เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
อ่าน: 10142 ตัวตายแต่ชื่อยัง ร.ท. จงกล ไกรฤกษ์
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 11:57


"เสนาธิการ
 (หน้า  ๓๘ - ๓๙  อ้างอิงเดิม)


       นายทหารเสนาธิการนั้น   มีหน้าที่และตำแหน่งออกไปรับราชการตามลำดับความสำคัญ ดั่งนี้

       ประจำกรมเสนาธิการ  ซึ่งถือกันว่าแผนยุทธการและการฝึกทหาร    และการฝึกทหารสำคัญที่สุด

       ประจำกองทัพกองพลกรม

       ประจำกรมยุทธศึกษา


       ในแผนกที่ ๓   กรมเสนาธิการนั้น  แบ่งเป็นกองยุทธการ  ซึ่ง ร้อยเอกหลวงพลหาญสงตราม(จิต  อัคนิทัต)รับผิดชอบ

ท่านสำเร็จโรงเรียนเสนาธิการสอบ  แล้วไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสไล่ได้ที่ ๑


มีนายทหารเสนาธิการเป็นผู้ช่วย ๓ คน


กองฝึกทหารทหารนั้น  ร.อ. หลวงไววิธีทัพ(พล เสนีย์วงศ์)รับผิดชอบ     มีผู้ช่วยเช่นเดียวกัน

ข้าพเจ้าไม่เคยทำงานเสนาธิการ  เพราะเพิ่งย้ายมาจากกรมทหาร  ถูกบรรจุให้เป็นนายทหารคนสนิท    รวมเรื่องจากสองกองนั้นไปถวายหัวหน้าแผนก

ในฐานะเป็นคนใหม่  หลวงไวเป็นผู้ฝึกงานให้        วัน ๆ หนึ่งออกหนังสือหลายสิบเรื่อง  ต้องแยกเรื่องส่งกองทั้งสอง  เสนอความเห็นและเซ็นชื่อกำกับ
และต้องส่งสำเนามาที่กองของเราด้วย



วันหนึ่งมีคำสั่งพื้น ๆ  และประหลาด    เป็นคำสั่งของกองพลแห่งหนึ่งว่า  ท่านผู้บัญชาการกองพลผ่านไป  หมู่ทหารสัมภาระบอกแถวทำการเคารพ  แต่พลทหารทำการเคารพไม่เรียบร้อย

จึงขอตักเตือน

ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีสาระ  จึงบันทึกว่า   นำเสนอเพื่อทราบแล้วเก็บ

ร.อ. หลวงไววิธีทัพ  เขียนว่า    ทราบ-ไว


หัวหน้าแผนกส่งกลับมาว่า  ให้พิจารณาใหม่ -  ด่วน

ข้าพเจ้าก็งง เพราะไม่ทราบจะพิจารณาอย่างใหม่อย่างไร       ผู้บัญชาการกองพลเขาเตือนทหารของเขาให้ทำความเคารพให้ถูก  ไม่น่าจะมีประเด็น


ร.ต.จงกลจึงตามนายทหารเสนาธิการคนเก่า  ผู้สำเร็จจากต่างประเทศและสอนในโรงเรียนเสนาธิการ มาขอความเห็น          ทุกคนจนปัญญา

มีผู้เสนอความเห็นว่า  ลองเสนอชมเชยผู้บัญชาการกองพลว่าเรื่องเล็กน้อยก็ไม่ทิ้ง         ข้าพเจ้าเห็นตรงกันข้ามว่าถ้าจะเป็นเรื่องชมเชย  เจ้านายท่านสร้างพระคุณเอง ไม่ต้องยืมมือเราก็ได้

จึงเสนอไปว่า

การปรากฏว่า ทหารในกองพล.....บกพร่องแม้แต่การทำความเคารพ      ผู้รับผิดคนแรกคือผู้บัญชาการกองพล  น่าจะได้รับการตำหนิ

ไม่มีใครยอมเซ็นชื่อ   ตกลงใส่ชื่อข้าพเจ้าเข้าไปคนเดียว



เรื่องกลับออกมาว่า

       "ชอบแล้ว     ร่างหนังสือเป็นหนังสือซองเล็กลับ-เฉพาะ  แนะนำให้เขาลาออก"

บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1432


ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 16:54

อ่านเรื่องทหารทำความเคารพไม่เรียบร้อยแล้ว  ชวนให้นึกถึงเรื่งที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ เสด็จประพาสหัวเมืองมณฑลปักษ์ใต้  ทรงพระราชบันทึกไว้ว่า เวลานั้นเป็นช่วงที่เริ่มจัดตำรวจภูธรในหัวเมืองใหม่ๆ  ตำรวจภูธรจึงใช้ระเบียบปฏิบัติของทหาร  ทีนี้เวลาเสด็จไปที่ไหนๆ ก็ต้องทรงยกพระหัตถ์รับความเคารพอยู่ตลอด  เพราะแม้แต่เวลาที่ประทับอยู่ในพลับพลา  ถ้าทหารที่ยืนรักษาการมองเห็นพระองค์แค่แวบเดียวก็ถวายเคารพ  ก็ต้องทรงยกพระหัตถ์รับ  ถึงกับมีพระราชบันทึกว่า วันๆ ไม่ต้องทรงทำอะไร  ต้องยกพระหัตถ์รับความเคารพจนเมื่อยพระกรเต็มทน

นอกจากนั้นคุณๆ มหาดเล็กในรัชกาลที่ ๖ ท่านนังเล่ากันอีกว่า วันดีคืนดีก็มีรับสั่งให้คุณมหาดเล็กบางคนไปเป็นทหาร  เป็นพลทหารเกณฑ์นะครับ  ท่านเล่ากันสนุกว่า ทหารสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้นถูกลงทัณฑ์กันเป็นเรื่องปกติ  จะเรียกว่าสามเวลาหลังอาหารก็ยังได้  แค่สวมเสื้อไม่ตึงก็โดนทัณฑ์  สวมหมวกเบี้ยวไปนิดก็ลงทัณฑ์  ฉะนั้นเรื่องทหารทำความเคารพไม่เรียบร้อยแล้วผู้บังคับบัญชาถูกตำหนิว่า อบรมทหารไม่ดี  จึงเป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับยุคนั้นเลยครับ 
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 18:08



       คุณจงกลกับคณะพรรค       คุยเรื่องเสนาธิการเอี่ยซิ่ว  ที่รู้ใจโจโฉจนถูกประหารชีวิต

ผู้ฟังคนหนึ่งบอกว่าเรื่องโบราณเกืนไป  มีเรื่องใหม่ ๆในเมืองไทยไหม




       "เห็นจะพอมี -  ฟังซี   งานปฎิภาณไหวพริบเรื่องที่สอง   ศาลาการเปรียญวัดราชาธิวาสน่ะ       ลองเดินไปดูเถิด

แข็งแรงกว้างขวาง  เสาแต่ละต้นใหญ่โต  ไม่มีที่ไหนเทียบได้   นอกจากที่ศาลาการเปรียญวัดหลวงพ่อเพชร-เมืองพิจิตร

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้่าอยู่หัว  เสด็จไปวัดราชา   ทรงชี้โน่น  ชี้นี่  บัญชาการเองก็ว่าได้

เช้าวันหนึ่งเสด็จไปถึงศาลาการเปรียญที่กำลังสร้าง   ทรงเห็นต้นโพธิต้นใหญ่ใบสล้างบังศาลา     จึงรับสั่งกับกรมหลวงสรรพศาสตร์

ผู้เป็นแม่กองก่อสร้างว่า

       "ต้ดต้นโพธิ์เสีย   จะเอาไว้ทำไม"

        กรมหลวงสรรพศาสตร์มีพระพักคร์จืด ๆ      กราบทูลตะกุกตะกักแบ่งรับแบ่งสู้ว่า

       "พ่ะย่ะค่ะ       กานกิ่งเสียบ้างก็ดี"


       ธรรมเนียมกษัตริย์ตรัสสั่ง     ไม่ว่าอะไร คำไหนเป็นคำนั้น          แต่ไฉนวันนั้นคนรับคำสั่ง  ซึ่งเป็นผู้รู้ขนบธรรมเนียมเป็นอย่างดีกลับตะแบงว่า

กานกิ่ง  ไม่ยักตัดพระราชกระแสรับสั่ง         ก็ทรงฉงนพระราชหฤทัยอยู่            ว่ามันจะเมาเหล้าตั้งแต่เช้าก็ไม่ใช่

นอกจากน้ำเสียงพูด    นัยตาก็มีความหมายชอบกล


ไม่ช้าทรงระลึกได้ว่า  สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยบรรพชาที่วัดนี้     เคยนั่งกรรมฐานที่โคนต้นโพธิ์

เห็นจะเป็นต้นโพธินี้เอง

เคราะห์ดีจริง ๆ  ที่ไม่ได้ตัดต้นโพธิ์อนุสรณ์สำคัญ


       เห็นกันหรือยังล่ะ!    ว่าข้าราชการเก่า ๆ  เขาปฎิบัติการด้วยความสุขุมคัมภีรภาพและเต็มไปด้วยชั้นเชิงอย่างไร"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 22:01


       ผู้บังคับบัญชานั่งทำงานคนเดียวในห้อง     เมื่อจะเรียกใครจะกดกริ่งไฟฟ้า        เสียงกริ่งยาว ๑ ครั้งเป็นการเรียกข้าพเจ้า

๒ ครั้ง เรียกคุณหลวงไววิธีทัพ         ๓ ครั้งเรียกหลวงพลหาญสงคราม    โดยมากได้ยินยาวครั้งเดียวทุกที         

เพราะท่านมัวใช้ความคิดทำงาน   ไม่ยอมเสียเวลาจดจำ   หรือก้มลงอ่านข้อความที่ปิดไว้ข้างสวิตช์ว่าจะเรียกใครให้กดกี่ครั้ง

ท่านจะเรียกใครก็ตามกดกริ่งยาวมันครั้งเดียว          ข้าพเจ้าก็ปร๋อไปเปิดบังตาพาตัวเข้าไปหา

วันนั้นเลยเปิดประตูเข้าไปได้ ๒  ก้าว   ถูกเอ็ดลั่น


       "ไม่ต้องสะเออะเข้ามา        ยืนอยู่ที่ประตูพอแล้ว        ไปตามหลวงไว ฯ มา"

       "พ่ะย่ะค่ะ"     ข้าพเจ้ารับคำ            แต่ภายในใจนึกสำรวจความผิดของตนเองที่ถูกดุ      ก็มองหาความผิดไม่ได้

แล้วก็นึก           ท่านเป็นคนใจร้อน        เราทำไม่ถูกพระทัย  ต่อไปเราต้องทำให้ถูกจงได้

แวะไปบอกหลวงไวว่าท่านเรียก          แล้วกลับมานั่งถอนใจยาวสองสามพรืด


เสียงกริ่งก็กังวาลขึ้นอีก

คราวนี้ไม่สะเอะเลยประตูเข้าไปอีกแล้ว       เพียงเปิดบังตาโผล่หน้าเท่านั้นก็พอ    กันถูกดุอีก

       "ทำไมไม่เข้ามา       รู้ไหมว่าถ้าผู้บังคับบัญชาเรียก  แกต้องห่างกี่ก้าว"

       "สามก้าว"        ข้าพเจ้าตอบเสียงดังเอาบ้าง        จนหลวงไวที่นั่งอยู่ก่อนอมยิ้ม       ขณะที่ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในห้องจนใกล้ได้ระยะแล้วชิดส้นเท้าดัง  ปัง! 

ยืนนิ่งเฉยเพื่อรอรับคำสั่ง

       "แล้วกัน"    ท่านดุอีกแลดุต่อไปว่า   "อ้่ายเจ้าคนนี้มันยังไง...ทำไมไม่นั่ง....จะต้องเชิญให้นั่งอีกหรือ      โธ่!  เรียกมาจะใช้งาน       แล้วมายืนโด่อยู่ได้....

นั่งลงซิ     โอ๊ย!  ฉันปวดหัว  จนเกือบลืมเรื่องที่กำลังพูดค้างอยู่แล้ว"



คุณจงกลโดนเรื่องรักษาความสะอาดห้องทำงานของท่าน  เรื่องหมึกในขวดแห้ง  ภารโรงซึ่งเป็นคนอยู่ในวังของท่านชี้แจงว่า

       "เติมหมึกมากก็ไม่ได้นะครับ  เพราะว่าท่านเป็นคนใจเร็ว  จิ้มพรวดลงไปจนมิดปากกา  เกิดเลอะเทอะ  เลยพาลหาเรื่องอื่นมาดุ

จนกว่าจะมีใครทำให้ท่านลืมดุ     รักจะอยู่กับท่านก็ต้องเอาใจท่านให้ได้   ไม่ว่าร้ายอย่างไรก็ต้องทน      เวลาดีของท่านก็มีนะครับ" 

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 22:25


        วันหนึ่งมีเสียงกริ่งเรียก      สงสัยคงเสวยกาแฟลืมใส่น้ำตาล



ท่านชวนคุย         ในที่สุดถามว่า

"แกมาทำงานกับฉันรู้สึกหนักใจอะไรบ้าง"

"ไม่มีอะไรที่หนักใจเลยพะย่ะค่ะ"


คำตอบของข้าพเจ้าดูเหมือนจะทำให้ท่านผิดแผนอีก       เลยเปลี่ยนแผนใหม่ด้วยถ้อยคำที่ว่า

"แกเกลียดฉันไหม?"

"ไม่เกลียด-แต่รักด้วยซ้า"

"แกคอมพลีเม้นท์  กระมัง?"

"พ่ะย่ะค่ะ    คอมพลีเม้นท์(เยินยอ)     ทั้งต่อหน้าและลับหลัง"

"ฉันเห็นว่าแกโกหก    เพราะฉันดุแกอยู่ทุกวัน       ถามจริงๆเถิด  แกไม่โกรธหรือ?"

"ไม่โกรธ"

"ทำไมถึงไม่โกรธ"

"เพราะท่านดีกว่าเกล้าฯ  ทั้งชาติวุฒิ-วัยวุฒิ-และคุณวุฒิ"

"ถ้าฉันขาดวุฒิใดสักอย่างล่ะ?"

"ก๊อ!  ดูถูก"


       ทั้งนี้เพราะจิตใจข้าพเจ้า  ก็เหมือนคนไทยทั้งหลายที่ยังติดอยู่ในวัฒนธรรมดั้งเดิม    แม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปรไป

เป็นสมัยอำนาจและพระเจ้าเงินตรากำลังเรืองอานุภาพ        แต่ภายใต้จิตสำนึกของคนไทย   ยังนับถือแน่นในวุฒิทั้งสาม

เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยเราอยู่เสมอ"









บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 17:18

....ลัดนิ้วมือเดียว  เหาะข้ามไปลงกา   (แปลว่ากระโดดข้ามความที่คุณจงกลโดนหล่อหลอมเข้มงวด...)


     ข้าพเจ้าถูกเหลาถูกเสี้ยมมา  จนตนเองกลายเป็นไม้กลัด       ข้าพเจ้ามีหน้าที่รวบรวมเรื่องจากกองฝึกทหารและ
กองยุทธการทำเสร็จแล้วเข้าไปเสนอ  วัน ๆ หนึ่ง ๑๐ -  ๒๐ เรื่อง

ท่านให้ข้าพเจ้ารออยู่ก่อน  อ่านความเห็นของเจ้าหน้าที่  แล้วเงยหน้าขึ้น  ถามข้าพเจ้าว่า แกมีความเห็นอย่างไร


ข้าพเจ้าใช้สติปัญญาวิชาการตอบไป   ดูมันมีบกพร่องมากมายเสมอ    จึงตั้งต้นใหม่      คอยสังเกตสีหน้าท่านเวลาอ่าน
จับได้เทียวว่าตอนต้นพอใจ          ตอนกลางเฉยๆ         ตอนท้ายสีหน้าไม่สู้ดี

เมื่อเงยหน้าขึ้นถาม   ข้าพเจ้าอาศัยวิชาโอนเข้าหาสีหน้าท่านเป็นตอน ๆ

ข้าพเจ้าเฉลยว่า

ความมุ่งหมายของสีเครื่องแบบทหารนั้น     ก็เพื่อให้กลมกลืนกับสีของภูมิประเทศ   บ้านเมืองเราสีเขียวชอุ่ม
ด้วยต้นไม้  ใช้สีกากีแกมเขียวดีอยู่แล้ว

ส่วนทหารอังกฤษในอัฟริกาเหนือหรือในอินเดีย  อยู่ในดินแดนแห้งแล้งหรือทะเลทราย      เขาจึงใช้สีกากีคล้ายสีทราย

เราจะใช้สีกากีบ้าง         โดยไม่คำนึงถึงภูมิประเทศในบ้านเมืองเรา  หาควรไม่

ท่านได้ฟังข้าพเจ้าโน้มวิชาการผนวกสีหน้าวันนั้น      ชมเปาะทีเดียว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30906

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 17:35

อ้างถึง
อ่านที่คุณ Wandee เล่าถึงหม่อมเจ้าผู้บังคับการกรมท่านนั้น  ก็นึกว่าจะถามอยู่เหมือนกันว่า ใช้ หม่อมเจ้า ป. ซึ่งทรงเป็นผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ใช่หรือไม่  พลันคุณ Wandee ก็เฉลยออกมาแล้วว่า ความเข้าใจของผมนั้นถูกแล้ว

ถามว่าท่านคือหม่อมเจ้าหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล พระโอรสในสมเด็จฯกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ใช่ไหมคะ
เปิดเผยคงไม่เป็นไรมั้งคะ  คุณจงกลไม่ได้บันทึกอะไรที่เสียหายถึงท่าน


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 17:39

       ท่านให้ข้าพเจ้าอภิปรายปัญหาแทบทุกเรื่องที่รวบรวมนำเสนอ    ต้องคืนเรื่องให้เจ้าหน้าที่แก้ไขประมาณ ๖ - ๑๐ เรื่อง

ไม่ต้องแก้ไข ๖๐ เปอร์เซ็นต์


บางวันไม่ต้องอภิปรายก็ราวได้ขึ้นสวรรค์


เรื่องที่จะต้องแก้ไขนั้น   ข้าพเจ้าทูลถามว่าจะให้เขาแก้ไขตรงไหนอย่างไร?

"แก้ตามที่เราพูกันมาแล้วยังไงล่ะ       ฉันบอกแกแล้วนี่   จะเซ้าซี้ไปถึงไหน"

ตายห่ ! ----    ข้าพเจ้าอภิปรายกลอนสด       พูดโน้มเอียงไปตามสีหน้า       เรื่องซับซ้อนกันตั้ง ๑๐ เรื่อง  ไม่ได้จด  
จำไม่ได้ว่า แต่ละเรื่องที่ท่านพูด  ข้าพเจ้าพูด   เราตกลงยุติเรื่องกันไว้อย่างไร

"ฉันพูดแล้ว - สั่งแล้ว - ไม่มีการสั่งซ้ำ"

ข้าพเจ้าหอบเรื่องกลับออกมา  ต้องตั้งสติย้อนหลัง


คราวต่อไปข้าพเจ้าสังเกตสีหน้าท่าน   แล้วทำเครื่องหมาย บวก  ลบ  คูณ  หาร ไว้ทุกเรื่อง
แปลตามเครื่องหมายว่า พอใช้   เลว   ดีมาก   เลวมาก
ตอนนี้ข้าพเจ้าก็อภิปรายผิดใจน้อยลง
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 17:57


คุณจงกลเคารพนับถือท่านชาย    เพราะคุณจงกลยังเป็นเพื่อนนักเรียนมากับพระอนุชา

ไม่อย่างนั้นท่านชายคงไม่เขียนหน้าแรกของหนังสืออนุสรณ์ให้ ว่า คุณจงกลเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย

ชีวิตสาหัสที่ต้องผจญอยู่ในคุก และโดนปล่อยเกาะ รวมแล้วสิบกว่าปี        คงทำให้คุณจงกลหวลระลึกถึงความหลังที่ได้รับการฝึกหัดอย่างหนัก

ท่านเป็นคนละเอียดอ่อนมากทีเดียว    เมื่อโดนย้ายเกาะอย่างกระทันหัน  สุนัขที่เลี้ยงไว้ว่ายตามเรือเล็กมาเป็นฝูง แล้วหมดแรงหายไปในทะเล    คุณจงกลทรมานใจมาก

ท่านเป็นคนร่าเริง  และสู้เสมอ       ไม่ให้ความหลังมาดึงชีวิตท่านลง       จึงเป็นนักการเมืองที่ประชาชนรัก
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 18:19

คุณจงกลเล่าเรื่องโดนดุด่า   แต่ก็เล่าด้วยว่า  ถ้ามีคนอื่นปะปนอยู่ด้วย

ท่านจะไม่ละเมิดเกียรตินายทหาร   เป็นของต้องห้าม     คุณจงกลบอกว่าถึงจะทนดุด่าสักเท่าใดทนได้



       เมื่อร้อยเอกหม่อมเจ้านักขัตมงคลกิติยากร  สำเร็จโรงเรียนนายทหารเสนาธิการหลังมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น

เป็นที่หวังอย่างอุ่นอกอุ่นใจกันนักว่า  กองทัพไทยจะได้ก้าวหน้าทันสมัย      ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านผู้นี้มีอิทธิพลเฉิดฉายนัก  

ไม่ช้าปีก็จะเป็นใหญ่เป็นโต




       พระอาจารย์ของข้าพเจ้าถามข้าพเจ้าว่ารู้จักไหม?

ทูลว่ารู้จักแล้ว

ก็ย้อนถามอีกว่า    "แกว่านักขัตมีอิทธิพลไหม?"

"มีซี - มีแยะด้วย"

"เมื่อแกมีความรู้เช่นนั้นก็ดีแล่ว          ฉันต้องการให้เขามาพบฉันที่ห้องทำงานของเรานี่       แต่ฉันไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของเขา  

เรียกเขามาพบไม่ได้        แกไปหาวิธีการเองให้เขามาหาฉัน    แต่ฉันไม่ได้เรียกเขานะ   เข้าใจไหม?"


       ข้าพเจ้าไปที่ห้องทำงานหม่อมเจ้านักขัตมงคล  เพื่อทำงานแสนง่าย (หรือใครจะว่ายากก็ตามใจ)  เป่ามนต์ให้หม่อมเจ้านักขัต ฯ กุลีกุจอขึ้นไปหาพระอาจารย์ของข้าพเจ้าเอง  

ไม่เผลอไผลไปบอกว่าถูกเรียกสิน่า            แล้วจะใช้มนต์บทไหนล่ะ?         ไม่มีใครเขียนสอนไว้       ต้องคิดเอาเอง


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 21:16

     "ข้าพเจ้าผลักบังตาโผล่หน้าเข้าไปในห้องนั้นแล้วถอยกลับมางับแงผลุบโผล่         ให้เจ้าของห้องรำคาญเล่นอย่างงั้นแหละ

เป็นดังหมาย

ท่านนักขัตเงยพักตร์แล้วตะโกน

"เข้ามาสิ  จงกล       ฉันว่างเข้ามาคุยกันบ้าง"

"ยังคุยไม่ได้กระหม่อม    เพราะจะต้องกลับไปทูลท่านปรีดิเทพย์​ฯ ว่า  ท่านยังประทับอยู่ ...."

"ทำไม      น้าอั๋นอยากพบฉันเรอะ...อ๊ะ!     ฉันไปหาท่านเอง"


       แล้วเราสองคนก็เดินตามกันต้อย ๆ ไปหาน้าอั๋น

เมื่อท่านนักขัตกลับแล้ว   ถูกถามว่าไปทำอย่างไรนักขัตเขาถึงมา ............ก็เล่าถวายว่าไปทำผลุบโผล่ให้ทราบ

บ๊ะชอบอกชอบใจใหญ่      หยิบซิการ์อย่างดีส่งให้มวนหนึ่งเป็นรางวัล  ที่ใช้ไหนใช้ได้ดังจินดา"


หม่อมเจ้าปริดิเทพย์พงษ์  เทวกุล      รักใคร่เมตตาเอ็นดูคุณจงกลมาก
ท่านชายได้ทรงยืนดูบรรจุศพตั้งแต่ต้นจนปิดฝาโลง
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 21:35



       ท่านผู้หญิงแผ้ว  สนิทวงศ์เสนี     เขียน  คำไว้อาลัย


ข้าพเจ้ากับคุณจงกล  ไกรฤกษ์   ได้รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเยาว์       เพราะคุณแม่ของคุณจงกล(ลิ้นจี่  ไกรฤกษ์)  ได้มาอยู่ในวังสวนกุหลาบ
กับพี่สาวของท่าน  ท้าวนารีวรคณาลักษณ์(แจ่ม  ไกรฤกษ์)          เราเคยวิ่งเล่นด้วยกัน          รับประทานอาหารที่คุณแม่ลิ้นจี่ทำให้อย่างดีเลิศ
คุณแม่รักข้าพเจ้ามากเสียด้วย       เวลาที่ข้าพเจ้าทะเลาะกับคุณจงกล  คุณแม่จะเข้าข้างข้าพเจ้าเสมอ      เพราะคุณแม่ชอบเด็กผู้หญิงและชอบละครมาก


เวลาล่วงมาข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น         ข้าพเจ้าได้กราบทูลขอประทานทูลกระหม่อมอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนรราชสีมา   ตั้งให้คุณแม่ลิ้นจี่เป็นใหญ่คุมห้องเครื่องทั้งหมด

คุณจงกลก็ไปมาเสมอที่วังสวนกุหลาบ

ตามธรรมดาคุณจงกลเธอเรียกข้าพเจ้าว่าหม่อมพี่         ข้าพเจ้าก็นึกว่าคุณจงกลคือน้องร่วมมารดาเดียวกัน

เวลาข้าพเจ้าตกทุกข์  คุณแม่ลิ้นจี่ไม่เคยไปจากข้าพเจ้าเลย    เราอยู่ร่วมทุกข์สุขกัน      คุณจงกลก็มาเยี่ยมเสมอ ๆ

เวลาที่คุณจงกลอยู่ที่บางขวาง  ข้าพเจ้าเป็นห่วงมาก เพราะคุณแม่ลิ้นจี่ได้ถึงแก่กรรมไปเสียแล้ว

ข้าพเจ้าก็มีความลำบากเท่า ๆ กับคุณจงกลเหมือนกัน    ช่วยเหลือกันไม่ได้เต็มที่นัก

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 21:49

    
     คุณจงกลเข้าร่วมกับกบฎบวรเดช      ติดคุกบางขวาง ๕ ปีเศษ

ถูกปล่อยเกาะตะรุเตา ๓ ปี

ถูกส่งต่อไปเกาะเต่าอีก ๒ ปีเศษ



     เมื่อถูกปลดปล่อย  ท่านนั่งรถรางไปหาคุณกุหลาบ  สายประดิษฐ   คุณสถิตย์  เสมานิล   คุณเสลา  เลขะรุจิ

คนทั้งสามเฉพาะคุณกุหลาบพูดว่า  คุณจงกล  ตอนนี้ช่วยผมหน่อย(ซึ่งความจริงไม่มีความจำเป็นเลย

แต่เป็นไมตรีของเพื่อนๆ  ถ้าคุณไม่ช่วยหนังสือก็จะไม่เดิน)
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 30 พ.ค. 10, 22:07

     
       ชีวิตในบางขวาง และชีวิตชาวเกาะนั้น  หาอ่านได้ทั่วไป  คุณไทยน้อยเขียนไว้เอง ๓ เล่ม

คุณจงกลเป็นนักสู้  เมื่อได้รับการปลดปล่อย  ท่านหิ้วปูทะเลที่จับเองมาสองหลัว  บอกให้ลูกนำไปขายที่ตลาด

เป็นเงินค่าใช้จ่ายไปก่อน        ท่านไม่คิดพึ่งใคร


     คลังหนังสืออนุสรณ์ของดิฉันมีหนังสือน้อยมาก  แต่คงพอจะนำบุคคลสำคัญมาเล่ากันได้

     
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 11000


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 01 มิ.ย. 10, 10:35

.


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.037 วินาที กับ 19 คำสั่ง