำอะไร  ขอให้จัดการตามความประสงค์ได้
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 181  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 22:33

เรื่องการศึกษาและชีวิตในราชการของพลโทบุศรินทร์  ภักดีกุล    ขอข้ามไปเพราะมีเรื่องมารดาของท่าน คือ คุณ Elizabeth Johnson ที่สมควรนำมาเล่า


ประวัติบรรพบุรุษทางรัสเซียได้มาจากการถอดเทปการบอกเล่าของ ร.อ.หลวงชิตวีร์สุนทรา  พี่ชายของพลโทบุศรินทร์


อลิซาเบธ  เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ค.ศ. ๑๘๗๕     นับแบบไทยคือวันที่   ๔ พฤศจิกายน    ถึงแก่กรรมเมื่อในเดือนสิงหาคม  ๑๙๐๘  อายุ ๓๓ ปี

มารดาชืื่อ หลุยส์  จอนสัน-เมซาวิช    ได้สมรสใหม่เมื่อสามีเสียชีวิตเมื่ออายุ ๔๕

คุณอลิซาเบธ มีพี่น้อง ๓ คน

คนโตชื่ออันนา  สมรสกับนายแพทย์สกุล บิสตรอฟ  มีลูกสองคน
คือ เฮเลน(เรียกกันว่าลูลู่)

คนต่อมาคิอนิคโคไล หรือ โคล่า  แต่งงานกับคน 'เชค' มีลูกชื่อ วาลาดีเมีย

คนที่สองคืออลิซาเบธ

คนที่สาม เป็นชายชื่อนิโคลัส

ครอบครัวคุณอลิซาเบธถือศาสนา ออร์โทด็อกซ์  แต่เธอถือศาสนา ลูเธอเรียน  

มาดามหลุยซ์สอนเปียนโนในราชสำนักพระเจ้าซาร์ให้กับแกรนด์ดุีคทุกคน    อลิซาเบธจึงสนิทสนมกับฝ่ายในของราชสำนักรัสเซีย
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 182  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 22:57

ในหนังสืออนุสรณ์เล่มหนา  เล่าไว้ว่า



       ในรัชกาลที่ ๕ นั้น   พระพุทธเจ้าหลวงได้ส่งบรรดาเจ้าฟ้าต่างๆไปศึกษาต่างประเทศหลายองค์

พระมงกุฎเกล้าไปอังกฤษ  กรมพระนครสวรรค์ไปเยอรมัน ฯลฯ   ทูลกระหม่อมจักรพงศ์ได้ไปเป็นประดุจพระโอรสของซาร์

แห่งรุสเซีย     ในการเช่นนี้  ท่านมักจะส่งบุคคลที่เรียนดี ๆไปเป็นเพื่อนนักเรียนที่แข่งขันกัน   ให้มีองค์รักษ์ประจำตัวไปด้วย

คุณชื่น ภักดีกุล(พลตรีพระยาภักดีภูธร)สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อย ได้ที่ ๑ ในทุกวิชาที่เรียน  และยังได้ลาไปบวชเสียหนึ่งพรรษา

ก่อนโดยไม่ยอมออกเป็นนายทหาร      จนลาสิกขาบทกลับมาเรียนในชั้นสูงสุดจึงสอบออกได้เรียบร้อย  ได้เป็นร้อยตรีประจำกรมทหารราบที่ ๑

มหาดเล็กรักษาพระองค์       


       ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ให้ไปเฝ้าที่พระที่นั่งองค์หนึ่งในบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม   

มีพระราชดำรัสเรื่องทูลกระหม่อมทั้งสามพระองค์ที่จะต้องเสด็จต่างประเทศ   ท่านเลือกให้ไปอยู่กับทูลกระหม่อมเล็กที่รุสเซีย

โปรดเกล้าพระราชทานยศให้เป็นร้อยโทและเป็นหลวงสุรยุทธโยธาหาญ        มีเพื่อนเรียนคือนายพุ่มไปด้วยอีกคน

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 183  เมื่อ 15 ส.ค. 10, 23:41


     ซาร์แห่งรุสเซียในสมัยนั้นมีบุคคลิกเป็นคนธรรมดา  ไม่ใช่จะยิ่งใหญ่อะไรหรือแสดงพระอาการยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็หาไม่

คุณหลวงสุรยุทธ ฯ เล่าให้บุตรฟังว่า        ทุก ๆ คืนจะเสด็จไปตามระเบียงพระราชวัง  และจะไปดับไฟจุดที่อร่ามนั้นให้เหลือไว้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น  

นับว่าพระองค์ทรงประหยัดและอยากให้มีการใช้จ่ายน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้



       อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นการถวายความใหญ่ยิ่งให้พระเจ้าซาร์ในสมัยนั้นก็คือ         วันหนึ่งคุณหลวงตามเสด็จทูลกระหม่อมจักรพงษ์ไปในรถม้า

รถได้ไปชนคนเข้าที่กลางถนนโดยบังเอิญ    ตำรวจรีบมาถามว่าเป็นรถใคร ฯลฯ   เมื่อทราบว่าเป็นรถทูลกระหม่อม ฯ เท่านั้นก็จับคนที่ถูกชนไปโรงพัก    

คุณหลวงพยายามบอกว่าชายผู้นั้นเจ็บและไม่ผิด   แต่ตำรวจหาว่าไปขวางทางรถยุพราชแห่งรัสเซีย



       วันหนึ่งเจ้านายไทยดูเหมือนจะเป็นทูลกระหม่อมอัษฏางค์เสด็จไปเยี่ยมทูลกระหม่อมเล็กที่รุสเซีย        

วันนั้นรถทรงมีธงหรือเครื่องหมายอะไรก็จำไม่ได้  แสดงว่าเป็นรถระดับยุพราชของพระเจ้าซาร์       บังเอิญจะต้องข้ามทางรถไฟแห่งหนึ่ง  

เจ้าหน้าที่รถไฟได้รีบไปยกธงแดงให้รถไฟหยุดเสียก่อน  เพื่อรถพระที่นั่งได้ผ่านไป

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 184  เมื่อ 16 ส.ค. 10, 01:03

       
       อลิซาเบ็ธ  หรือ ลิลี่   ชอบอ่านหนังสือทางศาสนา   หนังสือที่คุณชิตวีห์เก็บได้ที่บ้านเป็นหนังสือภาษาฝรั่งเศส

มีการขีดเส้นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา       ชอบแต่งตัวและเล่นละคร    อันนาชอบดนตรี

คุณหลวงมียศร้อยเอกเรียกเป็นบารอน(หลวง)

 

      การแต่งงานจัดขึ้นในออสเตรียโดยเข้าโบสถ์  แต่งแล้วกลับรุสเซีย   คุณหลวงได้ตามทูลกระหม่อมกลับเมืองไทยครั้งหนึ่งโดยทิ้ง

ภรรยาไว้ชั่วคราว

     
       คุณชิตวีร์เกิดที่เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก      จำได้แม่นว่า บ้านเลขที่ ๙ ถนนทรัวดิสกายา  เพราะต้องเขียนสถานที่เกิดเมื่ออยู่โรงเรียนนายร้อย

ทูลกระหม่อมทรงชื่นชมแต่เกรงว่าจะไม่เป็นพุทธ  จึงประทานพระแก้วหน้าตักกว้างประมาณ ๓ นิ้ว  นัยว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน

ไปให้ทรงสักการะบูชา   คุณบุศรินทร์เล่าว่าพระพุทธรูปองค์นี้ยังอยู่บนที่บูชาในห้องนอนคุณบุศรินทร์


       ปีต่อมาก็เกิดคุณเมรุสวัง   และเดินทางกลับสยามเมื่อลูกคนที่สองอายุไม่กี่เดือนและลูกคนที่สามอยู่ในท้อง

ได้ไปเช่าบ้านสองชั้นเป็นบ้านไม้ค่อนข้างใหญ่อยู่หน้าวังบางขุนพรหม
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 185  เมื่อ 16 ส.ค. 10, 01:23


       เมื่อทูลกระหม่อมเล็กสำเร็จเป็นนายทหารแล้ว   ได้รับคำสั่งให้เข้าประจำที่กรมทหารม้าฮูซซาร์

ในระหว่างนั้นก็มีการขี่ม้ากันตามถนนหนทางในเมือง  เป็นการปกติตามวิสัยของนักขี่ม้าทั้งหลาย     แต่วันหนึ่งทูลกระหม่อม ฯ ทรงม้าผ่านโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ซึ่งหม่อมคัธรินเป็นพยาบาลอยู่ด้วย   จะเป็นด้วยการที่ชอบพอกันมาก่อนหรือจะโดยบังเอิญก็ไม่มีใครเล่าให้ฟังด้วย   เพียงแต่ฟังมาว่าทูลกระหม่อม ฯ

ตกม้าที่หน้าโรงพยาบาลนั้น   แต่พระอาการก็ไม่สาหัสอะไร   ต่อมาก็เลยได้แต่งงานกับหม่อมคัธริน



การแต่งงานครั้งนี้ไม่สามารถทำได้เพราะเกี่ยวกับศาสนาโอธอด๊อกซ์ของรุสเซีย        คุณหลวงกับคุณลิลี่และญาติจึงได้ช่วยจัดการให้เดินทางไปแต่งงานกันที่เมืองคอนสแตนติโนเปิล  ตุรกี




(เรียนท่านที่ผ่านมาอ่าน    ได้พยายามคัดลอกความตามลำดับจากหนังสืออนุสรณ์ทั้งสองเล่มสลับกัน 

เปลี่ยนเพียงสรรพนามต่าง ๆ ให้เป็นบุคคลที่สามหรือชื่อและตำแหน่งของท่านผู้บันทึกเท่านั้น   รูปต่างๆนั้นจขกทจะนำมาลงในเวลาอันสมควร)
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 186  เมื่อ 16 ส.ค. 10, 08:14



วันนี้  ไปจ่ายกับข้าวแถวตลาด อ.ต.ก.  ก่อนไปจ่ายกับข้าว
นึกขึ้นได้ว่า  น่าจะหาคู่มือทำกับข้าวด้วย   แล้วก็วกเข้าตลาดจตุจักรสักหน่อย
ได้คู่มือทำกับข้าวมาเยอะเลย   ไว้วันจันทร์คงจะได้เอามาให้ดูกัน
(ไม่ต้องถามเรื่องกับข้าวนะครับ  ไม่ได้ซื้อเลย)


คู่มือทำกับข้าว จากหนังสือเก่าใช่ไหมคะ?

ถูกต้องครับ  แต่ดูไปดูมา คู่มือทำกับข้าวที่ได้มานี่ ไม่เห็นมีเรื่องทำกับข้าวสักเล่ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10676



ความคิดเห็นที่ 187  เมื่อ 16 ส.ค. 10, 08:44

       ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ให้ไปเฝ้าที่พระที่นั่งองค์หนึ่งในบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม   

มีพระราชดำรัสเรื่องทูลกระหม่อมทั้งสามพระองค์ที่จะต้องเสด็จต่างประเทศ   ท่านเลือกให้ไปอยู่กับทูลกระหม่อมเล็กที่รุสเซีย

โปรดเกล้าพระราชทานยศให้เป็นร้อยโทและเป็นหลวงสุรยุทธโยธาหาญ        มีเพื่อนเรียนคือนายพุ่มไปด้วยอีกคน

ชีวิตเหมือนฝัน : นายพุ่มสกี้ พระสหายสนิทสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ ผู้จากเมืองไทยไปกว่า 33 ปี
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/07/K5595620/K5595620.html



 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 188  เมื่อ 16 ส.ค. 10, 09:02

       เมื่อทูลกระหม่อมเสด็จกลับกรุงเทพ   จึงให้ลิลี่กับหม่อมคัธรินพักอยู่ที่สิงคโปร์

ให้ลิลี่เป็นพี่เลี้ยงอยู่จนกว่าจะได้จัดที่พักให้เรียบร้อย  จึงจะให้เข้ามายังกรุงเทพ


       ทูลกระหม่อมประทับที่วังปารุสกวัน      ได้จัดให้หม่อมคัธรินพักที่วังท่าเตียนและคุณหลวงได้เช่าบ้านที่บางขุนพรหม

ทุกเย็นมีการนั่งรถม้าเที่ยวให้ฝรั่งกินอากาศ          คุณปู่ขับรถม้าให้คุณย่านั่งคู่ไปตามถนนราชดำเนินตลอดสายจนถึงพระบรมรูป

ได้เวลาก็พาลิลี่กลับไปรับหม่อมคัธรินไปบ้าง     แหม่มเหมือนกันไม่มีใครรู้     และพาไปเฝ้าทูลกระหม่อมที่วังปารุสกก์

เป็นเช่นนี้หลายเพลา  จนข่าวทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระพุทธเจ้าหลวง   ทรงกริ้วมากและทรงกริ้วคุณหลวงที่ให้เป็นพระพี่เลี้ยงแล้วไปแต่งงานกับผู้หญิงรุสเซีย

พลอยให้ทูลกระหม่อมแต่งไปด้วย          ทูลกระหม่อมก็กราบทูลเป็นใจความสำคัญว่า   การที่ผู้หญิงฝรั่งยอมแต่งงานด้วยเพราะเขาเห็นว่าเราคนไทย

ไม่ใช่คนป่าเถื่อนหรือไร้วัฒนธรรมทำนองนี้



      
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 189  เมื่อ 16 ส.ค. 10, 09:25


ขอบคุณค่ะคุณเพ็ญสำหรับรูป   ใจดีเสมอ



       พลโทบุศรินทร์เขียนว่าทูลกระหม่อมโดนตัดเงินปี  จึงต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในวัง

คุณหลวงจึงทูลว่ามีที่อยู่เรียบร้อยแล้ว  ขออยู่ตามลำพังเพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลือง  จะเข้าเฝ้าเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้นจากที่เคยเฝ้าทุกค่ำเช้า

เรื่องนี้เกิดก่อนพระองค์หนูเกิดด้วยซำ้   ฉะนั้นการที่ 'เกิดวังปารุสก์'  ของท่านกล่าวความโดยรวมว่า   ในระยะที่ทูลกระหม่อมโดนตัดเงิน

และตกทุกข์ได้ยากนั้น   มีคนทรยศหรือเอาใจออกห่างอะไรทำนองนั้น    จึงสันนิษฐานว่า  หม่อมคัธรินคงไม่ได้เล่าให้ท่านหนูทราบ

เรื่องความเป็นไประหว่างตัวหม่อมกับลิลี่เมื่อก่อนท่านหนูเกิด        ทูลกระหม่อมยังให้ความเมตตาปรานีต่อบิดาของพลโทบุศรินทร์

ตลอดชีวิตของพระองค์   เช่นเมื่อขอยืมเงินซื้อบ้านที่ราชดำเนินก็ได้และรับสั่งว่าประทานให้ไม่ต้องเอาเงินคืน       

ในภายหลังเมื่อซื้อที่ที่พญาไทก็ได้ขอยืมเงินท่านอีกเหมือนกัน   แต่ครั้งนี้มีเงินเดือนพอลืมหน้าอ้าปากแล้วก็ส่งคืนทุกเดือนจนหมด

บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 190  เมื่อ 16 ส.ค. 10, 16:27

ถูกต้องครับ  แต่ดูไปดูมา คู่มือทำกับข้าวที่ได้มานี่ ไม่เห็นมีเรื่องทำกับข้าวสักเล่ม ยิงฟันยิ้ม
[/quote]

ขอเรียนแนะนำ ๑ เล่มครับ  เป็นหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงฉายชื่น  กำภู  เล่มขนาด ๘ หน้ายก  ปกสีแดงๆ  ในเล่มนี้มีตำรากับข้าวตำหรับท่านหญิงเป้า  รวมทั้งขนมต่างๆ ด้วยครับ  ลองทำบางรายการแล้วอร่อยดีครับ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 191  เมื่อ 17 ส.ค. 10, 00:17

       พระยาภักดีภูธร(นิล)  บิดาของพระยาภักดีภูธร(ชื่น)  เป็นองครักษ์ผู้ใหญ่ในรัชกาลที่ ๔  ทางวังหน้า

มีพระราชนิพนธ์พูดถึงไว้ ว่า ......เข้าวังไม่เป็นเวลาพระยาภักดีภูธร       ในรัชกาลนี้  เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนำหญิงสาวสวย

๒ คนมาถวาย   คนหนึ่งได้เป็นเจ้าจอมมารดา  เกิดสกุลสังขทัต   อีกคนหนึ่งชื่อผิว  ตกมาเป็นภรรยาพระยาภักดีภูธร(นิล)

เมื่อผิวได้ให้กำเนิดชื่น   ผมหยิกแบบปักษ์ใต้อยู่คนเดียวในหมู่พี่น้อง   พี่ ๆ ต่างมารดาได้รับมรดกและแยกย้ายกันไป

ชื่นไม่ได้รับมรดกเลย



       บ้านของพระยาภักดีภูธร(นิล)เดิมอยู่ใกล้ ๆ กับสนามหลวงตรงที่เป็นกระทรวงยุติธรรม   เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๐ นำ้ท่วมกรุงครั้งใหญ่

เจ้าคุณต้องเข้าวังด้วยเรือจ้างเพราะน้ำท่วมสนามหลวง    เขาเวนคืนที่นั่นทำเป็นคุกลหุโทษแล้วย้ายคุกไปเรือนจำคลองเปรม  

ท่านย้ายไปบ้านหลังวัดศิริอำมาตย์  ริมคลองเล็ก ๆ หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์


       พระองค์หนูเกิดที่วังปารุสก์ ฯ หลังจากนี้หม่อมคัธรินก็เข้าเฝ้าสมเด็จพระพันปีตลอด  เพราะสมเด็จพระพันปีโปรดพระองค์จุล


    
       เมื่อก่อนที่หม่อมคัธรินจะได้เข้าเฝ้านั้น  ทั้งหม่อมและลิลี่ได้พยายามฝึกการหมอบกราบ และการแต่งกายแบบไทย

นุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อแขนยาวมีลูกไม้         ลิลี่เป็นเพื่อนและพี่เลี้ยงตลอดมา  นับว่าเป็นเพื่อนสนิทกันมาก    เพราะได้มาช่วยทำคลอดที่บ้านราชดำเนินทั้งๆที่ท้องแก่

แต่พอเฝ้าแหนได้แล้ว  ก็ตีจากไปเลย  ทำให้ลิลี่ต้องเสียใจและได้เขียนจดหมายเป็นภาษารัสเซียให้พี่สาวคือบีสตอฟที่เมืองนอกเป็นอันมาก   ฉะนั้นเมื่อล้มเจ็บไม่สบายยังเสียใจ

และน้อยใจหนักหนา


       ลิลี่ป่วยมากเพราะมีลูกติด ๆ กัน  ร่างกายไม่แข็งแรง    และตามมาด้วยไทฟอยด์              หมอบอกว่าถ้าอยู่เมืองไทยจะไม่มีโอกาสรอดเลย  ถ้าหากอยู่เมืองนอก

โอกาสรอดก็จะเป็น ๕๐/๕๐   พระยาภักดีภูธรขออนุญาตตามไปส่งถึงสิงคโปร์  แต่ไม่ได้รับอนุญาต  

       เวลาไปเรือต้องไปเข้าทางคลองซูเอซ  ไปคอนแสตนติโนเปิลแล้วจึงเข้าโอเดสซ่า

       ระหว่างเดินทางถึงปอร์ตเซด  ทางเลนินกราดก็ได้รับโทรเลขจะเป็นของหมอหรือกัปตันเรือมาให้พี่สาวคืออันนามาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย

       เรื่องนี้อันนากับลูลู่เล่าให้ฟัง        เมื่อเรือเทียบแล้ว  อันนาก็ขึ้นไปพบ  เมื่อเห็นหน้าพี่สาวแล้วแล้วลิลีก็จากไป


       ร่างของอลิซาเบ็ธนำขึ้นจากเรือไปยังเลนินกราดและได้ทำพิธีฝังที่นั่น


       
       ซาร์พระราชทานรถบรรทุกหีบศพ  มีตรามงกุฎและเทียมม้าขาว   มีผู้ใหญ่เดินตามกระบวนอย่างมีเกียรติยิ่ง




บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 192  เมื่อ 17 ส.ค. 10, 00:31



เมื่อร้อยเอก หลวงชิตวีร์วสุนทรา  ได้ติดตามหาญาติ คือคุณยายและคุณป้านั้น

ทั้งสามคนได้หลบหนีพวกบอลเชวิคมาที่อังกฤษ  ได้พักอยู่ที่พระราชวังเคนซิงตัน พาเลซโดยทางเจ้าหญิงอังกฤษเอื้อเฟื้อให้อยู่

เนื่องด้วยมาดาม Louise (Kreisler) Johnson - Missievitsch เป็นที่คุ้นเคยมาจากราชสำนักรุสเซีย

ต่อมาได้ย้ายไปมีบ้านที่นอกลอนดอน  ที่เวบริดจ์
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 193  เมื่อ 17 ส.ค. 10, 09:15

เรื่องนายจ่ายวดเสียชีวิตเพราะรถจักรยานยนต์ชนกับรถแดงพญานั้น  ท่านหม่อมหลวงปิ่นเคยเล่าให้ฟังว่า  วันนั้นไปด้วยกัน ๔ คน  จ่ายวดเป็นผู้ขับขี่มีหม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ (ตอนนั้นนั้นล้นเกล้าฯ ทรงตัดคำว่า ภิรมย์ ออกจากชื่อแล้ว) เป็นคนซ้อน  อีกคันหม่อมเจ้าดุลภากร  วรวรรณ เป็นผู้บับขี่  หม่อมหลวงปื่น เป็นคนซ้อน  ปรากฏว่าวันนั้นประสบอุบัติเหตุหมดทั้งสี่คน  แต่นายจ่ายวดอาการหนักกว่าคนอื่น  เมื่อนายจ่ายวดเสียชีวิต  ล้นเกล้าฯ โปรดให้มีการบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานที่ดุสิตธานี  พระรามราชมุนี (ล้นเกล้าฯ) เจ้าอาวาสวัดธรรมาธิปไตยได้แสดงพระธรรมเทศนาศราทธพรตในงานนี้ด้วย  พระธรรมเทศนานั้นมีผู้เคยนำไปถวายสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทอดพระเนตร  ซึ่งมีรับสั่งว่า พระธรรมเทศนานั้นทรงได้เหมือนกับพระภิกษุผู้เป็นปราชญ์ทางพระศาสนาเลยทีเดียว

ภายหลังจากนายจ่ายวดเสียชีวิตแล้ว  ล้นเกล้าฯ ถึงกับมีรับสั่งขอซื้อมอเตอร์ไซค์ของคุณมหาดเล็กเสียทุกคน  ทรงเกรงว่าจะต้องมีผู้เสียชีวิตเพราะรถมอเตอร์ไซค์กันอีก  คุณพระอดิศัยสวามิภักดิ์เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านได้เคยกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานรถมอเตอร์ไซค์ไว้ใช้บ้าง  ผลคือโดนกริ้วเสียยกใหญ่  แถมมีรับสั่งต่อท้ายว่า "อยากจะตายหรือ?"  คุณพระเลยต้องกราบลงแทบพระบาทแล้วรีบถอยจากที่เฝ้าโดยเร็ว
 

หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๙
ปกสีม่วง มีลายเซ็น ปิ่น  มาลากุล สีทอง บนปก
ในเล่มพิมพ์อัตชีวประวัติของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล 
ซึ่งท่านแต่งแล้วลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในมานวสาร 
(มานวสารเป็นวารสารที่ดีมาก มีข้อมูลเกี่ยวกับสมัยรัชกาลที่ ๖ แน่นเอี้ยด
เพราะผู้ที่เคยเป็นข้าราชบริพารในรัชกาลที่ ๖ ได้เขียนเรื่องต่างๆ มาลงเอง
ปัจจุบัน  ตามร้านหนังสือเก่า ตั้งราคาขาย เล่มละ  ๑๐๐ บาท เป็นขั้นต่ำ
และไม่ได้มีทุกร้านด้วย  จำได้ที่ร้านคุณแม่คนหนึ่งเขามีหลายเล่ม)

มีข้อความเล่าอ้างถึงเรื่องนี้ว่า

เดือนธันวาคม ๒๔๖๒  นายจ่ายวดขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Indian จะไปบ้านที่ถนนราชวิถี 
โดยมีหม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ  ทวีวงศ์  เกาะท้ายไปด้วย
เมื่อทั้งสองคนมาถึงข้างสวนจิตรลดา  รถจักรยานยนต์นั้นส่ายมากทำให้หม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ กระเด็นตกรถไป
ส่วนรถกับนายจ่ายวดวิ่งเข้าพุ่งชนรถโกดังของหลวงที่หยุดอยู่ข้างทางเพื่อจุดตะเยงเพราะเป็นเวลาใกล้ค่ำ

นายจ่ายวดบาดเจ็บหนัก และเสียชีวิตในอีก ๓ วันต่อมา 
ส่วนหม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ บาดเจ็บถึงเส้นประสาทพิการ
ต้องไปรักษาตัวที่อังกฤษ  และเมื่อหายแล้วก็ได้อยู่ศึกษาต่อที่นั่นจนจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

(ในราชกิจจาฯ เล่ม ๓๖ หน้า ๓๐๑๔   ลงข่าวตายของนายจ่ายวด (ปาณี  ไกรฤกษ์) ว่า
จ่า นายจ่ายวด  (ปาณี  ไกรฤกษ์ )  กรมมหาดเล็ก  อายุ ๒๒ ปี ป่วยบาดแผลและพิษกำเริบ  ถึงแก่กรรมวันที่ ๒๗ ธันวาคม  พระพุทธศักราช ๒๔๖๒)


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 194  เมื่อ 17 ส.ค. 10, 10:31

เหตุการณ์ดังกล่าว  ทำให้มหาดเล็กรับใช้เหลืออยู่ ๓ คน
จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งนายชัด  กัลยาณมิตร  บุตรเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย  กัลยาณมิตร)
เป็นมหาดเล็กรับใช้  และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก

ท่านหม่อมหลวงเล่าต่อไปอีกว่า

ท่านมาคิดถึงตัวท่านเอง  ที่ก่อนที่นายจ่ายวดจะประสบอุบัติเหตุไม่กี่วัน  
หม่อมเจ้าดุลภากร  วรวรรณ ได้ทรงขับรถจักรยานยนต์เอ็กเซลเซีย  
รับหม่อมหลวงปิ่นนั่งที่รถพ่วงข้าง  
มีพลตำรวจตรี  หลวงศิลปประสิทธิ์  (บิดาของคุณหญิงเต็มศิริ  บุณยสิงห์)
ขี่รถเดี่ยวๆ อีกคันคู่เคียงคุยไปด้วยกันตามถนนพญาไท  
ขณะนั้นรถไฟสายมักกะสันแล่นมาตามรางโผล่ออกมาจากพุ่มไม้และไม่มีเหล็กกั้นทาง

หม่อมเจ้าดุลภากร  เร่งเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์พ่วงข้างเต็มที่ตัดหน้ารถไฟข้ามทางไปได้
ส่วนพลตำรวจตรี หลวงศิลปประสิทธิ์  (ตาบ) ม้วนตัวลงยอมล้มอยู่กลางถนน  
ต่างฝ่ายต่างนึกว่า อีกฝ่ายหนึ่งคงจะแย่แล้ว  โชคดีที่ทั้ง ๓ คนปลอดภัย  
ถ้าเกิดหม่อมเจ้าดุลภากรเกิดพยายามหยุดรถและพลตำรวจตรี หลวงศิลปประสิทธิ์พยายามเร่งเครื่องข้ามทางไปตัดหน้ารถไฟ
ก็คงจะไม่รอดทั้ง ๓ คน  และอาจจะเป็นเหตุให้รัชกาลที่ ๖ ทรงกริ้วมาก
จนเป็นเหตุให้นายจ่ายวดเลิกขี่รถจักรยานยนต์ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวก็ได้

หลังจากนั้นมา  หม่อมเจ้าดุลภากรอยู่ในพวกมหาดเล็กที่ถูกกริ้ว  
ทำให้ต้องทรงเปลี่ยนไปใช้รถยนต์แทน  โดยทรงได้รถมาทีละคัน  จนมีมากถึง ๕ คัน
รายละเอียดเรื่องรถของหม่อมเจ้าดุลภากรนั้นก็น่าสนุก  แต่ไม่ขอเล่าต่อ
ให้ท่านไปหาอ่านในหนังสืองานศพดังกล่าวเถิด

รูปด้านล่างนี้เป็นพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ ๖ ทรงฉายร่วมกับมหาดเล็ก

แถวยืน  ซ้ายไปขวา  หม่อมหลวงปิ่น  มาลากุล   หม่อมเจ้าดิศศานุวัตร  ดิศกุล   นายหยิบ  ณ นคร
นายจ่ายวด (ปาณี  ไกรฤกษ์)  หม่อมเจ้าหัชชากร  วรวรรณ   นายประสาท  สุขุม

แถวนั่ง  หม่อมทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์  (หม่อมราชวงศ์เฉลิมลาภ  ทวีวงศ์)  พระเจ้าวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 11 12 [13] 14 15 ... 20
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.052 วินาที กับ 19 คำสั่ง