เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 46
  พิมพ์  
อ่าน: 258588 ชะตากรรมของพระยาทรงสุรเดช หนึ่งในสี่ทหารเสือคณะราษฎร์
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


 เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 16:41

ในโอกาสที่คุณ proudtobethai  ได้เขียนข้อความเพิ่มในกระทู้ชีวิตและงานของม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน ทำให้ผมมีโอกาสย้อนกลับไปอ่านกระทู้ดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง และได้เห็นข้อความนี้จึงนึกขึ้นมาได้ว่า ผมยังมีอะไรติดค้างในใจไว้

อ้างถึง
ดิฉันนึกถึงบุคคลสำคัญทางการเมืองที่ต้องลี้ภัยจากภัยการเมือง พ.ศ. ๒๘๘๒  ไปถึงแก่กรรมอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
คือพันเอก พระยาทรงสุรเดช
ชะตากรรมของท่านเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมือง  คล้ายกับชีวิตของม.ร.ว.นิมิตรมงคล    น่าเสียดายที่มีผู้รวบรวมเรื่องราวไว้น้อยมาก
ที่จำได้ก็มีบุตรชายของท่าน คุณทศ พันธุมเสน เขียนหรือให้สัมภาษณ์ไว้   แต่ดิฉันไม่มีหนังสือเล่มนี้

ผมมีหนังสือเล่มที่ว่าอยู่ เขียนโดยท.ส.ร่วมเป็นร่วมตายของท่าน อดีตร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ จะสกัดเอาที่เป็นเนื้อๆมาปรุงแต่งกับข้อมูลที่ได้จากหนังสือที่ท่านอื่นๆเขียนไว้ มาใส่จานเอาผักชีโรยหน้า นำเสริพเสนอสนองท่านที่สนใจในเรื่องที่ท่านอาจารย์เทาชมพูเกริ่นนำไว้
เชิญติดตามได้ครับ อ้อ ระหว่างที่กระทู้เดินไปเรื่อยๆ ท่านใดมีข้อมูลในเรื่องนั้ ประสงค์จะเอามาแลกเปลี่ยนเป็นความรู้ระหว่างกันและกัน ก็ขอเชิญได้ในทุกจังหวะเช่นเคยนะครับ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 16:50

พระยาทรงฯมีชื่อเดิมคือเทพ พันธุมเสน เป็นบุตรของร้อยโทไท้ นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแล้ว ได้ทุนไปศึกษาต่อ ที่ประเทศเยอรมนี เข้าโรงเรียนนายร้อย เมื่อสอบผ่านหลักสูตร 2 ปีแล้ว นักเรียนจะมียศเป็น ฟาฮ์นริช (Fahnrich ตรงกับระดับชั้นนายสิบ) แต่จัดว่าเป็น "นักเรียนทำการนายร้อย" มีสิทธิพิเศษแตกต่างจากนายสิบชั้นประทวนทั่วไป ท่านเข้าเรียนต่อวิชาทหารช่าง ทั้งฝึกทั้งเรียนหนักอีก2ปี จึงได้เข้าสอบเลื่อนขึ้นเป็น "เดเก้น-ฟาฮ์นริช" (degen แปลว่า กระบี่) คือมีสิทธิใช้กระบี่และเครื่องแบบนายทหารสัญญาบัตร เว้นแต่ยังคงใช้อินทรธนูนายสิบ ชั้นยศนี้คงจะเทียบเท่า "ว่าที่ร้อยตรี" รอจนกว่า จักรพรรดิ์ไกเซอร์ วิลเฮล์มองค์จอมทัพจะโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรยศจากพระหัตถ์ในทุกๆวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 27 มกราคม พร้อมกันนั้นจะได้รับพระราชทานพระฉายาลักษณ์ ขนาด 10 นิ้ว x 12 นิ้วที่ทรงลงพระปรมาภิไธยเองทุกพระรูป  จึงจะเปลี่ยนใช้อินทรธนูได้เป็น "นายร้อยตรี" (Oberleutnant) อย่างสมบูรณ์

รูปหมู่นักเรียนนายร้อยเยอรมันรุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่1ข้างล่างนี้ ผมหามาประดับกระทู้ให้ได้อารมณ์เฉยๆ ไม่ต้องไปส่องหานะครับว่าขเด็จเทพ(ศัพท์ของท่านสรศัลย์ แพ่งสภา)เป็นคนไหน ขอบอกไว้ก่อน กลัวท่านจะตาเหล่เสียก่อนที่จะอ่านกระทู้จบ



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 16:52

นายร้อยตรีเทพ พันธุมเสนได้เข้าประจำการในกองทัพเยอรมันที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก ก่อนที่จะเดินทางกลับสยามเมื่อสงครามโลกครั้งแรกระเบิดขึ้นในปี พ.ศ. 2458 และเข้ารายงานตัวเพื่อรับราชการในกองทัพบกต่อจนได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยเอกหลวงรณรงค์สงครามเมื่อพ.ศ. 2461 และย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟ กองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 มีผลงานสำคัญคือ
 
ก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่
ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก จากแปดริ้วถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ
ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนครราชสีมา
 
สุดท้ายก่อนที่จะมีบทบาทยิ่งใหญ่  ได้รับพระราชทานยศนายพันเอก และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทรงสุรเดช ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยทหารบก


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 16:58

เป็นที่รู้กันว่า พวกนักเรียนนอกมักจะมีแนวความคิดที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศมาเป็นประชาธิปไตย พระยาทรงนั้นท่านเห็นว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่สยามใช้อยู่ขณะนั้น เจ้านายน้อยใหญ่หลายองค์ได้แสดงความประพฤติไม่เหมาะสมเป็นที่ดูแคลนของคนทั่วไป แต่ก็ยังดำรงยศฐาบรรดาศักดิ์บังคับให้ราษฎรกราบกรานอยู่  ที่แย่คือการให้อภิสิทธิแก่เจ้านายเท่านั้นในการเข้าดำรงตำแหน่งสูงๆทั้งด้านการทหารการปกครอง และงานราชการทั่วไปโดยไม่คำนึงถึงความสามารถ สามัญชนที่ถึงแม้จะมีความเหมาะสมกว่า ก็ไม่มีโอกาสได้ทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้เต็มที่ สมกับความรู้ที่ได้ไปเล่าเรียนมา ในบันทึกของพระยาทรงสุรเดชเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า " พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วยวิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..." 

วิธีหลังนี้ พระยาทรงท่านได้พิสูจน์ตนเองจนถึงที่สุดแห่งชีวิตว่า คนอย่างท่านทำเช่นนั้นไม่ได้


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 17:03

เมื่อมีความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้อยู่ เพื่อนรุ่นน้องที่ห่างกันมากแต่สนิทสนมตั้งแต่เด็ก คือ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรีจึงสามารถเชื่อมโยงให้ไปร่วมกันคิดอ่านกับกลุ่มนักเรียนนอกฝรั่งเศส ซึ่งคนสำคัญในกลุ่มนั้นคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม(ปรีดี พนมยงค์) และนายพันตรีหลวงพิบูลสงคราม(แปลก ขิตะสังคะ) ตกลงว่าจะร่วมมือกันกระทำการเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองของสยามให้เป็นประชาธิปไตยให้ได้โดยเร็ว ไม่รอให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯพระราชทานรัฐธรรมนูญลงมาเองตามที่ทรงแสดงพระราชประสงค์ไว้ เพราะไม่ทราบว่าวันนั้นจะเป็นเมื่อไรและเนื้อหาจะเป็นอย่างไร


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 17:20

พระยาทรงป็นนักเรียนนายร้อยเยอรมันรุ่นเดียวกับพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน) และเป็นรุ่นพี่พันโท พระประศาสตร์พิทยายุทธ์(วัน ชูถิ่น) จึงชักชวนนายทหารทั้งสองมาเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์  หลังจากนั้นได้ดึงพันเอก พระยาฤทธิ์อัคเนย์ (สละ เอมะศิริ) ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในพระนครอันสำคัญมาร่วมด้วย ต่อมาทั้งสี่คนนี้ได้รับฉายาว่า “สี่ทหารเสือ” แห่งคณะราษฎร ซึ่งมีพระยาพหลผู้อาวุโสที่สุดได้รับการเลือกจากผู้ร่วมก่อการทุกสายให้เป็นหัวหน้าคณะ ส่วนพระยาทรงเป็นหัวหน้าเสนาธิการผู้วางแผนการยึดอำนาจในครั้งนี้


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 17:30

ท่านสรศัลย์ แพ่งสภาผู้ล่วงลับได้เขียนเรื่องตอนนี้ไว้ในหนังสือ “นักเรียนนายร้อยไทยในเยอรมัน ยุคไกเซอร์” ทำให้คนรุ่นหลังสามารถแกะร่องรอยที่มาที่ไปในอดีตได้ว่า พระยาทรง ท่านได้เพาะศัตรูไว้กับผู้ใด

พ.อ. พระยาทรงสุรเดชที่ยอมรับกันว่าปราดเปรื่องเฉียบคมเป็นมันสมองของคณะราษฎร เป็นบุคคลที่หัวหน้าสายทหารกลุ่มหนุ่มไม่ใคร่ชอบ แต่ยังแซงขึ้นมาได้ติดด้วยอาวุโสและบารมี พระยาทรงฯถือตัวอาวุโสว่าเป็นครูบาอาจารย์ ชอบใช้วิธีอธิบายเชิงสอน และออกจะพูดแรงตรงไปตรงมาสั้นๆ อย่างเรื่องแผนและวิธีปฏิบัติสำหรับวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงฯ ถามในที่ประชุมว่า ถ้าราษฎรรวมตัวเข้าต่อสู้ขัดขวางด้วยความจงรักภักดีในราชบัลลังก์ คณะราษฎรจะทำอย่างไร นายทหารหนุ่มเหล่าปืนใหญ่ท่านหนึ่งตอบว่า "ยิง" ตามแบบคนหนุ่มไฟแรงใจร้อน
พระยาทรงสุรเดชสวนทันควัน “ยังงี้บรรลัยหมด กำลังเรามีเท่าไหร่ กำลังราษฎรกับทหารหน่วยอื่นเท่าไหร่ ….ทำไมไม่เตรียมวิธีการประนีประนอมปลอบให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของคณะราษฎร”

พระยาทรงฯ มีจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ที่เคยเป็นครูบาอาจารย์มานาน ก็เลยเป็นครูอยู่ตลอดเวลา พูดจาโผงผางครูสอนศิษย์พูดจาทุบแตกและทุบโต๊ะ วันดีคืนดีใครตอบไม่ถูกเรื่องอาจจะได้รับคำชมว่า "โง่" ก่อนที่ท่านจะอธิบายถูกผิด เป็นไปได้เป็นไปไม่ได้ในปัญหายุทธการ ใครที่โดนตอกหน้าแตกหน้าชามาก็สุมความแค้นไว้เงียบๆ
นี่คงเป็นเหตุหนึ่งที่คณะราษฎรรุ่นหนุ่มถือเป็นเรื่องขื่นๆอยู่ ข้ามาจากฝรั่งเศสหนึ่งในตองอูเหมือนกัน อำนาจยศศักดิ์มันไม่เข้าใครออกใคร หากมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็ต้องกำจัด"สี่เสือ" หัวหน้าคณะราษฎรชั้นอาวุโสลงเสียก่อน และก็ "พันเอก พระยาทรงสุรเดช" นี่แหละ เป็นบุคคลแรกที่ต้องกำจัดออกไปโดยเร็ว เพราะฉลาดเกินไป ตรงเกินไป ซื่อเกินไป รู้ทันเกินไป ผู้ใต้บังคับบัญชาลูกศิษย์ลูกหารักใคร่เกินไป พันเอกพระยาทรงสุรเดช ไม่รู้ตัวเลยว่ามีศัตรูในพวกเดียวกัน ที่จ้องจะเชือด



ถึงท่านจะไม่ระบุชื่อ แต่คนที่สนใจประวัติศาสตร์ช่วงนี้ก็ทราบได้โดยไม่ยากว่านายทหารหนุ่มดังกล่าวคือนายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 17:39

ในการวางแผนยึดอำนาจ พระยาทรงแสดงความเป็นทหารอัจฉริยะอย่างเต็มที่ โดยพระยาทรงกล่าวว่าการปฏิวัติ2475เป็นเรื่องของยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ เพราะการปฏิวัติที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ตื่นตัวต้องการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง จะหวังใช้กำลังพลจำนวนมากนั้นไม่ได้เรื่องแน่ เนื่องจากความลับจะรั่วไหลแล้วกลายเป็นกบฎ

ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงทราบดีอยู่แล้วว่า แผนยุทธวิธีที่พระยาทรงวางไว้นั้น ยอดเยี่ยมเพียงใดในการใช้กำลังทหารเพียงหยิบมือเดียว ปฏิบัติการไม่ถึงครึ่งวันก็สำเร็จเรียบร้อยแบบไม่สูญเสียเลือดเนื้อ คณะผู้ก่อการได้ประชุมกันเพียง 2 ครั้ง ครั้งแรกก็เพียงไม่กี่เดือนก่อนลงมือที่บ้านพักของพระยาทรงเอง และครั้งที่ 2 ที่บ้านพักของร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ที่สรุปแล้วพระยาทรงสุรเดชเสนอแผนการทั้งหมด 3 แผนให้ที่ประชุมเลือก คือ

แผนที่ 1 ให้นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ

แผนที่ 2 ให้จัดส่งหน่วยต่าง ๆ ไปคุมตามวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้าทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับบัญชาคนเดิม แล้วทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน

แผนที่ 3 ให้หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์สมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันในความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่น ๆ ตามที่กล่าวแล้วในแผนที่ 2


แผนที่1เป็นทางเลือกที่พระยาทรงเสนอมาให้ดูเวอร์ๆเข้าไว้ว่าเพื่อดักทางให้ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนที่2ควบกับแผนที่ 3 และให้ลงมือในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองการยิงปืนใหญ่ ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกอง จะร่วมโดยเสด็จด้วยเป็นส่วนมาก กำหนดวันลงมือกระทำการในวันที่ 24 มิถุนายน โดยที่ประชุมยังไม่รู้ว่า ผู้ก่อการคนใดจะนำทหารที่ไหนออกมาใช้ยึดอำนาจและจะทำได้อย่างไร เพราะพระยาทรงยังอุบไว้เป็นความลับ

แผนการณ์สุดยอดในใจของพระยาทรงในวันคอขาดบาดตายนั้นก็คือ การปล่อยข่าวลับลวงพราง ล่อหลอกให้นายทหารแต่ละกรมกองนำกำลังพลออกมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าโดยไม่ทราบล่วงหน้าว่า จะมีเข้าร่วมในการแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองกับเขาด้วย


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 17:43

ล่วงหน้าหนึ่งวัน พระยาทรงในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้ไปพบพันโทพระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดพร้อมอาวุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่บางซื่อ เพื่อขอร้องให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง

เช้าวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงตื่นตั้งแต่เวลา 4.00 น. และออกจากบ้านไปพร้อมกับร้อยเอกหลวงทัศนัยนิยมศึก(ทัศนัย มิตรภักดี) ผู้ที่มารับ จากนั้นแผนการนำทหารออกมาใช้เปลี่ยนแปลงการปกครองของพระยาทรงก็ได้ถูกเปิดเผยให้แก่ผู้ร่วมก่อการ เวลา5.00น. ทั้งหมดก็ได้มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย โดยมีเป้าหมายที่จะยึดรถเกราะ รถรบ เปิดเอาอาวุธออกจากคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาฤทธิอัคเนย์ ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า

เมื่อไปถึงกรมทหารม้า พระยาทรง พระยาพหล และพระประศาสน์ ตบเท้าเข้าไปถามหาตัวผู้บังคับการกองรักษาการณ์ พูดด้วยเสียงดุดันว่า
"เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะ รถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้"
ตัวผู้บังคับการเองเป็นนายทหารชั้นผู้น้อย เมื่อเห็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ครูบาอาจารย์ทั้งสามก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ รีบออกคำสั่งให้เป่าแตรแจ้งสัญญาณเหตุสำคัญปลุกทหารทั้งกรมตื่นขึ้นโดยฉับพลัน

ในช่วงเวลาระทึกใจนี้ ผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ไว้แล้วก็แยกย้ายกันปฏิบัติงาน พระยาพหลใช้กรรไกรตัดเหล็กที่เตรียมมาตัดโซ่กุญแจคลังแสงออกแล้วช่วยกันลำเลียงกระสุนมาขึ้นรถอย่างรวดเร็ว พระประศาสน์ตรงไปยังโรงเก็บรถพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยเร่งให้ทหารสตาร์ตรถถัง รถเกราะ ออกมาโดยเร็ว ร้อยเอกหลวงรณสิทธิชัยและพรรคพวกมุ่งไปยังโรงทหาร ออกคำสั่งแก่พลทหารให้แต่งเครื่องแบบทันทีไม่ต้องล้างหน้า ไม่กี่นาทีต่อมาก็ออกไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ได้นัดแนะกับพระยาฤทธิอัคเนย์เอาไว้แล้ว  แล้วพระประศาสน์ก็นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบารวม15 คัน ออกจากที่ตั้งนำขบวนรถทั้งหมดมุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้าซึ่งนักเรียนนายร้อยคงแต่งชุดฝึกมารออยู่แล้ว ระหว่างทางแล่นผ่านกองพันทหารช่าง พระยาทรงก็กวักมือตะโกนเรียกผู้บังคับการทหารช่างว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลงกันเมื่อเย็นวาน เหล่าทหารกำลังฝึกอยู่บนสนามหน้ากองพัน จึงได้รับคำสั่งให้ขึ้นรถบรรทุกไปกับเขาด้วย

ปฏิบัติการทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีคำถามมากมายต่อมาว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดกองรักษาการณ์กรมทหารม้าจึงร่วมมืออย่างง่ายๆ ทำไมยามคลังแสงจึงปล่อยให้พระยาพหลงัดประตูเอากระสุนออกไปได้ ทำไมนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในกรมนี้จึงปล่อยให้นายทหารที่อื่นนำทหารของตัวออกไปได้ โดยไม่แสดงปฏิกิริยาอันใดเลย

สำหรับคำถามเหล่านี้ ได้บันทึกของพระยาทรงได้ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า

“เป็นเพราะนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ...เปล่าเลย ทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหาร ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ การปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ! สำหรับพลทหารทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย เขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขาถูกฝึกมาเช่นนั้น และหากนายทหารอื่นมาสั่งให้ทำโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขาก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมเขาจะไม่ทำ เพราะในชีวิตเป็นทหารของเขา เขายังไม่เคยถูกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นการลวง ในเมื่อเขาโดนเป็นครั้งแรก ...นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่ผู้อำนวยการฝ่ายทหารเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงในฐานผู้ใหญ่…….”


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 17:53

เหตุการณ์อีกด้านหนึ่ง ในตอนเช้าตรู่เวลาประมาณ4.00 น.ของวันเดียวกัน พลตำรวจโทพระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุยส์ จาติกวณิช) อธิบดีกรมตำรวจ ได้ขอเข้าเฝ้าจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงกลาโหมเป็นการด่วนที่วังบางขุนพรหม  ด้วยได้รับรายงานทางลับว่ามีคณะบุคคลจะลงมือทำการปฏิวัติยึดอำนาจในเช้าวันนี้ และจะเชิญพระองค์ไปเป็นประกันเพื่อต่อรองกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯด้วย พระยาอธิกรณ์ประกาศได้เตรียมเรือกลไฟเล็กมาจอดคอยอยู่ที่ท่าน้ำตำหนักน้ำ  เพื่อให้สมเด็จกรมพระนครสวรรค์เสด็จหนีไปก่อน และอาจจะทรงตั้งกองบัญชาการชั่วคราวที่กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์สวนเจ้าเชตุเพื่อหาทางต่อสู้ต่อไปได้ ทรงฟังคำกราบทูลของอธิบดีกรมตำรวจด้วยพระทัยเยือกเย็น  รับสั่งให้รอดูเหตุการณ์ไปก่อน “ฉันจะไปได้อย่างไร ฉันรักษาพระนครอยู่ด้วย”

หลังจากหลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็มีขบวนรถถังและรถเกราะ6 คัน พร้อมด้วยนักเรียนนายร้อย1หมวด นำโดยพระประศาสน์ และหลวงพิบูลเข้ายึดสถานีตำรวจหน้าวังไว้ และเคลื่อนพลเข้ามาในวังบางขุนพรหม สมเด็จกรมพระนครสวรรค์ทรงเป็นนายทหารสำเร็จจากเยอรมันนี เช่นเดียวกับพระประศาสน์ และทรงเป็นเจ้าภาพแต่งงานให้เสียด้วย จึงมีพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยว่า “ตาวัน แกมา ต้องการอะไร”

พระประศาสน์ไม่กล้าสบสายพระเนตร  กราบทูลว่า “ขอเชิญเสด็จไปพระที่นั่งอนันต์ มีข้าราชการทหารพลเรือน รออยู่แล้ว ขอเชิญเสด็จเดี๋ยวนี้”
แม้จะมีพระดำรัสขอให้ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เพราะยังทรงอยู่ในชุดนอน  พระประศาสน์ก็มิได้สนองพระประสงค์ จึงเสด็จเข้าประทับในรถที่พระประศาสน์เตรียมมาถวายพร้อมด้วยหม่อมสมพันธุ์ และหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สมพระธิดา เป็นอันว่าแผน3ในภารกิจที่สำคัญที่สุดของคณะปฏิวัติได้เสร็จสิ้นลงแล้ว  การได้สมเด็จกรมพระนครสวรรค์มาทรงเป็นองค์ประประกัน  ทำให้ปัญหาการนองเลือดตลอดจนปัญหาการต่อต้านที่จะมาจากทุกทิศทางหมดไปทันที
ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่และข้าราชการที่ถูกเชิญมาควบคุม ได้เริ่มทยอยเข้ามาในพระที่นั่งอนันตสมาคม เช่นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ เป็นต้น นายทหารชั้นผู้ใหญ่ได้เข้าล้อมเจ้านายทุกพระองค์ไว้เพื่อถวายความปลอดภัย ด้วยพวกคณะปฏิวัติมิได้ถวายพระเกียรติเท่าที่ควร ทำให้อาจเกินเหตุอันมิได้คาดคิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

ในตอนบ่ายวันนั้นพระยาพหล พระยาทรง และพระยาฤทธิอาคเนย์ ได้เข้ามาเฝ้ากราบทูลว่า คณะปฏิวัติมีความประสงค์เพียงขอพระราชทานธรรมนูญการปกครองแผ่นดินจากพระเจ้าอยู่หัว  และขอให้สมเด็จกรมพระนครสวรรค์ทรงคลี่คลายสถานการณ์อันสับสนในเวลานั้น ด้วยหนังสือกราบบังคมทูลไปถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯแล้ว แต่ยังมิได้พระราชทานคำตอบแต่ประการใด  สมเด็จกรมพระนครสวรรค์ทรงเห็นแก่บ้านเมือง จึงได้ประทานลายพระหัตถ์ให้คณะราษฎร์นำประกาศกระจายเสียงทางวิทยุ  ความว่า “ตามด้วยที่คณะราษฎร์ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเอาไว้ได้โดยมีความประสงค์ข้อใหญ่ที่จะให้ประเทศไทยมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าขอให้ทหารข้าราชการ และราษฎรทั้งหลาย จงช่วยกันรักษาความสงบ อย่าให้เสียเลือดเนื้อคนไทยกันเอง โดยไม่จำเป็นเลย”

เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลายลงแล้ว คณะราษฎรมีความเห็นว่า เจ้านายระดับสูงหากยังประทับอยู่ในเมืองไทยก็จะเกิดปัญหาไม่จบ จึงสมควรต้องเนรเทศซึ่งใช้ภาษาให้สละสลวยว่าอัญเชิญเสด็จไปประทับ ณ ต่างประเทศ พระธิดาของสมเด็จงกรมพระนครสวรรค์ทรงบันทึกไว้ว่า

"ทูนกระหม่อมมีเวลาเตรียมพระองค์ไม่ถึง12 ชั่วโมง ไม่มีเวลาแม้แต่จะกราบถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินี ต้องทรงละทิ้งวัง และข้าราชบริพารร่วม400ชีวิตให้ดูแลตัวเอง ขบวนเสด็จจากวังบางขุนพรหมแห่ล้อมด้วยรถถังและรถหุ้มเกราะ สุดที่จะประมาณได้ เมื่อประทับบนรถไฟแล้วมีตำรวจในความควบคุมของพระนรากรบริรักษ์ อีกสองกองร้อยตามเสด็จ เพื่อควบคุมพระองค์ ทรงมีเงินส่วนพระองค์ติดไป 9000บาท ทรงทิ้งความทรงจำแห่งชีวิตราชการที่ทรงมีมากว่าครึ่งพระชนม์ชีพไว้ในความทรงจำ"


กงกรรมกงเกวียน การเมืองก็มีแต่เรื่องอย่างนี้ ผู้ก่อการคณะราษฎรหลายคนก็ต้องชะตากรรมเช่นเดียวกัน บางคนแม้ไม่ได้ไปเสียชีวิตที่ต่างประเทศ ก็ถูกรถชนตายข้างถนน ลูกหลานไปพบก็อยู่ในสภาพของศพไม่มีญาติเสียหลายวันแล้ว ใครอย่ามาถามผมนะครับว่าท่านที่ผมกล่าวถึงตอนท้ายนี้คือใคร


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 18:11

ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงตั้งพระทัยจะพระราชทานธรรมนูญการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ติดขัดเพียงบางหลักการที่มีผู้คัดค้านกำลังจะแก้ไข เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจึงไม่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะต่อต้าน ทั้งๆที่ทหารหัวเมืองทั้งหลายพร้อมอยู่ รอฟังพระราชกระแสรับสั่งจากจอมทัพเท่านั้น หากพระองค์ทรงยึดมั่นถือมั่นที่จะรักษาพระราชอำนาจโดยไม่คำนึงบ้านเมืองแล้ว แน่นอนว่า เลือดคงจะได้ท่วมนองแผ่นดิน ประชาชนทั้งหลายจะพลอยรับเคราะห์บาดเจ็บล้มตาย ทรัพย์สินวินาศสันตะโร ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกยุคทุกสมัย
 
วันที่27มิถุนายน 2475 ทรงลงพระปรมาภิไธยในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ที่ทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ไว้ด้วยพระราชหัตถเลขา เนื่องจากทรงยังไม่เห็นด้วยในบางประการ รับสั่งว่า “ให้ใช้ไปก่อน” เพื่อจะแก้ใขในภายหลัง


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 18:19

ในหนังสือเรื่อง “ชีวิต5แผ่นดินของข้าพเจ้า” เขียนโดยพลโทประยูร ภมรมนตรี มีข้อความตอนหนึ่งเขียนไว้ถึงพระดำรัสที่สมเด็จกรมพระนครสวรรค์มีรับสั่งกับตนที่พระที่นั่งอานันตสมาคมในเช้าวันนั้นว่า…แกคงจะรู้จัก โรเบสเปียร์  มารา และดันตอง เพื่อนร่วมน้ำสาบานฝรั่งเศสดีแน่ ในที่สุดมันผลัดกันเอากิโยตีนเฉือนคอกันทีละคน...จำไว้ ฉันสงสารแก ฉันเลี้ยงแกมาตั้งแต่เด็ก นี่แกเป็นกบฏแม้จะรอดจากอาญาแผ่นดินไม่ถูกตัดหัว แต่แกจะต้องถูกพวกเดียวกันฆ่าตาย แกจำไว้….ซึ่งร้อยโทประยูรผู้ก่อการคนสำคัญที่เขามอบหมายให้มาคอยเฝ้าดูพระองค์กราบทูลตอบว่า   “ทราบเกล้าฯแล้ว ตามประวัติศาสตร์มันต้องเป็นเช่นนั้น อย่างมากแค่ตาย”

ผมจะไม่เล่าเรื่องของคนอื่นในเวลานี้ เอาเฉพาะชะตากรรมของพระยาทรงตามหัวข้อเรื่องก็แล้วกัน

ใครไม่ทราบกล่าวไว้ว่า การปฏิวัติยึดอำนาจนั้นไม่ยาก มันยากที่จะทำอย่างไรจะให้บรรลุอุดมการณ์ของการปฏิวัติได้
ครับ..ผมเห็นด้วย อุดมการณ์มีองค์ประกอบด้วยกิเลศของมนุษย์ ตั้งแต่ตัวละเอียด เช่น ฉันอยากให้ไอ้นั่นดีอย่างนั้นอย่างนี้  ตัวกลางๆเช่น ฉันดีกว่าแก ฉันเหมาะสมกว่าเพื่อน ไปจนถึงตัวหยาบๆเช่นฉันอยากเด่น ฉันอยากรวย ฉันอยากมีอำนาจ และกิเลศมนุษย์ของนักการเมืองนี่แหละครับ ที่เป็นตัวบั่นทอนความสุขความเจริญของมนุษยชาติ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 18:26

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จได้เพียงเดือนเดียว พระยาทรง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกฝ่ายยุทธการ เป็นรองก็เฉพาะพระยาพหลซึ่งเป็นตัวผู้บัญชาการ  ได้เรียกประชุมนายทหารใต้บังคับบัญชาของตน ที่ตึกทหารวังปารุสกวัน ซึ่งในคำพิพากษาศาลพิเศษ2482 (ซึ่งทราบกันทั่วไปว่าผู้พิพากษาทั้งหลายเป็นคนของหลวงพิบูล) ได้เรียกการกระทำดังกล่าวว่า “ลอบประชุม” มิให้พระยาพหลรู้เห็น เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงการของกองทัพบก ในระยะนี้วันหนึ่งพระยาพหลลงไปรับแขกชั้นล่าง จะกลับขึ้นไปห้องทำงานข้างบน ทหารยามที่เฝ้าบรรไดอยู่ทำท่าเตรียมแทง ไม่ให้ขึ้น พระยาพหลจึงร้องเรียกพระยาทรงลงมาดู พระยาทรงบอกว่าบอกว่าทหารชั้นผู้น้อยยังไม่รู้จักผู้บังคับบัญชา(คนใหม่) แต่พระยาพหลเริ่มจะผูกใจว่าพระยาทรงคิดจะแย่งอำนาจเสียแล้ว

เหตุการณ์ทำนองคล้ายกันต่อจากนั้นอีกประมาณเดือนเดียว มีสายหลวงพิบูลมารายงานว่าพระยาทรงคิดจะย้ายหลวงพิบูลไปอยู่ตำแหน่งผู้ช่วยรบ เพื่อจะได้ไม่มีสิทธิ์บังคับบัญชาควบคุมกำลังทหาร หลวงพิบูลฉุนจัดจึงจะไปขอเข้าพบเพื่อสอบถาม แต่ทหารยามเอาดาบปลายปืนกั้นไว้ เผอิญพระยาทรงอยู่ที่นั่นจึงเห็นเข้าแล้วร้องห้ามไว้ เมื่อคุยกันแม้พระยาทรงจะปฏิเสธเรื่องดังกล่าว แต่หลวงพิบูลก็ปักใจเชื่อว่ามีมูล เพราะแม้ตนจะอยู่ที่ตำแหน่งเดิม แต่พรรคพวกถูกย้ายออกจากสายคุมกำลังหมดและมีนายทหารลูกน้องพระยาทรงเข้ามาเป็นแทน ศาลพิเศษอ่านคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า “การที่พระยาทรงสุรเดชกับพวกกระทำเช่นนี้แสดงว่า พระยาทรงสุรเดชจะคุมอำนาจทหารไว้ฝ่ายเดียว บั่นทอนอำนาจการปกครองของทหารซึ่งหลวงพิบูลสงครามและพวกที่ได้ควบคุมอยู่นั้น ให้หมดสิ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เกี่ยวแก่การเมืองซึ่งจะได้กล่าวต่อไป ตั้งแต่นั้นมาพระยาทรงสุรเดชกับหลวงพิบูลสงครามก็ไม่ถูกกันเรื่อยๆมา”


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 18:48

สำหรับเรื่องขัดแย้งระหว่างพระยาทรงกับหลวงประดิษฐ์ ความจริงพระยาทรงเขม่นหลวงประดิษฐ์อยู่นานแล้วเพราะทนความเป็นนักวิชาการหัวก้าวหน้ามากไม่ไหว ในการประชุมคณะราษฎรครั้งแรกๆ พระยาทรงก็หลบออกจากที่ประชุมมาบ่นหลวงประดิษฐ์ให้ร้อยโทประยูร โซ่ข้อกลางระหว่างนักเรียนเก่าเยอรมันกับนักเรียนเก่าฝรั่งเศสฟังด้วยถ้อยคำรุนแรง และมาถึงที่สุดในวันที่พร้อมกันเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯเป็นครั้งแรกหลังวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งพระยาทรงเป็นหัวหน้าคณะแทนพระยาพหลที่ไม่กล้าเข้าเฝ้าเพราะตนเองอยู่ในตำแหน่งนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และโดนพันเอก พระยาสุรเดชรณชิต (ชิต ยุวนะเตมีย์) เพื่อนนักเรียนนายร้อยเยอรมันร่วมรุ่นอีกคนหนึ่งถามแสบๆว่า "ไอ้พจน์ มีทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ชาติไหนมั่งวะที่กบฎต่อพระเจ้าแผ่นดิน"

พระยาทรงนำคณะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกราบขอพระราชทานอภัยโทษ เมื่อพระองค์โปรดเกล้าให้หลวงประดิษฐ์นำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าถวาย ทรงอ่านข้อความในรัฐธรรมนูญแล้ว ตรัสถามพระยาทรงว่าได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาแล้วหรือยัง พระยาทรงกราบทูลว่ายังไม่ได้อ่าน ทรงหันมาถามร้อยโทประยูรว่าได้อ่านหรือยัง ร้อยโทประยูรกราบทูลตอบว่าไม่ได้อ่านเพราะไม่มีหน้าที่โดยตรง แต่ได้ทราบว่าพระยาทรงได้กำชับหลวงประดิษฐ์ไว้มั่นคงแล้วว่าให้ร่างแบบอังกฤษที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

พระองค์ก็ตรัสตอบว่าต้องการให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ทำไมต้องใช้คำแทนเสนาบดีว่า "คณะกรรมการราษฎร" แบบรัสเซียซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์

พระยาทรงอึ้งอยู่ชั่วครู่จึงกราบบังคมทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานสารภาพรับผิดที่ไม่ได้อ่านมาก่อน  ขอพระราชทานอภัยโทษและขอถวายสัตย์ว่าจะไปร่างมาใหม่ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ทุกประการ"

ทรงตรัสว่า "ถ้าพระยาทรงรับรองว่าจะไปแก้ไขกันใหม่ฉันก็จะยอมเชื่อพระยาทรง แต่อย่างไรก็ตามวันนี้หัวเด็ดตีนขาด ฉันก็ไม่เซ็น" รับสั่งให้กลับไปแก้ไขแล้วนำมาเสนอใหม่ในอีก 2 วันข้างหน้า แล้วจึงเสด็จขึ้น

พวกที่เข้าเฝ้าก็ตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก ทยอยเดินออกมายืนที่ลานพระราชวัง พระยาทรงโกรธมากถึงกับชี้หน้าหลวงประดิษฐ์แล้วพูดว่า "คุณหลวงทำป่นปี้ ไม่ทำตามที่บอกกล่าวกันไว้ ทำอะไรไปนอกเรื่อง ฉิบหายหมดแล้ว"

พระยาทรงเมื่อแสดงความแค้นเคืองแล้วก็เดินขึ้นรถจากไป หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพระยาทรงกับหลวงประดิษฐ์ก็ไม่ดีขึ้น ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมปรับความเข้าใจกัน  ซ้ำยังเลวร้ายกว่าเรื่องของหลวงพิบูลเสียด้วยซ้ำ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10628


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 20 มิ.ย. 10, 18:54

และนั่นก็เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับที่ทรงเติมคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้าย ที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดานำขึ้นทูลเกล้าให้ทรงลงพระปรมาภิไธยที่พระราชวังสวนจิตรลดา ในวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ดังกล่าวไปแล้วในกระทู้ก่อนหน้า 

พร้อมกันนั้น ได้มีประกาศให้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นที่ทำการรัฐสภาสยาม มีพิธีการชักธงชาติขึ้นสู่ยอดพระที่นั่งเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นสถานทีราชการในวันเดียวกันด้วย


บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 ... 46
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.049 วินาที กับ 19 คำสั่ง