หนังสืองานศพ

(1/3) > >>

sally chu:
ใครพอจะเล่าให้ฟังได้มั้ยคะ ว่าคนไทยเริ่มประเพณีแจกหนังสืองานศพกันเมื่อไร  รู้สึกว่าเป็นประเพณีที่ดีมากๆ ที่ชาติอื่นไม่เคยเห็นทำกัน  หรือว่าใครทำบ้าง ช่วยให้ความกระจ่างหน่อยนะคะ  ขอบคุณค่ะ :D

CVT:
http://www.lib.ru.ac.th/nana/viewdetail.php?id=16

หนังสือนุสรณ์ งานศพ
 
          พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
           โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
           นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
           สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
         
           พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ใน “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” บทนี้ ถือเป็นบทพระนิพน์ธ์ที่มีความหมายเตือนสติมนุษย์ทุกผู้ทุกนามถึงสัจจธรรม แห่งการดำรงชีวิต โดยให้ระลึกไว้เสมอว่าเมื่อมีลมหายใจอยู่นั้นให้เพียรกระทำแต่ความดี และคุณประโยชน์ให้กับสังคมเพื่อคนที่อยู่ข้างหลังจะได้จดจำ จารึกถึงคุณงามความดี และคุณประโยชน์ที่ได้กระทำไว้เมื่ออำลาจากโลกนี้ไปแล้ว
           หนังสืออนุสรณ์งานศพ สิ่งพิมพ์ประเภทหนึ่งที่ทำขึ้นเพื่อแจกเป็นอนุสรณ์ ระลึกถึงผู้วายชนม์ และประกาศคุณงามความดี หรือผลงานของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ให้กับผู้ที่มาร่วมงานศพ เป็นหนังสือที่มีคุณค่า ซึงบางเล่มจัดเป็นหนังสือหายาก เนื่องจากมีจำนวนพิมพ์จำกัดและไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายหนังสือทั่วไป นอกจากร้านหนังสือเก่าซึ่งก็มีราคาค่อนข้างสูง
           หนังสือที่พิมพ์แจกเป็นอนุสรณ์ในงานศพเล่มแรกคือ สาราทานปริยายกถามรรค เป็นหนังสือที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้พิมพ์แจกในงานพระเมรุพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์เมื่อ พ.ศ. 2423 สำหรับการเรียบเรียงประวัติผู้วายชนม์พิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์งานศพเพื่อแจก เป็นที่ระลึกเริ่มเป็นที่นิยมในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และหนังสืออนุสรณ์งานศพที่ลงอัตชีวประวัติของผู้ตายล้วนๆเล่มแรก คือ ศรีสุนทราณุประวัติ ซึ่งเป็นชีวประวัติของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อ ร.ศ. 114 หรือ ปี พ.ศ. 2438 ปัจจุบันการพิมพ์หนังสืออนุสรณ์งานศพก็เป็นที่นิยมกระทำกันมาก นอกเหนือการแจกของที่ระลึกอื่นๆในงานศพ โดยเฉพาะผู้วายชนม์ที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในด้านต่างๆ เช่นนักการเมือง ศิลปิน นักวิชาการและข้าราชการระดับสูงเป็นต้น
           เนื้อหาในหนังสืออนุสรณ์งานศพนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ชีวประวัติของผู้วายชนม์ตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต การศึกษา ประวัติการทำงาน หรือเนื้อหาสาระอื่นที่เกี่ยวข้องกับอาชีพและหน้าที่การงานเมื่อยังมีชีวิต อยู่ บางเล่มจะเป็นการบันทึกความรู้ทางวิชาการซึ่งอาจเป็นผลงานของผู้วายชนม์เอง หรือผลงานของผู้อื่นที่เป็นประโยชน์ ประสบการณ์ในแต่ละอาชีพเป็นต้น พร้อมภาพประกอบในแต่ละช่วงของชีวิต ที่ถ่ายร่วมกับผู้ใกล้ชิด ตลอดจนคำไว้อาลัยของเหล่าญาติมิตร และบุคคลสำคัญเพื่อบุคคลอันเป็นที่รักที่จากไป มักจะเป็นการพรรณนาด้วยข้อความที่มีความหมายลึกซึ้ง กินใจ แสดงถึงความผูกพัน อาลัยอาวรณ์ ทั้งในลักษณะร้อยแก้ว ร้อยกรอง ซึ่งถือเป็นผลงานที่มีคุณค่าทางวรรณกรรมอีกประเภทหนึ่ง และทำให้ผู้อ่านได้เรียนรู้ถึงอัตชีวประวัติของผู้วายชนม์อันหลากหลายของแต่ ละชีวิตในแง่มุมต่างๆกันได้เป็นอย่างดี
         
           ชีวิตคืออนัตตาอย่าวิตก สวรรค์นรกต้อนรับเมื่อดับขันธ์
           ทุกอินทรีย์หมักหมมทับถมกัน เลวดีนั้นจะประทับอยู่กับใจ
         
           บรรณานุกรม
         
           ธัมมาภิสมัย อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายแพทย์พิพัฒน์ คุมเกษ ณ เมรุวัดเครือวัลย์
           วรวิหาร วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 . กรุงเทพฯ : ส่องศยาม, 2542.
           รัตนา เดชามหาชัย. “หนังสืออนุสรณ์งานศพ ในหอสมุดปรีดี พนมยงค์,” โดมทัศน์ . 22,11
           (ม.ค. –มิ.ย.), 49-56.
           สุภัคลักษณา, นามแฝง. กฤษณาสอนน้อง. กรุงเทพฯ : สำนักงานหอสมุดกลาง 09 , 2521.
           โดย ดวงพร พงศ์พานิชย์
          ข่าวรามคำแหง ปีที่ 33 ฉบับที่ 20 วันที่ 8-14 กันยายน 2546

werachaisubhong:
นับแต่มีการพิมพ์หนังสืออนุสรณ์งานศพของสยาม ฉบับที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกันคือ หนังสือ " สวดมนต์ รวมพระสูตรและพระปริตต่าง ๆ " หนังสือเล่มนี้ ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวงในพระบรมมหาราชวัง พิมพ์เสร็จสิ้นเมื่อวัน ๕ เดือน ๓ แรม ๔ ค่ำ ปีมะโรงโทศกศักราช ๑๒๔๒ หรือเมื่อ จ.ศ. ๑๒๔๒ ( พ.ศ. ๒๔๒๓ ) จำนวนถึง ๑๐,๐๐๐ เล่มทีเดียว
          หนังสือนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้พิมพ์ขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ฯ หรือสมเด็จพระนางเรือล่ม กับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ฯ

เราขอเรียกฉบับนี้ว่า " สวดมนต์ฉบับพระนางเจ้าฯ "

werachaisubhong:
ต่อจากนั้น ๗ ปีคือ พ.ศ. ๒๔๓๐ ( จ.ศ. ๑๒๔๙ ) หนังสือเล่มดังกล่าวได้ถูกพิมพ์ซ้ำอีกครั้งจำนวน ๓,๐๐๐ เล่ม สำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อ วัน ๗ เดือน ๑ แรม ๓ ค่ำ ปีกุนนพศก ศักราช ๑๒๔๙ การพิมพ์คราวนี้มีเหตุแห่งการพิมพ์ที่น่าสนใจคือ

          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จออกบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ฯ ณ หอธรรมสังเวช พระองค์ได้ทรงสดับพระสงฆ์สวดมหาสติปัฏฐานสูตรและคาถาต่าง ๆ เรียบร้อยดีเป็นที่ทรงพระโสมนัสเฉลิมพระบรมราชศรัทธาที่ได้ทรงสร้างหนังสือสวดมนต์ขึ้นในครั้งก่อน เป็นประโยชน์แพร่หลายออกไปเป็นอันมาก จึงทรงพระราชดำริห์จะทรงสร้างหนังสือสวดมนต์อย่างเดิมขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

          ในคราวนี้ พระองค์ทรงพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นส่วนพระราชกุศลในการพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัยฯ, สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตมธำรงฯ, สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ฯ และ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ ฯ ณ ท้องสนามหลวง

          โดยมีพระบรมราชโองการให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจาริย์ฯ ตรวจแก้พระสูตรและพระปริตต่าง ๆ ให้ถูกต้อง มีพระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์เป็นแม่กองพิมพ์อักษรไทยแทนอักษรขอม และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมตอมรพันธุ์เป็นผู้สอบทานให้ถูกต้องตามหลักภาษามคธ ( บาลี )

เราขอเรียกฉบับที่ปรับปรุงนี้ว่า " สวดมนต์ฉบับเจ้าฟ้าศิริราชฯ "

V_Mee:
ในความเห็นที่ ๑  คุณ CVT ได้กล่าวถงการเขียนประวัติผู้ตายไว้ในหนังสืองานศพ  ชวนให้ระลึกถึงประวัติของท่านผู้วายชนม์ที่ตีพิมพ์ในหนังสืองานศพช่วงรัชกาลที่ ๖  ที่สภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนครเป็นผู้เรียบเรียง  และไม่ว่าจะเป็นประวัติของท่านผู้ใดหากทายาทของผู้วายชนท์มาขอให้หอพระสมุดสำหรับพระนครเลือกหนังสือให้จัดพิมพ์แล้ว  ก็มักจะได้คำนำที่นอกจากจะกล่าวถึงประวัติของผู้วายชนม์แล้วยังจะมีเกร็ดประวัติของสภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนครที่เกี่ยวเนื่องกับท่านผู้วายชนม์แทถมมาด้วย  ฉะนั้นหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต ฉบับที่ ๔  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑  จึงหยิบยกเอาการเขียนประวัติผู้วายชนม์นั้นมาล้อเลียนในชื่อเรื่อง "ตำนานบุหรี่ไทย"  ซึ่งมีเนื้อความดังนี้

ตำนานบุหรี่ไทย
พิมพ์แจกในงานศพ
หลวงจำนงนิตยภัต (อึ๊  อุคคานนท์) ฯ
------------------

คำนำ

ท่านตุ่ย  ภรรยาหลวงจำนงนิตยภัต  มาแจ้งความต่อกรรมการห่อพระตำหรับสำหรับพระบุรีว่า  พร้อมใจกับรองอำมาตย์ตรี (อึ๊ม อุคคานนท์) ผู้บุตร  จะทำการศพสนองคุณหลวงจำนงนิตยภัต (อึ๊ด  อุคคานนท์) ผู้สามี และบิดา  มีความศรัทธาจะรับพิมพ์หนังสือในหอพระตำหรับเป็นของแจกสักเรื่องหนึ่ง  ขอให้กรรมการเลือกเรื่องหนังสือให้  อยากจะให้เป็นหนังสือซึ่งเนื่องด้วยเรื่องบุหรี่  เพราะหลวงจำนงนิตยภัตเป็นผู้ชอบสูบบุหรี่อย่างชำนิชำนาญจนมีชื่อเสียงในทางนั้น  ข้าพเจ้าเห็นชอบอนุโมทนาด้วยได้คุ้นเคยชอบพอมากับหลวงจำนงนิตยภัตตั้งแต่ข้าพเจ้ามีอายุได้ครึ่งเดือน  ได้ทราบเรื่องประวัติของคุณหลวงจำนงนิตยภัตอยู่แก่ใจ  มีเรื่องราวดังจะกล่าวต่อไปนี้พอเป็นสังเขป

หลวงจำนงนิตยภัต  นามเดิมอึ๊ด  นามสกุลอุคคานนท์  เกิดเมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๘๑  ตระกูลคนดง  บิดาชื่อนายโอ๊ย  มารดาชื่อก๊าว  บ้านเดิมอยู่ที่ในดงพญาไฟ  เมื่ออายุได้ ๘ ปีได้ไปเรียนหนังสืออยู่ในสำนักพระอาจารย์อินวัดคอกหมู  ตำบลสูงนอน  และอายุ ๑๔ ปีได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในสำนักพระครูประทีปแก้วเตร็จฟ้า (โคม)  วัดลิงกัด  และได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ในสำนักนั้นจนอายุครบอุปสมบทก็ได้อุปสมบท  พระครูประทีปแก้วเตร็จฟ้าเป็นอุปัชฌาย์  พระสมุห์เปิ่นเป็นกรรมวาจาจารย์  พระใบฎีกาเซี้ยวเป็นอนุสาวนาจารย์  ครั้นมื่ออุปสมบทอยู่ได้ ๒๐ พรรษาแล้ว  จึงลาสิกขาบท  แล้วเข้ามาฝากตัวอยู่กับข้าพเจ้าที่บ้าน  ข้าพเจ้าได้ใช้กวาดชลาบ้านอยู่ประมาณ ๖ เดือน  แล้วจึงได้จัดการให้เข้ารับราชการในกรมปาฐะกะถาธิการ  เมื่อครั้งข้าพเจ้ายังเป็นอธิบดีกรมนั้นอยู่   เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ต้องให้เงินเดือนเลี้ยงอีกต่อไป  ครั้นรับราชการอยู่ได้ ๑๐ ปี  นายอึ๊ดได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นขุนจำนงนิตยภัต  และต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้รับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดทุย  ขุนจำนงนิตยภัตก็ได้ย้ายตามข้าพเจ้าไปรับราชการในกระทรวงนั้น  ในตำแหน่งเสมียนกวาดห้องเสนาบดี  ได้ทำราชการในตำแหน่งนั้น ๕ ปี  แล้วได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็นหลวงในนามเดิม  และคงรับราชการในตำแหน่งนั้นต่อมาจนอายุครบ ๖๓ ปี  มีความชราทุพพลภาพ  จึงออกจากราชการรับพระราชทานเบี้ยบำนาญสืบมาจนถึงแก่กรรม  เมื่อวันที่  ๒๙  กุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๔๕๘  อายุได้ ๗๗ ปี

ตลอดเวลาที่รับราชการอยู่กับข้าพเจ้า  หลวงจำนงนิตยภัต  ได้แสดงตนปรากฏว่า  เป็นผู้มีความสามารถในทางสูบบุหรี่หาตัวจับได้ยาก  แต่ใช่แต่จะได้สามารถในทางนี้  ต่อเมื่อเข้ามารับราชการอยู่กับข้าพเจ้าแล้วเท่านั้นก็หามิได้  ข้าพเจ้าได้เคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่เล่ากันมาว่า  หลวงจำนงนิตยภัตเป็นผู้ที่ชอบสูบบุหรี่มากมาตั้งแต่ยังหนุ่ม  จนได้มีชื่อเสียงเรียกกันมาแต่เมื่อยังอุปสมบทอยู่นั้นว่า  คุณอึ๊ดปล่องไฟ  การที่สูบบุหรี่จนมีชื่อเสียงเช่นนี้ที่จริงไม่ใช่ของใหม่  เพราะได้ปรากฏมาแล้วแต่โบราณว่า  นายโข่ง  มหาดเล็กในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์  เป็นผู้ที่สูบบุหรี่เก่ง  ได้เคยสูบประชันกับทหารฝรั่งเศสในสมัยนั้น  พวกทหารฝรั่งเศสนอนกลิ้งกันเป็นแถวไปจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นออกขุนกำแหงบุหรี่  และราชทินนามนี้เองภายหลังเลื่อนเป็นพระกำแพงบุรี  ต่อลงมาในแผ่นดินสมเด็จพระเพ็ทราชาออกขุนกำแหงบุหรี่หรือกำแพงบุรี  จึงติดอยู่ในกรมช้างต้นสืบมา

(เรื่องออกพระกำแพงบุหรี่นี้เก็บมาแสดง  เพื่อให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า ข้าพเจ้าเชี่ยวชาญปานใดในทางพงศาวดาร)

ส่วนบุหรี่จะได้เกิดมีขึ้นในกรุงสยามเมื่อใดนั้น  ไม่ปรากฏชัด  ในหอพระตำหรับก็มีหนังสือเรื่องนี้อยู่ฉบับเดียว  แต่ที่พิมพ์คราวนี้เท่านั้น  และไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้แต่ง  แต่เทียบดูสำนวนโวหารกับหนังสืออื่นๆ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า  พระเจ้าเหา  หรือบางทีจะก่อนนั้นหรือภายหลังนั้นก็ได้  แต่ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่ได้มีโอกาสปฤกษากับนาย ม.ส.ว. ยี่สุ่น  จึงกล่าวแน่นอนไม่ได้

อนึ่ง ข้าพเจ้าได้คิดไว้ว่าจะแต่งคำนำนี้ให้ยืดยาวกว่านี้อีก  แต่เสียใจที่ได้ทราบข่าวากโรงพิมพ์ว่า  กระดาษของเราเหลือน้อยเกรงจะพิมพ์ไม่พอ  จึงจำต้องระงับไว้ที ๑  แต่คงจะหาโอกาสแต่งคำนำให้ยาวยิ่งกว่านี้จงได้ในหนังสือคาวหน้าที่จะมีใครมาขอพิมพ์  เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านอย่าเสียใจเลย
ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราศี  ซึ่งท่านตุ่ย  และรงอำมาตย์ตรีอึ๊ม  อุคคานนท์  ทำการปลงศพสนองคุณหลวงจำนงนิตยภัต  ผู้สามีและบิดา  และให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าแต่งคำนำนี้  และเชื่อว่าท่านทั้งหลายที่รับหนังสือนี้ไปอ่าน  ก็คงจะอนุโมทนาอย่างเดียวกัน

(ลายเซ็นแกะไม่ทัน)
สภานายก
หอพระตำหรับสำหรับบุรี
วันที่  ๑๔  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๖๑

ตำนานบุหรี่ไทย

๏  บุหรี่ไทยท่านใช้สำหรับสูบ  สูดควันเข้าอมไว้ในปากแล้วพ่นออกมา  ช้าบ้างเร็วบ้างตามวิสัยและอัธยาศัยของบุคคลผู้สูบ  ส่วนยาที่ใช้นั้นคือยาเกาะกร่าง  หรือยาเพชรบูรณ์   มวนด้วยใบจากบ้าง,  ใบตองอ่อนบ้าง,  ใบตองแก่บ้าง,  กลีบบัวแดงบ้าง,  กลีบบัวขาวบ้าง.

๏  เมื่อจะสูบใช้จุดด้วยดุ้นแสมจากครัวไฟบ้าง  ชุดบ้าง  เหล็กไฟบ้าง  ไม้ขีดไฟบ้าง  เมื่อจุดล้วจึ่งดูดสูดควันเข้าไปในปาก  สตรีสูบบ้างก็มี  แต่ทารกสูบมักวิงเวียนอาเจียนแม่นแล.

๏  จบตำนานบุหรี่ไทยตามฉบับเดิมเพียงเท่านี้.

ลองทายกันดูนะครับ  สภานายกหอพระตำหรับสำหรับบุรี  และ นาย ม.ส.ว.ยี่สุ่น  นั้นหมายถึงใครกัน

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป