เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 2656 มีของฝากมาให้คุณหลินค่ะ จาก Crouching Tiger, Hidden Dragon
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
 เมื่อ 09 ก.พ. 01, 06:49

ไปดูมาอีกรอบค่ะ  เมื่อวานเพื่อนบนเรือที่ห้องสมุดให้ช่วยเสนอมุมมอง  เลยเขียนไว้แล้ว  เอามาเผื่อคุณหลินด้วยค่ะ  อยากให้ช่วยดูว่าอ่านความหมายผิดไปหรือเปล่า  ที่กลั่นกรองออกมาได้จาก subtitle ภาษาอังกฤษ สองรอบ ก็เป็นอย่างนี้ค่ะ

ชอบหนังเรื่องนี้ที่แก่นของเรื่องค่ะ

เป็นภาพตัดเปรียบเทียบให้เห็น ปรัชญาการดำรงชีวิตที่ต่างกันสองขั้ว  โดยนำตัวอย่างชีวิตทั้งสองรูปแบบ  มาเคียงคู่ให้เห็นอย่างท้าทายคนดู  เหมือนจะให้เลือกว่า  เราจะเดินทางชีวิตไปทางไหน อย่างไร อะไรคือเป้าหมายแห่งการดำรงชีวิตของเรา ระหว่าง หน้าที่ความรับผิดชอบ และ หัวใจ ดูหนังแล้ว เหมือนเค้าเอาภาพสองขั้วมาจ่อหัวใจ  เบือนหนีหนีไม่ได้ สลัดอย่างไรก็ไม่หลุดออกจากห้วงสำนึก

ฝ่ายที่เลือกดำรงชีวิตเพื่อความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ต่อครอบครัว ต่อสังคม และประเพณี คือ หลีมู่ไป๋ เจ้าสำนักบู๊ตึง ที่มีใจรักอย่างแน่นแฟ้นต่อ  ชู่เหลียน หัวหน้าองค์กรรักษาความปลอดภัยต่อหน่วยคาราวาน (ไม่ทราบจำผิดหรือเปล่านะคะ) ทั้งสองต่างรักกัน  แต่ไม่มีใครกล้าแสดงความในใจออกมา เพราะเกรงว่าจะเป็นการไม่จงรักต่อคู่หมั้นของชู่เหลียนซึ่งตายไปนานแล้ว  
ทั้งสองใช้ชีวิตตลอดทั้งชีวิตจนเกือบจะเกินวัยที่จะมีทายาทได้แล้วนั้น  ซ่อนงำความรักไว้ในใจอย่างมิดชิด  ได้แต่ส่งสายตาอาลัยโหยหาโอกาสที่ไม่มีวันคว้ามาเอง จึงไม่เคยแม้แต่จะนึกฝันถึง โอกาส ที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นคู่ครอง  ด้วยความเคร่งครัดต่อหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อผู้อื่นเป็นที่ตั้ง จนละเลยความต้องการของตัวเองอย่างสิ้นเชิง  

แต่การได้ทำตามหน้าที่ทุกอย่างมาตลอดทั้งชีวิต  ก็หาได้ช่วยให้ หลีมู่ไป๋ ได้บรรลุความสงบทางใจอันเป็นสิ่งที่เขาแสวงหาไม่  ชีวิตจอมยุทธเป็นยอดฝีมือสูงสุดของเขา กลับมีแต่ความว่างเปล่า จิตใจปริ่มไปแต่ความโศกเศร้า   ตราบจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ในขณะที่กำลังผนึกลมปราณสยบพิษร้ายที่พุ่งเข้าสู่หัวใจ ในเพียงเฮือกสุดท้ายที่เหลือไว้ดูโลก หลีมู่ไป๋  จึงได้คิดว่า  ชีวิตของเขาทั้งชีวิตกำลังจะขาดลอยอยู่แล้ว แต่เขากลับยังมิได้ "ใช้" ชีวิตนั้นแม้แต่น้อย แทนที่จะใช้ลมปราณนั้นมาต่อชีวิต   ด้วยเฮือกเฮือกสุดท้ายนั้นเอง   เขาจึงได้ตัดสินใจเลือกที่จะ "ใช้" ชีวิตทั้งชีวิตให้คุ้มในเพียงชั่วลมหายใจสุดท้าย เพื่อจะกล่าวความรักของตัวเองออกมาให้ ชู่เหลียน ได้ยิน  โดยแลกกับการสงบสติคิดถึงพระอรหัง เขากลับเลือกที่จะ "เป็นวิญญาณไร้จุดหมาย ล่องลอยสัมผัสความรักของเธอตลอดไป"  ดีกว่าที่จะให้ดวงวิญญาณของเขาได้ไปสู่สรวงสวรรค์อันว่างเปล่า

อีกขั้วหนึ่งของเส้นทางชีวิต เจน(Jen ?) บุตรีผู้ว่าการนครปักกิ่ง เลือกที่จะทำสิ่งที่ใจต้องการ  เธอซ่อนเร้นฝึกปรือฝีมือยุทธกับยอดฝีมือจอมมาร เธอไม่เคยกลัวใคร  ไม่เคยยอมรับชะตาชีวิตที่ถูกสังคมและครอบครัวกำหนดมาให้  แต่เธอก็ยังโหยหาชีวิตเสรี  ที่ไม่ต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของตระกูลขุนนางแมนจู เมื่อเธออยากได้อะไร  เธอก็จะเอาสิ่งนั้นมาครอบครองตามต้องการของอารมณ์  ความเป็นยอดฝีมือ ที่เหนือกว่าแม้อาจารย์ของเธอเอง ก็กลับทำให้เธอเคว้งคว้าง เมื่อรู้ว่า บนยอดเขา เธอจะเหลืออยู่คนเดียว  ไม่มีใครมาชี้นำทางให้อีกแล้ว   แต่ความโหยหาชีวิตเสรีจากภายใน ก็ยังผลักดันให้เธอแสวงหาเพื่อให้ได้มา เพื่อความเป็นยอดฝีมือ ทั้งความอยากเป็นหนึ่ง  ทั้งความประหวั่นพรั่นพรึงต่อความเดียวดายของยอดฝีมือ ทำให้เธอลังเล  ก้าวข้ามกลับไปกลับมาระหว่าง หน้าที่และ หัวใจ  ความถูกต้อง และ ความเอาแต่ใจต้องการ  จนกระทั่ง ... เล่าต่อไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวดูเองไม่สนุก

หนังแสดงให้เห็นสุดขั้วของปรัชญาชีวิต  ระหว่างคนที่เลือกเอาหน้าที่ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น  สนองตอบสิ่งที่ผู้อื่นคาดหวังให้เขาเป็น แต่อย่างเดียวโดยละเลยการสนองตอบทางอารม์ส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิง

กับฝ่ายที่เลือกเอา การสนองตอบทางอารมณ์ มากำหนดทางเดินชีวิต   โดยละเลย หรือไร้ความคิด  เพราะขาดการแนะแนวทาง ที่จะพิจารณาผลกระทบจากการกระทำเพื่อสนองอารมณ์นั้น  ต่อคนรอบข้าง และสังคม

หลีมู่ไป๋ และชู่เหลียน เลือกที่จะใช้เหตุผล  และเหตุผลเพียงอย่างเดียวมาชี้นำการดำรงชีวิต แต่ เจน เป็นตัวอย่างของฝ่ายหลัง ได้อย่างดี เธอใช้ "อารมณ์" มาชี้นำชีวิต   เมื่อเธอได้มาซึ่งวิชาความรู้ที่ทำให้เธอมี "ฝีมือ" เหนือคน  เธอก็เหมือนผีเสื้อที่ตระหนักแล้วในพลังปีกของตน  แต่หาได้ตระหนักถึงตัวตนของตนไม่   ได้แต่บินวนไปเวียนมา แวะโน่นแวะนี่ ยังไม่สามารถที่จะบอกตัวเองได้ว่าจะไปทางไหน  เธอมัวแต่เพลินชื่นชมปีกของเธอเอง จนลืมไปว่า "ปีก" ของเธอ เป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่จะบินไปให้สูงขึ้น ให้เห็นขอบฟ้าได้กว้างขึ้น   เพื่อเธอจะได้สามารถชื่นชม โลก และ ชีวิต ได้เท่านั้น  แต่เธอกลับติดยึดอยู่กับเครื่องมือที่เธอได้มา  หากหาได้นำมันมาใช้เพื่อบินสูงขึ้น  นำเธอบรรลุ "ความรู้" ที่แท้จริงได้  เธอก็ไปได้เพียงแค่ขั้นบินเหนือยอดไม้เท่านั้น แต่ไม่อาจเห็น "ป่า" ข้างหน้าได้

ส่วน หลีมู่ไป๋ ไม่ยอมรับอารมณ์ของตัวเอง  เช่นเดียวกับ ผีเสื้อ ที่เพิ่งพ้นสภาพลอกคราบมาจากตัวหนอน  เขาละเลย "ความรู้สึก" รับรู้ต่อสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นบนหลังของเขา  คือ ปีก ที่จะพาเขาขึ้นสู่ระดับใหม่ทางปัญญา  เขาได้แต่ดึงดันที่จะคืบคลานไปตามขวางเหมือนตัวหนอนที่ได้แต่คลานไปตามกิ่งไม้  เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาได้รับการสั่งสอนมาโดย่ผู้หลักผู้ใหญ่  และเขาเองก็เชื่อสนิทอย่างไม่มีความเคลือบแคลงใดๆ  ว่าเขาไม่มี "ปีก" คืออารมณ์ปรารถนาจะโบยบินขึ้นสู่เสรี แม้บางครั้ง อารมณ์อันรุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นมา  บอกให้เขาเลือกทำสิ่งที่หัวใจโหยหา  แต่เขากลับใช้พลังจิตใจอันแข็งแกร่งของจอมยุทธ บังคับตัวเอง ให้ละเลย ไขหู  กับอารมณ์ที่กรีดร้องรำ่ไห้อยู่ในหัวใจของเขาจนตลอดชีวิต  ความทุกข์ระทมขมขื่นที่เขาไม่อาจสลัดมันออกได้  จนไม่อาจสงบใจทำสมาธิตัดทางโลก    ก็มาจากความโหยหิวของอารมณ์  อันเนื่องมาจาก การที่เขาเลือกที่จะไม่ยอมที่จะสนองอารมณ์ของตัวเองแม้แต่น้อยนั่นเอง

----------------------------------------------------

ดิฉันไปดูรอบแรกเพราะอยากดูหนังกำลังภายในที่เค้าว่าถ่ายทำได้ดี คนวิเคราะห์หนังที่นี่ก็เป็นฝรั่ง   จะไปรู้เรื่องยุทธจักรอะไรกะเค้า คำวิจารณ์ก็ออกมาดี แต่แบบฝรั่งงงน่ะค่ะ เอาเป็นแนวอะไรไม่ได้ ดิฉันเลยเสี่ยงดวงไปดู  ดูแล้วก็ชอบมาก   แต่บอกไม่ถูกว่าชอบอะไร มันดูเหมือนมีอะไรติดๆอยู่น่ะค่ะ  แต่บรรยายออกมาให้จับต้องไม่ได้  ฉากหลายๆฉากติดตรึงในความทรงจำอย่างไม่ยอมหลุด  เลยไปดูใหม่อีกที ก็ถึงได้จับความขึ้นมาอย่างนี้น่ะค่ะ

ดูแล้วทำให้เอามาขบคิดว่า จะหาทางประสานความสมดุลย์ ระหว่าง หัวใจ กับหน้าที่ได้อย่างไรน่ะค่ะ  แต่มันประทับใจที่มันติดตรึงอยู่ในความ "รู้สึก"   ระดับจิตใต้สำนึกค่ะ มันทำให้เรา "รู้สึก" ถึงจุดต่างนี้ รู้สึกถึงความอยากที่จะสร้างความสมดุลย์อันนี้  โดยไม่ต้องเอามาเป็นคำพูดสะกดใส่ให้เราอ่านตามเลยค่ะ มันเป็นการ "สื่อ" ความหมายทางอารมณ์กันโดยตรงเลยค่ะ หาหนังที่สามารถพูดกับหัวใจของเราได้โดยตรงอย่างนี้ยากมากค่ะ

ทิวทัศน์สวยมากกก จนปวดหัวใจด้วยความที่เกิดกิเลสอยากไปเห็นน่ะค่ะ ชอบทั้งฉากทะเลทราย  (ที่เหมือนหลายๆที่ที่ไปเห็นในอเมริกาอย่างน่าทึ่งมากเลยค่ะ) และฉากป่าไผ่ด้วย รู้สึกโลโกของหนังเค้าก็เอาสีเขียวของป่าไผ่นั่นแหละค่ะ  มาเป็นแบ้คกราวนด์

ไว้เทปออกมาแล้วจะต้องซื้อมาเก็บไว้แน่ๆเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
N.K.Kh.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 07:14

I still have no time to see the movie.



Do you mean "Pao-piao" when you talk about the "security guard organization to the caravan"? I think in the Thai version it is translated as "pukhumkan pai".



Su Lian reminds me of the name of the former Soviet Union in Chinese which is also pronounced Sulian. Probably coincidental.



If Li Mubai is the chief master of Wutang School, then he must also be a Taoist?  Then as a Taoist priest, isn't it his vow to practise celibecy?



This is a little bit out of Ruen Thai scope, let me see how I can drag this topic into Ruen Thai...
บันทึกการเข้า
NKKh.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 07:22

Still I must confess that I base my comment only on yournarration and not yet on the movie itself.

Your interpretation to me is a bit like the Middle Way, - Majima Patipada. If Li Mubai is to strict with himself and his natural yearn and desires, and try in vain to conquer them forcefully, then we might say that Jen represent the other extreme - of giving in to all her desires without any respect to any rules or regulations, or duties.
What should be the right way? Neither extremes. The Right way is the Middle Way. Just "Be". Live naturally but wisely...
Is the topic a bit closer to Ruen Thai?
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 08:55

ใช่แล้วค่ะ คุณ นกข คงเป็น "สำนักผู้คุ้มกันภัย" น่ะค่ะ  นึกแทบตายก็นึกไม่ออก  ขอบคุณค่ะ

เค้าสะกดว่า Shu Lien ใน subtitle น่ะค่ะ  เรื่องสะกดชื่อนี่ก็งงเป็นไก่ตาแตกอีกเหมือนกันค่ะ  อย่าง Wudan ที่เคยมาถามน่ะค่ะ  ได้อาศัยคุณกับคุณหลินอธิบายจึงได้ถึงบางอ้อว่า มันคือ "บู๊ตึง" ที่เรารู้จักนั่นเอง

แล้วชื่อ Jen นี่ก็เหมือนกันค่ะ  ใน subtitle เขียนอย่างนั้น  แต่หูได้ยินเค้าเรียกเธอกันว่า เช่นโหล น่ะค่ะ  คงต้องขอวานให้คุณหลินช่วยดูให้ทีว่ามันยังไงกันแน่

ดิฉันก็ว่า หลีมู่ไป๋ น่าจะเป็นพระนะคะ  เพราะไปทำสมาธิกลางป่าแบบพระธุดงค์มาด้วย  แต่เค้าไม่ได้โกนหัวค่ะ  ไว้ผมสไตล์ "เถิก คึง หัว" ทรงแมนจูน่ะค่ะ  แล้วแถมมีการจับมือจับไม้คนรักเอามาแนบแก้มด้วย  แต่ฉากที่บู๊ตึง  สาวกในสำนักก็แต่งเป็นพระด้วย  เง็งค่ะเง็ง

ก็ทำนองนั้นน่ะค่ะ  แต่ชื่นชอบที่หนังไม่ได้เอามาเทศน์คนดู  เอามาเทียบกันให้เราไปคิดเอาเอง  แต่ความเจ็บปวดจากทั้งสองหนทางที่ฝังจับหัวใจ  โดยสื่อมาด้วยสีหน้าของตัวแสดง  มันสัมผัสกับหัวใจคนดูโดยตรง  โดยไม่ได้ทำให้เราแม้แต่จะกรองคำออกมาเป็นคำพูดหรือตัวหนังสือเลยค่ะ  หนังจะคลาสสิคหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับที่ว่าจะผสานอารมณ์ให้ไหลเอ่อออกมาสู่คนดูสัมผัสได้  เป็นการสื่อกับจิตใต้สำนึกของเราโดยตรงน่ะค่ะ

คุณไปดูเหอะค่ะ  เด๋วจะหาว่าไม่บอก
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 09:40

อีกหน่อยค่ะ  มีคำคมๆตอนหนึ่ง ที่จอมยุทธหญิงอาวุโสสูงได้รับคำตักเตือนในเรื่องชีวิต และความรัก เธอก็แย้งว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผ่านโลกผ่านวงการบู๊ลิ้มมามาก  จะซื่อบื้ออย่างที่ท่านผู้อาวุโสว่าได้อย่างไร

ท่านผู้อาวุโสกล่าวตอบว่า "When it comes to emotions, even the heroes can turn into idiots." คนดูฮากันตึงทั้งโรงเลยค่ะ
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 11:37

ตามหลัก เจ้าสำนักบู๊ตึ้งควรจะเป็นนักพรต และแต่งชุดพรต แต่เรื่องนี้ เหมือนหลิว มู่ไป๋ จะไม่ได้ บวชเป็นนักพรต แต่ก็ไปฝึกนั่งสมาธิมาแล้ว แต่ว่า ไม่สามารถปล่อยวางได้ เพราะความรู้สึกต่อซู่เหลียน ฉุดดึงเอาไว้
เจนก็ไม่ได้ทำตามอารมณ์ถึงที่สุดนะครับในมุมมองของผม เธอเลือกที่จะกลับไปหาพ่อแม่ เธอครั้งแรก โดย โล เป็นคนแนะนำด้วย เลยต้องถูกบังคับให้แต่งงาน แล้วเธอก็บังคับให้ โลไปจากเธอเพราะเธอต้องทำตามหน้าที่ของลูกสาวขุนนางด้วย แต่ผมว่า เจนนั้นสับสนในการเลือกทางชีวิตเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุให้เธอ ไม่รู้จะทำไง และไม่ยอมฟัง หลิวมู่ไป๋ ไม่ยอมคารวะเป็นอาจารย์ สุดท้าย เจนก็เลือกที่จะหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายแทน เพราะไม่สามารถไปกับ โล ชายที่ตัวเองรักได้ แล้วก็ไม่สามารถกลับไปแต่งงานตามพ่อแม่ต้องการได้ด้วย หนังสนุกดี มีมุขตลก ที่แทรกไว้เหมือนหนังกำลังภายใน จีน ที่ผมเคยดูสมัยเด็ก แบบเป็นหนังกลางแปลงอยู่ด้วย เนื้อเรื่อง ไม่ ซับซ้อนมากนัก คงกลัวคนดู ดูไม่รู้เรื่องแน่เลย
บันทึกการเข้า
พัดโบก
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 13:04

อืมม คุณพวงร้อยพูดขนาดนี้
ต้องไปดูซะหน่อยละ
บันทึกการเข้า
ด.เด็ก
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 14:00

เมืองไทยยังไม่เข้าอ่ะ  แต่คาดว่าวีซีดีเถื่อนที่พันธ์ทิพย์คงจะมาแล้ว  ว่างๆจะโฉบไปดูซักหน่อยนะเจ๊.....
บันทึกการเข้า
ภูมิ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 16:59

ฟังคุณพวงร้อยวิจารณ์แล้ว ผมคิดไปถึงเรื่องวีรบุรุษสําราญ
เช่นตอนตามอี้สิก , การดําเนินชีวิตของคนในเรื่อง

ยิ่งคิดยิ่งอยากอ่านอีก
บันทึกการเข้า
เปียดื้อ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 21:06

ตามคุณพวงร้อยมาอ่านค่ะ
ขออนุญาตบอกคุณ ด.เด็ก นะคะ หนังเรื่องนี้ที่เมืองไทย เข้าฉายก่อนที่สหรัฐฯ อีกนะคะ ตั้งแต่ปีที่แล้วน่ะ
ตอนนี้ วิดีโอ"ลิขสิทธิ์" ออกเรียบร้อยแล้ว  ของ CVD international
หาเช่าได้ (ถ้ายังไม่อยากซื้อ) ตามร้านวิดีโอทั่วไปค่ะ
บันทึกการเข้า
ด.เด็ก
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 06 ก.พ. 01, 23:33

เพล้ง....................หน้าละเอียด
บันทึกการเข้า
Linmou
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 07 ก.พ. 01, 22:51

ดูแค่รอบเดียว เลยไม่สามารถวิเคราะห์ได้ละเอียดอย่างคุณพวงร้อยหรอกค่ะ
ทราบแต่ชอบมาก ^_^
รู้สึกเรื่องนี้ผู้กำกับจะเป็นคนเดียวกับที่กำกับเรื่อง "มารบูรพาพิษประจิม" (ดูเหมือนภาษาอังกฤษจะเขียนว่า Ashes of Time)ที่เลสลี่จางแสดง เป็นประเภทแฝงปรัชญาให้คิดทั้งคู่

น่าแปลกที่เจ้าสำนักบู๊ตึ้งไม่ได้เป็นนักพรต

กลับมาบ้าน เลยหายหน้าไปนาน ข้าน้อยหวิดได้เป็นกรรมการห้ามมวยระหว่างพี่ชายและพี่สะใภ้แล้วนะเนี่ย กึ๋ยยย
และนี่แหละคือที่มาของเสียงลูกบิลเลียด ลางสังหรณ์ธรรมดาๆนี่เอง
(แต่หมอหูบอกคงเป็นเพราะอากาศในหูมันอุดตันน่ะค่ะ)
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 09 ก.พ. 01, 07:25

แล้วคุณหลินทันจับชื่อมั้ยคะ  ว่า Jen นี่ชื่ออะไรแน่  ทำไมเค้าเรียกว่า เช่นโหล  โดยเฉพาะแฟนเค้าน่ะค่ะ  "โหล" เป็นคำหวานๆแบบ เธอจ๋า อะไรแบบนั้นอ๊ะป่าวคะ

คงเอาใจตลาดมั่งน่ะค่ะ  ที่แปลงเพศนักพรตให้เป็นบรรพชิต(เอ๊ จำสับกันรึเปล่าน้า)เนี่ยะ  พล็อตเรื่องรักแล้วไม่สมรักมันโรแมนติกกว่า รักในผ้าเหลืองนักน่ะค่ะ เอิ๊กๆๆ

ดีใจที่อย่างน้อยหมอเค้าบอกสาเหตุได้ค่ะ  แล้วเวลาที่คุณไม่ได้ยินเสียงนี่  พี่ๆเค้าเคยตีกันรึเปล่าคะ อิอิ
บันทึกการเข้า
Linmou
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 09 ก.พ. 01, 18:49

ไว้จะกลับไปฟังให้นะคะคุณพวงร้อย
น่าจะเป็น "เชี่ยนเหลียนไ" อะไรทำนองนี้มากว่า แปลว่า "บัวงาม" น่ะค่ะ แต่อย่างว่า จำไม่ได้เลี้ยว ไว้วันที่ ๑๕ จะตอบอีกครั้ง

สำหรับประเด็นกรรมการมวย ที่ตกใจเพราะเขาไม่เคยทะเลาะกันเลย ทะเลาะกันที เจ้าพี่ชายก็หนีออกจากบ้านไปเลย ตอนกลับมาบ้านครั้งนี้ นั่งมาในรถ พี่สาวเล่าให้ฟังยังมึนไปเลย ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน มารู้ก็ตอนพี่ชายหนีออกจากบ้านไปเรียบร้อยแล้ว(นี่ก็ไปอีกแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่กลับ Linmou เลยได้เป็นพี่เลี้ยงชั่วคราวหลานแฝดอีกเลี้ยว)

เฮ้อ! การแต่งงานนี่มันเสี่ยงจริงน้อ ขนาดว่าคบกันหลายปีก่อนแต่ง ก็ยังมามีปัญหาได้ คุณ นกข. น่าจะดีใจนะคะที่หาแฟนไม่ได้ Linmou เองจองคานทองไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้วล่ะ ตัดปัญหามันไปเล้ย!
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.046 วินาที กับ 19 คำสั่ง