เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 12
  พิมพ์  
อ่าน: 53965 นิยายเก่าเล่าใหม่
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 120  เมื่อ 03 ก.ค. 10, 16:58

คุณป้ากุนหายหน้าหายตาไปเสียนาน  ดีใจจริง ที่กลับมาอีกครั้งค่ะ  นึกว่าจะกลับมาคุยบนเรือนไทยแล้วเสียอีก
ลืมชัยพฤกษ์การ์ตูนไปเสียสนิท  อาจเป็นเพราะไม่ได้อ่านประจำ  แต่ก็เคยอ่านค่ะ    น่าเสียดายจำคอลัมน์ประจำในนี้ไม่ได้เลย
ก่อนหน้าชัยพฤกษ์ มีดรุณสาร   มีเรื่อง หมาๆ แมวๆ ของอ.บรรจบ พันธุเมธา  สนุกสนานมาก   จำได้ตามประสาคนรักหมา

เรื่องเสี่ยกิมหงวนแจกแบ๊งค์ เป็นไม้เด็ดของแก   มีตอนหนึ่งสามเกลอได้รับเชิญไปเป็นครูสอนนักเรียนชายจอมเฮี้ยวในร.ร.อะไรสักแห่ง
คนอื่นๆปราบนักเรียนโค่งกันไม่หวัดไม่ไหว      มีห้องเรียนของกิมหงวนห้องเดียวไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย   นักเรียนเรียบร้อยน่ารักเป็นผ้าพับไว้  
เพราะพอเดินเข้าห้องเรียน ครูกิมหงวนก็ควักเงินออกมาแจกคนละร้อย    แค่นี้นักเรียนก็ว่านอนสอนง่าย สั่งให้ทำอะไรก็ทำหมด

กลับมาเรื่องนิยาย
แม่สกรีนนิยายให้ลูกสาวอ่าน   ให้อ่านเรื่องนักสืบได้ แต่ไม่ให้อ่านเรื่องบู๊ล้างผลาญ   ดิฉันจึงไม่มีโอกาสรู้จักชีพ ชูชัย  แห่งเล็บครุฑ  หรือเหยี่ยวราตรี หรืออินทรีแดง
มารู้จักเมื่อโตแล้ว  เพื่อนเอามาให้ยืมอ่าน   ก็เลยได้อ่านเรื่องอื่นๆในแนวเดียวกันไปด้วย    มีเรื่องหนึ่งของ"แก้วฟ้า" เป็นเรื่องขบวนการวายร้าย มีตัวประมุขเป็นหญิงสาวสวย  ในเรื่องยิงกันแหลกลาญ หน้ากระดาษพรุนกันแทบทุกหน้า   ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว
จำได้แต่ว่า นางผู้ร้ายตัวหัวหน้า ชื่อ วีวิล คะไนน์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 121  เมื่อ 03 ก.ค. 10, 20:37

กลับมาถึงนักเขียนสตรีเมื่อ ๕๐ ปีก่อนอีกครั้ง
เส้นทางนวนิยายและเรื่องสั้นไม่แตกต่างจากเดี๋ยวนี้     นวนิยายลงเป็นตอนๆในนิตยสาร   แล้วรวมเล่ม   ในเมื่อบ้านเมืองอยู่ในยุคจอมพลสฤษดิ์ืัที่มีมาตรา ๑๗ เป็นอำนาจเด็ดขาด    จากพ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นมาถึง ๒๕๑๐ จึงไม่มีใครเขียนเรื่องการเมือง    ก็มีแต่ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  ที่กล้าเขียน โจโฉ   นายกตลอดกาล  และสามก๊ก ฉบับนายทุน
นักเขียนหญิงเขียนเรื่องรัก   นักเขียนชายเขียนเรื่องบู๊

ก็มีบ้าง ที่นักเขียนหญิงเขียนเรื่องชีวิตสะท้อนสังคม ให้เห็นบ้างประปราย     สุภาว์ เทวกุล เขียนเรื่อง ชีวิตนี้มีความหมาย
เป็นเรื่องสั้นหลายๆเรื่องที่เล่าโดยตัวละครในเรื่องยาวหลักของเรื่อง   เทคนิคการเขียนนับว่าทันสมัยมาก  เรื่องแต่ละเรื่องก็มีทั้งเรื่องชีวิตสะเทือนใจ  เรื่องตลก   เรื่องต่างแดน  ไม่ซ้ำกัน  เป็นหนังสือดีเล่มหนึ่งที่จมหายไปในกระแสกาลเวลา

เรื่องหลักคือนางเอกประสบความผิดหวังในชีวิต  กำลังจะกระโดดน้ำตาย แต่พระเอกซึ่งเป็นนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์มาฉุดเอาไว้ทัน      เมื่อเธอไม่ยอมกลับบ้าน และไม่รู้จะไปไหน    เขาก็เลยพาไปบ้านเช่าที่เช่าอยู่กับคนขับแทกซี่อารมณ์ดีคนหนึ่ง  ให้เธอพักอยู่เฉยๆ  จนกว่าจะหาทางไปได้
ระหว่างนั้น  เขาก็เล่าเรื่องชีวิตคนแบบต่างๆที่ประสบมาให้เธอฟัง   หนุ่มแทกซี่ก็ผสมโรงเล่าชีวิตคุณนายแก่ๆที่เขาเคยรู้จักให้ฟังด้วย  ทุกเรื่อง   มี theme เดียวคือทำให้นางเอกเข้าใจว่า "ชีวิตนี้มีความหมาย" เพื่อเธอจะได้เลิกสิ้นหวังในชีวิตเสียที
ในที่สุดนางเอกก็กลับบ้าน   พระเอกก็เลิกชีวิตหนุ่มผจญชีวิตไปวันๆ   เพราะต่างคนต่างพบความหมายในชีวิตร่วมกันแล้ว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 122  เมื่อ 03 ก.ค. 10, 21:24

เรื่องสั้นๆออกรสตลกที่แทรกอยู่ใน "ชีวิตนี้มีความหมาย"  คือเรื่องที่นิตย์ คนขับแทกซี่เล่าถึงคุณนายแก่ๆฝาแฝดพี่น้องชื่อคุณนายแววกับคุณนายวันที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว    คุณนายวันเป็นโรคขี้เหนียวเกินมนุษย์   ส่วนคุณนายแววก็คลั่งความสะอาดจนเกินคนเช่นกัน
อ่านแล้วก็ขำ ไม่ว่าเรื่องคุณนายวันไล่ตีแมวแย่งปลาเค็มกลับมาได้    เพราะเสียดายปลา   กับเรื่องคุณนายแววหอบจานชามหม้อไหไปร้านอาหารเอง เพราะกลัวจานชามในร้านสกปรก
แต่เรื่องเศร้าสะเทือนใจก็มี เช่นชีวิตรักของหนุ่มไทยกับสาวพม่า     ชีวิตของคนพม่าเมื่ออังกฤษยังมีอำนาจเหนือประเทศนี้  เป็นชีวิตขมขื่นและถูกเหยียดหยาม  อย่างที่คนไทยอาจนึกไม่ถึง
แม้แต่สโมสรบางแห่ง ก็ห้ามคนพม่าเข้าเด็ดขาด เพื่อเป็นแหล่งบันเทิงของคนอังกฤษและต่างชาติเท่านั้น

สุภาว์ เทวกุลเป็นนักเขียนมีฝีมือ  การมองโลกของเธอออกในแนวสมจริง  หนัก แต่แฝงการมองโลกในแง่ดี   น่าเสียดายว่าเธอจากไปก่อนเวลาอันควร
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 123  เมื่อ 03 ก.ค. 10, 22:50

มีชัยพฤกษ์ การ์ตูน ก็ต้องมีชัยพฤกษ์ วิทยาศาสตร์ด้วยครับ

(ขอบคุณภาพจาก www.htg2.net ครับ)


บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 124  เมื่อ 03 ก.ค. 10, 23:01

หนังสือเด็กสำหรับรุ่นผม ก็จะมีพวก ตะเภานักโม้, เรื่องของม่าเหมี่ยว, เอมิลยอดนักสืบ ฯลฯ มองกลับไปก็ตลกดี เพราะอ่านหนังสือเหล่านี้ในยุคเดียวกับที่อ่านสามเกลอ แถมพกด้วยการเกาะติดอุ้ยเสี่ยวป้อในหน้า ๕ ไทยรัฐเป็นประจำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรติดเรต ผู้เยาว์ต้องอ่านใต้การดูแลของผู้ปกครอง

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเหตุนี้หรือเปล่านะครับ ที่ไม่เคยสงสัยเรื่องป้าหนอม ป้าอบเลย เหมือนจะแก่แดดรู้อะไรๆดี ทั้งที่ใสซื่อบริสุทธิ์จริงๆ วิ้งๆๆๆ แฮ่ม
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
tony_hui
อสุรผัด
*
ตอบ: 32

เป็นพนักงานบัญชีครับ


ความคิดเห็นที่ 125  เมื่อ 04 ก.ค. 10, 03:31

หาเอมิลยอดนักสืบปกเก่า ๆ ไม่พบ เลยเอาโลกของหนูแหวนมาแทนไม่รู้ว่ายุคเดียวกันกับที่คุณCrazyHOrseอ่านหรือไม่

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 126  เมื่อ 04 ก.ค. 10, 06:51


อุ้ยเสียวป้อ และเซียวฮื่อยี่ นั้น มาอ่านเมื่อเริ่มทำงานแล้ว

เด็กๆอ่าน ชั่นบ้อเหมาและเจงฮองเฮา  รู้จักเซียนปีศาจทุกชนิด ถ้าจะตั้งค่ายกลก็คงจะพอตั้งได้กระมัง

เก็บกำลังภายในพอไม่น้อยหน้ายุทธจักร

อุ้ยเสียวป้อนั้นอ่านจนเปื่อยคามือไปชุดหนึ่ง    อ่านทีไรก็ยังตกตื่นใจเมื่อป้อน้อยโดนจับเข้าวังไปสังหารเมี่ยวไป่

มังกรหยกตอนก๊วยเช็งอยู่ในทะเลทรายก็ยังรื้อออกมาอ่านอยู่บ้าง  เสียวสันหลังเมื่อบ๊วยทิวฮวงโผล่มา

เปิดหน้าหนังสือทีไร  ก็เหมือนกับเปิดประตูไปสู่ความสุขอันเรียบง่ายของตอนเป็นเด็ก  ไม่กินอาหารเช้า  ทำหูทวนลมไม่ฟังเสียงเรียกไปกินอาหารกลางวัน

จะอ่านหนังสือนี่

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 127  เมื่อ 04 ก.ค. 10, 09:51

ตอนเด็กๆ เรื่องจีนของโกวเล้ง หรือกิมย้ง ยังไม่เข้ามา    มีแต่เกร็ดพงศาวดารจีนที่ขายในร้านหนังสือเก่าๆ แถวเวิ้งนาครเขษม
แม่ซื้อเรื่อง จอยุ่ยเหม็ง มาให้อ่าน   ต่อมาก็มี ห้องสิน   เปาบุ้นจิ้น ไซอิ๋ว
เรื่องโปรดคือจอยุ่ยเหม็ง  พระเอกเป็นขุนนางราชวงศ์เหม็ง(หรือหมิง) ที่หล่อ เก่ง ฉลาด   ปกครองบ้านช่องลูกเมียและบ้านเมืองได้เด็ดขาดแต่ยุติธรรม       เนื้อเรื่องเล่าถึงวัฒนธรรมในบ้านเอาไว้แยะ  ชีวิตผู้หญิงจีนสมัยนั้นดูแล้วน่าอึดอัด  วันๆต้องอยู่แต่ในห้อง  ออกไปให้ใครเห็นหน้าก็ไม่ได้ มีแต่เสื่อมเสียและอันตราย 
ขนาดไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ของบ้านยังอันตรายเลย   เพราะปีศาจต้นไม้เห็นแล้วชอบ จะมาขอไปเป็นภรรยา  จอยุ่ยเหม็งต้องไปปราบ
แต่เนื้อเรื่องก็สนุกสนานดีค่ะ  มีปีศาจด้วย  เขาเรียกตัวฮู่ลี้    ต่อมาหนังจีนแปลปีศาจพวกนี้ว่าปีศาจจิ้งจอก    แต่ฮู่ลี้ในหนังสือไม่ใช่จิ้งจอก  เป็นชะมดประเภทหนึ่ง

เมื่อเรียนอยู่ปี ๓    เพื่อนให้ยืมหนังสือเจ็งฮองเฮาและชั่นบ้อเหมา   อ่านแล้วรู้สึกจากสำนวนและการผูกเรื่องว่าไม่ได้แปล   อาจจะมีเค้าโครงของจีน   แต่มาแต่งต่อเติมเอง   เลยไม่ติดใจเท่าไร

เรื่องจีนกำลังภายในที่คนติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง   ดิฉันอ่านมังกรหยกแล้ว  พบว่าอ่านได้  แต่ไม่ติด   ก็เลยไม่หยิบมาอ่านอีกเลย   ทั้งของโกวเล้ง  กิมย้ง อึ้งเอง  หรือใครอีกก็ตาม

บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 128  เมื่อ 04 ก.ค. 10, 13:48

ลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง     "เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก" ของทิพย์วาณี สนิทวงศ์ฯ  ลงเป็นตอนๆในสตรีสาร    จะว่าเป็นนิยายหรือเรื่องสั้นก็ไม่ใช่  เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ในวัยเด็กของคนที่เป็นรุ่นปู่ย่ากันหมดแล้ว
ดิฉันมีครบ ๔ เล่ม   เก็บไว้ให้ลูกอ่าน    แต่ลูกเขาโตมาในยุคที่มองไม่เห็นฝุ่นของบ้านเมืองในยุคนั้นแล้ว ก็คงไม่ติดใจเท่าไร  ส่วนดิฉันยังทันเห็น
ขอลอกที่เจอในเน็ตมาให้อ่านกันค่ะ

เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก
โดย  ทิพย์วาณี  สนิทวงศ์ฯ


น้ำฝน

เมื่อสมัยคุณตาคุณยายยังเป็นเด็ก ๆ อยู่นั้น  กรุงเทพฯ มีน้ำประปาใช้บ้างแล้ว แต่ยังไม่ทั่วถึงกันนัก  ส่วนมากยังอาศัยดื่มน้ำฝน  และน้ำตามแม่น้ำและลำคลองกันอยู่  บางบ้านที่อยู่ใกล้ถนน  ก็อาศัยน้ำประปาตามก๊อกสาธารณะที่รัฐบาลทำไว้ให้ประชาชนใช้กันเปล่า ๆ  ก๊อกเหล่านี้มีเป็นระยะ ๆ บ้านใครอยู่ใกล้ก็สบายมาตักตวงเอาไปใช้ในบ้านของตนได้ง่าย  บ้านที่อยู่ห่าง  ออกไปก็เอาถังเอาปี๊บมารองหิ้วไปหรือหาบเอาไปเอง  แต่มีบางบ้านซื้อน้ำมาจากพวกนี้เป็นหาบ ๆ ไว้ใช้กัน

คุณตามีเพื่อนนักเรียนที่อายุมากกว่า  ตัวโตกว่าเพราะเข้าโรงเรียนเมื่อโต   กลางวันก็มาโรงเรียน  กลับไปบ้านก็ช่วยพ่อแม่ทำงานค้าขาย  ตอนกลางคืนก็รับจ้างหาบน้ำรองน้ำประปาจากก๊อกสาธารณะใส่โอ่งตามบ้านใกล้  เมื่อยังไม่โตก็หาบน้ำที่ปี๊บยังไม่เต็ม  โตขึ้นก็เพิ่มอีกให้เต็มปี๊บได้  พ่อของเขาแข็งแรง  หาบคราวละ ๔ ปี๊บ  ข้างหน้า ๒ ปี๊บ  ข้างหลัง ๒ ปี๊บ  หาบเสียไม้คานแอ่นทีเดียว 
หน้าร้อนคนใช้น้ำกันมากน้ำขายดี  รองน้ำหาบไม่ทันคนใช้  ต้องเอาปี๊บไปคอยรองน้ำตลอดคืน  หาบกลางคืนดีแดดไม่ร้อน  ช่วยไม่ให้เหนื่อยง่าย  หน้าฝนคนไปใช้น้ำฝนกันหมด  น้ำประปาขายไม่ค่อยดี  รายได้ตกต่ำเก็บเงินไม่ได้มากเหมือนหน้าร้อน
 
คุณตาคุณยายเมื่อเด็ก ๆ  ชอบเล่นน้ำฝนจริง      พอฝนตกชักอยากจะขยับออกไปเล่นน้ำฝน  ผู้ใหญ่รู้ทันมักจะห้ามไว้ว่า
"ให้มันตกหนักกว่านี้ค่อยเล่น  ตกนิด ๆ หน่อย ๆ จะไปดีอะไร เล่นแล้วก็ต้องล้างบ้านขัดบ้านเสียเลยซี" 
เพราะฉะนั้นเวลาหน้าฝนคุณยายและคุณตาก็ต้องช่วยกันรองน้ำฝนตักใส่โอ่งให้เต็มทุกโอ่ง  เสียก่อนจึงจะเล่นน้ำฝนได้  ระหว่างทีเล่นน้ำฝนก็ต้องขัดถูบันได  นอกชานพื้นลานบ้านให้สะอาดไปด้วย  ใช้กระดวงที่ทำจากมะพร้าวแก่ ๆกะลาเล็ก ๆ ผ่าซีกขัดจนกระดานและพื้นขาวสะอาดทุก ๆ แห่งทีเดียว  มีผ้าผ่อนอะไรที่พอจะซักได้  ก็เอาออกมาซักกันให้เต็มที่  ไม่ต้องเสียดายน้ำ
ผู้ใหญ่มักบอกว่า  "เทวดาท่านอุตส่าห์ส่งน้ำมาให้เราใช้แล้ว  ต้องรีบกักตุนไว้ใช้  ฝนตกมาก ๆ พื้นกระดานพื้นหินน่ายดี  ขัดล้างตะไคร่และความสกปรกออกได้ง่าย"
หน้าฝนบ้านจึงสะอาด

พวกคนแก่ชอบดื่มน้ำฝนกันนัก  เพราะสะอาดและหวาน  ต้องเก็บน้ำฝนไว้ดื่มในหน้าแล้ง  ถ้าหน้าหนาวหรือหน้าแล้งเกิดฝนตก  เป็นฝนหลงฤดูมาก็จะดีใจมาก
เพราะจะได้มีน้ำฝนมาเพิ่มโอ่งให้เต็ม  แต่น้ำฝนตกใหม่ ๆ น้ำยังใช้รองไว้กินยังไม่ได้  เพราะหลังคายังสกปรกอยู่  มีฝุ่นละอองตกค้าง  ต้องปล่อยให้ฝนชะล้างความสกปรกออกไปเสียก่อน  จึงรองไว้กินได้  ต้นไม้ต้นหญ้าก็พลอยสดชื่นขึ้นเพราะได้ฝน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 129  เมื่อ 04 ก.ค. 10, 14:39

เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก

ตอน : เที่ยวงานสนามหลวง

เมื่อแต่ก่อนโน้น โรงหนังโรงละครที่หย่อนใจยังไม่มีมากนัก ประชาชนได้อาศัยโรงมหรสพตามงานวัดบ้าง สนามหลวงบ้าง ไม่เสียเงินค่าดู งานแต่ละครั้งมีมหรสพหลายอย่าง ปลูกโรงไว้ให้ประชาชนเลือกดูเอาตามชอบใจ เบื่อโรงนี้ก็ไปต้องโรงโน้นได้    คุณตาคุณยายก็อาศัยดูมหรสพเหล่านี้เหมือนกัน

งานมหรสพนี้ต้องมีกันตอนกลางคืน หลังจากมีงานพิธีตอนกลางวันแล้ว    ที่สนามหลวงมีการแสดงที่แน่นอนทุกครั้งคือ โขน หุ่นกระบอก ลิเก หนังกลางแปลง และลำตัด บางครั้งก็มีประชันกันหลายโรง แล้วแต่จะเลือกดูเอา โรงไหนคนแน่น ยิ่งแน่นมากๆ เจ้าของคณะก็ปลื้มใจ เพราะชนะใจคนดูได้ทำให้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้น พวกผู้หญิงชอบดูลิเก โดยเฉพาะคนแก่ๆ แล้วติดกันงอมแงมเลยทีเดียว เอาเสื่อมาปูจองที่ไว้แต่วันเลย หนุ่มๆมักชอบดูลำตัดเพราะว่าเพลงกันถึงใจผู้ชาย แต่ผู้หญิงไม่กล้าดูกัน เพราะว่าเพลงกันเจ็บๆแสบๆและมีหยาบคายด้วย    พ่อแม่จึงไม่ให้ลูกสาวไปดูลำตัดเป็นอันขาด หน้าโรงลำตัดจึงมีแต่ผู้ชายหนุ่มๆเท่านั้น    เด็กๆมักชอบหนังกลางแปลงเพราะมีเรื่องสนุกๆทันใจ เด็กๆจึงชอบ บางครั้งก็มีเสียงงิ้วตีม้าล่อกันผ่างๆ ละครชาตรีก็สนุก เด็กผู้หญิงชอบดูกัน

คุณยายนั้นชอบดูหุ่นกระบอกและละครเล็ก ต้องหอบเสื่อม้วนๆมาจับจองที่นั่งกันตั้งแต่ยังไม่ลงโรง หุ่นกระบอกนี้เล่นแต่เรื่องพระอภัยมณีเป็นพื้น จับตอนต่างๆกัน   คุณยายชอบเสียงร้องคลอซออู้นัก ฟังไปบางทีก็ร้องตามไปด้วย ตอนตลกก็เรียกเสียงฮาได้มากเหมือนกัน ส่วนคุณตานั้นชอบโขน แต่โขนนี้ลงโรงดึกกว่าอย่างอื่นๆ เสียเวลาโหมโรงนานมากและการแต่งตัวของโขนก็ช้ามาก ตัวแสดงมาก กว่าจะแต่งตัวเสร็จจึงกินเวลานาน คุณตามักชอบไปแอบดูเขาแต่งตัวกัน เขาอุตส่าห์เอาเสื่อลำแพนกั้นบริเวณไว้แล้วยังไปหาช่องโหว่ดูจนได้ อยู่บนเวทีดูสวยงามจริงๆ แต่หลังเวทีไม่สวยอย่างนั้น ตัวนางใช้ผู้ชายเล่นแต่งหน้าเสียสวยเชียว เขียนคิ้วดำปี๋ ตัวหนุมานซึ่งบนเวทีคล่องแคล่วว่องไวจริง พอถอดหัวโขนออกมาก็แก่กว่าที่คิดไว้ แถมหัวล้านเสียด้วย พวกโขนนี้พอเข้าโรงต้องรีบถอดหัวออก เพราะหัวโขนอบร้อนมากต้องถอดให้ได้ลมบ้าง

บางครั้งโขนลงโรงดึกมากจริงๆ ไถลไปดูหนังกลางแปลงแก้ง้วงแล้วโขนยังไม่ออก หนังจบไปแล้ว ถ้าโรงโขนอยู่ใกล้จอหนัง ก็วิ่งไปวิ่งมาดูทางโน้นทีทางนี้ทีเพราะได้ยินเสียงโหมโรงคิดว่าโขนลงโรงแล้ว บางทีตอนปลายเรื่องกำลังติดพันกันสนุก โขนเริ่มลงโรง ใจก็อยากวิ่งไปดูได้แต่เหลือบตาดูว่าออกกี่ตัวแล้ว ถ้าออกตัวเดียวก็ดูหนังต่อไป ถ้ายกทัพละก็วิ่งไปดูโขนเลย เพราะโขนตอนยกทัพนั้นสวยงามมาก เต็มเวที เสื้อผ้าและชฏาวูบวาบระยิบระยับดีจริงๆ    เมื่อโขนลงโรงดึกก็พลอยเลิกดึกไปด้วย โรงอื่นๆเลิกหมดแล้วเหลือแต่โขนโรงเดียว คนจึงเฮมาดูโขนต่อจนเลิก ฉะนั้นโขนยิ่งดึกยิ่งคนมาก และยิ่งดึกก็ยิ่งยกทัพสู้รบกันดุเดือดด้วย

คนที่มาดูมหรสพเหล่านี้มักอุ้มลูกจูงหลานมาเที่ยวด้วย คนที่ลูกเล็กๆแต่พ่อแม่ยังอยากดูโขนละครต่อ ลูกเล็กๆทนไม่ไหวก็พากันหลับไป ต้องเอาผ้าขาวม้าบ้าง กระดาษบ้าง แต่บางคนก็มีเสื่อมาก็ให้ลูกนอน แม่ลูกอ่อนบางคนดูไปพลางให้ลูกกินนมไปด้วย คนแก่ที่ดูลิเกหรือละครชาตรีก็เอาหมากไปตำกันบนเสื่อหน้าโรงนั่นเอง ดูไปเคี้ยวหมากไปด้วย ตอนไหนสนุกก็หัวเราะกันจนน้ำหมากกระเด็นไปถูกคนใกล้ คุณยายเคยโดนมาแล้วเพราะชอบดูละครชาตรีมาก ดูมหรสพกลางคืนนี้ก็ดูไปอย่างที่ไม่ต้องกลัวแดดร้อน ทำให้ไม่กระหายน้ำ แต่หน้าหนาวดึกๆน้ำค้างแรงเอาการ ต้องหาอะไรคลุมหัว ผ้าขาวม้าเป็นดีที่สุด บางคนผูกเปลให้ลูกนอนกับเสาโรงเสียเลยก็มี

ใกล้โรงมหรสพเหล่านี้มีอาหารขายมากมายสำหรับให้คนดูไปกินไป มีถั่วลิสงคั่ว อ้อยควั่นอบเสียหอมใส่ดอกกระดังงาด้วย ข้าวโพดปิ้ง ข้าวโพดคั่วอย่างธรรมดาและอย่างใส่น้ำตาลหวานๆ    น้ำตาลสดทั้งร้อนและเย็นหวานชื่นใจ ปลาหมึกปิ้งส่งกลิ่นหอมฉุยชวนกิน แต่จะนั่งที่ไหนก็ต้องเลือกดูให้ดีว่ามีมดคันไฟหรือเปล่า เพราะคุณตาคุณยายต่างก็เคยโดนมดคันไฟกัด เกาจนแสบ ต้องไปหาปูนจากคนแก่ที่กินหมากมาทาแก้มดกัดจึงพอค่อยยังชั่วหน่อย    ทั้งคุณตาคุณยายไม่เคยหลับเลยถึงจะง่วงก็ตาโตอยู่จนเลิกทุกครั้ง
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1856



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 130  เมื่อ 04 ก.ค. 10, 22:30

เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เรื่องนี้อ่านอยู่หลายเที่ยวครับ เสียดายว่านานมากแล้ว จำไม่ได้ว่าชุดนี้มีกี่เล่ม น่าจะ 3 หรือ 4 เล่ม ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือเปล่าครับ

นิยายจีน ผมอ่านไม่มากนัก เรื่องที่อ่านเป็นเรื่องแรกๆนั้นไม่สนุกเอาซะเลย แต่อ่านเพราะผมอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า เรื่องไหนไม่เคยอ่านก็ต้องอ่านไว้ก่อน ถ้าสนุกจะอ่านซ้ำ สามเกลอบางตอนผมว่าอาจจะอ่านมากกว่า 50 เที่ยว เรื่องแรก น่าจะเป็นเลียดก๊ก แม่ก็เตือนแล้วว่าไม่สนุก เพราะเรื่องราวยาวนานหลายชั่วคน แต่ทำไงได้ เมื่อมีอยู่ในตู้ต้องอ่านสักรอบ และก็อ่านจบไปอย่างแกนๆและจำอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว แต่ขอให้โปรดได้เห็นใจเด็ก ป.๖ ด้วยเถิด ผมอ่านจบได้ก็บุญโขแล้วครับ

อีกเรื่องคือไคเภ็ก สนุกน้อยพอๆกับเลียดก๊กนั่นแหละครับ

มังกรหยกกว่าจะได้อ่านก็ตอนมัธยมต้นแล้ว เพราะถึงเรื่องนี้จะมีอยู่ที่บ้าน แต่เป็นหนังสือของพ่อ ซึ่งเป็นฉบับภาษาจีนซึ่งผมไม่มีปัญญาอ่าน ฉบับแปลไทยที่ได้อ่านจึงเป็นความกรุณาของคุณอาข้างบ้านที่ได้เปิดกรุให้อ่าน (ตอนนั้นได้ความรู้ว่าฉบับจีนนั้นบางกว่าฉบับไทยหลายเท่านัก เพราะภาษาจีนตัวอักษรตัวเดียวให้ความหมายมากเท่าภาษาไทยหลายคำ) คุณอาท่านนี้เป็นแฟนนิยายกำลังภายในชนิดไม่ธรรมดา สรุปว่าผมอ่านตาแฉะอีกตามเคย กว่าจะหมดกรุ ผมต้องอ่านอยู่ร่วมปีเห็นจะได้ แต่ว่าเรื่องจีนนี่อ่านผ่านแล้วผ่านเลย จำอะไรไม่ค่อยจะได้ เพราะอ่านแค่รอบเดียว อ่านหนังสือยืมก็อย่างนี้แหละครับ

นิยายไทยอย่างประโลมโลกย์นั้น เรื่องแรกๆที่อ่านน่าจะเป็นชุดทัดดาวของคุณชอุ่ม ปัญจพรรค์ โดยคุ้ยอ่านจากตู้หนังสือของคุณน้า(ที่บ้านคุณตา) ซึ่งผมจะไปอยู่ครั้งละเป็นเดือนในช่วงปิดเทอม อ่านจนหมดตู้ (ซึ่งมีไม่มาก น่าจะไม่ถึง 60-70 เล่ม) ก็ตามคุณน้าลงเรือไปห้องสมุดประชาชนที่อำเภอ ยืมมาอ่านครั้งละเป็นตั้งๆเหมือนกัน

ผมอ่านหนังสือไม่จำกัดประเภท ส่วนมากอะไรใกล้มือเอาหมด ไม่เลือกมาก คุณน้าคนหนึ่งเป็นแฟนพ็อคเก็ตบุ๊คตัวยง ผมพลอยได้อ่านไปด้วย ยุคนั้นน่าจะเป็นยุคทองของหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค ระดับแถวหน้านี่ต้องต่วย'ตูนแน่นอน นอกจากนั้นยังมีทั้งเรื่องสั้นเรื่องแปลของคุณชาตรี อนุเธียร, ไมตรี ลิมปิชาติ, ศุภักษรก็เอา (หนอย.. ป.๕ เองนะ), แนวสงครามอย่าง สยุมภู ทศพล ก็ไม่เว้น และคงมีอีกมากที่ยังนึกไม่ออกในตอนนี้

ที่เป็นเล่มใหญ่ก็พวก ต่วย'ตูน พิเศษ ผมเป็นแฟนตัวยงของ ไอคิว 45 และไดโนเสาร์(แก่) แต่เรื่องน่ากลัวท้ายเล่มนี่อ่านรอบเดียวแน่นอน และถ้าไม่จำเป็นจะเปิดผ่านเลย เพราะสมัยเด็กสุขภาพไม่ค่อยดี เป็นโรคปอดครับ แต่แทบจะเลิกอ่านไปเลยหลังคุณจินตนา ปิ่นเฉลียวเสียชีวิตไป

นอกจากนี้ ที่ละเว้นจะกล่าวถึงไม่ได้ก็คือ มิติที่ ๔ และ ทักษะวิทยาศาสตร์ ซึ่งพอรวมกันเป็นรู้รอบตัวได้ไม่นาน ผมก็เลิกอ่าน เพราะรู้สึกว่าเนื้อหาไม่เข้มข้นเหมือนเดิมครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30436

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 131  เมื่อ 05 ก.ค. 10, 10:46

ชอุ่ม ปัญจพรรค์ นอกจากเป็นนักประพันธ์แต่งนิยายสีชมพูหวานแหวว   ยังเป็นนักแต่งเนื้อเพลงฝีมือแนวหน้าคนหนึ่งของสุนทราภรณ์    
คุณครูเอื้อมอบความไว้วางใจให้แต่งเนื้อเพลงสำคัญหลายเพลง  หนึ่งในจำนวนนั้น คือเพลงตามบัญชาของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์  ชื่อ "หนึ่งในดวงใจ"   ท่านประสงค์จะให้แต่ง เพื่อรับขวัญท่านผู้หญิงวิจิตราที่ตามข่าวบอกว่าไปรักษาตัวอยู่ที่อังกฤษ  
แต่มีเรื่องหลังข่าว  นัยว่ามีเรื่องงอนกันอยู่ในช่วงนั้น

ท่านผู้หญิงไปต่างประเทศ      พอลงเครื่องบินมา จอมพลสฤษดิ์ก็รับขวัญด้วยเพลงนี้

พี่นี้มีน้องหนึ่งในดวงใจ เท่านั้น                  
หญิงอื่นหมื่นพันจะมาเทียมทัน ที่ไหน
แต่รักของพี่ซ่อนอยู่กลางใจ ข้างใน
หนึ่งในดวงใจคือเธอคนเดียว แท้เทียว
หากน้องได้รู้ว่าพี่รักน้อง หนักหนา
ขอได้เมตตาแก่ดวงวิญญา โดดเดียว
ผิดบ้างพลั้งบ้างก็ไม่จืดจาง ขาดเกลียว
น้องเป็นคนเดียว หนึ่งในดวงใจ
หากอาทิตย์ลับโลกโศกสลด
จะมืดหมดทุกชีวิต ยังทนได้
หากขาดน้องที่พี่ปอง หนึ่งในดวงใจ
ทนไม่ได้จักต้องตาย ลงไปพลัน
พี่นี้มีน้องอยู่ในดวงใจ เสมอรักแต่เพียงเธอยิ่งกว่าชีวัน เชื่อฉัน
พี่ปองรักเจ้าเฝ้าแต่ผูกพัน แจ่มจันทร์
มีเธอเท่านั้นที่เป็นที่หนึ่ง ครองใจ

ดิฉันพยายามหาเพลง หนึ่งในดวงใจ MP3 แต่ไม่เจอ   เจอแต่คาราโอเกะ  เสียงของชรินทร์   นันทนาคร
มีทั้งเสียงและภาพ   ไม่รู้จะตัดภาพออกยังไง  ถือว่าเป็นของแถมก็แล้วกัน

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 132  เมื่อ 05 ก.ค. 10, 11:03

        จำได้ว่าคุณชอุ่มเคยเล่าไว้ว่ากำลังเพลินไพ่(ตอง?) อยู่ก็ถูกครูเอื้อตามด่วนเพื่อให้ไป
แต่งเพลงนี้

          และนักร้องสุนทราภรณ์ชื่อดัง คุณบุษยา รังสี ที่เพิ่งล่วงลับไปแล้วก็ได้นามนี้มาจากนิยาย ทัดดาว บุษยา
ของคุณชอุ่ม ครับ
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10676



ความคิดเห็นที่ 133  เมื่อ 05 ก.ค. 10, 11:10

นึกถึงท่านจอมพลทีไร นึกถึงเพลงนี้ทุกที  ยิงฟันยิ้ม

 
วิมานสีชมพู 

เนื้อร้อง : สมศักดิ์ เทพานนท์
ทำนอง  : เอื้อ สุนทรสนาน       
 
วิมานนี้สีชมพู สีแห่งรักงามหรู                         
ซึ้งอยู่ในความฝัน
วางรากศิลารักสลักด้วยดวงชีวัน
จารึกไว้ร่วมกันไม่มีวันเสื่อมคลาย

ชื่นใดเล่า เหนือกว่าใจเรา
เนาว์รักมิวาย
ขอพลีใจและกาย รักเดียวไม่เคลื่อนคลาย
ละลายกลายสีชมพู

วิมานนี้ฉันปลื้มฤดี
เพราะมีเธอคู่
ถึงเข็ญใจไม่คลายชมพู
เสรีรักอยู่ชื่นชูใจ                         


                                         
                                                                           

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 134  เมื่อ 05 ก.ค. 10, 11:19

อิอิ     คุณเพ็ญชมพูส่งเพลงมาให้ก่อนขออีก   

กำลังจะเล่าเรื่อง    ท่านผู้หญิงละเอียดชอบร้องเพลง วิมานนี้สีชมพู

เลยนึกไปถึง วิมานสีชมพูในซอยกลาง  ตรงเข้าไปเลี้ยวซ้าย  แล้วเลี้ยวขวาแรก   บ้านหลังที่สองหรือสาม ซ้ายมือ

ขี่จักรยานอยู่แถวนั้นเหมือนกันค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11 12
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.104 วินาที กับ 19 คำสั่ง