เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
อ่าน: 10032 ตัวตายแต่ชื่อยัง ร.ท. จงกล ไกรฤกษ์
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 26 พ.ค. 10, 06:46

ในวามเห็นก่อนหน้า  คุณ Wandee เล่าถึงนายทหารพลรบและผู้ช่วยพลรบติดอินทรธนูทอง
เรื่องนี้มีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ในสมัยก่อนเปลี่ยการปกครอง  เฉพาะนายทหารพลรบเท่านั้นที่ติดอืนทรธนูตามยาวบ่า  คือจากต้นคอไปปลายบ้า
ส่วนผู้ช่วยพลรบ และข้าราชการพลเรือน  ติดอินทรธนูที่ปลายบ่าในแนว  ในแนวขวางบ่า  จากด้านหน้าไปด้านหลังบ่า
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 26 พ.ค. 10, 07:38


ดีจังเลยค่ะ คุณ V_Mee       เพิ่มความรู้ให้พวกเรา  เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างนี้คือเรื่องน่ารู้

ขอเรียนเชิญให้แวะมาบ่อยๆ 



ดิฉัน คัดลอก  มาจากหนังสืออนุสรณ์ ที่น่าอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่ง  ไม่ได้เขียนเลย

อ่านแล้ว นำมาฝาก     เพราะเห็นว่าสนุก  และเปิดเผย

อยากให้เห็นคุณค่าของหนังสืออนุสรณ์ที่ดีเช่นนี้



สกุลมหาศาลนั้นย่อมมีสมาชิกที่ร่ำรวยและยากจนปะปนกันไป     ที่รักษาตนและฐานะไว้ได้ก็นับว่าเก่ง

สกุลไกรฤกษ์นั้นก็ได้ช่วยเหลือสงเคราะห์ญาติพี่น้องไว้มาก          หนังสือที่เกี่ยวกับสกุลนี้ก็มีทั่วไป

ไม่ค่อยเห็นตำรากับข้าวของบ้านนี้

ทราบว่า หมูหวานที่เคี่ยวจนมันหมูออกราวกับกระจก  แต่ตัวเนื้อหมูนั้นไม่หวานจนแสบไส้  หากมีรสขมเล็กน้อยจากการใช้ไฟที่เหมาะ

ยังมีทำกันอยู่บ้าง     เคยได้รับแจกมาประมาณสองครั้งเป็นลาภปาก    กินกับน้ำพริกกะปิธรรมดา     


บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 27 พ.ค. 10, 00:10

  
     เรื่องซุกซนสัปดนของนักเรียนนายร้อยมีเยอะ            เล่ากันสิบวันไม่จบเป็นเรื่องสนุก ๆ ทั้งนั้น

เช่นเรื่องครูฝรั่งชาวอิตาเลียนที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นนายพันโทพระสารสาสน์พลขันธ์(เยรินี)

เป็นครูสอบไล่ภาษาอังกฤษที่หลับหูหลับตาให้คะแนนนักเรียนชอบกล



     ทั้งชั้นเรียนมี ๓๐ คน   มีคนที่เอาใจใส่ภาษาอังกฤษอยู่ ๒ - ๓ คน      เวลาสอบอ่านอังกฤษเรียกนายสำอางคนเก่งอังกฤษ

ไปยืนอ่านหน้าชั้น  เสร็จแล้วให้คะแนน ๑๐๐ เปอร์เซนต์

คนที่สองชื่อนายช่วง  ถูกเรียกให้ไปอ่าน  แต่นายช่วงเฉยเสียให้นายสำอางไปอ่านแทน     ได้คะแนน ๑๐๐ เปอร์เซนต์เท่ากันอีก

ทั้ง ๓๐ คน  นายสำอางไปอ่านแทนทุกคน  ได้คะแนน ๑๐๐ ทุกคน

เมื่อให้คะแนนคนสุดท้ายแล้ว คุณพระชาวอิตาเลียนเงยหน้าถามว่า

           " ..... ึง     ไม่เหนื่อยหรือ?"  




(อ่านพิชัยสงครามฮินดูแล้วอดยิ้มไม่ได้      ก.ศ.ร.กุหลาบหาหนังสือโบราณให้เยรินีหลายเล่ม และเล่าว่าเยรินีสะสมตำราพราหมณ์)
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 27 พ.ค. 10, 00:45



เข้าโรงเรียนนายร้อย พ.ศ. ๒๔๕๘  จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นร้อยตรีทหารปืนใหญ่พิษณุโลกมาแล้วหนึ่งปี


เรื่องขัน ๆ ที่คุณจงกลเล่า

     แทบทุกคนแสดงตัวว่าตนมีคู่รักสวยนักสวยหนา    สมัยนั้นมีรถยนต์ในกรุงเทพฯ ไม่ถึงพันคัน

หลายคนชูคอชะเง้อหาหญิงสาวบนรถยนต์ที่ตนได้แลเห็น  ขณะที่เช้าเย็นไปกลับที่โรงเรียนราชินี     มีมากคนที่มีความรู้

ว่าเบอร์รถที่เท่านั้น  เป็นรถของใครและบ้านอยู่ที่ไหน      มั่งมีมากน้อยอย่างใด       ตั้งหน้าเอาหนาเข้าแลก

เก้อเปล่าก็มี   สำเร็จก็มาก



       ฝรั่งคนหนึ่งเป็นอาจารย์ภาษาต่างประเทศทั้งที่โรงเรียนสตรีมีชื่อและโรงเรียนนายร้อย   ซึ่งทั้งสองโรงเรียน

ทำการเซ็นเซ่อร์จดหมายนักเรียนอย่างกวดขัน          มีคนหนึ่งไปหลอกอาจารย์ว่า       ทางบ้านคุณหญิงโกษาธิบดี

ซึ่งเป็นป้าฝากจดหมายไปให้นางสาว...............     ซึ่งอยู่โรงเรียนใส่ซองเดียวมากับที่ท่านมีจดหมายถึงผม         

เป็นเรื่องด่วน  จะรอให้ผมกลับบ้านตอนบ่ายวันเสาร์ไม่ทันกาล

ผมชอฝากจดหมายคุณป้าไปให้น้องสาวของผมด้วย        แล้วเขาเขียนโน้ตสั้น ๆ บนหลังซองถึงน้องสาว


ทำอย่างนั้นเพียงสองฉบับเท่านั้น          อาจารย์ฝรั่งก็ทำหน้าที่นำจดหมายตอบของนางสาว ............ จากโรงเรียนสตรี

มาให้ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นพี่ชายสายโลหิต
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 00:14

     สำเร็จออกมาเป็นนายทหารเมื่อพ.ศ. ๒๔๖๕     ไปอยู่ที่กรมทหารราบที่ ๑๕ จังหวัดนครราชสีมา

พ.ศ. ๒๔๖๙  สอบไล่ผ่านโรงเรียนเสนาธิการ  ได้เป็นอันดับ ๒         ได้โยกย้ายไปรับราชการต่างจังหวัด





(หนังสืออนุสรณ์ หน้า ๓๒ - ๓๔)

"ไปหัดทหารที่กรมกองอยู่ ๒ เดือน   นายพันโทอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการอีกคนหนึ่งซึ่งดุไม่แพ้พระยาศรีสิทธิสงคราม  และดุโผงผางกว่าด้วยซ้ำ

เป็นหัวนอกเยอรมันเหมือนกัน  และเป็นหม่อมเจ้า   เรียกข้าพเจ้าไปหา    เวลานั้นท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกข่าวทหารของกรมเสนาธิการทหารบก

เมื่อเป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ทหารที่โรงเรียนเสนาธิการเคยถามว่า   พวกเธอเมื่อจบโรงเรียนเสนาธิการ  ใครอยากไปทำงานกับฉันบ้าง

เงียบ - ไม่มีใครตอบและกระดุกกระดิก          นอกจากข้าพเจ้าคนเดียวที่ยกมือขึ้น         ท่านมองหน้าตอบขอบใจแล้วเลิกลากันไป

วันนี้เรียกให้ไปหาคงจะเอาไปทำงานด้วย             จึงเริ่มสืบสวนพระประวัติของหม่อมเจ้าองค์นี้         ตายแล้ว!      



           แม้ร้อยเอกเจ้าฟ้ากรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ก็ยังดุราวกับเสือ       แล้วอาตมานี้เป็นอะไรมาจะพ้นกรงเล็บเสือ


เรื่องที่ทราบมานั้นมีดังนี้


       วันหนึ่งหม่อมเจ้า .......... ผู้บังคับการเดินไปตรวจภายในบริเวณ       บังเอิญพบขี้ม้าในคอกที่อยู่ในกองร้อยของสมเด็จเจ้าฟ้า    

จึงสั่งให้นายสิบเวรกองร้อยไปตามผู้บังคับกองร้อยของแกมา   กองแกสกปรก         นายสิบถวายเคารพรายงานว่า

       "ยังไม่เสด็จจากวัง"

       "สายจนป่านนี้ยังไม่ออกจากวังได้หรือ       บอกให้ไปตามมา   เอ!  เจ้านี่-"            นายสิบเวรคว้าจักรยานขี่ปรื๊อมายังวังสุโขทัย

กราบทูลให้ทรงทราบ      รับสั่งว่า

       "ไปบอกเขาเถิดว่าฉันป่วย"

       เมื่อทูลว่าฉันป่วยให้ท่านผู้บังคับการทราบแล้ว     ก็ยังถูกดุอีกแต่ดังลั่นกว่าครั้งก่อน

       "ป่วยเป็นอะไร-มีใบตรวจของแพทย์หรือเปล่า?        ถ้าไม่มีถือว่าขาดราชการ   แกลงบัญชีว่าป่วยไม่ได้       ต้องลงว่าขาดราชการนะ"



นายสิบเวรหน้่าเหรอกลับกองร้อยบอกกับนายทหารผู้บังคับหมวดว่า

       "ตั้งแต่ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่        ไม่เคยยุ่งยากใจเท่าครั้งนี้         ผมจะไปทูลสมเด็จเจ้าฟ้าผู้บังคับกองร้อยว่าอย่างไรดี    

จะลงบัญชีว่าท่านขาดราชการได้หรือ         ท่านเป็นสมเด็จเจ้าฟ้านะ      โธ่!   ใครเขาเป็นผู้บังคับการก็ไม่เห็นเขาดุตะพึด  ไม่เลือก

หน้าอินทร์หน้าพรหม  เหมือนท่านผู้บังคับการคนนี้        ถ้าท่านจะดุกันเองก็เป็นเรื่องของท่าน   แต่นี่ท่านตีวัวกระทบคราด  ผมแย่"

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 00:33


       นายสิบจะปฎิบัติอย่างไรไม่สำคัญนัก          ที่สำคัญคือต่อมาไม่ช้า  สมเด็จพระพันปีหลวงทรงน้อยพระราชหฤทัยว่า  พระราชโอรสถูกเคี่ยวเข็ญ

ทันใดนั้นนายพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถเสด็จไปเฝ้ากราบบังคมทูลว่า

       "หม่อมฉันเองเป็นคนสั่งให้ผู้บังคับบัญชาเขาเข้มงวด  เพื่อน้องเอียดน้อยจะได้เข้มแข็งในราชการแผ่นดิน"





       เล่ากันว่า  ถ้าเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลก ฯ  ไม่เสด็จไปกราบบังคมทูล     ท่านผู้บังคับการที่ดุปานเสือ   จะต้องกลายเป็นเสือกระดาษ 

และเลยเป็นที่เห็นกันว่าท่านผู้นี้ได้รับความเชื่อถือ-ความรักจากทูลกระหม่อมจักรพงษ์มาก         ท่านเป็นผู้มีอิทธิพลในกระทรวงกลาโหมนานมาแล้ว

เมื่อสิ้นบุญทูลกระหม่อมจักรพงษ์แล้ว   ท่านผู้นี้บังเอิญเป็นน้องเขยของพลเอกหม่อมเจ้าบวรเดชเสนาบดีกระทรวงกลาโหมคนใหม่     ท่านก็ทรงอิทธิพล

อยู่ตามเดิม    แม้จะได้เคยถวายความเคี่ยวเข็ญแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ซึ่งทรงผ่านราชสมบัติ  แต่ครั้งยังทรงเป็นร้อยเอกดังเล่ามาแล้ว

พระมหากษัตริย์มิได้ทรงถือสาหาความและกลับโปรดปรานด้วยซ้ำ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 01:06

     เมื่อกรมทหารปืนใหญ่ที่ ๑  มีงานฉลองกรม   พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว   พระราชทานพระบรมราโชวาท

มีความตอนหนึ่งว่า



       "ข้าพเจ้าไม่ลืมกรมทหารปืนใหญ่นี้เลย  เพราะเคยได้รับความลำบากยากแค้นมามาก(ทอดพระเนตรไปทางท่านผู้บังคับการที่เคยดุ)

แต่ข้าพเจ้าก็อดทน   จนกระทั่งเปลี่ยนหน้าที่ไปทำอย่างอื่นก็ค่อยสบายหน่อย  จึงไม่ลืมกรมนี้ได้เลย"



ท่านผู้บังคับการคนดุ กราบทูล

       "ขอเดชะปกเกล้า

        เมื่อครั้งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเป็นผู้บังคับกองร้อยในกรมนี้              ก็เท่ากับเสด็จประทับเป็นร่มโพธิทองให้บรรดาข้าพระพุทธเจ้า

ทั้งปวง  ได้มีเกียรติ  ได้เฝ้าแหนร่วมราชการรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นลำดับมา             แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าโง่เขลาเปรียบดุจ

คนมีตาหามีแววไม่             เพราะไม่หยั่งทราบล่วงหน้าว่า               มีผู้บังคับกองร้อยองค์หนึ่งภายใต้การบังคับบัญชาของข้าพระพุทธเจ้า

จะได้มีบุญญาธิการผ่านราชสมบัติ  ในเวลาต่อจากนั้นไปไม่ช้า            จึงมิได้ถวายความสมควรขณะที่บังคับบัญชากันอยู่

ถ้าข้าพระพุทธเจ้าแน่ใจว่า     ผู้บังคับกองร้อยของข้าพระพุทธเจ้าจะได้เป็นพระมหากษัตราธิราช                   ข้าพระพุทธเจ้าก็คงจะได้ถวาย

ความเข้มงวดยิ่งกว่าที่ได้เป็นมาแล้วอย่างแน่นอน....."

 


       ทั้งๆที่หวั่นพรั่นพรึงว่า   ลูกระเบิดกำลังตกลงมากลางที่ชุมนุม

แต่ทุกคนก็ตบมือกันกราวใหญ่          เป็นเสียงที่ดังจากพระราชหัตถ์ด้วย          

ก็พากันเบาใจและเห็นว่า  เป็นคำปราศรัยที่ฉลาด  อย่างไม่กลัวคน

แต่นั้นนายทหารส่วนมากต่างพูดกันว่า  ผู้บังคับการองค์นี้เปรี้ยว   พากันเข็ดเขี้ยวไม่กล้ารอต่อกร


บันทึกการเข้า
Diwali
มัจฉานุ
**
ตอบ: 96


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 01:19

เข้ามาลงชื่อว่าตามอ่านอยู่ครับ

สนุกมากๆ ได้เปิดหูเปิดตาอีกเยอะเลยครับ


ปล.ขออภัยที่ปาดหน้านะครับ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 01:34


       ขอบคุณที่แวะมาบอกค่ะ

       เรื่องอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินเป็นนโยบายประจำใจ

       ยังมีเรื่องสนุกอีกเรื่องสองเรื่อง  แล้วคุณจงกลก็มีธุระไปติดคุกอยู่หลายปี  ทารุณสุดที่จะกล่าว

ท่านใจสู้ค่ะ       เสื้อผ้าที่พันกายรุ่งริ่ง ท่านก็ไม่อับอายค่ะ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 01:40


       อย่างนี้ไม่เรียกปาดหรอกค่ะ  เรียกว่าให้กำลังใจ

คนที่ปาด คือ คนที่ชิงตอบเรื่องยากๆไปก่อนที่ดิฉันจะคิดออก
เลยต้องทำเป็นฉุน


เรามาอ่านหนังสือเก่ากันนะคะ
บันทึกการเข้า
V_Mee
สุครีพ
******
ตอบ: 1431


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 07:48

อ่านที่คุณ Wandee เล่าถึงหม่อมเจ้าผู้บังคับการกรมท่านนั้น  ก็นึกว่าจะถามอยู่เหมือนกันว่า ใช้ หม่อมเจ้า ป. ซึ่งทรงเป็นผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ที่ ๑ รักษาพระองค์ใช่หรือไม่  พลันคุณ Wandee ก็เฉลยออกมาแล้วว่า ความเข้าใจของผมนั้นถูกแล้ว

เรื่องที่ผู้การกรมถวายนาฬิกาข้อมือผู้บังคับกองร้อยทหารปืนใหญ่ก็คงจะมีที่มาจากเรื่องที่คุณ Wandee ได้กรุณาหยิบยกขึ้นมาเล่าไว้ข้างต้น  ว่ากันว่า ทูลกระหม่อมท่านเสด็จมาตรวจแถวตอนเช้าไม่ทันสักวัน  ท่านผู้การกรมเลยถวายนาฬิกาข้อมือแด่ทูลกระหม่อมไว้เรือนหนึ่ง  ด้วยทรงหวังว่าทูลกระหม่อมจะเสด็จมารับตรวจทันเวลาทุกเช้า  แต่คงจะเป็นเพราะเวลานั้นทูลกระหม่อมประทับอยู่กับสมเด็จพระพันปีหลวงที่วังพญาไท  แล้วสมเด็จพระพันปีทรงใช้เวลากลางวันเป็นกลางคืน  และกลางคืนเป็นกลางวัน  เลยคงจะทำให้ทูลกระหม่อมบรรทมดึกตามพระบรมราชชนนี  เลยตื่นไปรับตรวจไม่ทันสักวัน  เล่ากันอีกว่า เมื่อท่านผู้การกรมกราบทูลถามถึงเรื่องนาฬิกา  ทูลกระหม่อมก็รับสั่งว่า ถอดไว้ที่วัง  ท่านผู้การกรมก็เลยหมดปัญญาจะจัดการกับลูกน้องพระองค์นี้

เรื่องความดุของท่านผู้การกรมท่านนี้  มีคำยืนยันจากหลานปู่ของท่านครับว่า ดุจริง  ไม่เว้นแม้แต่ลูก  ขนาดหลานที่ว่าทรงเมตตานัก  หลานๆ ก็ยังว่าทรงดุเหลือประมาณ
บันทึกการเข้า
CVT
องคต
*****
ตอบ: 433


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 09:33

ถ้า ม.จ. ป. ของผมเป็นท่านเดียวกับคุณ V_Mee ท่านก็เป็นโอรสของพระเชษฐาที่สมเด็จฯพระพันปีหลวงทรงเกรงพระทัย
จึงทรงกล้าที่จะ ต่อปากต่อคำ กับผู้บังคับกองร้อยของท่าน  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 09:39

      ขอบคุณ คุณ​V_Mee   ที่เฮโลสาระพา  ช่วยกันลากเรื่องนี้


      ยังมีตอนที่ท่าน "เฮี๊ยบ"  อีกนิดหน่อยค่ะ   อ่านแล้วก็ขำ

ดีใจด้วยที่คุณ V_Mee  แวะมา         เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องของเจ้านายเป็นเรื่องที่ต้องเล่าสู่กันฟัง

เพื่อนที่ขายหนังสือมือสองเล่าว่า  มีคนมาตามหนังสือเรื่องที่เล่าๆกันนี้อยู่จำนวนหนึ่ง และมีคนรุ่นใหม่สนใจไต่ถาม

คุณจงกลท่านเป็นบุรุษผู้ฝึกตนแล้ว       ความไม่แน่นอนของชีวิตขึ้นลงที่ท่านผ่านมา  คงทำให้ท่านนึกถึงชีวิตในวัยเด็กที่มีความสุข

บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 09:59



       ในหน้าแรกของ คำไว้อาลัย    พลตรีหม่อมเจ้าปรีดิเทพย์พงษ์  เทวกุล  เขียนถึงคุณจงกล  ไกรฤกษ์ ไว้ว่า


     "มิตรสัมพันธ์ระหว่างเราทั้ง ๒     ได้เริ่มมีมาแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐       เวลานั้นคุณจงกลมียศทหารบกเป็นร้อยตรี   รับราชการร่วมกันเป็นเวลา ๑ ปี
ที่แผนก ๓  กรมยุทธการทหารบก

คุณจงกลได้ศึกษาวิชาในโรงเรียนเสนาธิการ ฯ มาก่อนแล้ว       จึงเป็นผู้ที่มีความรู้ในหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการ

และด้วยความเอาใจใส่ก็สามารถปฎิบััติการได้สมกับตำแหน่ง     

ในรายงานประจำตัวได้คะแนนรวมว่า  "ดี"  ถึงต้นปี ๒๔๗๑  ได้เลื่อนยศเป็นร้อยโท


       ในกาลต่อมาเราทั้ง ๒ ต่างแยกสังกัดกัน       ร.ท.จงกล คงเป็นนายทหารประจำการ   ฝ่ายผู้เขียนได้ย้ายไปรับราชการกระทรวงต่างประเทศ จนถึง พ.ศ.​๒๔๗๕

ภายหลังเวลาที่ผู้เขียนกลับจากต่างประเทศและออกจากราชการแล้ว          เราจึงได้พบปะกันอีกเป็นครั้งคราว           

ได้สังเกตว่า  ร.ท. จงกลเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายและมีความรู้ในเหตุการณ์บ้านเมือง       ส่อให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ได้ยินได้ฟังมาก"



บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 29  เมื่อ 28 พ.ค. 10, 10:24

ขอบคุณคุณ​ CVT  ที่แวะมาอ่านค่ะ

อ่านหนังสือเก่า  ก็เก็บข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ   ไปใช้ในงานที่กำลังศึกษาอยู่ได้เสมอ

ส่วนหนึ่งก็จะนำไปเถียงทะเลาะกับเพื่อนนักอ่าน  หักล้างกันด้วยความเพลิดเพลิน

แต่เจริญใจไปได้ไม่นานเพราะเพื่อน ๆ        ก็จะรีบไปอ่านหนังสือใกล้เคียงมาอีก ๒-๓ เล่ม

นำข้อมูลใหม่มาทุ่มใส่   วนเวียนไปดั่งนี้ค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.052 วินาที กับ 19 คำสั่ง