เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 2411 แยกสี
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 15 พ.ค. 10, 11:49

แยกสี

เริ่มด้วยความเห็นต่าง จึงสร้างสี
ทบทวีเป็นช่องว่างซึ่งห่างเพิ่ม
ตอกลิ่มย้ำรอยแยก   แตกเพิ่มเติม
ที่จะกลับเหมือนเดิมก็เลือนราง

นั่นสีเหลือง นี่สีแดง แบ่งหลากสี
ขึ้นเวที  ก็ตอกย้ำความไกลห่าง
บ้านเดียวกันยังแบ่งฝ่าย หลายเส้นทาง
อยู่ในโลกคนละข้าง  เหินห่างกัน

จนเร่าร้อนไฟสุม  พิษรุมเร้า
แบ่งเขา แบ่งเรา เข้าห้ำหั่น
ถึงขีดสุด เลือดเข้าตาก็ฆ่าฟัน
ยิ่งเห็นเลือดยิ่งเมามันขั้นทำลาย

 ไม่ยั้งคิด ว่าหน้าไหนเลือดไหลหลั่ง
ล้วนเลือดแดงทุกครั้งไม่ห่างหาย
ถ้าถูกฆ่า ไม่ว่าใคร   ไพร่หรือนาย
ก็ต้องตายเหมือนกันทั่วทุกตัวคน

เปลวไฟลุกท่วมเมือง อย่างเปลืองเปล่า
จะเพียรดับให้เหลือเถ้าสักกี่หน
ถ้ายังแปลกแยกสี  มีปะปน
ไฟสงครามประชาชนฤๅสิ้นควัน?


“แก้วเก้า”
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 15 พ.ค. 10, 20:20

กลอนบทนี้  ได้แรงบันดาลใจจากคำพูดของท่าน ว.วชิรเมธี  ในรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย
จาก  http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A9238210/A9238210.html

วู้ดดี้ : สวัสดีครับพี่น้องชาวไทย   ตลอด 7 วันที่ผ่านมาหลายคนตั้งคำถามนะครับว่าแขกรับเชิญของวู้ดดี้ในค่ำคืนนี้ คือวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคมนี้จะเป็นใคร   จะเป็นดาราดังคนไหน  จะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่มาจากประเทศไหน   หรือว่าจะเป็นคนที่อยู่ในกระแสคนใด
 
         แต่ในค่ำคืนนี้ผมขอนำเสนอประเด็นที่ผมและทีมงานของผมคิดมาหลายสัปดาห์แล้วล่ะครับ   แต่เราอาจจะไม่กล้าที่จะนำเสนอ   แต่สุดท้ายแล้วเราคิดว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะครับที่เราอาจจะต้องตื่น   ตื่นจากความคิดที่ว่า   เราไม่เกี่ยวข้องกับปัญญาใหญ่ของประเทศ
 
         ผมก็นั่งและนึกย้อนถึงแขกรับเชิญของผมตลอด 3 ปีที่ผ่านมาว่าใครหนอที่จะสามารถมานั่งพูดคุยและสนทนากับวู้ดดี้ได้ในคืนนี้   และอย่างน้อยเราได้คำตอบหรือว่าได้สติกลับคืนมากับปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น   แขกรับเชิญของวู้ดดี้ในค่ำคืนนี้  คือพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี   นมัสการครับ
 
ว. วชิรเมธี : เจริญพร
 
วู้ดดี้ : วู้ดดี้ต้องยอมรับนะครับว่า   ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี่   สติมันไม่อยู่กับตัว   นอกจากนั้นมีความเครียดเข้ามาด้วยซึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องชาวไทยอีกหลายคนคงต้องรู้สึกแบบผมแน่ๆ   ตั้งแต่ผมเกิดมาและใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้   ผมไม่เคยเห็นอารมณ์หรือความรู้สึกแตกแยกที่หนักและสาหัสเท่ากับทุกวันนี้
 
ว. วชิรเมธี : ประวัติศาสตร์มักจะวนกลับมาที่เดิม  สิ่งที่เปลี่ยนไปในเวลาก็คือตัวละคร   โลกทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยกระแสโลภาภิวัฒน์   เราใช้ศัพท์ว่าโลกาภิวัฒน์ใช่มั้ย   แต่พระอาจารย์อยากจะปรับนิดนึงนะ
 
วู้ดดี้ : โลภาภิวัฒน์?
 
ว. วชิรเมธี : โลภาภิวัฒน์ก็คือความโลภบวกกันอภิวัฒน์  เป็นโลภาภิวัฒน์   คือโลกนี้ถูกผลักดันให้ขับเคลื่อนไปด้วยความโลภ   คือเรามุ่งเข้าสู่โลกของการแข่งขันภายใต้คำศัพท์หรูๆ ที่เรียกกันว่าทุนนิยม   ทุนนิยมไม่ใช่ไม่ดีนะ  แต่ทุนนิยมที่เป็นปัญหาคือทุนนิยมที่ไม่มีหัวใจ   ก็คือมุ่งแต่กำไรสูงสุด   โดยที่ไม่สนว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอะไร
 
วู้ดดี้ : วันนี้ทุกคนที่ดูเทปนี้อยู่นะครับ   เห็นประเด็นที่เราพูดคุยอยู่นี่ก็อาจจะเกิดตั้งคำถามในใจว่า   คำตอบที่ได้รับวันนี้จากศาสนาพุทธก็ดี   มันจะสามารถนำมาใช้ได้กับโลกปัจจุบันได้หรือครับพระอาจารย์
 
ว. วชิรเมธี : อาตมาคิดว่ามันได้   ถ้ามันไม่ได้พุทธศาสนานี่ก็ต้องเจ๊งน่ะสิ   ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเราหลักธรรมใช้ได้หรือไม่ได้   ปัญหาคือเราไม่ค่อยหยิบมาใช้
 
วู้ดดี้ : ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา   ผมในฐานะสื่อคนหนึ่ง   เรามองว่ากับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ณ ปัจจุบัน   เราควรจะต้องช่วยกันแก้  ช่วยกันทำให้ปัญหานี้มันหมดสิ้น   ผมก็ถามตัวเองตลอดเวลาว่าแล้วใครจะมานั่งคุยกับเราแล้วให้คำตอบที่แท้จริงได้   ถ้าเกิดเชิญคนนี้มาก็จะหาว่าเราเลือกฝ่ายนี้   ถ้าเชิญอีกคนหนึ่งมาก็จะหาว่าเราเลือกฝ่ายโน้น   มันเหมือนกับว่าไม่มีใครเป็นกลางอีกต่อไปแล้วในสังคมนี้   ผมจะถามพระอาจารย์ต่อว่า   แล้วสำหรับกระแสที่บอกว่าพระอาจารย์ก็เลือกฝั่งด้วยเวลาเดียวกันเนี่ย   ท่านจะตอบเขาว่ายังไง   ถ้าเขาบอกว่าท่านเลือกฝั่ง
 
ว. วชิรเมธี : อย่าว่าแต่พระอาจารย์เลยนะ   พระสงฆ์เกือบทั้งหมดก็มีคนไปป้ายสิว่า   พระสงฆ์กระแสหลักก็เลือกข้าง   พระสงฆ์นอกกระแสหลักก็เลือกข้าง   ก็เหลืออยู่องค์เดียวเท่านั้นที่ไม่เลือกข้างตอนนี้   พระประธานที่วัด   ฉะนั้นเวลานี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกป้ายสี
 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 15 พ.ค. 10, 20:21

วู้ดดี้ : แสดงว่าพระอาจารย์รู้ใช่มั้ยว่าพระอาจารย์โดน
 
ว. วชิรเมธี : รู้สิ  ถ้าพระอาจารย์ไปออกทีวีของรัฐ  เขาก็บอกว่าพระอาจารย์เลือกข้างไปแล้ว  แต่พระอาจารย์ไปออกเคเบิ้ลทีวี   ทีวีของรัฐก็บอกว่าพระอาจารย์เลือกอีกแล้ว   ตกลงพระอาจารย์เลือกข้างก็เพราะว่าขึ้นอยู่กับว่าไปออกทีวีของใคร   แล้วสิ่งที่เป็นอันตรายมากกว่าการเลือกข้างคืออะไรรู้มั้ย   การที่เราคนไทยตัดสินกันง่ายๆ  เพียงเพราะว่าเขาไปออกทีวีบางช่องหรือไปให้สัมภาษณ์บางสื่อ   หรือเพียงเพราะว่าเขาไปสวมเสื้อบางสีที่ไม่ตรงกับสีที่เราชอบ   พระอาจารย์ว่าสิ่งนี้น่ากลัวยิ่งกว่าการเลือกข้าง   คือการเลือกที่จะไม่ใช่ปัญญา
 
วู้ดดี้ : บางคนบอกว่าพระอาจารย์เลือกสีเพราะพระอาจารย์ห่มเหลือง  พระอาจารย์รู้สึกยังไงกับคำพูดเหล่านี้
 
ว. วชิรเมธี : คนที่พูดอย่างนี้ค่อนข้างจะอ่อนปัญญานะ  ไม่ใช่ปัญญาอ่อน   ปัญญาอ่อนคือไม่มีปัญญา   แต่อ่อนปัญญาคือมีปัญญาแต่ไม่ยอมใช้ปัญญาเลย   ทำไมคุณจึงไปติดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก   ถ้าคุณเห็นพระห่มเหลืองแล้วคุณก็บอกว่า  โอ้...ท่าน ว. ก็สีเหลืองสิ   ถ้าตัดสินกันง่ายๆ อย่างนี้นะ  เอาผ้าเหลืองผืนหนึ่งเอาผ้าแดงอีกผืนหนึ่งไปสวมตอซักสองตอ    แล้วคุณก็ตัดสินเลยนี่เหลืองนี่แดง   อย่างนี้จะไหวมั้ย   ถ้าเช่นนั้นเราก็สามารถตัดสินใครก็ได้จากรูปลักษณ์ภายนอก
 
วู้ดดี้ : ทุกวันนี้เวลาเราเปิดตู้เสื้อผ้ามาแล้วปวดกบาลมากเพราะว่าจะใส่แดงก็ไม่ได้ใส่เหลืองก็ไม่ได้  ใส่หลากสีก็ไม่ได้  ใส่อะไรไม่ได้ทั้งสิ้น   แล้วผมมีความรู้สึกเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นคน   ผมจะแค่ใส่เสื้อผ้าซักตัวนึงยังต้องมานั่งระวังอีกว่าเดินออกไปนอกบ้านแล้วคนจะคิดว่าเราเป็นอย่างโน้นอย่างนี้   ทั้งๆ ที่เราไม่ได้คิดอะไรเลย
 
ว. วชิรเมธี : สะท้อนอะไรรู้มั้ย  สะท้อนว่าถ้าเราเต็มไปด้วยอคติ   ถึงมีปัญญาเราก็จะไม่ใช้   เพราะฉะนั้นในเมืองไทยของเราเวลานี้เป็นอย่างนี้   คือป่วยด้วยโรคมองคนไม่เห็นว่าเป็นคน   เพราะอะไร   เพราะว่าสายตาของเรานั้นเลือกข้างไปแล้วเรียบร้อย   ฉะนั้นเราจึงไม่เห็นคนไทยว่า เป็นคนไทย   เวลามองคนไทยเห็นแต่เสื้อที่สวมใส่แต่มองไม่เห็นว่าเป็นคนไทย   ฉะนั้นในเวลานี้ต่อให้ใครมาเตือนก็ยากมากที่เราจะได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง
 
วู้ดดี้ : วันนี้ไม่ว่าคุณจะไปบ้านไหน โรงเรียน สถาบันไหน ที่ทำงาน ออฟฟิศไหนก็ตาม มันปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนมันคือเลือกข้างไปแล้วโดยที่อาจจะไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง   ซึ่งปีที่ผ่านมาก็คือเกิดกระแสที่ว่ามีการถกเถียงกัน  ของฉันถูก ของเธอถูก  ภาษาที่ใช้ในการด่าว่ามันหนักขึ้น  รุนแรงขึ้น  ไอ้นี่บ้า  ไอ้นี่เลว  คือมันกลายเป็นว่าจากมนุษย์ธรรมดากลายเป็นนิสัยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง  อยากจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น   และอะไรมันถึงทำให้คนๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้ทั้งๆ ที่เขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถานการณ์   เป็นเพราะอะไร
 
ว. วชิรเมธี : คือเราอาจจะไม่เกี่ยวข้องกันสถานการณ์   แต่ว่าเราอยู่ในบรรยากาศของมันไง   นี่คือสภาพแวดล้อมของเรามันเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรง   ตื่นมาเราก็เจอ  เปิดโทรทัศน์เราก็เจอ  อ่าน นสพ. เราก็เจอ   เพราะฉะนั้นเราก็ได้รับอิทธิพล  จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม   ทีนี้ประการที่สองคือทำไมเราต้องขัดแย้งด้วยล่ะ  ทำไมเราต้องด่าทอด้วยล่ะ  ทำไมเราต้องเลือกข้างด้วยล่ะก็เพราะว่าลึกๆ เราตกเป็นทาสของอคติ   คือความลำเอียง   ความลำเอียงมี 4 ประการ   แล้วพระอาจารย์คิดว่า 4 ประการนี้เกิดขึ้นกับคนไทยครบทุกข้อเลย
 
วู้ดดี้ : 4 อันที่ว่าคือ?
 
ว. วชิรเมธี : 1.  ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก
               2. โทสาคติ  ลำเอียงเพราะชัง
               3. โมหาคติ  ลำเอียงเพราะเขลา
               4. ภยาคติ  ลำเอียงเพราะกลัว
 
         ลำเอียงเพราะรัก  ทำให้คนๆ หนึ่งกลายเป็นเทวดาได้   โดยที่เราไม่สนใจข้อบกพร่องของเขา
 
         ลำเอียงเพราะชัง  ทำให้คนๆ หนึ่ง  ทั้งๆ ที่มีคุณงามความดี  แต่เราก็เสกให้เขาเป็นภูติผีปีศาจได้
 
         ลำเอียงเพราะเขลา   ก็คือเรารับข้อมูลข่าวสารมาไม่ครบไง   คนไทยมีอุปนิสัยเชื่อมากกว่าที่จะหาความรู้ใช่มั้ย
 
วู้ดดี้ : ก็แน่นอน
 
ว. วชิรเมธี : เพราะฉะนั้นคนไทยจึงตกเป็นทาสของอคติ ลำเอียงเพราะเขลา  คือรับข้อมูลด้านเดียว
 
 วู้ดดี้ : เรื่องความเชื่อมันปลูกฝังมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ไม่ใช่แค่หมอผี วิญญาณหรือไสยศาสตร์ต่างๆ ที่เราเคยมีมา   จนกระทั่งผมว่าทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่นะครับ   แม้กระทั่งข้อความที่ส่งผ่านทาง massage หรือแม้กระทั่งใน internet   คือเขาเองก็ไม่มีข้อมูล  คือไม่รู้อะไรทั้งสิ้น  ส่งต่อ ต้องระวังแล้วนะ  เป็นอย่างนี้แล้วนะ  เหมือนกับว่ามันเชื่อตามไปด้วย   อันนี้ถือว่าเป็นทาสมั้ยครับ
 
ว. วชิรเมธี : ทาสของอคติตัวที่สาม  ลำเอียงเพราะเขลา   พอได้ข้อมูลอะไรแทบจะไม่ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอะไรเลยนะ   พออ่านปุ๊บ...เชื่อ   พอฟังปุ๊บ...เชื่อ   แล้วก็ส่งต่อๆๆๆ กันไป   ไปๆ มาๆ คนที่ถูกระบายใส่สีตีไข่กระดำกระด่างแทบไม่เหลือคุณงามความดี   ทั้งๆ ที่บางทีก็มีคุณงามความดีตั้งมากมาย   แต่เพราะว่าในบรรยากาศของสังคมไทยที่เชื่อกันง่ายๆ แบบนี้
 
         ดังนั้นในเมืองไทย   คุณอยากจะทำลายใครนะ  มันง่ายที่สุดเลย   แค่คุณเขียนใส่ร้ายป้ายสีเขาแล้วก็ส่ง fwd mail  ส่งไปทาง twitter  ส่งไปทาง facebook  ส่งไปทาง BB   แค่นี้คนๆ นั้นก็หมดอนาคตแล้ว   เพราะอุปนิสัยคนไทยชอบเชื่อมากกว่าชอบศึกษา   ถ้าเราตกเป็นทาสของคติตัวที่สาม   เราคนไทยจะถูกป้อนด้วยขยะข้อมูล  ปฏิกูลข่าวสารทั้งคืนทั้งวัน   แล้ววันหนึ่งถ้าเกิดเชื่อเช่นนั้นจริงๆ   เกิดเราคนไทยถูกเสี้ยมให้ลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันแล้วมารู้ความจริงที่หลังว่าเราถูกหลอกจะเหลือคนไทยไว้นั่งเสียใจมั้ย   เพราะว่าทุกฝ่ายเข้าสู่สงครามประชาชนไปหมดแล้วระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 15 พ.ค. 10, 20:22

วู้ดดี้ : ไม่ว่าจะเป็นมือถือต่างๆ สื่อ นสพ. ทีวี facebook twitter เราต้องบล็อกต้องปิดหมดมั้ยครับ   เราควรจะงดรับสื่อเลยมั้ยฮะ
 
ว. วชิรเมธี : ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สื่อ   ปัญหาอยู่ที่วิธีใช้สื่อของเรากับวิธีบริโภคสื่อของเรา   ถ้าคุณไปปิดหมดประเทศไทยยิ่งแย่เลยนะ   ยิ่งจำกัดเสรีภาพของสื่อยิ่งสะท้อนว่าเราไม่เป็นประชาธิปไตย   เพราะฉะนั้นคุณใช้สื่อน่ะถูกต้องแล้ว   แต่สิ่งที่จะต้องพัฒนาให้ทันสมัยเหมือนกับสื่อก็คือว่า   ศักยภาพในการรับสื่อของเราสิ   อันนี้สำคัญที่สุด   ต้องใช้ปัญญาให้เป็น  เวลานี้พระอาจารย์คิดว่าคนไทยใช้ความรู้สึกมากกว่าใช้ปัญญา
 
         สื่อชื่อเต็มๆ ว่าสื่อสารมวลชน   คือสื่อสิ่งที่เป็นสารไปหามวลชน   แต่เวลานี้กลายเป็นสื่อมอมชน  คือมอมให้คนมาทะเลาะกัน   ถ้าสื่อเลือกข้างไปแล้วก็เท่ากับว่าบ้านเมืองไม่มีหลักประกันเหมือนกัน   มีผู้กล่าวว่า  ในสงครามสิ่งที่จะถูกทำร้ายก่อนคือความจริง   พระอาจารย์คิดว่าตอนนี้ในเมืองไทย  ความจริงถูกทำร้ายอย่างน่าเศร้าที่สุดเลย
 
 วู้ดดี้ : กลุ่มพลังเงียบคือกลุ่มซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์ไม่มีปากเสียง   บางทีวู้ดดี้เองก็ตกอยู่ในกลุ่มๆ นั้น ไม่ใช่เพราะว่าเราไม่มีความคิด  แต่เราแค่อาจจะมีความกลัวในบางครั้งว่าถ้าเรานำเสนออะไรก็ตามหรือพูดอะไรก็ตามออกไปมันอาจจะเหมือนกับว่าเราเอนไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง  หรือเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งจนกระทั่งคนอาจจะว่าเรา   ก็เลยถามว่ากลุ่มเงียบที่ว่าผิดมั้ยครับ
 
ว. วชิรเมธี : แทนที่เราจะถามว่ามันผิดหรือไม่ผิด   พระอาจารย์อยากจะถามว่าพลังเงียบกับคนที่แสดงพลัง  ตกลงคุณได้รับผลกระทบมั้ย   พระอาจารย์ขอตอบผ่านนิทานพุทธปรัชญาเรื่องหนึ่งคือเรื่องตีนกับตา   ตีนก็คือเท้า  ตาก็คือตาเรา  มันอยู่กันมาแสนผาสุก   วันหนึ่งเกิดความคิดเห็นไม่ตรงกัน   ตาก็คิดว่าที่ตีนได้เดินไปไหนต่อไหนก็เพราะตามันดูทางให้   ตีนเถียงว่าที่ตาได้เดินไปเห็นอะไรใกล้ๆ ก็เพราะว่าตีนพาไปไม่ใช่รึ   ทั้งตาทั้งตีนต่างเถียงว่าตนดีที่สุด  ไม่มีใครยอมใคร
 
         สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ว่าใครดีกว่าใคร   ตาก็เลยยื่นคำขาดว่าถ้าตีนคิดว่าตีนดีนักจะเดินไปไหนก็เดิน   ฉันไม่มองก็ได้   ตาก็เลยหลับพรึบ   ตีนก็ เออ...ก็ได้ ฉันก็แน่   ตีนก็เลยเดินไป   ในที่สุดไปตกเหว  ลอยละลิ่วหล่นไปบนก้นเหวดังโครม   ร่ายกายแตกกระจาย  ตากระเด็นไปทางหนึ่ง   ตีนกระเด็นไปทางหนึ่ง   แล้วที่ไม่เคยทะเลาะอะไรกับเขาเลยเป็นพลังเงียบคือลำตัว  แตกกระจายละเอียดยิบเลย
 
         ลำตัวลุกขึ้นมาครางโอดโอยว่าแล้วฉันเกี่ยวอะไรด้วย   ถ้าบ้านเมืองหายนะคุณได้รับผลกระทบมั้ย   กระทบด้วย  ฉะนั้นพระอาจารย์คิดว่าแทนที่จะเป็นพลังเงียบ   เราควรจะเป็นพลังชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้   ไม่จำเป็นจะต้องเป็นพลังเหลืองพลังแดง  พลังของรัฐหรือพลังของผู้มาประท้วง   พระอาจารย์คิดว่าเราร่วมกันเป็นพลังแห่งสติได้มั้ย   ช่วยกันทำอะไรซักอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า   ประเทศไทยก็ของเราเหมือนกันและเราไม่อนุญาตให้ใครทำร้ายประเทศ
 
วู้ดดี้ : แต่ถ้าเป้าหมายของคนที่อยู่ในหมู่พลังเงียบคืออยากให้ประเทศนี้ก้าวหน้าต่อไป  อยากให้ความขัดแย้งมันยุติลง   เรามีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประเทศนี้แล้ว   เราต้องทำอย่างไร
 
ว. วชิรเมธี : ต้องระวังตัวเองอย่าให้สูญเสียสติและปัญญา   อย่าให้สูญเสียสติหมายความว่าอย่าตกเป็นทาสของการกระตุ้นเร้าโดยสื่อหรือโดยใครก็แล้วแต่   เพราะถ้าคุณเสียสติไปแล้ว   คุณก็จะใช้อารมณ์   พอคุณใช้อารมณ์แล้วถึงมีปัญญาคุณก็ไม่รู้จักใช้แล้ว
 
         สองขอให้ใช้ปัญญา   อย่าไปใช้ความรุนแรง   จะวิกฤตแค่ไหนก็ตามต้องใช้ปัญญาอย่าไปใช้ความรุนแรง   นี่ในแง่ของส่วนตัว  ในแง่ของส่วนสังคมคุณก็ต้องทำอะไรซักอย่างหนึ่งเช่น  ลุกขึ้นมาพูด  ลุกขึ้นมาคุย   คุณเป็นศิลปินคุณแต่งเพลงก็ได้   คุณเป็นนักธุรกิจคุณจะตั้งวงถกกันในกลุ่มธุรกิจว่าเราจะช่วยอะไรได้บ้าง
 
         ฉะนั้นเราทุกคนทุกวงการทำอะไรได้หมด   ถ้าเสียงเล็กๆ ทุกเสียงพร้อมใจกันส่งเสียงแห่งสตินะ   พระอาจารย์คิดว่าเสียงนั้นก็ต้องดังขึ้นมา   สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือบางครั้งเราไม่ยอมที่จะส่งเสียงอะไรเลย   เพราะว่าเรากลัวไง   ถ้าเรากลัวกันมากๆ สุดท้ายเราจะได้อยู่ในประเทศที่มีแต่ความกลัว   แต่ถ้าเราลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของเรา   ความกลัวจะมาชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็จากไป
 
         ฉะนั้นเราจะอยู่ในประเทศที่เต็มไปด้วยความกลัวหรือจะได้อยู่ในประเทศที่มีแต่ความสุขมันก็ขึ้นอยู่กับเราคนไทยทุกคนว่าเราจะออกแบบประเทศยังไงกัน
 
วู้ดดี้ : กลัวแล้วมันผิดตรงไหน
 
ว. วชิรเมธี : กลัวนี่ไม่ผิดหรอก   กลัวที่มันไม่ควร  เพราะอะไรรู้มั้ย  เพราะถ้าคุณกลัวก็เท่ากับว่าคุณอนุญาตให้ความไม่ชอบธรรมต่างๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองโดยดุษฎี
 
วู้ดดี้ : มันมีนโยบายมาเยอะมากครับ   หลายคนบอกว่าเราควรจะทำแบบนี้  เราต้องทำแบบนี้มันถึงจะสันติ   แต่ผมเห็นแล้วส่วนใหญ่มันเป็นเพียงสันติพิธี   แต่มันไม่มีทางออกอย่างแท้จริง
 
ว. วชิรเมธี : สิ่งหนึ่งที่เราควรทำก็คือว่าเราจะต้องช่วยกันทำให้สันติพิธีเป็นเรื่องจริง   สันติพิธีกับสันติวิธีต่างกันตรงไหนรู้มั้ย   สันติวิธีเริ่มต้นที่ความจริงใจ   ส่วนสันติพิธีเริ่มต้นที่ความลวง   ฉะนั้นแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายที่บอกว่าอยากจะเจรจาเพื่อสันติ  คงต้องถามว่าคุณจริงใจกับประเทศนี้ไหม   อ้างสันติ  อ้างอหิงสา  ทุกกลุ่มเลย  ทุกฝ่ายเลย  อ้างหมด
 
         แล้วคนๆ หนึ่งที่ถูกอ้างมากที่สุดก็คือ  มหาตมะ คานธี   เวลาที่เขามีม็อบที่ไหนท่านถูกอ้างตลอด   คนมักจะอ้างท่านผิดๆ นะ   สันติวิธีของคานธีมีหลักอยู่ว่า   ไม่ว่าจะถูกกระทำแค่ไหนก็ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง   แล้วก็ไม่กลัวที่จะถูกจับเพื่อนำเข้าคุกตารางด้วย   มหาตมะ คานธีเคยพูดว่า  สำหรับนักสันติวิธีแบบคานธี   การเดินเข้าคุกอย่างมีศักดิ์ศรีนั่นคือเกียรติยศของพวกเรา
 
         คนไทยทุกกลุ่มตอนนี้อ้างสันติวิธีทั้งนั้น   เราก็ต้องใช้จริงๆ ด้วย  ถ้าเราใช้ไม่จริงมันก็เป็นแค่น้ำยาบ้วนปาก  บ้วนแล้วก็ทิ้งเลยไม่มีใครเกินลงคอซักคน
 
วู้ดดี้ : แต่คิดว่าทางออกแบบมหาตมะ คานธีที่อินเดีย  หรือ Nelson Mandela   เราเห็นตัวอย่างมาทั่วโลกมันจะประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้เหรอ
 
ว. วชิรเมธี : พระอาจารย์คิดว่าใช้ได้  กรณีของ Nelson Mandela พระอาจารย์คิดว่าในเวลานี้น่าเรียนรู้มากนะ   คือ Nelson Mandela  ที่อัฟริกาใต้เขามีปัญหาว่ารัฐบาลผิวขาวมาปกครองคนผิวดำและครอบงำเบ็ดเสร็จมาอย่างยาวนาน   Mandela เป็นหนึ่งในกองโจรรักชาติ   เรียกว่าเป็นกบฎรักชาติก็ว่าได้   แล้วใช้วิธีสู้ด้วยการโจรยุทธทำสงครามสั่งซื้ออาวุธจากต่างประเทศเข้ามาเลย   เข่นฆ่าราวีคนในชาติกัน   แต่แล้วก็ไม่ยุติ
 
         ในที่สุด Nelson Mandela ก็ถูกจับไปขังคุกโดยรัฐบาลผิวขาว 27 ปีเต็มนะ
 
วู้ดดี้ : แล้ว Nelson Mandela บอกว่า 27 ปีที่ผ่านมาเขาได้บทเรียนอะไรครับพระอาจารย์
 
ว. วชิรเมธี : ท่านบอกว่า  คุณรู้มั้ย 27 ปีที่ผมอยู่ในคุก  ผมได้บทสรุปว่าความรุนแรงมีแต่จะก่อให้เกิดความรุนแรงไม่รู้จักจบสิ้น   นักข่าวก็ถามว่า  แล้วหลังจากนี้ท่านจะทำอะไร   ท่านก็บอกว่าก็ในเมื่อความรุนแรงไม่ใช่คำตอบมันก็ต้องใช้สันติวิธี   ผลก็คือพอท่านออกมาจากคุกท่านก็ไปจับเข่าคุยกับประธานาธิบดีซึ่งถืออำนาจรัฐตอนนั้นเลย   คุยกันไปคุยกันมาก็ได้ข้อตกลงว่า  เออ...มันต้องพบกันครึ่งทาง
 
         แล้วคุณโยมเชื่อมั้ย   พอทั้งคู่ตัดสินใจว่าเราเจรจาแล้วก็พบกันครึ่งทางก็จัดให้มีการเลือกตั้ง   แล้วพอมีการเลือกตั้ง   ฝ่ายที่เสียเปรียบมาตลอดคือ Nelson Mandela  จมหายอยู่ในคุก 27 ปี   สุดท้ายได้รับการเลือกตั้งมาเป็นประธานาธิบดีผิวสีท่ามกลางรัฐบาลผิวขาวด้วยซ้ำไป   เขาก็ประสบความสำเร็จ
 
         พอประสบความสำเร็จได้เป็นประธานาธิบดีแล้วประเทศก็เกิดสันติ   สิ่งที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วย   แล้วคณะกรรมการโนเบลก็ยุติธรรมมากนะ   บอกว่าสันติที่เกิดขึ้นในอัฟริกาใต้ไม่ได้เกิดขึ้นจาก Nelson Mandela  แต่เกิดขึ้นจากอดีตประธานาธิบดีคนเก่าร่วมกับ Nelson Mandela   เพราะฉะนั้นรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพขอมอบแก่ท่านทั้งสองคน
 
         วู้ดดี้เห็นบทสรุปมั้ย   ว่าไม่มีใครสร้างสันติได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือกับใครอีกคนหนึ่ง   ถ้ารัฐบาลอยากจะสร้างสันติภาพ   ฝ่ายเดียวก็ไม่จบหรอก   ถ้ากลุ่มผู้เรียกร้องอยากจะสร้างสันติภาพฝ่ายเดียวก็ไม่จบหรอก  ถ้าทหารอยากจะสร้างสันติภาพฝ่ายเดียวก็ไม่จบหรอก   สันติภาพต้องเกิดจากสันติวิธีที่คนทุกฝ่ายมาร่วมกัน
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 15 พ.ค. 10, 20:23

วู้ดดี้ : ระหว่างที่เราคุยกัน ผมเชื่อว่าอาจจะมีบางคนที่เห็นเรามานั่งพูดคุยกันจะตั้งคำถามว่า   กิจของสงฆ์จริงๆ แล้วมันคืออะไร   สงฆ์นั้นมีสิทธิ์จะออกเสียงทางการเมืองหรือว่าชุมนุมหรือไม่ครับพระอาจารย์
 
ว. วชิรเมธี : เราคงต้องมานิยามกิจของสงฆ์กันบ้างแล้วนะ   เพราะว่าประโยคนี้พระอาจารย์ว่าเราไม่อยากให้พระมายุ่งเรื่องไหนก็เอาคำนี้มาใช้นะ  อย่ามายุ่งหลวงพ่อ ไม่ใช่กิจของสงฆ์   แล้ววู้ดดี้เคยเข้าใจคำว่ากิจของสงฆ์มั้ย
 
วู้ดดี้ : ไม่เคยฮะ
 
ว. วชิรเมธี : ก็นั่นน่ะสิแล้วคุณพูดไปได้ไง
 
วู้ดดี้ : 55555555
 
ว. วชิรเมธี : กิจของสงฆ์นี่นะวู้ดดี้   ท่านบอกเอาไว้ว่า ศึกษา ปฏิบัติ และสัมผัสผล เผยแผ่และแก้ไข   เพราะฉะนั้นการเผยแผ่นี่เป็นกิจของสงฆ์มั้ย   การออกมาเทศน์ออกมาสอนนี่เป็นกิจของสงฆ์มั้ย....เป็น   แต่เราคนไทยมักจะเข้าใจผิดๆ ว่า   พระอย่ามายุ่ง อย่ามาเทศน์  อย่ามาสอนในเรื่องของกิจการบ้านเมือง   พอเราเข้าใจผิดอย่างนี้เราก็แยกกิจการบ้านเมืองเอาไว้ก้อนหนึ่ง  แยกพระสงฆ์เอาไว้ก้อนหนึ่ง   พอเราไปแยกพระสงฆ์ออกจากการเมืองพระอาจารย์ว่าแย่แล้วนะ   แต่พอเราไปแยกธรรมะออกจากนักการเมืองแย่ยิ่งกว่านะ
 
         คือคุณแยกการเมืองออกจากพระสงฆ์เป็นเรื่องที่รับได้   แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณไปแยกธรรมะออกจากการเมือง  หายนะทันทีเลย   และนี่แหละคือต้นตอของวิกฤตการเมืองไทยทุกวันนี้ไง   ฉะนั้นกล่าวอย่างสั้นที่สุดบทบาทของพระก็คือมีหน้าที่ให้สตินักการเมืองได้   แต่ไม่มีหน้าที่ลงไปเล่นการเมือง   ถ้าทำแค่นี้พระก็ยังไปเกี่ยวข้องกับการเมืองได้   แต่ถ้าเมื่อไหร่ลงไปตะลุมบอนกับเขาอันนี้เลยพระธรรมวินัย  ถือว่าไม่ถูกต้องแล้วเพราะอะไร   เพราะว่าท่านไม่ได้ไปเตือนนักการเมืองแล้วล่ะ  ท่านไม่ได้สอนนักการเมืองแล้วล่ะ   ท่านกำลังเล่นการเมือง   อันนี้พระวินัยไม่อนุญาตเด็ดขาด
 
วู้ดดี้ : อีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะถามพระอาจารย์  บางคนอาจจะเชื่อว่าเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นทุกวันนี้มันสืบเนื่องมาจากกรรมเก่าของเราก็คือ   อาจจะเป็นเรื่องดาวเคราะห์   อาจจะเป็นเรื่องของชะตาบ้านเมืองไม่ดี  ปีชง  ต้องแก้กรรมสะเดาะเคราะห์  ต้องต่อชะตา  คืออย่าเพิ่งขำนะครับยังไม่ถึงคำถาม   เป็นเพียงบางกลุ่มพูดอย่างนี้   ว่านี่คือที่มาทั้งหมดของปัญหาในบ้านเมือง  เราจะบอกกับเขาว่ายังไงดีครับ
 
ว. วชิรเมธี : วิธีอธิบายปัญหาของคนไทยนี่มันดูประหลาดนะ   หนึ่งเป็นกรรมเก่า  เพราะฉะนั้นเราคนไทยจงยอมรับกรรมเก่าเถอะ   ไม่มีทางเลี่ยงเลย   วิธีแก้ของเราคือเราทำบุญประเทศไง  ปล่อยวัวปล่อยควาย   ไปปล่อยทำไมวัวควายมันรู้เรื่องอะไรด้วย   ปล่อยคนที่จะไปปล่อยวัวปล่อยควายยังดีกว่านะ  เพราะวิธีอธิบายของเราเช่นว่าเป็นกรรมเก่ามันไม่ได้ช่วยอะไรนะ   เพราะถ้าเราเชื่อว่าวิกฤตของบ้านเมืองเป็นเรื่องกรรมเก่าเท่ากับเราต้องยอมจำนน
 
         คุณแก้ไม่ได้นะ เพราะอะไร  ก็กรรมเก่ามันชาติที่แล้ว   คุณไปแก้มันได้ไงคุณต้องรับ   ทำให้เรายอมจำนนกันทั้งชาติ   ทีนี้ถ้าเราบอกว่าเป็นเคราะห์  เราก็ต้องสะเดาะเคราะห์อย่างเดียวสิ   พระอาจารย์ก็เห็นมาตลอดว่าสะเดาะเคราะห์กันอยู่ตลอด   พอยิ่งสะเดาะเคราะห์ก็ยิ่งแย่ลงทุกทีใช่มั้ย
 
         แล้วต่อมาก็บอกว่าดวงเมืองไม่ดี   พอดวงเมืองไม่ดีพระอาจารย์ก็คิดว่าทำไมดวงเมืองไม่ดีต่อเนื่องกันขนาดนี้   เมื่อไหร่มันจะดีขึ้น   ถ้าเราบอกว่าดวงเมืองไม่ดีนะผลคืออะไรรู้มั้ย   คนไทยไม่ต้องรับผิดชอบ  เป็นความผิดของดวงเมือง   เป็นอย่างนี้แล้วเป็นยังไง   มันต้องก้มหน้ารับกรรมไป   เพราะอะไร   เพราะว่าความผิดพลาดอยู่ที่ดวงเมือง   เราคนไทยถึงยังไงก็ไม่ผิด
 
         เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่า  เราไม่ต้องรับผิดชอบ  ให้ดวงรับผิดชอบ  นั่นก็เป็นต้นตอของวิกฤต   แล้วอีกอย่างก็คือบางทีเราคิดว่าดวงของผู้นำประเทศมันชงกัน  เพราะฉะนั้นช่วงนี้รับรองยังไงก็ไม่ดี   พออธิบายอย่างนี้   มนุษย์เลยไม่ต้องทำอะไรเลยนะ   กลายเป็นว่าต้นตอของปัญหาเป็นเรื่องนอกตัวเราทั้งหมด   วิธีคิดอย่างนี้เป็นวิธีคิดที่ถึงยังไงปัญญาชนก็รับไม่ได้  พุทธศาสนาก็รับไม่ได้
 
         พระอาจารย์อยากจะบอกว่ากรรมเก่าไม่ใช่จากชาติที่แล้วหรอก   เป็นกรรมเก่าของเราคนไทยในชาตินี้ที่เราร่วมกันคิด  ร่วมกันพูด  ร่วมกันทำ  เราสั่งสมเหตุปัจจัยมาเป็น 30 – 40 ปี   นี่แหละคือกรรมเก่าที่เราร่วมกันทำ  ไม่ใช่กรรมเก่าที่เราทำตั้งแต่ชาติที่แล้ว   ถ้าเรานิยามกรรมเก่าของคนไทยว่าเป็นกรรมเก่าที่เราทำร่วมกันในชาตินี้   ทางแก้เป็นไปได้มั้ย
 
วู้ดดี้ : ได้ครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 15 พ.ค. 10, 20:25

ว. วชิรเมธี : เป็นไปได้   แล้วกรรมเก่าเช่นนั้นมีอะไรบ้าง  เช่น 1. เรามีค่านิยมวิปริตว่า สองมาตรฐานเป็นสิ่งเป็นไปได้ในเมืองไทย   การที่เราเชื่อมั่นว่าโกงก็ได้นะ  ขอให้แบ่งกัน   ถ้าโกงแล้วไม่แบ่ง  ไม่ดี  แต่ถ้าโกงแล้วแบ่ง...ดี   อันนี้ภาษาพระเรียกว่ามโนกรรม   คือกรรมเก่าในระดับค่านิยม   ถ้าคนไทยมีค่านิยมแบบนี้ฝังหัวอยู่มันก็จะส่งผลมาทางพฤติกรรม  เช่น  มีแต่คนที่คอยจะละเมิดกฎหมาย
 
         ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว   ใครละเมิดกฎหมายเขามองว่าด้อยการศึกษา   แต่ในเมืองไทยใครละเมิดกฎหมายได้เราถือว่าเท่  เราเป็นอภิสิทธิ์ชน  เพราะฉะนั้นมันสะท้อนวิธีคิดของเราว่าค่านิยมเราวิปริต  พฤติกรรมเราก็วิปริตไปด้วย   และเช่นเดียวกันเรามีค่านิยมที่บอกว่าโกงก็ได้แต่ขอให้แบ่งกัน   พระอาจารย์อยากจะบอกว่า   การโกงการคอรัปชั่นเป็นสิ่งที่อันตราย   แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่านั้นคือทัศนคติที่อนุญาตให้มีการโกงได้โดยที่ไม่เห็นว่าเป็นความผิด
 
         สิ่งนี้ต่างหากคือการสร้างคำอธิบายให้การโกงมีความชอบธรรม   เป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าการโกงโดยตรงซะอีก    นี่ไงกรรมเก่าของเรา  ฉะนั้นถ้าเรามีกรรมเก่าคือมีค่านิยมที่วิปริตอย่างนี้  ทำไมเมืองไทยมันจะไม่วิปริตล่ะ   กรรมเก่าที่เราสั่งสมมาเป็น 20 – 30 ปี ที่กำลังทำกันอยู่ทุกวันนี้เป็นแค่ปรากฎการณ์   เพราะว่าไม่ใช่คนกลุ่มเราเท่านั้นที่สั่งสมกรรมเก่าชนิดเช่นนี้   เราคนไทยสั่งสมกันมาหลายชั่วคน   แล้วผลมันมาแสดงที่คนรุ่นเรา  เห็นรึยัง
 
         ฉะนั้นกรรมเก่าก็เราทำเองในชาตินี้แหละ   และถ้าในเมื่อเป็นกรรมเก่าที่เราทำเองในชาตินี้ก็เราทุกคนที่ล่ะต้องแก้ในชาตินี้  ไม่ต้องไปแก้ในชาติหน้า
 
วู้ดดี้ : วันนี้ที่เราคุยกัน  มันจะมีหลายประเด็นซึ่งคนที่เป็นพลังเงียบสามารถใช้ประยุกต์ได้   แต่สมมติว่าวันนี้ว่าแกนนำทุกฝ่ายกำลังติดตามชมและลึกๆ ในใจอ่อนแอกันหมดแล้ว  ไม่รู้ว่าจะไปในทางไหน   ทั้งๆ ที่เบื้องหน้ายังแสดงว่าตัวเองยังมั่นใจอยู่ดี   เขาควรจะตั้งสติและคิดยังไงต่อไปครับเพื่อที่จะหาทางออก
 
ว. วชิรเมธี : ที่เราไม่สามารถใช้ปัญญาอย่างเป็นกลางและมองไม่เห็นทางออกนะ   เพราะว่าเรายังก้าวไม่ข้าม 3 เรื่องทั้งต่อไปนี้
         1. เราไม่สามารถก้าวข้ามเสื้อเหลือง
         2. เราไม่สามารถก้าวข้ามเสื้อแดง
         3. เราไม่สามารถก้าวข้ามรัฐบาลปัจจุบัน
 
         ถ้าเราอยากจะให้เสื้อเหลืองมา  เสื้อแดงก็ต้องค้าน   ถ้าเราอยากจะให้เสื้อแดงมา  เสื้อเหลืองก็ต้องค้าน  ถ้าเราไม่เลือกเสื้อเหลือง  ถ้าเราไม่เลือกเสื้อแดง  รัฐบาลปัจจุบันมา  เสื้อเหลืองเสื้อแดงก็ต้องค้าน   ดังนั้นพระอาจารย์จึงอยากจะบอกว่า   ถ้าเราก้าวข้ามทั้งเหลืองก้าวข้ามทั้งแดง  ก้าวข้ามทั้งผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน   แล้วเราก็จะเห็นประเทศไทยโดดเด่นอยู่ตรงนั้น
 
         ตอนนี้เรามองไม่เห็นประเทศไทยเลย   เราอย่าไปคิดสิว่าถ้าเหลืองไม่มาคือแดง   ถ้าแดงไม่มาคำตอบก็คือเหลือง   ซึ่งในทางปฏิบัติพระอาจารย์ว่าอันนี้ไม่ใช่ทางออกเลย  เพราะอะไร  มันพิสูจน์แล้วว่า   พอเหลืองมา  แดงก็ต้องค้าน  เลือกตั้งใหม่  พอแดงมา เหลืองก็ต้องค้าน   เราเข้าสู่ความสุดโต่งทั้งคู่แล้ว   แล้วพอรัฐบาลชุดปัจจุบันมาทั้ง 2 ฝ่ายก็ไม่ยอมรับอีก  สุดท้ายก็ต้องค้าน  ดังนั้นประเทศก็ไปไหนไม่ได้หรอก
 
         พระอาจารย์คิดว่าเอาอย่างนี้   ก้าวข้ามมันทั้งสามเส้าที่แหละ   แล้วเราก็มาบริหารจัดการประเทศกันใหม่   เราอย่าไปยึดติดสิว่าคนเก่งมีแค่ 3 กลุ่มนี้   พระอาจารย์คิดว่าวู้ดดี้ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้นะ   คือเรามักจะคิดว่า  คนเก่งมักจะเป็นคนอื่น   และนั่นก็เป็นเหตุให้เรารอ  รอว่าคนเก่งจะมาช่วยเรา   เราแทบไม่คิดเองแล้วนะ  เรารอฟังคนนั้น  เรารอฟังคนนี้   แต่เราไม่เคยฟังเสียงหัวใจตัวเองเลย
 
         นี่ก็เป็นเหตุให้ปัญญาของประเทศมันหมักหมม  เพราะอะไร  เพราะเราก็ฝากไว้กับคนนั้นๆๆ   ถ้าเราไม่หลงลืมประวัติศาสตร์   พระอาจารย์คิดว่าในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา   ตัวละครทุกตัวที่อยู่ในความขัดแย้งมันตัวเดิมหมดเลย   ทุกคนเป็นคนกลุ่มเดิมทั้งนั้นที่ขัดแย้งกันอยู่แค่นี้แหละ
 
         ฉะนั้นเราคนไทยลุกขึ้นมาแล้วก็เชื่อมั่นในพลังสติปัญญาแห่งตนเองนะ   ไม่ยอมให้ใครจูงจมูกง่ายๆ   เมืองไทยจะเข้มแข็งกว่านี้มาก   พระอาจารย์สงสัยเสมอว่าเราคนไทยถูกออกแบบให้อ่อนแอรึเปล่า   เราจึงไม่ได้เห็นรายการโทรทัศน์ที่เติมรอยหยักในสมอง   เราจึงไม่ค่อยได้ฟังรายการวิทยุที่เติมรอยหยักในสมอง   เราจึงไม่ค่อยได้อ่านสื่อดีๆ ที่มีบทความที่ผู้เขียนเป็นผู้ที่แสดงสติปัญญาอย่างเสรี   เพราะสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า   เราจึงออกแบบให้เราคนไทยอ่อนแอทางสติปัญญา
 
         ในระบอบประชาธิปไตยนะวู้ดดี้   สิ่งที่เป็นหลักประกันให้ระบอบนี้อย่างมั่นคงที่สุดก็คือ   ระดับสติปัญญาของประชาชน   ถ้าเมื่อใดก็ตามระดับสติปัญญาของประชาชนไม่เข้มแข็ง   ประชาธิปไตยก็อ่อนแอมาก
 
         ดังนั้นในอนาคตถ้าเราจะมีประชาธิปไตย   สิ่งที่ควรจะถามหาก็คือ   ไม่ใช่การเลือกตั้งแต่คือคุณภาพของการเลือกตั้ง   อันนั้นต่างหาก  ถ้าการเลือกตั้งมีคุณภาพเราจะได้รัฐบาลที่มีคุณภาพ   ถ้าการเลือกตั้งไม่มีคุณภาพเราจะกลับมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า   ไม่จบไม่สิ้น
 
วู้ดดี้ : หวังว่าวันนั้นจะเกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเราอย่างเร็วนะครับ   บางครั้งผมมีความรู้สึกว่าผมเป็นเพียงแค่คนเดียว  คนเล็กๆ คนหนึ่งที่รักประเทศชาตินี้มาก  แต่ผมไม่รู้ว่าผมสามารถช่วยประเทศได้ยังไง
 
ว. วชิรเมธี : เอางี้   ถ้าวู้ดดี้เป็นสื่อนะ  และอยากช่วยประเทศ   พระอาจารย์ขอ 2 อย่าง
 
         1. ขอให้มีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่จะลุกขึ้นมาพูด  ลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของสื่อบ้าง   ไม่ใช่สื่อเองก็กลัว   ถ้าสื่อเองก็ยังกลัวแล้วประชาชนจะมีช่องทางไหนล่ะ   เราแทบไม่เหลือช่องทางแล้วใช่มั้ย   ฉะนั้นช่องทางของสื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ประชาชนจะได้ใช้เป็นหลักประกันให้บ้านเมือง
 
         2. ขอให้สิ่งที่สื่อนำเสนอเป็นความจริงที่เป็นจริง   ไม่ใช่ความจริงที่ฉันอยากให้เป็น   ถ้าคุณทำ 2 อย่างนี้นะ   วู้ดดี้ช่วยชาติได้แล้ว
 
วู้ดดี้ : ผมเชื่อนะครับว่าพี่น้องชาวไทยทุกคนมีปัญญา   แต่ในช่วงนี้อาจจะขาดสติ   เพราะมันอาจจะมืด  เมฆเยอะเหลือเกินในช่วงนี้   เพื่อให้เข้าใจอย่างง่ายที่สุด  เพื่อเป็นแนวทางสำหรับคนที่ยังสั่นหรือว่ากำลังหลงทางอยู่ กลัว งง สับสน   พรุ่งนี้เช้าวันจันทร์  วันที่ 10 พ.ค.   เขาตื่นขึ้นมาแล้ว   อาจารย์มีข้อแนะนำมั้ยครับว่าเขาควรจะต้องปรับความคิดยังไง   ชีวิตเขาจะได้เปลี่ยน
 
ว. วชิรเมธี : เบื้องต้นเราต้องไม่ดูถูกตัวเองนะ   ว่าเราถึงแม้จะเป็นคนเล็กๆ   แต่โลกไม่เคยเปลี่ยน  คนใหญ่ๆ คนโตๆ พวกนี้เปลี่ยนเพราะคนเล็กๆ ที่ไม่ดูถูกตัวเองทั้งนั้น   ฉะนั้นเราอย่าดูถูกตัวเองว่าเราคิดอะไรไม่ได้   ประการต่อมาก็คือ   พระอาจารย์อยากให้มองว่าถ้าเราแต่ละคนช่วยกันส่งเสียงว่า   เราไม่อยากเห็นเมืองไทยเข้าสู่กลียุค   เราไม่อยากเห็นเมืองไทยมีแต่ความรุนแรง   เราไม่อยากเห็นเมืองไทยมีสงครามกลางเมือง   ช่วยกันส่งเสียงของคนเล็กๆ แต่ละเสียงๆๆ ให้ช่วยกันเปล่งออกมา   มันก็เหมือนหิ่งห้อยมาบินรวมกันเป็นฝูงก็จะมีแสงสว่างมากพอไม่แพ้สปอร์ตไลท์ได้เหมือนกัน
 
         ฉะนั้นเราทุกคนในฐานะเจ้าของประเทศ   คุณจะทำอาชีพไหนก็ได้  คุณจะอยู่ฝักฝ่ายไหนก็ได้   แต่ ณ เวลานี้คุณต้องไม่ลืม  นอกจากคุณจะเป็นเสื้อเหลือง  คุณจะเป็นเสื้อแดง  คุณจะเป็นเสื้อหลากสีแล้ว  แต่ก่อนหน้านั้นคุณเป็นคนไทยและตรงนี้แหละคือจุดร่วมของเราคนไทยจะพร้อมอกพร้อมใจกันมา  ส่งสัญญาณเพื่อเรียกเอาสติของคนไทยคืนมาว่า   เราเป็นคนไทยเหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น
 
         ฉะนั้นเราไม่ควรจะให้คนไทยต้องมาบาดเจ็บล้มตายในความขัดแย้งทางการเมือง   ส่งเสียงแห่งสติ  ส่งเสียงแห่งปัญญานี้ออกไปให้มากที่สุด   ถ้าใครส่งเสียงได้ทางไหนก็ส่งเสียงทางนั้น   ถ้าเราทำได้อย่างนี้   นี่แหละคือจุดร่วมที่เราจะพบกันได้   ถ้าเราไม่อนุญาตให้ใครมาทำร้ายประเทศชาติบ้านเมืองของเรา   ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตามนะ   แล้วส่งเสียงให้ดังที่สุด   เสียงเล็กๆ ก็จะกลายเป็นเสียงที่มีพลังอย่างแน่นอน
 
วู้ดดี้ : นมัสการครับ พระอาจารย์ ว. ครับ   
ในค่ำคืนนี้นะครับ   ผมเชื่อว่าผมได้เปล่งเสียงนิดนึง  นิดเดียวเท่านั้น   แต่วู้ดดี้มีความหวังนะครับว่าจากวินาทีเป็นต้นไป   เสียงเล็กๆ ของเราจะถูกสะท้อนก้องกังวานไปทั่วประเทศ   ขึ้นอยู่กับคุณผู้ชมที่ติดตามชมอยู่ในค่ำคืนนี้นะครับ   จะกี่หมื่น  กี่แสน  กี่ล้านคน   นึกดูสิครับถ้าเกิดว่าต่อจากนี้ไป   เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีนี้เลยนะครับ   บอกกับตัวเองนะครับว่า   เราจะให้เหตุการณ์แบบนี้มาครอบงำเราไม่ได้   เราเชื่อว่าเราจะสามารถเอาประเทศไทยกลับมาได้เหมือนเดิม   คิดแค่นี้  เชื่อในสิ่งนั้น   และผมเชื่อนะครับว่าประเทศนี้จะต้องเปลี่ยนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า   ราตรีสวัสดิ์ครับ   พี่น้องชาวไทย
บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 18 พ.ค. 10, 11:57

ขอแจม นิดนะครับ เมื่อสมัยอยู่ที่สามย่านตอนปี 1 ประธานเชียร์เขาก้บอกว่าคณะเราสีเราต้องยังงั้น ยังงี้ บางครั้งก็โดนบังคับให้หนีเรียนเคมีมาเชียร์กีฬา วัหนึ่งแข่งกับอีกคณะ(สี)หนึ่งเขาก็บอกว่าตีมัน ทุกคน(มั้ง)ก็คือ ไม้ที(สำหรับเขียนแบบ) วิ่งเข้าหาอีกคณะ(สี) หนึง ผมก็ไปเจอ เพื่อนที่เรียนสวนมาด้วยกันชื่อ กะมล ทองธรรมชาติ อีกคนชื่อ บำรุง เขียวอุไร เราก็หัวเราะกัน แล้วก็เดินกลับบ้าน เจอกันตอนนี้ก็ยังขำ ทำไปทำไม ทำไปด้วยอะไร เพราะอารมณ์จากการปลุกเร้า ถามว่าถ้าผมไม่เจอสองท่านนี้ผมจะตีไหม ผมก็คงไม่ตี ผมก็คงจะวิ่งออกมาแล้วก็กลับบ้าน หากแม้นว่าอีกสีเขาจะมาเล่นผม ผมก็คงวิ่งหนี เพราะเกิดมาผมไม่เคยตีรันฟันแทงกับใคร นอกเวที ถ้างั้นทำไมผมต้องวิ่งออกมาตอนเขาสั่ง ก็เพราะทุกคนเขาวิ่งผมจะนั่งอยู่ได้อย่างไร ส่วนตีไม่ตีเรื่องของผม ตอนนี้ผมก็เตือนทุกท่านในบ้านว่า ฟังให้ครบทุกด้าน(ถ้าทำได้) ถ้ายังไม่ครับก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ ใช้สติ คิดให้รอบคอบ ปล่อยวาง ยังบอกกับภรรยาว่า วันก่อน ได้คุยกับคนสีหนึ่ง ถามเขา พอเขาตอบมาก็ งงเต้ก งงจริงๆว่าเขาทำอะไรกัน ทำทำไม ตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออกเลยครับผม
มานิต
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 18 พ.ค. 10, 13:28

     ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแบ่งสีระหว่างคณะมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย       
      ในยุคของดิฉันและก่อนดิฉันเรียน   คณะที่คุณมานิตเรียนยกพวกตีกับคณะอื่นเกือบจะทุกคณะ    จำได้ว่าตอนอยู่ปี ๑   กำลังสอบอยู่พอดี    คณะสีเลือดหมูยกพวกไปตีกับคณะสีเหลือง   เป็นเรื่องเป็นราวถึงบาดเจ็บ   ผลข้างเคียงคือทำเอาพวกเราไม่มีสมาธิในการสอบด้วย     บทลงโทษก็ไม่เด็ดขาดอะไร  ทำให้ตีกันอยู่เกือบทุกปี   เราผู้เป็นนิสิตตัวเล็กๆ ก็ได้แต่พิศวงว่า เขาทำกันได้อย่างไรโดยไม่เห็นเป็นเรื่องร้ายแรง  ตั้งแต่อาจารย์ลงมาถึงนิสิตเลยทีเดียว   รุ่นพี่บางคนยังมาเล่าถึงวีรกรรมปิดประตูตีแมวอีกคณะ อย่างภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ
    ถ้าเป็นกรรมเก่าอย่างท่านว.วชิรเมธีว่าไว้  ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่มันจะส่งผลถึงคนทุกระดับชั้น หลังเวลาผ่านไป ๓๐-๔๐ ปี   
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10734



ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 18 พ.ค. 10, 13:47

ถึงสีเดียวกันก็ตีกันได้ ถ้าความคิดไม่ตรงกัน

จำได้ว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ สีชมพูก็เคยมีกรณีทำร้ายร่างกายคนสีเดียวกัน


บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 18 พ.ค. 10, 13:52

ผมรู้จักท่านที่มีรูปแสดงนั้นครับผม ไหนๆก็ไหนๆขอนอกเรื่องนิดเดียว คือสมัยที่ผมยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่ตึกสีเทา ผมมีท่านที่ผมรู้จักคือท่าน หอมหวล ชื่นจิตร ท่านตัวเล็กๆ ดำๆ พอจบท่านก็ไปเป็นอาจารย์ที่มธ. วันก่อนมีชื่อท่าน มีรูปท่าน ที่นสพ.ไทยรัฐ ผมพยายามมอง แต่จำไม่ได้จริงๆครับว่าท่านไหน ท่านผู้ใดได้เห็นรูปที่ผมว่าช่วยกระซิบบอกหน่อยครับผม ว่านับจากซ้ายของรูปท่านอยู่ตำแหน่งไหนครับผม
มานิต
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 18 พ.ค. 10, 14:14

คนที่แตกต่างทางความคิด แล้วตีกัน อย่างน้อยเขาก็ใช้หัวคิด มีเหตุผลของเขา   แต่ตีกันเพราะต่างสี  รู้แต่เพียงว่าสีเดียวกันต้องช่วยกัน  มันไม่ขึ้นกับเหตุผล  เป็นพวกมากลากไป  ต่างกันตรงนี้ละค่ะ

ดร.หอมหวล ชื่นจิตร เพิ่งจะได้รับรางวัลสุรินทราชา  นักแปลอาวุโสดีเด่น  จากสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ค่ะ
คนที่สีจากซ้าย สวมเสื้อขาว


บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 18 พ.ค. 10, 14:35

ขอบพระคุณครับ เกือบไปแล้วไหมล่ะ รูปที่ผมเห็นเป็นรูปที่ยืนกันไม่กี่ท่าน ผมนึกว่าเป็นท่านที่ (เขียนยังไงถึงจะไม่เป็นการไม่สมควร หาคำยากจัง) ใช้คำนี้แล้วกันท่านที่สรวมชุดขาว เสียอีก
มานิต
บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 20 พ.ค. 10, 13:43

 แก้ไข ครับ แก้ไข ที่ถูกต้องเขียนว่า ผมนึกว่าท่านที่นั่งตรงกลางแถวสองเสียอีก ขอประทานโทษครับ
มานิต
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30615

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 20 พ.ค. 10, 13:53

ท่านที่นั่งแถวสอง  จากซ้ายไปขวา
คุณเพ็ญศรี เคียงศิริ( หรือ" นราวดี")  ศ.เรืองอุไร กุศลาศัย    ศ.คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต  ศ.ดร.กาญนา นาคสกุล 
ท่านที่นั่งตรงกลาง  คุณมานิตคงหมายถึงศ. เรืองอุไร  ท่านเป็นภรรยา อ.กรุณา กุศลาศัย ศิลปินแห่งชาติ ที่เพิ่งล่วงลับไป
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.083 วินาที กับ 19 คำสั่ง