เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 46
  พิมพ์  
อ่าน: 260827 ชะตากรรมของพระยาทรงสุรเดช หนึ่งในสี่ทหารเสือคณะราษฎร์
proudtobethai
มัจฉานุ
**
ตอบ: 79


ความคิดเห็นที่ 150  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 07:11

ขอบพระคุณมากค่ะ ที่กรุณาคลายข้อสงสัย  ยิ้ม

เข้ามาในเวปนี้ ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ ได้ศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์
มารอติดตามตอนต่อไปค่ะ
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 151  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 09:20

เคยอ่านพบชื่อกองพลต่างๆ มาก่อน  แต่ก็นึกสงสัยอยู่ว่า ไปเอาอัตรากำลังที่ไหนมาจัดเป็นกองพลได้เยอะแยะขนาดนั้น  เพิ่งมาถึงบางอ้อว่า กองพลเหล่านั้นก็คือหน่วยกำลังระดับกรมในปัจจุบันนั่นเอง  แต่ตที่ตั้งชื่อเป็นกองพลนั้นคงจะให้ข้าศึกรู้สึกครั้นคร้ามในกำลังเป็นแน่
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10868


ความคิดเห็นที่ 152  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 09:44

การรบกับฝรั่งเศสในกรณีพิพาทอินโดจีนเป็นความสะใจของคนไทยทุกคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ปุถุชน เหมือนคนที่เคยถูกเขกหัวกระบานมาวันหนึ่งสามารถชกคางคนเขกได้ก็จะรู้สึกว่าดี อย่างไรอย่างนั้น

ในมุมมองของผมหลวงพิบูลประสพความสำเร็จหลายประการ นอกจากจะได้ใจคนทั้งประเทศแล้ว ยังได้ความสามัคคีของคนในชาติคืนมา อย่าลืมว่าตอนนั้นสังคมไทยแตกแยกกันขนาดหนักถึงขนาดต้องกวาดล้างกัน มีแพะถูกเอาไปฆ่าเสียบ้างติดคุกบ้าง ที่อยู่นอกคุกก็คอยระแวงว่าใครจะเล่นงานใครอีก พอประเทศเข้าสู่สงครามกับชนต่างชาติ เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเองระหว่างคนไทยก็จืดไปเลย ตอนนี้มีใครคิดจะบุกเขมรอีกสักรอบหรือยังก็ไม่รู้

ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นดีเห็นงามตามหลวงพิบูลที่จะรบกับฝรั่งเศสไปหมด คนใหญ่ที่สุดคนหนึ่งที่คัดค้านอย่างแข็งขันก็คือหลวงประดิษฐ์หรือนายปรีดี พนมยงค์ ท่านผู้นี้สมองคนละเบอร์กับหลวงพิบูล เห็นว่าฝรั่งเศสแพ้เยอรมันไปแล้วก็จริง แต่คนฝรั่งเศสก็จัดตั้งขบวนการใต้ดินต่อสู้ต่ออยู่อย่างแข็งขัน สงครามโลกที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วยังไม่ยุติ นับนิ้วมือว่าฝ่ายใดมีกี่ชาติที่เข้าร่วมรบแล้ว เยอรมันคงจะชนะยาก วันหนึ่งหากฝรั่งเศสจะกลับเป็นฝ่ายชนะบ้าง ไทยจะสูญเสียย่อยยับ แต่หลวงพิบูลก็หาได้ฟังไม่ ในที่สุดผู้ก่อการคณะราษฎร์คู่สุดท้ายก็แตกกัน ระหว่างสงครามโลกที่ไทยร่วมรบเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น นายปรีดีก็เริ่มขบวนการใต้ดินขึ้นมาต่อต้าน ตอนท้ายสงครามได้รวมกับเสรีไทยนอกประเทศ ทำงานเข้าตาสัมพันธมิตร สามารถพลิกล็อกจากเจ้งเป็นเจ๊าได้อย่างฉิวเฉียด เพราะได้พี่กันช่วยกันพี่เศสไว้อย่างแรง หลวงพิบูลถูกจับตัวขึ้นศาลอาชญากรสงครามเพื่อเอาใจสัมพันธมิตร ตอนนั้นก็ลุ้นกันว่าจะโดนโทษประหารให้แขวนคอเหมือนบรรดาแม่ทัพนายกองญี่ปุ่นเมื่อไหร่  ช่วงนี้เองที่หลวงอดุลเพื่อนซี้ได้ไปเป็นพยานต่อศาลให้การปรักปรำเรื่องในอดีตของหลวงพิบูลเสียเละตุ้มเป๊ะ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10868


ความคิดเห็นที่ 153  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 09:55

อย่างไรก็ดี การดำเนินคดีในศาลได้ใช้เวลาหลายปีจนอุณหภูมิสงครามเย็นลง ไทยก็ใช้หนี้ใช้สินที่ไปก่อเรื่องกับฝรั่งเศสและไปช่วยญี่ปุ่นรบ เป็นข้าวบ้างเป็นเงินบ้างจนหมด พอเห็นว่าฝรั่งคงไม่ติดใจแล้ว ศาลก็พิพากษาว่าพรบ.อาชญากรสงครามของไทยเป็นกฏหมายที่ไทยเพิ่งจะตราขึ้นเมื่อสงครามยุติแล้ว ส่วนการกระทำของหลวงพิบูลแม้จะเข้าข่ายที่จะเป็นอาชญากรสงคราม แต่กฏหมายก็ไม่สามารถจะไปเอาผิดย้อนหลังให้ลงโทษได้

หลวงพิบูลก็ได้เป็นอิสระ นอนเลียแผลอยู่ไม่กี่ปีก็หวลกับสู่วงการเมืองอีก ในปี2492ขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่2 นายปรีดีก็เป็นหัวหน้าก่อการที่เรียกว่ากบฎวังหลวง (เพราะไปยึดเอาพระบรมมหาราชวังเป็นกองบัญชาการ) แต่จอมพลป.เป็นมือปราบปืนโหดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว งานนี้ถืออกุศโลแกน"เลือดไทยเท่านั้น ที่จะล้างเมืองไทยให้สะอาดได้" ยกพวกเอารถถังออกมาตีกบฏแตกกระเจิง โชคดีที่นายปรีดีหนีออกไปนอกประเทศได้ แต่พวกที่ยังอยู่ถูกจับตายหลายคน สานุศิษย์4คนของนายปรีดีที่เป็นผู้ก่อการสายพลเรือนของคณะราษฎรและเป็นรัฐมนตรีหลายสมัยถูกสันติบาลของพันตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์จับได้ แล้วกลายเป็นศพถูกยิงพรุนอยู่หน้าวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน รัฐบาลใช้มุขเดิมไม่มีปัญญาคิดใหม่ แถลงการณ์ว่าโจรจีนมลายูมาแย่งชิงตัวเกิดต่อสู้กับตำรวจ ไม่มีใครตายนอกจากผู้ต้องหาทั้งสี่โดนลูกหลงเสียชีวิต

จบมหากาพย์เรื่อง"คณะราษฎร์ย่อมถูกล้างด้วยคณะราษฎร์" เพียงเท่านี้



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10868


ความคิดเห็นที่ 154  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 11:45

ความตอนที่แล้ว

อ้างถึง
รถไฟได้พาพระยาทรง ผู้ที่ยังยืดอกสมชายชาติทหาร พร้อมกับร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ท.ส.คู่ใจ ท่ามกลางห้อมล้อมของทหารและตำรวจที่ติดตามไปคุมตัวท่าน ให้เดินทางออกไปนอกประเทศอย่างเรียบร้อย ถึงสุดท้ายปลายทางชายแดนด้านทิศตะวันออกของประเทศสยามที่ด่านอรัญประเทศ ท่านเข้ามอบตัวกับทางการของอินโดจีนฝรั่งเศสในฐานะผู้ขอลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ด่านได้รับรองและให้เกียรติเป็นอย่างดี หลังจากนั้นจึงได้จัดการนำท่านขึ้นรถต่อไปยังพนมเป็ญเพื่อพบกับผู้บังคับบัญชาของเขาต่อไป

ผู้ลี้ภัยทางการเมืองถือว่าไม่ใช่อาชญากร ทุกชาติที่เจริญแล้วย่อมให้เกียรติ เมื่อเสร็จพิธีรีตองอันพึงต้องกระทำแล้ว ฝรั่งเศสก็อนุญาตให้ท่านเป็นอิสระ

พระยาทรงไม่มีเงินติดตัวมากนัก รัฐบาลไล่ท่านออกโดยไม่มีเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญอย่างหินโหด ท่านต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด สิ่งที่ท่านทำได้ขณะนั้นก็คือ เช่าบ้านไม้โกโรโกโสในราคาเดือนละ21บาทอยู่กันสองคน รอการติดต่อจากครอบครัวของท่าน


เมื่อครอบครัวซึ่งมีคุณหญิงทรงสุรเดช (ผมไม่ทราบชื่อตัวของท่าน หากคุณวันดีหรือคุณหลวงเล็กแวะมาเยี่ยม โปรดลองกรุณาค้นหาให้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง) และคุณเทพีบุตรสาวได้เดินทางมาสมทบ ปรึกษาหารือกันแล้วคิดว่าพวกผู้หญิงจะช่วยกันทำข้าวแกงแบบไทยๆขาย น่าจะมีคนเขมรมาอุดหนุนเยอะ และคงจะเลี้ยงชีวิตอยู่ไปกันได้ ความจริงท่านมีลูกชายอีกคนหนึ่งชื่อคุณทศ พันธุมเสน โชคดีที่คุณทศได้รับทุนไปศึกษาที่อังกฤษก่อนมีเรื่อง ตอนที่ออกเดินทางมีผู้คนไปส่งคึกคัก พระยาพหลยังเดินทางมาสวมพวงมาลัยให้ด้วยตนเอง ผิดกับบิดาวันที่บิดาถูกปืนจี้ให้ออกเดินทางเยอะแยะ คุณทศได้เข้าเป็นเสรีไทยในช่วงสงคราม ในปาฐกถาที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ครั้งหนึ่ง คุณทศพูดว่า

“(จำกัด พลางกูร)เดินรี่เข้ามาถามผมว่า ผมเป็นบุตรพระยาทรงสุรเดชใช่ไหม พอผมตอบรับเขาก็คุยจ้อ พูดกันแต่เรื่องประชาธิปไตยในไทยและในอังกฤษ ไม่มีเรื่องอื่นเลย เขาบอกว่าน่าเสียดายที่พระยาทรงไม่ร่วมรัฐบาล  และที่หลวงประดิษฐ์ไม่อยู่ในฐานะที่จะเร่งรัดให้ประชาธิปไตยในไทยก้าวหน้าไปเร็วๆ เขาเกรงว่าหลวงพิบูลจะหันเหจากอุดมการณ์ของคณะราษฎร เขาชื่นชมประชาธิปไตยในอังกฤษ ภายใน20 นาทีที่ได้ฟังจำกัดพูด ผมได้ความรู้และข้อคิดเรื่องประชาธิปไตยมากมาย และความเขม่นแรกพบก็กลายเป็นความนิยมในความรอบรู้ของเขามากทีเดียว จำกัดเดินทางกลับประเทศไทยปลายฤดูร้อน พ.ศ. 2481เขาบอกผมว่า ถ้าผมต้องการฝากของไปให้คุณพ่อ เขาก็ยินดีจะนำไปให้ เพราะเขาอยากพบท่าน แต่แล้วเขาก็ไม่ได้พบคุณพ่อผม เพราะท่านโดนมรสุมการเมืองและต้องลี้ภัยไปอินโดจีนของฝรั่งเศส จำกัดเข้ารับราชการในกระทรวงศึกษาธิการได้ไม่นานก็ได้รับคำสั่ง(รัฐบาลหลวงพิบูล)ให้ออกจากราชการ”

นายจำกัด พลางกูรได้เข้าเป็นเลขาธิการขบวนการเสรีไทยสายในประเทศ และนายปรีดีได้ส่งให้ลักลอบเดินทางไปหาเจียงไคเชค ในเมืองจีน เพื่อเจรจาจนนายพลเจียงรับที่จะให้จีนประกันเอกราชให้ไทยหลังสงครามสงบ แต่นายจำกัดไม่สามารถคืนกลับเมืองไทยได้ เพราะเสียชีวิตในระหว่างสงครามที่เมืองจีนนั้นเอง


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 155  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 14:46

คุณวิกี้ตอบคำถามเรื่องกบฏวังหลวง ไว้ว่า
เป็นชื่อเรียกการกบฏที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 เกิดขึ้นโดยนายปรีดี พนมยงค์นำกองกำลังส่วนหนึ่งจากประเทศจีนร่วมกับคณะนายทหารเรือ และอดีตเสรีไทยกลุ่มหนึ่ง เรียกตัวเองว่า "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" นำกำลังยึดพระบรมมหาราชวังและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นกองบัญชาการ (จึงเป็นที่มาของชื่อกบฏในครั้งนี้) ในเวลาประมาณ 16.00 น. โดยเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า "แผนช้างดำ-ช้างน้ำ" จากนั้นในเวลา 21.00 น. ประกาศถอดถอน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายนาย และได้ประกาศแต่งตั้ง นายดิเรก ชัยนาม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน โดยที่นายดิเรกมิได้มีส่วนรู้เห็นอันใดกับการกบฏครั้งนี้ และแต่งตั้ง พลเรือโท สินธุ์ กมลนาวิน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ในส่วนของนายปรีดีที่หลบหนีออกจากประเทศไปตั้งแต่การรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้แอบเดินทางกลับมาโดยปลอมตัวเป็นทหารเรือและติดหนวดปลอมปะปนเข้ามาพร้อมกับกลุ่มกบฏ แต่มีผู้พบเห็นและจำได้

ซึ่งความจริงแล้ว ทางฝ่ายรัฐบาลก็รู้ตัวก่อนล่วงหน้าว่าอาจมีเหตุเกิดขึ้นได้ เพราะ จอมพล ป.ก่อนหน้านั้นได้พูดทิ้งท้ายไว้เป็นนัยทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่าไว้ถึง 2 ครั้ง เช่น "เลือดไทยเท่านั้น ที่จะล้างเมืองไทยให้สะอาดได้" เป็นต้น และได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ล่วงก่อนถึง 3 วันเกิดเหตุ รวมทั้งได้มีการฝึกซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของทหารบกที่ตำบลทุ่งเชียงราก จังหวัดปทุมธานี ซึ่งหนังสือพิมพ์ได้ขนานนามการซ้อมรบครั้งนั้นว่า "การประลองยุทธ์ที่ตำบลทุ่งเชียงราก"

ในระยะแรก ฝ่ายกบฏดูเหมือนจะเป็นฝ่ายได้ชัยชนะ เพราะสามารถยึดสถานที่สำคัญและจุดยุทธศาสตร์ไว้ได้หลายจุด แต่ทว่าตกค่ำของคืนวันนั้นเอง ทหารฝ่ายรัฐบาลก็ตั้งตัวติดและสามารถยึดจุดยุทธศาสตร์กลับคืนมาได้ อีกทั้งกองกำลังทหารเรือฝ่ายสนับสนุนกบฏจากฐานทัพเรือสัตหีบก็ติดอยู่ที่ท่าน้ำบางปะกง เพราะน้ำลดขอดเกินกว่าปกติ แพขนานยนต์ไม่สามารถที่จะลำเลียงอาวุธและกำลังคนข้ามฟากไปได้ เมื่อน้ำขึ้นก็เป็นเวลาล่วงเข้ากลางคืน กองกำลังทั้งหมดมาถึงพระนครในเวลา 2 ยาม ถึงตอนนั้นฝ่ายกบฏก็เพลี่ยงพล้ำต่อรัฐบาลแล้ว

จุดที่มีการปะทะกันระหว่างทหารบกฝ่ายรัฐบาล และทหารเรือฝ่ายกบฏ เช่น ถนนวิทยุ, ถนนพระราม 4, ถนนสาทร, สี่แยกราชประสงค์ มีการยิงกระสุนข้ามหลังคาบ้านผู้คนในละแวกนั้นไปมาเป็นตับ ๆ มีผู้ได้บาดเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่าย

พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ยศในขณะนั้น) ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการปราบปราม มีการสู้รบกันในเขตพระนครอย่างหนักหน่วง โดย พล.ต.สฤษดิ์เป็นผู้ยิงปืนจากรถถังทำลายประตูวิเศษไชยศรีของพระบรมมหาราชวังพังทลายลง จนในที่สุด เวลาเย็นของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ทั้ง 2 ฝ่ายก็หยุดยิง เมื่อรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้และปราบปรามฝ่ายกบฏได้สำเร็จ
นายปรีดี พนมยงค์ ต้องหลบหนีออกนอกประเทศอีกครั้ง และหลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน ได้มีการสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองลงหลายคน เช่น พล.ต.ต. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต. โผน อินทรทัต ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบและอดีตเสรีไทย
รวมทั้งการสังหาร 4 อดีตรัฐมนตรีที่ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 11 คือนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง และนายทองเปลว ชลภูมิ ซึ่งเป็นนักการเมืองในสายของนายปรีดี พนมยงค์ เป็นต้น
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 156  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 15:10

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=134659

กบฏวังหลวง (26 กุมภาพันธ์ 2492)

      นายปรีดี พนมยงค์ พร้อมด้วย เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวชนายทหารนอกราชการเลขานุการส่วนตัว และคณะเดินทาง ออกจากประเทศจีน เมื่อ 10 มกราคม พ.ศ.2492 โดยเรือรบอเมริกัน และมาถึงน่านน้ำไทยทอดสมอนอกเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 (รัฐบาลอเมริกันช่วยเพราะสนิทกับนายปรีดี และไม่ชอบจอมพล ป. ที่ไปเป็นพันธ มิตรญี่ปุ่น)


       ตอนแรกนายปรีดี ต้องการกลับมาสู้คดีกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงให้ เรือเอก ชลิต ชัยสิทธิเวช เป็นตัวแทนไปติดต่อผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ ในราชการเช่นพลตำรวจตรี เผ่า ศรียานนท์ พันโท ละม้าย อุทยานานนท์ พลตรี สฤษดิ์   ธนะรัชต์ เพื่อให้ความคุ้มครองแต่ได้รับการปฏิเสธ จึงให้นายทหารผู้นั้นติดต่อ พลเรือตรี สังวร สุวรรณ ชีพนำเรือยนต์ไปรับเมื่อ 22.00 น. ของ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 เมื่อแนวทางสู้คดีไม่ได้รับการรับรองจากผู้มีอำนาจ จึงตัดสินใจใช้กำลังเข้าโค่นล้มรัฐบาล พร้อมๆ กับแสวงหาพันธ มิตรหลายกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเรือ และเสรีไทย ซึ่งขณะนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็น "กองทัพพลเรือน"


       แนวความคิดในการปฏิบัติของนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เจ้าของโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ คือแผนการยึดอำนาจแบบใต้ดินเป็นการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างพลพรรคเสรีไทย กับกองทหารประจำการ โดยใช้วิธีการแบบ "สายฟ้าแลบ" เข้ายึดสถานที่สำคัญ จับกุมบุคคลสำคัญของทางราชการ ปิดล้อมกองพันต่าง ๆ แล้ว ทำการปลดอาวุธ จากนั้นจึงล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศตั้งรัฐบาลใหม่ตลอดจน ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2492 แล้วนำรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2475 มาใช้ โดยนัดหมายสมาชิกเสรีไทย เวลา 19.00 น. ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ในวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 ว่าจะมีงานเลี้ยง บุคคที่นายปรีดีนัดแนะมาได้แก่ พล.ต. สมบูรณ์ ศรานุชิต นายปราโมทย์ พึ่งสุนทร์ นายสมพงษ์ ชัยเจริญ นายละออ เชื้อภัย นายกมล ชลศึก นายทวี ตเวกุล และยังมีคนอื่นๆอีกประมาณ 50 คน  
      โดยมีแผนแรกคือใช้กำลังส่วนหนึ่งเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอาไว้ เป็นกองบัญชาการ และรวบรวมสรรพกำลัง  แผนต่อไปคือจะใช้กำลังส่วนหนึ่ง เข้ายึดพระบรมมหาราชวังไว้เป็นกองบัญชาการชั่วคราว เหตุผลที่เลือกพระบรมมหาราชวัง เพราะมีกำแพงมั่นคงแข็งแรง มีปราสาทราชมณเฑียรอันล้ำค่า ซึ่งฝ่ายก่อการคาดว่าฝ่ายรัฐบาลคงไม่กล้าที่จะใช้อาวุธหนักเข้าทำการปราบปราม และที่สำคัญที่สุดคืออยู่ติดกับกองเรือรบ ซึ่งขณะนั้นยังตั้งอยู่ที่ฝั่งพระนคร ส่วนที่บัญชาการคุมกำลังส่วนใหญ่ หรือเป็นที่รวบรวมสรรพอาวุธอันสำคัญนั้น อยู่ที่กองสัญญาณทหารเรือที่ศาลาแดง กำลังอีกส่วนหนึ่ง
           นายปรีดี ได้บัญชาการให้ไปยึดบริเวณวัดพระเชตุพนตรงข้ามกับ ร. พัน 1. เพื่อเป็นการตรึงกำลัง ร. พัน. 1 ไว้ เมื่อกำลังส่วนต่างๆในพระนคร ซึ่งมีทหารบก พลเรือน ตำรวจเข้ายึดสถานที่สำคัญๆ เพื่อตรึงกำลังของหน่วยทหารบกบางแห่งไว้แล้ว กลุ่มเสรีไทยที่เคยร่วมมือกับนายปรีดีต้านญี่ปุ่น ก็จะเคลื่อนกำลังเข้าสมทบโดยเร็วที่สุด โดยนายชาญ บุนนาค ผู้จัดการป่าไม้สัมปทานหัวหิน จะเป็นผู้นำพวกเสรีไทยเข้าสู่พระนคร นายชวน เข็มเพชร นำพวกเสรีไทยภาคตะวันออกได้แก่ ลาว ญวณอิสระ เข้ามาทางอรัญประเทศ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดล และนายเตียง ศิริขันธ์ จะนำพวกเสรีไทยยึดภาคอิสาน แล้วจะนำพวกเสรีไทยเข้ามาสมทบในพระนคร นายเปลว ชลภูมิ จะนำเสรีไทยจากเมืองกาญจนบุรี เข้ามาสมทบอีก สำหรับทหารเรือที่เป็นฝ่ายสนับสนุนการปฎิวัติของนายปรีดีนั้น ก็มี พล.ร.ต. สังวร สุวรรณชีพ  พล. ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ก็จะนำกำลังทหารเรือบางส่วนจากสัตหีบ ชลบุรี ระยอง เคลื่อนมารวมกำลังที่ชลบุรี ต่อจากนั้นจะมุ่งสู่กรุงเทพฯ เพื่อดำเนินตามแผนการณ์ที่วางไว้

            ด้านของทหารเรือนั้นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเลย กับการร่วมมือกับนายปรีดี พนมยงค์ แต่จากการที่ทหารบกและทหารเรือ มีข้อขัดแย้งที่ลึกซึ้งกันมาก่อน จึงได้มีการเคลื่อนพลใหญ่ เพื่อทำการซ้อมรบ ทั้งจากหน่วยนาวิกโยธิน กองเรือรบ และกองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนทหารบกก็มีการฝึกซ้อมยิงปืนใหญ่ ด้วยกระสุนจริงใน 23 กุมภา พันธ์ พ.ศ. 2492 เรียกว่า "การประลองยุทธ์ที่ตำบลทุ่งเชียงราก"


         ต่อมารัฐบาลซึ่งพอทราบ ระแคะระคาย เกี่ยวกับการกลับมาของนายปรีดี ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้น และสั่งให้มีการ เตรียมพร้อมทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือ ภายใต้แผนการปราบจลาจล ที่เรียกเป็นรหัสลับว่า "แผนช้างดำ ช้างน้ำ" โดยมีข้อตกลงระหว่างกองทัพบกและกองทัพเรือว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นให้แต่ละกองทัพแบ่งเขตกันทำการปราบปรามและปฏิบัติงานร่วมกันในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ของแต่ละกองทัพ

         ในส่วนของกองทัพบกในตอนเย็นของวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 มี การเตรียมพร้อมตามกองพันต่างๆ มีการตั้งปืนกลตามจุดที่สำคัญ โดยเฉพาะข้างวังสวนกุหลาบ ปิดการจราจร      
        
           ส่วนกำลังทหารเรือ จากกองสัญญาณทหารเรือ ณ ที่ตั้ง (ซึ่งต่อมากลาย เป็นโรงเรียนเตรียมทหาร ลุมพินี) ได้วางกำลังที่สี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น และ ปิดถนนสายกรุงเทพ สมุทรปราการ สำหรับกำลังนาวิกโยธินจากจังหวัดชลบุรี ที่เตรียมนำมา เสริมตามจุดต่าง ๆ ปรากฏว่าแพขนานยนต์ติดแห้งที่ท่าข้ามบางปะกง

           ขณะเดียวกันสมาชิก เสรีไทย คือ นายประสิทธิ์ ลุสิตานนท์ ได้นำอาวุธที่นำมาจากบริษัท เคเถา ตัวแทนจำหน่ายปืน ไปแจกจ่ายให้พรรคพวกในธรรมศาสตร์ เวลา 20.30 น เรือเอก วัชรชัย ชัยสิทธิเวชนายทหารนอกราชการ  ได้เคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยรถยนต์ 4 คัน ภายในรถมีอาวุธและพลพรรคเต็มคันรถ ที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี นายเรือเอก วัชรชัย กระโดลงจากรถ พร้อมด้วยพรรคพวก ก็พร้อมอยู่แล้วสำหรับเหตุการณที่จะเกิดขึ้น
           จากนั้น ร.อ. วัชรชัย ก็ร้องเรียกให้นายร้อยโทพร เลิศล้ำ ผู้กองรักษาการณ์ ร. พัน. 1 ประจำพระบรมมหาราชวัง ออกมาพบที่หน้าประตู เมื่อ ร.ท. พร ออกมาพบก็ถูกเอาปืนจี้บังคับให้ปลดอาวุธโดยทันที จากนั้นก็บุกเข้าไปปลดอาวุธทหารที่รักษาการณ์ทั้งหมด แล้วเข้ายึดพระบรมมหาราชวังไว้ได้ ก่อนจะลำเลียงอาวุธนานาชนิดเข้าไป
 
       เมื่อการยึดพระบรมมหาราชวังได้เป็นไปตามแผนแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ กับพรรคพวก 7 คน สวมเครื่องแบบทหารสื่อสาร พร้อมอาวุธครบมือ ได้พากันเข้าไปในสถานีวิทยุของกรมโฆษณาการพญาไท แล้วใช้อาวุธบังคับเจ้าหน้าที่กรมโฆษณาการ แล้วกระจายข่าวเมื่อเวลา 21.15 น. ด้วยเสียงของ พันตรี โผน อินทรทัต เสรีไทยสายอเมริกาแทรกรายการแสดงลิเกเรื่องคำปฏิญาณของ นายสุชิน ว่า ....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ล้มเลิกรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เสีย และคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งด้วย และได้แต่งตั้งนาย ดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ให้นายทวี บุณยเกต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้ประกาศแต่งตั้งและปลดบุคคลสำคัญ อีกหลายคน จากนั้นก็ถอดชิ้นส่วนของเครื่องกระจายเสียงไปด้วย เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลทำการกระจายเสียงต่อไป

          คำแถลงการณ์จากวิทยุของพวกกบฎแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ฝูงชนที่สัญจรไปมา พากันกลับบ้านจ้าละหวั่น เพราะเกรงอันตราย ร้านรวงต่างๆพากันปิดกิจการ เพราะกลัวพวกปล้นสดมภ์จะฉวยโอกาส

           จุดแรกที่นายปรีดี พนมยงค์ และพรรคพวก จะเข้ายึดก็คือ กรมรักษาดินแดน อันอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ. จรัส โรมรัน รองเจ้ากรมรักษาดินแดน และทำการปลดอาวุธให้สิ้นเชิง แต่ก็ช้าไป คำสั่งจากกองบัญชาการของรัฐบาลให้เตรียมรับสถานการณ์จากฝ่ายกบฎ ทำให้ทหารในกรมการรักษาดินแดน จึงพร้อมอยู่เสมอในการที่จะรับการจู่โจมจากฝ่ายกบฎ   ทหารเข้าประจำอยู่ตามจุดต่างๆ อย่างพร้อมเพียงที่จะหยุดยั้งการจู่โจมของกบฎ และในเวลาเดียวกันนั้นเอง     ฝ่ายรัฐบาลก็ลำเลียงกำลังทหารและอาวุธเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ทำให้กรมการรักษาดินแดนมีกำลังต้านทานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

           แผนการณ์ จู่โจมได้กระทำสำเร็จแล้วในการยึดวังหลวง สำหรับกรมการรักษาดินแดนนั้นล้มเหลว เพราะรัฐบาลสั่งการและป้องกันไว้ได้ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ฝ่ายกบฎจึงได้เปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ใช้การเจรจาทางการทูตแทน โดยให้คนยกธงขาวขอเปิดการเจรจาด้วยสันติวิธี แต่ได้รับการปฎิเสธไม่ยอมร่วมมือ     ทูตสันติจึงกลับไปรายงานถึงความล้มเหลวในการเจรจา และพันเอกจำรัส โรมรัน เจ้ากรมรักษาดินแดนยังได้ยื่นคำขาดให้ฝ่ายกบฎถอยออกไปเสียจากวังหลวง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนรุ่งอรุณ ถ้าไม่ปฎิบัติตามจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป

         23.00 น. ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายปรีดี พนมยงค์ ก็ให้ลูกน้องยิงปืนจากท่าวาสุกรีไปยังวังสวนกุหลาบ อันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหาร โดยฝ่ายกบฎใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ค. 85 ชุดแรกยิงไป 4 นัด แต่ลูกกระสุนพลาดเป้าไปตกที่หลังบ้านพลโทสุข ชาตินักรบ

         ก่อนเสียงปืนจะดังขึ้น พลตรีเผ่า ศรียานนท์ รองอธิบดีตำรวจฝ่ายปราบปราม ได้นำกำลังตำรวจสถานีชนะสงครามมายึดกรมโฆษณาการไว้โดยเรียบร้อย ในเวลาเดียวกันรถยนต์หุ้มเกราะขบวนหนึ่งก็วิ่งมาที่กรมโฆษณาการ พร้อมด้วยทหารอาวุธครบมือ นำโดย พลโทหลวงกาจ กาจสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบก จากนั้นกำลังทหารอีกหน่วยหนึ่งจากสวนเจ้าเชตุก็มาถึง และเข้าทำการรักษากรมโฆษณาการต่อจากกำลังตำรวจ ต่อมาเวลา 02.00 น. ได้เข้ายึดสถานีวิทยุกรมโฆษณาการ พญาไท และยิงพันตรี โผน อินทรทัต ตาย   แต่ไม่สามารถส่งกระจายเสียงได้ เนื่องจากชิ้นส่วนของเครื่องส่งถูกถอดออก จึงย้ายไปส่งกระจาย เสียงจากสถานีวิทยุกรมจเรทหารสื่อสาร

          จอมพล ป. และคณะรัฐบาลจึงออกประกาศเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงการปฎิวัตินั้นว่า รัฐบาลได้ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกกบฎอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเป็นระยะ จึงได้ทราบแน่ชัดว่า ไม่มีวิถีทางใดที่จะหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ จึงเตรียมอยู่ทุกโอกาสที่จะรับมือพวกกบฎ เมื่อการกบฎเกิดขึ้นฝ่ายรัฐบาลจึงได้แต่งตั้งให้ พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกที่ 1 เป็นผู้อำนวยการปราบปรามกบฎคราวนี้ ให้ประชาชนอยู่ในความสงบ

          ในด้านสะพานเฉลิมโลก (ตรงประตูน้ำ) อันเป็นแดนแบ่งเขตรักษาการณ์ระหว่างทหารบก ทหารเรือ หรือเป็นพื้นที่ร่วมก็ เกิดการเข้าใจผิดจนเกิดปะทะกัน เมื่อเรือตรี ประภัทร จันทรเขต หัวหน้าสายตรวจ ทหารเรือ ขอเข้าไปตรวจ     แต่ทหารบกไม่ยอม เกิดการโต้เถียงและยิงกันจน เรือตรี ประภัทร จันทรเขต ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส (ท่านผู้นี้ต่อมา เป็นพลเรือโท เจ้ากรมยุทธศึกษาทหาร) เมื่อ เวลา 01.00 น. ทำให้ นาวาเอก ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับการกองสัญญาณทหารเรือ ซึ่งท่านมีนิสัยรักลูกน้อง ยิ่ง เกิดความเจ็บแค้น จึงเขียนข้อความออกอากาศทางสถานีวิทยุของกอง สัญญาณทหารเรือ ซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้งว่า "ทหารบกกระทำแก่ทหารเรือจนสุดจะทนทาน ขอให้ทหารเรือกระทำ ตอบแทน โดยให้เรือรบทุกลำเข้ามาในพระนครเพื่อทำการต่อสู้กับทหารบก เพื่อเกียรติและ ศักดิ์ศรีของ ทหารเรือเอง"

        เนื่องจากการกระจายเสียงของสถานีวิทยุกองสัญญาณทหารเรือ ดังกล่าว ใช้คลื่นเดียวกับคลื่นส่งวิทยุของกรมจเรทหารสื่อสารกองทัพบก    ประชาชนจึงตกอยู่ในความหวาดผวาในเหตุการณ์ที่สับสน     การต่อสู้ที่รุนแรงระหว่างทหารบกและทหารเรือ เกิดขึ้น จากการปลุกเร้า ของวิทยุกองสัญญาณทหารเรือ ที่มุ่งเน้นอยู่ตรงความไม่พอใจจากการ ที่ ทหารเรือถูกทหารบกยิง    มิใช่อยู่ที่การต่อสู้เพื่อยึดอำนาจการปกครองแต่อย่างใด

      การปลุกเร้า ดังกล่าวสามารถ ระดมกำลังแทบทุกส่วนของกองทัพเรือ แม้แต่เรือรบที่กำลังฝึกทางทะเล ก็ ยัง เดินทางเข้ามา ตามคำประกาศนั้น ยกเว้นกองพันนาวิกโยธิน ที่ 4 และ 5 สวนอนันต์ ซึ่ง อยู่ใกล้ กับพระบรมมหาราชวังอันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของฝ่ายกบฏ มิได้แสดงท่าทีและออกปฏิบัติ การที่เป็นการหนุนช่วยหรือให้ความคุ้มกันฝ่ายกบฏแต่อย่างใด การที่ทหารเรือไม่ได้สนับสนุนเต็มที่ในทุกส่วนนี่เอง เป็นผลให้นายปรีดี ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ในเวลาต่อมา

        ทางด้านพระบรมมหาราชวังอันเป็นป้อมปราการของนายปรีดี ยังเปิดฉากยิงเข้าไปใน ร. พัน. 1 มีทหารเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีกหลายนาย ผู้บังคับบัญชาการกองทัพทหารราบที่ 1 ได้สั่งการให้ยิงโต้ตอบไปบ้างเสียงสนั่นกรุง ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เงีบยไป

         เวลา 02.00 น.พลตรี สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 สั่งการให้ พันเอก ถนอม กิตติขจร ผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ 11 และ พันโท กฤช ปุณณกัณฑ์ ผู้บังคับการกรมรถรบ ให้ล้อมพระบรมมหาราชวัง 3 ด้าน (ยกเว้นด้านกองเรือรบ) และบุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี โดยทหารราบและ ป.ต.อ. วิ่งตามเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว      พวกฝ่ายกบฎในพระบรมมหาราชวังยิงปืนกราดออกมาดังห่าฝน รถถังคันหนึ่งในจำนวนหลายคันถูกปืนบาซูก้ากระหน่ำเสียจนไปต่อไม่ได้ จากนั้นรถถังอีก 2 คันก็พุ่งเข้าชนประตูวิเศษไชยศรีจนประตูเบื้องซ้ายพังลงมา จากนั้นก็พากันบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เกิดการยิงต่อสู้กันอย่างรุนแรงและหนักหน่วง

           กำลังฝ่ายรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งได้โอบล้อมเข้าไปอย่างเงียบๆ โดยกำลังทหาร ร. พัน 1 สวนเจ้าเชตุ ได้เคลื่อนเข้ายึดวังสราญรมย์ และระดมยิงปืนใหญ่ พอเวลา 06.00 น. ประตูสวัสดิ์โสภา และเทวาพิทักษ์ก็พังลง เปิดทางให้ทหารราบกรูกันเข้าไปในพระบรมมหาราชวังได้อีก 2 ทาง ฝ่ายกบฎจึงถูกบีบวงล้อมกระชับขึ้น และตกอยู่ในฐานะลำบาก

          นายปรีดี พนมยงค์ ในชุดพันจ่าเอกไว้หนวด     เรือเอกวัชรชัยและชนชั้นหัวหน้าพากันหลบหนีออกจากพระบรมมหาราชวัง ออกไปทาง ประตูเทวาภิรมย์ ด้านท่าราชวรดิษฐ์ โดยเรือโทสิริ ข้าราชการกรมพระธรรมนูญทหารเรือ เป็นผู้นำออกไป แต่เมื่อได้นำตัวนายปรีดีออกไปได้แล้ว ก็เกิดกลัวความผิด จึงได้กระโดดน้ำตายที่ท่าราชวรดิตถ์นั่นเอง
          แม้ว่าผู้ก่อการชั้นหัวหน้าจะหนีไปแล้ว ฝ่ายผู้ก่อ การในวังที่เหลือ ยังใช้กลยุทธ์ยิงทางโน้นทีทางนี้ที ลวงให้ทหารบก ผู้ปราบจลาจล และทหาร เรือที่กองเรือรบ เข้าใจผิดต่างกระหน่ำยิงกันต่อไปกันใหญ่ จนสายก็ไม่หยุด

        ในอีกด้านหนึ่งของ กรุงเทพ ฯ ทางด้านสี่แยกราชประสงค์ รถถังของ พันเอก ประภาส จารุเสถียร ผู้บังคับการกรม ทหารราบที่ 1 ได้รับคำสั่งให้ข้ามสะพานราชเทวี เพื่อเตรียมเผด็จศึกด้านกองสัญญาณทหารเรือ ถูกบาซูก้าของทหารเรือยิงทำลายกลางสะพาน จากนั้นทหารเรือก็ใช้ปืน ค.85 ยิงถล่มใส่ อย่างรุนแรง จนทหารบกต้องถอยร่นอย่างไม่เป็นขบวนข้ามทางรถไฟสายอรัญประเทศไปตั้ง หลักที่สี่แยกพญาไท และทหารเรือสามารถยึดรถถังกับปืนใหญ่ทหารบกได้

          เหตุการณ์ดำเนิน มาถึง ราว 16.00 น. กำลังทหารเรือหนุนเนื่องเป็นสายก็ขึ้นมาจากเรือ ณ ท่าเรือใหม่(ท่าเรือ คลองเตย) มาสู่กองสัญญาณ เสียงทหารเรือพูดกันอย่างมั่นใจว่าพวกเราเป็นผู้ถูกข่มเหงน้ำใจ มานานแล้ว เลือดนาวีต้องสู้กันละ
  
           ภายหลังการปราบปรามพวกกบฎ ภายในพระบรมมหาราชวังเรียบร้อยแล้ว พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้นำกำลังที่มีอยู่เคลื่อนมายังบริเวณดังกล่าว ท่ามกลางการต่อสู้กันอย่างดุเดือดนั้น พลตรีประวัติ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้เข้าพบ พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อเปิดเจรจาหยุดยิง พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยอมรับข้อเสนอในการหยุดยิงของฝ่ายทหารเรือ เพราะไม่ต้องการให้คนไทยฆ่ากันเอง โดยให้ตั้งเวลาหยุดยิงให้ตรงกันคือ 10.15 น.

            ครั้นได้เวลา 10.15 น. ฝ่ายทหารเรือ ทหารบก ก็หยุดยิงกันตลอดแนว และจากนั้นก็ไกล่เกลี่ยกันจนเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว แต่ละฝ่ายก็เคลื่อนกำลังเข้าสู่ที่ตั้งของตน

               หลังจากปราบปรามพวกกบฎในครั้งนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข อดีตผู้บังคับการสันติบาล และ พ.ต. โผน อินทรทัต อดีตผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ แต่ทั้งสองคนถูกตำรวจยิงตายในข้อหาว่า ต่อสู้เจ้าหน้าที่.

               ส่วนนายปรีดี ยังคงหลบซ่อนตัวในประเทศ ไทยต่อไปอีก 6 เดือน จึงได้อาศัยเรือหาปลาเล็ก ๆ ลำหนึ่ง เดินทางไปประเทศสิงคโปร์    ซ่อนตัวอยู่ในประเทศสิงคโปร์อีก 11 วัน จากนั้นจึงเดินทางโดยเรือเดินสมุทร "ฮอยวอง" ไปประเทศ ฮ่องกง และต่อด้วยรถยนต์ไปซิงเตา

               กบฏวังหลวง มีพื้นฐานอยู่บนความขัดแย้ง 2 มิติ คือ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งถือว่าเป็นกบฏวังหลวงแท้ๆ อีกมิติหนึ่งคือ ความขัดแย้งที่ดำเนินมา เป็นระยะ เวลาอันยาวนานระหว่างทหาร บกกับทหารเรือ ซึ่งเกิดมาภายหลังการเปลี่ยนแปลง การปกครอง พ.ศ.2475 จากกรณี ต่าง ๆ เช่น การที่ทหารบกซึ่งคุมอำนาจทางการเมือง แทรกแซงการแต่งตั้ง ผู้บังคับบัญชาทหารเรือ ทหารเรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งกรณีกบฏบวรเดช และผู้นำทหารบกออกคำสั่งที่ได้ขัดต่อความรู้สึก ของทหารเรือทั่วไป

               จึงอาจวิเคราะห์ แยกการปะทะออกมาเป็นสองกรณี คือ การปะทะกันระหว่าง ทหารบกผู้ปราบจลาจลกับฝ่ายกบฏในวังหลวง กับ กรณีปะทะกันที่ราชประสงค์ระหว่างทหารบก ทหารเรือ แต่ทั้ง 2 กรณี เกิดขึ้นวันเวลาเดียวกัน คือ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ทหารเรือ ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่าตนเอง เป็นกบฏ หรือ เป็นฝ่ายกบฏเข้าข้างฝ่ายกบฏ แต่ถือว่าเป็นการเข้าใจผิดในระหว่างการ ปราบจลาจล กับหยุดยั้งความก้าวร้าวของทหารบก ยกเว้นทหารเรือกลุ่ม พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ เท่านั้นที่คิดว่าตนเองแพ้ไปพร้อมกับฝ่ายกบฏด้วย

คัดลอกและเรียบเรียงใหม่จาก


จดหมายรายงานการปฏิบัติงานนอกสถานที่ของ จ.ส.ต....(สงวนนาม) ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2492

หนังสือชื่อ "ผู้บริหารราชการแผ่นดิน โดย นายเชื้อ พิทักษากร" จัดพิมพ์โดยกระทรวงมหาดไทยเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเชื้อ พิทักษากร ผู้ว่าราชการภาค 6 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2496

หนังสืออนุสรณ์ในงานรับพระราชทานเพลิงศพ พลโท กาจ กาจสงคราม ปช. ปม. (เทียน เก่งระดมยิง) วันที่ 20 เมษายน 2510

นาวิกศาสตร์ฉบับปี 90 เล่ม4 เมษยน 2550
http://www.navy.mi.th/navic/document/900403a.html

เหตุการณ์ทางการเมือง 43 ปีแห่งระบบประชาธิปไตย : โดย วิเทศกรณีย์http://www.baanjomyut.com/library/6_treason/03.html
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1876



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 157  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 15:30

ช่วงนี้กระทู้คุณภาพในเรือนไทยคับคั่งจนผมตามอ่านไม่ค่อยจะทัน จะแทรกความนอกเรื่องเข้าไปทีไรก็ดูจะตกหน้าไปแล้วทุกครั้ง แต่ถ้าไม่ลงชื่อไว้เกรงท่านเจ้าของกระทู้และเพื่อสมาชิกผู้ร่วมอภิปรายจะสงสัยว่าตัวเลขคนอ่านที่วิ่งปรู๊ดปร๊าดอยู่นี้มาจากไหนบ้าง จึงต้องมาแสดงตนและขอขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 158  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 15:39

ปั่นกระทู้เพลินไปหน่อย  จนคุณม้าควบตามไม่ทัน  จะพยายามลดสปีดลงค่ะ    อายจัง

คุณม้าจะย้อนกลับไปคุยในค.ห.เก่าๆก็ได้นี่คะ  คลิกอ้างอิงให้คนอ่านอ่านได้ง่ายหน่อยว่าที่มาของความเห็นคุณ  คืออะไรจากตรงไหน   แค่นี้ก็เรียบร้อย
ขอเชิญร่วมวงด้วยความเต็มใจ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10868


ความคิดเห็นที่ 159  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 16:04

คคห.156 ตอนเดียว สามารถเอาไปทำหนังสงครามของฮอลิวู้ดได้เรื่องหนึ่ง แค่อ่านก็เหงื่อซึมมือแล้ว
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10868


ความคิดเห็นที่ 160  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 16:15

ความสำคัญในตอนที่แล้ว


อ้างถึง
เมื่อครอบครัวซึ่งมีคุณหญิงทรงสุรเดช (ผมไม่ทราบชื่อตัวของท่าน หากคุณวันดีหรือคุณหลวงเล็กแวะมาเยี่ยม โปรดลองกรุณาค้นหาให้ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง) และคุณเทพีบุตรสาวได้เดินทางมาสมทบ ปรึกษาหารือกันแล้วคิดว่าพวกผู้หญิงจะช่วยกันทำข้าวแกงแบบไทยๆขาย น่าจะมีคนเขมรมาอุดหนุนเยอะ และคงจะเลี้ยงชีวิตอยู่ไปกันได้

ที่ทางยังไม่ทันจะลงตัว เกิดการเปลี่ยนแปลงในอินโดจีน เมื่อก่อนฝรั่งเศสกระจายการปกครองออกไปตามเมืองหลวงของประเทศเดิม แต่รัฐบาลกลางที่ปารีสสั่งใหม่ให้ไปรวมศูนย์เสียที่เดียวที่ไซ่ง่อน อาจจะเป็นการเตรียมรับสถานะกาณ์สงครามหรือประหยัดอย่างไรสุดแล้วแต่ แล้วผู้สำเร็จราชการอินโดจีนก็มีหนังสือสั่งให้พระยาทรงโยกย้ายตามไปอยู่ที่ไซ่ง่อนด้วย บุคคลสำคัญระดับนี้ไม่ควรปล่อยไว้ไกลหูไกลตา ใครจะไปรู้ อาจจะเป็นไส้ศึกทำทีมาสวามิภักดิ์แบบอุยกาย ได้ทีก็เผาเมืองเลยก็เป็นได้

ตอนเดินทางนั้น พระยาทรงไปกับท.ส.คู่ใจเพียงสองคน มีมองซิเออร์เซมเปรนายตำรวจใหญ่แห่งเมืองพนมเปญประกบตัว พานั่งรถโดยสารประจำทางชั้นหนึ่งของฝรั่งเศสไปตลอดทาง จากเช้าถึงเย็น พระยาทรงท่านหวังว่าจะยื่นเรื่องขอผ่อนผันให้กลับไปอยู่กับครอบครัวที่พนมเปญได้ แต่เมื่อพบกับผู้บัญชาการตำรวจของโคชินชีนแล้ว เขาบอกว่าเรื่องนี้ทางปารีสสั่ง ถ้าจะขอผ่อนผันต้องส่งไปให้ปารีสอนุมัติ จะรู้ผลประมาณหนึ่งเดือนเศษ ระหว่างนี้ท่านต้องรอไปก่อน ส่วนร้อยเอกสำรวจนั้น จะกลับไปพนมเปญเมื่อไหร่ก็ได้ ทางการไม่ขัดข้อง แม้จะฟังดูว่าเป็นการพูดแบบนักการทูต แต่ก็สร้างหวังให้กับท่านได้มาก

เมื่อรู้ตัวว่าต้องอยู่ยาว อย่างน้อยก็เป็นเดือน ท่านจึงขอย้ายจากโรงแรม“แม่โขง” ขอร้องให้มองซิเออร์เซมเปรพาไปหาบ้านเช่าราคาถูกๆให้ ตระเวนดูหลายแห่ง ในที่สุดก็ได้ห้องแถวในย่านดาเกา ชานเมืองไซ่ง่อน ราคา35ดองหรือ28บาทต่อเดือน พออยู่ได้ หลังจากนั้นมองซิเออร์เซมเปรก็ใจดี พาท่านเที่ยวชมเมือง ให้รู้จักถนนหนทาง ดื่มเบียร์ดื่มน้ำหวานพอเพลิดเพลิน แล้วพาไปทานอาหารเย็นที่ภัตตาคารจีนที่ย่านเจ๋อเล้ง ผรั่งเรียกโชลอง(Cholon) หรือเยาวราชของบ้านเรา ก่อนจะลากลับพนมเปญในวันรุ่งขึ้น

ชีวิตต่อจากนั้นก็เหมือนตอนที่จากเมืองไทยไปอยู่พนมเปญใหม่ๆ สองนายและลูกน้องต้องช่วยตัวเอง ทำอาหาร กวาดบ้านถูบ้าน และซักผ้าของตน พระยาทรงท่านพูดว่า “ไม่มีวิธีใดที่จะทำให้มือสะอาดดีเท่ากับซักเสื้อผ้า”




บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10868


ความคิดเห็นที่ 161  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 17:29

พระยาทรง ท่านเป็นนักปฏิวัติที่ถืออุดมการณ์ มิใช่นักฉวยโอกาสที่จะแสวงหาอำนาจเข้ามากอบโกย โกงชาติและประชาชนหาความร่ำรวยให้ตนเอง ต่างกับพวกคณะราษฎร์หนุ่มๆที่ไม่มีต้นทุนทางสังคมมาก่อน เมื่อท่านสิ้นวาสนาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เงินทองที่เก็บหอมออมริบไว้จึงมีไม่มากพอที่จะใช้จ่ายอย่างที่เคยในเมืองไทยได้ ต้องคำนึงถึงวันข้างหน้าด้วยว่าจะกินจะอยู่อย่างไรกันไปอีกนานแค่ไหน

อาหารที่คนทั้งสองทำใส่ท้องในวันหนึ่งๆจึงลดลงเหลือแค่วันละ2มื้อ เช้าและเย็น กลางวันดื่มน้ำต้มสุก กับข้าวอย่างเดียวกินกับข้าวสวยร้อนๆตอนหิว วนเวียนเมนูไประหว่าง ผัดผักกาด ผัดผักคะน้า ผัดผักบุ้ง ไข่เจียว ไข่ต้ม ไข่ทอด นานๆจึงจะมีหมูบะช่อสักทีหนึ่ง ตอนหลังท.ส.ไปตลาดเจอเป็ดย่างเจ้าหนึ่ง ขายถูกเพียงตัวละ 20 สตางค์ เลยซื้อมาสลับบ้างในบางมื้อ

ระหว่างการรอคอยคำตอบจากปารีสที่ผ่านไปอย่างเชื่องช้านั้น พระยาทรงได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทน ขอลาออกจากการเป็นส.ส.ประเภท2ต่อมาได้อ่านข่าวเจอว่า จากจดหมายฉบับนั้นของท่าน เป็นโอกาสให้ส.ส.ประเภท1ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลว่าเกิดอะไรขึ้นกับพันเอก พระยาทรงสุรเดช ทำไมรัฐบาลจึงได้ขับไล่ไสส่งท่านไปโดยไม่มีเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญ แต่รัฐบาลไม่ตอบกระทู้นี้ และหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงท่านอีก จดหมายจากเมืองไทยถูกเซนเซอร์ทั้งขาไปและขามา จนญาติมิตรระแวงว่า ถ้าเขียนถึงท่านบ่อยๆอาจถูกสันติบาลหาเรื่องเล่นงานได้ ท่านจึงมีชีวิตอยู่อย่างหงอยเหงาเหมือนคนถูกลืม สักพักหนึ่งก็เริ่มทำใจได้ และเริ่มต้นใช้เวลาว่างในการเขียนบันทึกความทรงจำ

“บันทึกการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475” เป็นเรื่องหนึ่งที่ท.ส. เก็บไว้และได้นำกลับมาพิมพ์ที่กรุงเทพ ทำให้พวกเรารู้ว่าวันนั้นเขาทำการปฏิวัติกันอย่างไร ซึ่งผมย่อความเอามาให้ท่านได้อ่านในตอนต้นๆหมดแล้วนั่นเอง




บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 162  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 18:49

ระหว่างที่พระยาทรงฯ ตกระกำลำบากอยู่ที่ไซ่ง่อน     ทางประเทศไทย พระบรมวงศานุวงศ์ต่างก็ต้องทรงหลบลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศ    ทยอยกันไปเรื่อยๆตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๗๕ 
เริ่มตั้งแต่เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ อย่างที่คุณนวรัตนเล่าให้ฟังแล้ว  ต้องเสด็จออกจากบ้านเกิดเมืองนอนภายใน ๒๔ ช.ม.
สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ และม.จ.กาฬวรรณดิศ ดิศกุลก็เสด็จออกไปในอีกไม่นาน
ปีนัง สิงคโปร์และชวากลายเป็นที่ชุมนุมของเจ้านายผู้ลี้ภัยการเมือง   เพราะอยู่ในกรุงเทพฯก็ทรงอึดอัดกับความหวาดระแวงของรัฐบาล
พอกบฏบวรเดชสิ้นสุดลง    กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์ ก็ต้องเสด็จลี้ภัยไปปีนังทันที   เพราะรัฐบาลกำลังหมายตาจะได้ตัวอยู่
ปี ๒๔๗๖   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯและสมเด็จพระนางรำไพฯ เสด็จออกจากสยาม ไปอังกฤษ   พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสรรคตที่อังกฤษ มิได้ทรงมีโอกาสกลับมา   ส่วนสมเด็จพระนางรำไพฯ ทรงต้องรออีกหลายปีถึงเสด็จกลับมา
เจ้านายที่ทรงลี้ภัยไปต่างแดน มีจำนวนถึง ๒๙ องค์
เจ้านายระดับพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เดียวที่ยังเหลืออยู่ในสยาม คือกรมขุนชัยนาทฯ ก็ถูกจับข้อหากบฏ  กลายเป็น "นักโทษชายรังสิต"   ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต และลดโทษลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต   ทั้งที่มิได้ทรงเกี่ยวข้องใดๆกับการเมือง

สรุปว่า พระยาทรงฯ ก็มิได้เคราะห์ร้ายแต่ผู้เดียว
บันทึกการเข้า
karen
อสุรผัด
*
ตอบ: 8


ความคิดเห็นที่ 163  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 21:20

 อ่านและติดตามตลอดครับ 
 เกาะติดขอบเวทีเลยครับ
 และจ้องแบบไม่กระพริบตา

  ทำไปทำมามีข้อสงสัย คือว่า พอเหลือบเหลียวมองดู ใต้ชื่อคุณ เนาวรัตน์ คุณท่านคนอื่นๆ
มีดาวคนละดวงบ้าง  3 - 4 -5 ดวงบ้าง  ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ดาวนั้นคืออะไร หรือว่า  ยศ ร้อยตรี โท เอก และหรือ ? คือว่าสงสัย
จึงได้ถาม  ถูกผิดอย่างไรกรุณาได้โปรดอย่าว่าผมเลยนะครับ
ทีผมไม่เห็นมีดาวสักดวง  ทำอย่างไรนะจะได้ดาวกับเขาบ้าง

     ถามมาคั่นรายการ ครับ ขออสูมาเตอะเจ้า(ขออภัย)
ผมคาดหวังเอาว่าต้องมีท่านใดท่านหนึ่งตอบให้ผมมีกำลังใจแน่ๆเลยครับ
                              karen
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30584

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 164  เมื่อ 30 มิ.ย. 10, 22:03

เรื่องดาว ต้องถามคุณม้า ดิฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ      มันน่าจะเกี่ยวกับจำนวนความเห็นที่ตอบ  
ตอนนี้ขอปั่นกระทู้ไปเรื่อยๆก่อนนะคะ  คุณ Karen มาช่วยกันด้วยก็จะดี
********************
กลับมาทางสยาม
ระหว่างพระยาทรงฯ ถูกเนรเทศ   ทางนี้  คณะกรรมการศาลพิเศษที่รัฐบาลตั้งขึ้น  เพื่อพิจารณาโทษในคดีการเมืองปี ๒๔๘๑  ที่กรมขุนชัยนาทฯทรงตกเป็นจำเลยด้วยนั้น  ได้สรุปตอนท้ายคำพิพากษาว่า
" พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มิได้ทรงสละพระบรมเดชานุภาพโดยเต็มพระทัย    หากเป็นการกระทำชั่วขณะหนึ่งซึ่งหวังจะมีโอกาสได้รับพระราชอำนาจคืนสู่สภาพเดิมภายหลัง"โดยคณะกรรมการศาลตัดสินว่า
"...ได้ร่วมคิดกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดา   กับพวก ที่จะบั่นทอนผู้ก่อกำเนิดให้มีรัฐธรรมนูญ  ซึ่งบริหารราชการแผ่นดินอยู่เวลานั้นให้สูญสิ้นไป"
และชี้ขาดในตอนท้ายว่า
" พระปกเกล้าฯ  พระยาทรงสุรเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์  หลวงรณสิทธิพิชัย และบุคคลอื่นอีกหลายคน ได้รู้เห็นสนับสนุนด้วย"

ผลที่ลงเอยอย่างนี้  น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดฝันของพระยาทรงสุรเดช  เมื่อตัดสินใจลงมือยึดอำนาจในพ.ศ. ๒๔๗๕    แต่อย่างไรก็ตาม อดีตก็ไม่อาจย้อนกลับไปได้อยู่ดี
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12 13 ... 46
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.061 วินาที กับ 19 คำสั่ง