เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 46
  พิมพ์  
อ่าน: 260377 ชะตากรรมของพระยาทรงสุรเดช หนึ่งในสี่ทหารเสือคณะราษฎร์
dotdotdot
อสุรผัด
*
ตอบ: 10


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 07:15

การศึกษาผมแค่ ม6 ครับ เข้ามารับการศึกษาดีๆที่นี่ ต้องขอบคุณทุกๆท่านที่ได้ให้ความรู้ต่างๆ
ผมได้นั่งเรียนอยู่นอกห้องมาสักพักหนี่งแล้ว ก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องลงทะเบียนจนมาเจอแนวการ
สอนใหม่จากท่านอาจารย์ทั้งหลาย เกี่ยวกับวิชา จุด จุด จุด เรียนจนถึงบทที่ 43 แล้วก็ยัง
สอนแต่ จุด จุด จุด ขอความกรุณาอย่าลงโทษนักเรียนให้มากกว่านี้เลยครับ ช่วยสอนอ้าย
เจ้า จุด จุด จุด ว่าเป็นวิชาอะไรกันแน่

ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 07:49

จุด จุด จุด เป็นวิชาว่าด้วยกฏหมายแพ่งและอาญาคดีหมิ่นประมาทครับ
บันทึกการเข้า
proudtobethai
มัจฉานุ
**
ตอบ: 79


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 08:17

อ่านแรกๆ รู้สึกเหมือนคห.ข้างบนเลยค่ะ ว่าอาจารย์ทุกท่านสอนยากจัง อายจัง

แต่พออ่านๆไป ไม่แน่ใจว่าเจอคำเฉลยแทรกอยู่ด้วยใช่หรือเปล่า เลยต้องไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม
เอาเองจากอากู๋ คุณ dotdotdot ลองค้นคว้าข้อมูลเพิมเติมเองสิคะ แล้วจะสนุกกับการเรียนวิชานี้

รออ่านต่อนะคะ อาจารย์ทุกๆท่าน ขอบพระคุณค่ะ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 08:26

นักเรียนใหม่ลองทำตามนักเรียนเก่าแนะนำก็ดีนะคะ  ถือว่าเป็นการค้นคว้าเพิ่มเติมนอกห้องเรียน   จะทำให้เรียนได้สนุกขึ้น  ยิงฟันยิ้ม
วีรกรรมของท่านจุดจุดจุดจุด มีมากมายพอตั้งกระทู้แยกได้  แต่อาจารย์ผู้สอนทั้ง ๓ คน อาจจะต้องย้ายที่อยู่ไปนอกเรือนไทย   ก็ขอกลับเข้าเรื่องเสียที
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 09:29

อ้างถึง
ตอนนั้นทุกคนเห็นว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชนั้นล้าสมัยเต็มที แม้เจ้านายเองท่านก็มีความคิดเช่นนั้น ที่ช้าอยู่ก็เพราะแก้ปัญหาใหญ่แบบไทยๆไม่ตก คือเมื่อเปลี่ยนระบบแล้ว จะมีคนจำนวนไม่น้อยส่วนหนึ่ง ปรับตัวไม่ได้ หรือต่อต้านไม่ยอมปรับ จะเอาคนที่ว่านี้ไปไว้ไหน ....พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงหวังให้เปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปดังเช่นการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ห้า ที่สำเร็จอย่างนิ่มนวลปราศจากการขัดแย้งนองเลือด เรื่องการเปลี่ยนระบอบการปกครองของไทยเป็นประชาธิปไตยนั้น คนระดับชั้นปกครองของประเทศทราบดีอยู่ว่ายังไงๆก็เปลี่ยนแน่ จะเมื่อไหร่เท่านั้น ดังนั้น การที่พระองค์บวรเดชจะทรงหลุดๆในเรื่องปฏิวัติบ้าง เจ้านายท่านจึงไม่อยากจะถือ ทรงทราบๆกันดีว่าท่านกำลังทรงอกหักกับตำแหน่งใหญ่ทางการทหาร และไม่ค่อยจะทรงมีความคิดที่ดีๆกับผู้บังคับบัญชานัก


ข่าวซุบซิบเรื่องปฏิวัติ แพร่กันอยู่ในหมู่บุคคลสำคัญมาก่อนหน้าวันที่ ๒๔ มิย.๒๔๗๕ แล้ว   ไม่ใช่ว่าเป็นปรากฏการณ์ฟ้าผ่าไม่มีใครนึกถึง   
สมเด็จกรมพระนครสวรรค์ฯ เสนาบดีมหาดไทยก็ทรงได้รับรายงานลับมาก่อน ว่ามีการสมคบคิดกันในกลุ่มนายทหาร    แต่ทรงเข้าพระทัยว่าเป็นความไม่พอใจของคนกลุ่มเล็กๆเพียงไม่กี่คน   
แล้วก็ไม่มีการลงมือทำอะไร   จึงไม่มีหลักฐานพอจะจับกุมได้  เรียกมาสอบสวนก็ต้องปล่อยไปเสียเปล่าๆ  จึงมิได้ทรงกระทำอะไรลงไป
ส่วนทางผู้ก่อการนั้นนอกจากนายทหารแล้ว มีปัญญาชนเป็นมันสมอง   ก็ช่วยกันวางแผนกระจายข่าวลือ  ปลุกปั่นความเกลียดชัง "เจ้า" ให้แพร่หลายมากขึ้น
ข่าวลือที่ได้ผล คือข่าวลือที่เป็นความจริงส่วนหนึ่งและผสมความเท็จเข้าไปอีกส่วนหนึ่ง   ไม่ใช่ข่าวลือเท็จล้วนๆ
คนเราเมื่อเห็นว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องจริง มักจะเชื่อโดยอัตโนมัติว่าส่วนอื่นๆ ในเรื่องเดียวกันก็เป็นเรื่องจริงด้วยเช่นกัน

สงครามข่าวลือแบบนี้ สังคมไทยไม่รู้จักมาก่อน    ไม่รู้ว่ามันเป็นกลยุทธที่ได้ผลยิ่งกว่าหากำลังพลเสียอีก     ข่าวลือประหลาดๆแต่ก่อให้เกิดความตื่นตกใจแก่ราษฎรก็เลยเกิดขึ้นบ่อย  เช่นข่าวลือว่าจะเก็บภาษีหลังคาบ้านตามใจชอบ มาพร้อมกับข่าวการขึ้นภาษี
ผู้คนก็เลยรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรนอกจากเก็บภาษี รีดเลือดเอากับปู ทั้งๆชาวบ้านก็เดือดร้อนจากเศรษฐกิจตกต่ำมากพออยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
karen
อสุรผัด
*
ตอบ: 8


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 13:19

ขอคั่นรายการ   "..อยู่ขอบเวทีมานาน  ขอคุยด้วยคนครับ.."

  เคยเข้าเวบนี้ครับ  เข้ามาเก็บเกี่ยวๆๆ  แล้วก็ออกไป แล้วก็ เข้ามาอีก  ก้อ เข้ามาบ่อยๆ 
วันนี้อดใจไม่ได้สมัครเป็นแฟนคลับซะเลย  สบายใจ

    เป็นเวบที่มีคุณค่าต่อสังคมใฝ่รู้มากทีเดียวครับ  โดยเฉพาะสำหรับ นักเรียน  กศน ( การศึกษานอกโรงเรียน /นอกระบบ)
ย้อนกลับขึ้นไปบรรทัดแรกของการทักทาย  ที่ว่าเข้ามาเก็บเกี่ยวๆๆๆ   ครั้งนั้น เข้ามาอ่าน ชาติพันธุ์วรรณาในวรรณคดี ดูเรื่อง  กะเหรี่ยงละว้า ครับ
และ ภาพจิตกรรม (ภาพกะเหรี่ยง)   อยากแลกเปลี่ยนด้วยกับ 2 เรื่องที่ผ่านมา  เอาเป็นว่า ขอคั่นรายการ และ วันนี้ขึ้นเวทีแล้ว ครับ

วกกลับเข้ามาเรื่องพระยาทรงสุรเดชฯ
  ผมมีเกร็ดเล็กๆที่เกิดขึ้นในครอบครัว รุ่น พ่อ/ปู่ ปี 2476 เมื่อ คุณพ่อ/ปู่  ได้พา พระยาสุรพันธ์(อิ้น  บุนนาค) ที่ถูกตั้งข้อหาเดียวกัน หนีไป พม่า ทาง อ.สวนผึ้ง ราชบุรี เพื่อออกไป ทวาย  และท่านพระยาสุรพันธ์ ถูกจับตัว สุดท้ายไป ตะรุเตา ...ฯลฯ...

                               เท่านี้ก่อนครับ 
                              KAREN  SUAN PHUNG
 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 19:24

กระทู้นี้มีแม่เหล็ก   ดึงผู้ไม่ประสงค์แสดงตัวเข้าสมัครสมาชิกได้ ๒ คนแล้ว   หวังว่าคงจะมีอีก  ยิงฟันยิ้ม

อยากฟังเรื่องพระยาสุรพันธ์  ยังไม่มีเวลาไปค้นประวัติของท่าน  ขอเชิญคุณ Karen เล่าก่อนนะคะ
เรื่องชาติพันธุ์วรรณา  ถ้ามีเวลาจะย้อนกลับไปหยิบพระอภัยมณีมาปัดฝุ่นเล่าต่อ  เพราะยังบรรยายชาติพันธุ์ไม่จบ

ขอต่อจากที่เล่าค้างไว้
*******************
อ่านมาถึงค.ห.๔๙ อาจมีคนนึกว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ทรงประมาทเกินไป ที่ไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้ากบฏขึ้นมาจริงๆ    ทั้งที่มีรายงานลับแจ้งเข้ามาล่วงหน้า  
ฝ่ายที่จงรักภักดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ออกจะเคืองๆท่านอยู่  ว่าถ้าสั่งจับพวกนี้เสียแต่แรก เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ก็จะไม่เกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้
ตำรวจคนหนึ่งทูลท่านหญิงพูนฯ ว่า
" พิโธ่    เราตามมันมาตั้ง ๓-๔ เดือนแล้ว   ท่านไม่เชื่อได้!    ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับทูลกระหม่อมแล้ว   กระหม่อมจะไม่สงสารเลยจนนิดเดียว"

คำตอบของสมเด็จฯกรมพระนครสวรรค์นั้น จับใจยิ่งนัก
" ก็เราเคยฝึกหัดมาให้เชื่อในเกียรติของยุนิฟอร์ม"
และ
" ฉันอาจจะทำผิดได้ดังคนสามัญทั้งหลาย   แต่ฉันไม่เคยทำชั่ว!"

ผลจากการที่ทรง "เชื่อในเกียรติของยุนิฟอร์ม" ก็คือทรงถูกจู่โจมเข้าจับกุม และคุมขังอยู่ในตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ หน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน ด้วยฝีมือนายทหารซึ่งเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา นั่นเอง
จากนั้น กลุ่มนายทหารผู้ก่อการฯ ก็ปรึกษากันว่า จะจำคุกท่านตลอดชีวิต และริบทรัพย์สินทั้งหมด     เรื่องนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงขอร้อง ผ่อนผันให้ลดโทษลงเป็นเนรเทศและริบวังบางขุนพรหมเป็นของรัฐบาล   ทั้งที่วังนี้สร้างด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แท้ๆ
พระยามโนฯ และพระยาพหลฯ ยินยอมตามนี้  แต่ทหารหนุ่มๆไม่ยอม  ต้องเจรจากันอยู่นานถึงได้ตกลงกันว่าเป็นโทษขั้นเนรเทศและริบวังบางขุนพรหม

เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ - ผู้ทรงอยู่ในฐานะจะสืบราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ ๖ ด้วยได้อีกพระองค์หนึ่ง - ผู้ทรงสำเร็จวิชานายทหารจากเยอรมัน เช่นเดียวกับพันเอกอีกหลายๆคนที่ก่อการปฏิวัติ - ผู้ทรงเป็นเสนาบดีมหาดไทย   มีอำนาจเป็นที่คร้ามเกรงกันทั่วสยาม -  ผู้ซึ่งทรงเชื่อในเกียรติของทหารด้วยกัน     ก็ต้องเสด็จออกจากสยามอย่างกะทันหันในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๕   พร้อมด้วยพระชายา พระโอรสธิดา  มีเงินติดพระองค์ไป ๙๐๐๐ บาท   นั่งรถไฟเที่ยวพิเศษ คือไม่แวะสถานีไหนเลย  จากกรุงเทพลงไปทางใต้จนถึงชายแดน  จากนั้นทหารผู้ควบคุมก็ปล่อยให้ลงจากรถ    แบบปล่อยทิ้งเอาไว้ที่นั่น  มิได้อินังขังขอบด้วยอีกว่าจะทรงไปที่ไหนอย่างไร

เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ เสด็จออกจากชายแดนสยามไปถึงปีนัง  ทรงพำนักอยู่ที่นั้นชั่วระยะหนึ่ง   หาที่ลี้ภัยจนกระทั่งตกลงพระทัยว่าจะไปประทับที่เมืองบันดุง  อินโดนีเซีย   ซึ่งมีภูมิอากาศดี  ไม่ต่างจากสยามนัก  และค่าครองชีพก็ไม่แพงเหลือบ่ากว่าแรงอย่างในยุโรป
ณ เมืองบันดุง ทรงสร้างตำหนักที่ประทับขึ้น   แล้วทรงอยู่ที่นั้นตลอดพระชนม์ชีพ  มิได้มีโอกาสเสด็จกลับมาเห็นบ้านเกิดเมืองนอนอีกเลย
สิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๗  ช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา  พระชนม์ ๖๓ พรรษา
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 20:17

^
^

คำพังเพยที่ว่า "หอกข้างแคร่" นี่ไม่ทราบว่าผู้ใดคิดขึ้น และคิดตั้งแต่สมัยไหน แต่น่านับถือแท้
หอกข้างแคร่นั้น เจ้าของเอาไว้ใกล้ตัว เพื่อจะใช้ฆ่าคนอื่น
แต่ประวัติศาสตร์บอกว่า เจ้าของหอก กลับถูกฆ่าด้วยหอกนั้น อย่างนึกไม่ถึง

มาเดินเรื่องกันต่อครับ

การที่ผู้ก่อการตกลงใจเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดามาเป็นประธานคณะกรรมการราษฎรหรือนายกรัฐมนตรีนั้น เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ทางด้านกฏหมายยอดเยี่ยม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความกล้าหาญมิได้ยำเกรงต่ออิทธิพลใดๆ เล่ากันว่ากรมพระจันทบุรีนฤนาถ หลังจากที่ตกไปในสมัยรัชกาลที่6 เพราะทรงเลือกสามัญชนที่เก่งๆขึ้นมาหลายคนเป็นเสนาบดีแทนเจ้านายตามที่คุณวี_มีกล่าวไปแล้วนั้น ทรงกลับมาใหม่ในรัชกาลที่7นี้ และทรงเป็นประธานกรรมการคณะต่างๆ  การประชุมทุกครั้งเลขานุการต้องอ่านชื่อกรรมการที่มาประชุมครั้งที่แล้วให้ที่ประชุมรับทราบ ครั้งหนึ่งถึงลายเซ็นของพระยามโน เลขาฯบอกว่าลายเซ็นนี้อ่านชื่อไม่ออก วันนั้นพระยามโนไม่อยู่ในที่ประชุม องค์ประธานจึงตรัสว่า "ถ้าเขียนชื่อให้อ่านไม่ออก ก็ให้อ่านว่านายหมา" ให้เลขาบันทึกไว้ ครั้นพระยามโนได้รับรายงานการประชุมดังกล่าว ก็เขียนสำทับลงไปว่า " ถ้าเป็นคน  ก็อ่านออก "  ("เรื่องเก่าเล่าใหม่" ศิลปวัฒนธรรม พฤษภาคม 2544,116)

เรื่องนี้ดังไปทั่ว การเป็นคนไม่กลัวใครแม้จะเป็นเจ้าใหญ่นายโตก็คงจะเข้าหูเข้าตาหลวงประดิษฐ์บ้างและเคยแว่วๆว่าท่านไม่ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย จึงเสนอชื่อท่านพร้อมกับชื่อท่านที่เหมาะสมอื่นๆต่อคณะราษฎร สามในสี่ทหารเสืออดีตนายร้อยเยอรมันยุคไกเซอร์เห็นชื่อพระยามโนก็เอาด้วยทันที เพราะรู้จักท่านดีอยู่แล้ว เพราะสหายร่วมรุ่นอีกคนหนึ่งชื่อ พันเอก พระยาศรีพิชัยสงคราม (เจริญ จันทร์ฉาย) เป็นหลานพระยามโน สมัยเป็นนายร้อยหนุ่มๆ คณะพรรคนี้เคยไปสังสรรกันที่บ้านของท่านเป็นประจำ


ร้อยโทประยูรเขียนไว้ว่า พระองค์บวรเดชทรงถามพระยาพหลว่าทำไมไม่เลือกท่าน พระยาพหลทูลว่า เสนอแล้วแต่คนอื่นเขาไม่เอา


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 20:23

หลังจากที่ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในวันที10 ธันวาคม2497 ๒๔๗๕ ผ่านพ้นไปไม่เท่าไร รอยร้าวที่เกิดขึ้นแล้วในพวกผู้ก่อการ ก็ปริแตกหนักหนักขึ้นเพราะ“สมุดปกเหลือง” หรือ “เค้าโครงเศรษฐกิจ” ซึ่งหลวงประดิษฐ์เสนอให้ใช้เป็นแผนการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ แต่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ แตกความคิดเห็นเป็นสองพวก ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าโครงการนี้มีลักษณะเป็นสังคมนิยมอย่างแรง หรือว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” ไปเลย หากนำมาใช้แล้วจะเกิดจลาจลวุ่นวายแน่นอน พวกที่มีความเห็นเช่นว่านี้คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และรัฐมนตรีที่มาจากขุนนางเก่าทั้งหลายที่อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า พวกศักดินา(สมัยนี้ดูเหมือนจะเรียกว่าพวกอำมาตย์) แต่รวมไปถึงผู้ก่อการที่เป็นทหารหลายคน แน่นอนว่าพระยาทรงและทหารเสือทั้งหลายรวมอยู่ด้วย แม้ว่าพระยาพหลต่อมาจะเลือกไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามเพราะเขม่นพระยาทรง เลยต้องไป “ชิดชอบ” กับหลวงพิบูล ส่วนหลวงพิบูลนั้นไม่ต้องพูดถึง ข้างไหนก็ได้ แต่ตอนนี้ขอให้ตรงข้ามกับพระยาทรงก่อนก็แล้วกัน

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแท้ๆ ก็คือหลวงประดิษฐ์และบรรดาผู้ก่อการกลุ่มพลเรือนที่เป็นพวกพ้องร่วมอุดมการณ์และลูกศิษย์ลูกหา พวกนี้ล้วนแต่เป็นคนหนุ่มและมีหัวรุนแรงทั้งสิ้น เห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ประเทศสยามถึงกาลที่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบและโครงสร้างได้แล้ว เพื่อให้ราษฎร(สมัยนี้ดูเหมือนจะเรียกว่าพวกไพร่)เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

อย่างที่ท่านอาจารย์เทาชมพูว่าการปฏิวัติมิได้จบแค่24มิถุนายน เห็นไหมครับ เดี๋ยวนี้ถึงแม้ตัวแสดงจะเปลี่ยนไป แต่การสู้รบกันเองที่ทุกฝ่ายต่างอ้างว่าเพื่อประชาธิปไตย ในเมืองไทยยังไม่ได้จบลงเลย จะต้องมีการเสียเลือดเสียเนื้ออีกเท่าไหนก็ไม่รู้

เกี่ยวกับเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ นี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้ทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ใน “สมุดปกขาว” มีความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“….โครงการนี้นั้น เป็นโครงการอันเดียวกันอย่างแน่นอนกับที่ประเทศรัสเซียใช้อยู่ ส่วนใครจะเอาอย่างใครนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบ สตาลินจะเอาอย่างหลวงประดิษฐ์ หรือหลวงประดิษฐ์จะเอาอย่างสตาลินก็ตอบไม่ได้ ตอบได้ข้อเดียวว่าโครงการทั้งสองนี้เหมือนกัน เหมือนกันจนรายละเอียดที่ใช้ และรูปแบบของวิธีการกระทำ จะผิดกันก็แต่รัสเซียนั้นแก้เสียเป็นสยาม หรือสยามนั้นแก้เป็นรัสเซีย ข้าวสาลีแก้เป็นข้าวสาร หรือข้าวสารแก้เป็นข้าวสาลี…”


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 20:26

เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อหลวงประดิษฐ์เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  จึงแพ้โหวตในที่ประชุม ทำให้ตกไป ไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาได้ ทำให้ฝ่ายหลวงประดิษฐ์ไม่พอใจในรัฐบาลพระยามโนเป็นอย่างยิ่ง และพากันอภิปรายโจมตีพระยามโนที่ประชุมสภาอย่างเผ็ดร้อนในทุกโอกาส ยิ่งกว่านั้นสมาชิกหลายคนยังได้ใช้สิทธิ์ในฐานะที่เป็นผู้ก่อการคณะปฏิวัติ มีใบอนุญาตให้พกปืนป้องกันตัวไปไหนมาไหนได้  ถือเป็นโอกาสพกปืนเข้าไปในที่ประชุมสภากันอย่างเปิดเผย ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม สร้างความหวาดเสียวแก่บรรดาสมาชิกสภารุ่นอาวุโส และผู้รักความสงบเป็นอย่างยิ่ง หลายท่านไม่อยากไปประชุมเพราะเกรงว่าวันหนึ่งอาจโดนลูกหลง

เมื่อเหตุการณ์ชักวุ่นวายมากขึ้น พระยามโนจึงได้ขอร้องให้พระยาทรง จัดทหารมาคอยตรวจค้นอาวุธปืนของพวกสมาชิกสภา ใครพกปืนมาก็ให้ริบไว้ก่อน เลิกประชุมแล้วจึงคืนให้ แต่สมาชิกสภากลุ่มกลับโกรธแค้นพระยามโนเป็นอย่างยิ่ง เกรี้ยวกราดโจมตีว่ารัฐบาลละเมิดอำนาจสภา เป็นเผด็จการเอาทหารมาคุมสภา อันได้ทวีความโกลาหลในที่ประชุมสภายิ่งขึ้นอีกเป็นอันมาก


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 20:29

สถานะคณะรัฐบาลเองก็อยู่ในภาวะคับขันมากขึ้น หลวงประดิษฐ์กับพระยามโนมีความเห็นขัดแย้งกันรุนแรงจนไม่สามารถทำงานอะไรได้ เพื่อป้องกันมิให้ประเทศชาติต้องเสี่ยงกับการจลาจล พระยามโนจึงตัดสินใจดำเนินการกับสมาชิกสภาหัวรุนแรงด้วยการออกพระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเดิม ยกเว้นหลวงประดิษฐ์และพรรคพวกเพียง ๒-๓ คน  รัฐบาลใหม่ยังถือโอกาสออก “พระราชบัญญํติคอมมิวนิสต์” เพื่อป้องกันและลงโทษผู้ประพฤติเป็นคอมมิวนิสต์ตามออกมาในวันเดียวกันนั้น เองอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นมาตรการรุนแรงที่พระยามโนนำออกมาจัดการกับหลวงประดิษฐ์และพรรคพวกโดยเฉพาะ และเป็นเหตุให้หลวงประดิษฐ์จำใจต้องเดินทางออกไปนอกประเทศ เพื่อศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสอย่างไม่มีกำหนด โดยคำแนะนำของพระยามโนและคณะรัฐมนตรีฝ่ายทหาร มิฉนั้น จะไม่รับรองความปลอดภัย ว่าอย่างนั้นเถอะ

หลังจากนั้นไม่นาน “สี่ทหารเสือ” คือทั้งพระยาพหล พระยาทรง พระยาฤทธิ์อัคเนย์ และพระประศาสน์อก็ได้พร้อมใจกันยื่นใบลาออกจากหน้าที่ ทั้งในด้านทหารและด้านการเมืองทุกตำแหน่ง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 24มิถุนายน2476 เป็นต้นไป นับเป็นข่าวใหญ่ของเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ถึงกับมีหน้าม้าจัดการเดินขบวนของกรรมกรขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยต่อการลาออกของ “สี่ทหารเสือ” ถือเป็นการเดินขบวนแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 21:24

กระทู้นี้วิ่งเร็วมาก  ๓ วันเข้าไป ๕๖ ค.ห.แล้วค่ะ  ยิงฟันยิ้ม

อ้างอิงค.ห. ๕๓
" ประวัติศาสตร์ไทย เดินเป็นวงกลม" เคยพูดคำนี้ไว้บนเวทีเมื่อไปอภิปรายเรื่องหนังสือ "ความฝันของนักอุดมคติ"  จนบัดนี้ก็ยังคิดเช่นนั้น

ยกคำคมมาให้อ่านกัน ระหว่างรอ
The lesson of history is rarely learned by the actors themselves.  ~James A. Garfield

Professor Johnston often said that if you didn't know history, you didn't know anything.  You were a leaf that didn't know it was part of a tree.  ~Michael Crichton, Timeline
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 22 มิ.ย. 10, 23:05

มีเกร็ดอีกนิดหน่อย เกี่ยวกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ จะมาเล่าเพิ่มเติม

ในวันที่จะเสด็จออกจากเมืองไทย   สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระนครสวรรค์ ทรงมีลายพระหัตถ์มอบวังขุนพรหมให้คณะปฏิวัติ    ขอยกข้อความตอนหนึ่ง มาให้อ่านกัน
"...เมื่อได้พลีแรงงาน  กำลังกาย ทำการให้แก่ชาติโดยสุจริตและหวังดีเป็นเวลาช้านานเกือบถึง ๓๐ ปีแล้ว  และเมื่อพ้นจากหน้าที่ที่จะทำการให้แก่ชาติด้วยน้ำแรง   ยังสละทรัพย์อันมีค่าสูงให้เป็นชาติพลีอีกชั้นหนึ่ง  ดังนี้แล้ว  หากว่าจะยังถูกขึ้นชื่ออยู่ว่าเป็นผู้เอาเปรียบชาติและประชาชนไซร้   ก็เป็นอันสุดปัญญาของฉันที่จะทำให้เห็นใจได้..."
บันทึกการเข้า
karen
อสุรผัด
*
ตอบ: 8


ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 23 มิ.ย. 10, 11:49

(ย้อนกลับขึ้นไปที่  กระทู้ที่ 50)  เกริ่นนำ  พันเอก พระยาสุรพันธ์เสนีย์  อิ้น  บุนนาค เทศาภิบาลมณฑลราชบุรี
 สายตระกูลบุนนาค เมืองเพชรบุรี  พ่อตาของ  มนัส  ยรรยงค์
            มนัส  ยรรยงค์  ได้เขียน ประวัติในหนังสือชื่อ   " ฝันร้ายในชีวิตจริงของข้าพเจ้า " ( ถูกพิมพ์ในหนังสือเครือต่วยตูน)
ตอนหนึ่งกล่าวถึง  พระยาสุรพันธ์ หนีฝ่ายรัฐ หวังจะออกไปพม่า ทาง ทวาย ไปทางหมู่บ้านกะเหรี่ยงสวนผึ้ง ราชบุรี 
เพราะรู้จักคุ้นเคยกับผู้นำกะเหรี่ยงสวนผึ้ง คือ  กำนัน ตาไม้  และ ลูกชาย ระเอิน  บุญเลิศ ( ท่านแรกคือ ปู่ ท่านที่ 2 คือ พ่อ ผมครับ)
วันที่ท่านพระยาสุรพันธ์หนีมาถึงสวนผึ้ง    อาผมคือ  โสภา  แต่งงานพอดี คนที่พระยาสุรพันธ์ รับไปเลี้ยง หวังจะให้คนป่า เป็นคนเมือง ที่จวนราชบุรี

                                    ....................................ฯลฯ............................

วันที่ตำรวจโรงพัก จอมบึง มาขู่บังคับ ให้  ตาไม้ ตามจับ พระยาสุรพันธ์   
ช่วงเวลาที่ พระยาสุรพันธ์ "จนตรอก"
วันเวลาที่กะเหรี่ยงสวนผึ้ง สยายเส้นผม ล้างเท้า พระยาสุรพันธ์ ด้วยผงขมิ้นและน้ำส้มป่อย
สุดท้าย  กำนัน กะเหรี่ยง สวนผึ้งที่ชื่อ ตาไม้   ถูกหาว่าทรยศ ต่อ เพื่อนและผู้บังคับบัญชา ( พระยาสุรพันธ์ )

  เรื่องราวเหล่านี้ ยังคงถูกเล่าต่อปากต่อปาก  ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง
  กาลเวลา  ย่อมกลืนกินสรรพสิ่ง  อีกไม่นาน  ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่องราวของ " คนใน" คงจะลบเลือน
  ดังคำกล่าวของคนกะเหรี่ยงสวนผึ้งที่ว่า

          ...เส้นทางเดิน  ถ้าไม่มีคนใช้  อีกไม่นานก็จะลบเลือน
             ญาติพี่น้อง    ถ้าไม่ไปมาหาสู่กัน  อีกไม่นานก็ไม่รู้จักกัน
             เรื่องเก่าๆ  ถ้าไม่นำมาเล่า  อีกไม่นานก็จะหลงลืม.."

                    karen suanphung
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30554

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 23 มิ.ย. 10, 12:25

เดาว่า ถ้ากำนันไม้ไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ   ตัวเองและลูกเมียก็คงจะลำบากเดือดร้อนกันไปหมด อาจจะถึงตาย
ก็เลยต้องยอมร่วมมือ
เป็นเหตุให้ถูกกล่าวหาว่าทรยศต่อเจ้านายเก่าผู้มีพระคุณ
ชะตาพระยาสุรพันธ์เสนีเป็นอย่างไรต่อไป รอดจากตะรุเตากลับมาได้ไหมคะ?
*****************
พระยาสุรพันธ์เสนีไม่ใช่พระยาคนเดียวที่ตกที่นั่งลำบาก    ทั้งนี้ดิฉันจะไม่กล่าวถึงพระยาอีกหลายท่านที่ถูกส่งไปตะรุเตา    คุณนวรัตนคงจะเล่าในโอกาสต่อไป
ขอเล่าแต่เพียงว่า แม้แต่พระยานักวิชาการ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องใดๆกับการเมือง  ก็ยังถูกหางเลข"ประชาธิปไตย" จากผู้ที่ไม่รู้ความหมายแท้จริงของคำนี้ เล่นงานเอาด้วย

ในปี ๒๔๗๕ เมื่อคณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองได้แล้ว   ความฮึกเหิมใน " ประชาธิปไตย" ก็ตื่นตัวขึ้นในหมู่ปัญญาชน   ถึงขั้นว่า"คณะนักเรียนเก่า และนักเรียนปัจจุบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เข้าชื่อกันไล่มหาอำมาตย์ตรีพระยาภะรตราชา (ม.ล.ทศทิศ อิศรเสนา)  ออกจากผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย  
"คณะกรรมการราษฎร" ที่ตั้งขึ้นมาจากกลุ่มคณะราษฎร์ และมีอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาล ได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระปกเกล้าฯ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตปลดพระยาภะรตราชา ตามที่นิสิตเรียกร้องมา
แต่พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยินยอม  ทรงตอบมาว่า
"...การยอมให้นักเรียนเลือกผู้ปกครองตนเอง   และถอดครูบาอาจารย์กันอย่างนี้  ไม่ทรงสบายพระราชหฤทัย   ต่อไปจะรักษา discipline กันอย่างไร?  ควรระวัง  อย่าให้เกิดมีเรื่องขึ้นอีก..."
อย่างไรก็ตาม  พระยาภะรตราชาก็พ้นหน้าที่จากจุฬาฯ ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๗๕ นั้นเอง
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 46
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.057 วินาที กับ 19 คำสั่ง