เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 64 65 [66] 67 68 ... 186
  พิมพ์  
อ่าน: 1223827 สัตว์ประหลาด
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 975  เมื่อ 24 ม.ค. 11, 16:44

ค.ห.นี้คงจะเฉออกนอกเรื่องสัตว์ประหลาดไปบ้าง   แต่เป็นการเสนอคำตอบหนึ่งของคำถามข้างบนนี้

http://www.abc.net.au/science/news/stories/s603155.htm

Life: did it come from outer space?
   
Wednesday, 10 July 2002

The building blocks of life on Earth may have come from giant clouds of icy dust deep in outer space, astronomers have told an international astrobiology conference in Australia.

For more than a century, scientists have wondered why the 20 amino acids used by all living things are exclusively left-handed. Amino acids are the carbon-based molecules that make up proteins and enzymes, essential for the survival and reproduction of all life.

But if life arose from a random soup of naturally occurring amino acids on Earth billions of years ago, as scientists believe, then there's no reason why they should have same-handedness, or chirality.

"It's been a mystery to science since Louis Pasteur first noticed it in 1848," astronomer Dr Jeremy Bailey of the Anglo-Australian Observatory told the Bioastronomy 2002 conference in Hamilton Island.

"We know there's a large amount of organic material that forms in molecular clouds in space. And we know a lot of this material was present in the early formation of our solar system. But most of it would have been destroyed in the processes that created the planets," he said.

Some scientists suggested the building blocks of life might have hitched a ride on the comets and asteroids that would have routinely bombarded the Earth during its formation 4.6 billion years ago, when our planet was a lifeless and inhospitable place.

Most, however, had considered this unlikely.

One way of creating left-handed amino acids is to blast them with circularly polarised light, a destructive form of ultraviolet light that more easily breaks down right-handed amino acids. This process eventually creates an excess of left-handed molecules.

But there was no known source of circularly polarised light on the early Earth, which had blown this idea out of the water.

That was until a chance discovery by Dr Bailey and his team, who detected circularly polarized light in space: in fact, in interstellar clouds known to be rich in organic molecules.

Comets originating in clouds like these — with more left-handed molecules than right-handed ones — could have crashed onto the Earth. Because they carried an abundance of left-handed molecules, this might explain why life developed a left-handed bias, he said.

"The early Earth would have been bombarded by comets and asteroids, and you could have had a significant amount of this organic material with an excess of left-handed molecules," said Bailey.

Evidence from ancient meteorites appears to bear this out; although rare, those with a high proportion of organic material show a distinct left-handed bias in the amino acids they contain.

In addition, recent laboratory experiments presented at the conference, in which amino acids were blasted with circularly polarised light, also produced an excess of left-handed molecules.

While Bailey said that while this was not definitive proof that the building blocks of life on Earth came from space, he said it's the strongest explanation so far for this strange left-handed bias in living things.

Wilson da Silva - ABC Science Online
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 976  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 09:18

คำถามที่ว่า แล้วสิ่งมีชีวิตมีจุดเริ่มต้นจากตรงใหน? เราจะต้องไปดูแนวคิดการกำเนิดสิ่งมีชีวิตซึ่งมี ๒ ทฤษฎีใหญ่ ๆ คือ

๑. ชีวิตเกิดบนโลกเองเมื่อสภาวะบนโลกเหมาะสม ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นจากภาวะที่ร้อนระอุ ซึ่งก๊าซทั้งหลายรวมตัวกันและมีกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่ากระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมา ในปี ค.ศ.๑๙๕๓ นักวิทยาศาสตร์ชื่อ สแตนลีย์ มิลเลอร์ ได้ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยผสมก๊าซมีเทน (CH4), แอมโมเนีย (NH3), ไฮโดรเจน (H2) และไอน้ำ (H2O) เข้าด้วยกัน แล้วกระตุ้นด้วยประจุไฟฟ้า เพื่อจำลองสภาพบรรยากาศของโลกในยุคเริ่มแรก ผลลัพธ์ที่ได้คือ สารอินทรีย์สีน้ำตาลแดง และกรดอะมิโนซึ่งเป็นโมเลกุลพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน แต่ก็มีจุดที่ถกเถียงกันอยู่คือ จากหลักฐานฟอสซิลบ่งชี้ว่า สิ่งมีชีวิตแรกเกิดขึ้นบนโลกราว ๓.๒ พันล้านปีก่อน แต่เมื่อดูโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นพบว่ามันซับซ้อนมาก แสดงว่ามันคงต้องเกิดมาเร็วถึง ๔.๒ พันล้านปีก่อน มิเช่นนั้นเวลาที่ใช้ในการวิวัฒนาการอาจไม่พอ ซึ่งเวลานั้นโลกยังกำเนิดมาได้ไม่นาน จึงทำให้เกิดทฤษฎีที่ ๒ ขึ้น

๒. ชีวิตเกิดมาจากต่างดาว หรือจากอุกกาบาตที่มีธาตุชีวิตติดมาด้วย จากหลักฐานสำคัญเป็นซากอุกกาบาตที่พบในทะเลทรายในประเทศออสเตรเลียในปี ๑๙๖๙ นั้น มีกรดอะมิโนถึง ๗๔ ชนิดปนมาด้วย และที่สำคัญอะตอมของกรดอะมิโนที่พบในอุกกาบาตมีชนิดที่ไม่พบบนโลกด้วย คือ di-amino acids ที่มีหมู่อะมิโนเพิ่มมาอีก ๑ หมู่ ซึ่งเชื่อว่ากรดนี้มีบทบาทสำคัญในการกำเนิดของสิ่งมีชีวิต โดยมันอาจมีส่วนในวิวัฒนาการทางด้านเคมีของสารพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า ก่อนที่จะมีดีเอ็นเอ RNA ได้เกิดขึ้นมาก่อน ซึ่ง RNA ก็ประกอบขึ้นมาจาก PNA (peptide nucleic acid) แกนของ PNA ประกอบด้วย di-amino acids สรุปได้ว่า สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็น building block ของสารพันธุกรรมคือ PNAนี้ สามารถพบได้ในก้อนอุกกาบาต

จนทุกวันนี้ทั้ง ๒ ทฤษฎีนี้ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าทฤษฎีใหนจะถูกต้องหรือจริงๆแล้วอาจจะมีทฤษฎีอื่นที่เรายังไม่พบหลักฐานก็ได้ แต่ไม่ว่าต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตจะมาจากใหนก็ตาม คำถามต่อไปที่เราจะต้องหาคำตอบต่อไปก็คือ สิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร?

http://www.vcharkarn.com/vblog/8184/3

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 977  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 09:28

ในหนังสือ "ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล" ของ วินทร์ เลียววาริณ เขียนบทสนทนาของเขากับดาร์วินไว้น่าสนใจ

"มีคนฝากผมมาชมปู่ว่า..." ผมบอกเขา "...ทฤษฎีวิวัฒนาการของปู่น่ะล้าสมัยไปแล้ว"

"ขอบคุณ ๆ..." ดาร์วินตอบ "...ผมชินเสียแล้วกับคำชมแบบนี้ สมัยก่อนผมโดนหนักกว่าีนี้อีก"

"ปู่รู้เรื่องการค้นพบสิ่งมีชีวิตในซากอุกกาบาตไหม?"

"พบมาแต่เมื่อไหร่?"

"นานหลังปู่เด๊ดไปแล้ว"

"งั้นเรอะ นี่ผมจะยกตัวอย่างอะไรให้ฟังนะ สมมุติว่านาย ก. กับนาย ข. อยู่ในที่เกิดเหตุฆาตกรรม ตำรวจพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า นาย ก. ไม่มีความสามารถที่จะฆาตกรรม แปลว่านาย ข. เป็นฆาตกรหรือไม่?"

"ไม่จำเป็น"

"ฉันใดก็ฉันนั้น ความคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตในอุกกกาบาตไม่ได้แปลว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเองบนโลก ผมไม่ได้พิสูจน์ว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกมากจากไหน แต่บอกว่าเกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกจริงเท่าน้น"


คุณเทาชมพูว่าดาร์วินพูดถูกไหม

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 978  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 10:58

เฮฮาประสาวิวัฒนาการ

Life: did it come from outer space?

 ยิงฟันยิ้ม
   


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 979  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 14:02

อ้างถึง
คุณเทาชมพูว่าดาร์วินพูดถูกไหม

ดิฉันไม่มีพื้นทางวิทยาศาสตร์   จึงตอบไม่ได้ว่าดาร์วินถูกหรือผิด      แต่เคยตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า วิวัฒนาการของสัตว์อื่นๆ กับวิวัฒนาการของมนุษย์ มันช่างแปลกแยกกันอย่างน่าอัศจรรย์   หลายสิบล้านปีก่อน ปลาเคยยังว่ายน้ำยังไง  ปลาเดี๋ยวนี้ก็ยังว่ายน้ำยังงั้น   บรรพบุรุษของลิงยังปีนต้นไม้ ไม่นุ่งผ้า ก่อไฟ ขุดบ่อ  ไม่เป็น     ลิงทุกวันนี้ก็ยังทำไม่ได้ เหมือนเดิม
แต่มนุษย์ถ้ำกับมนุษย์ปัจจุบันแตกต่างกันมาก     เราเดินมาห่างไกลมนุษย์พวกนั้นจนแทบมองไม่เห็นฝุ่น 
 
ยิ่งถ้าอ่านหนังสือของแทนไทที่ว่ามนุษย์เกิดเมื่อ ๓๑ ธันวาคมนี่เอง  ก็ยิ่งเห็นว่าวิวัฒนาการของสัตว์และวิวัฒนาการของมนุษย์มันไปกันคนละเรื่องเลยทีเดียว    ไม่เฉพาะแต่หน้าตา แต่ศักยภาพด้วย  อะไรหนอทำให้มนุษย์มีศักยภาพรวดเร็วปรูดปราดขนาดนั้น  ในเมื่อมันสมองของมนุษย์ก็ไม่ได้โตไปกว่าสัตว์ใหญ่

นอกจากนี้  ไม่มีศาสนาไหนเลย ที่บอกว่า มนุษย์วิวัฒนาการมาจากอะไรสักอย่างที่เรียกว่า  missing link


เดี๋ยวจะออกนอกหัวข้อกระทู้ เลยขอใส่สัตว์ประหลาดการ์กอยล์ ไว้สักตัว พอให้เข้ากฎกติกามารยาท
ตัวนี้นั่งเฝ้าโบสถ์โนเตรอะดาม เดอ ปารีส์

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 980  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 16:11

ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินเข้ากับศาสนาคริสต์ไม่ได้เสียจริง ๆ

วิวัฒนาการวิวาทะพิลึกจริงลิงทำคนป่วน(หรือกลับกัน ?)
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=912


ดิฉันไม่ได้บอกว่าไอด้าเป็นของปลอมเหมือนมนุษย์ปักกิ่ง  

มนุษย์ปักกิ่ง ไม่ใช่ของปลอมเช่นกัน



 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 981  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 16:21

อ้าว กลายเป็นจริงไปอีกแล้ว

http://www.talkorigins.org/faqs/homs/peking.html
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 982  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 16:38

ฟอสซิลของมนุษย์โบราณที่เป็นของปลอมคือ "มนุษย์พิลท์ดาวน์"

ชาร์ลส ดอว์สัน นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงและนักขุดหาซากฟอสซิลสมัครเล่นได้ออกมากล่าวว่าเขาได้พบกระดูกกรามและเศษชิ้นส่วนหัวกระโหลกมนุษย์ในเมืองพิลท์ดาวน์ประเทศอังกฤษใน ค.ศ.๑๙๑๒ ถึงแม้ว่ากระดูกกรามจะเหมือนของลิงมากกว่า แต่ฟันและกระโหลกก็เหมือนกับของมนุษย์ ตัวอย่างเหล่านี้ได้ถูกปิดป้ายบอกว่าเป็น “มนุษย์พิลท์ดาวน์”

กล่าวกันว่ากระดูกเหล่านี้มีอายุ ๕ แสนปีและได้ถูกนำมาแสดงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงการวิวัฒนาการของมนุษย์ในหลายพิพิธภัณฑ์ เป็นเวลากว่า ๔๐ ปีที่เรื่องราวของ “มนุษย์พิลท์ดาวน์” ได้ถูกนำมาเขียนบทความทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น ตลอดจนได้มีการอธิบายความหมาย การวาดภาพและการนำเอาฟอสซิลไปแสดงเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อยืนยันถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ มีวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่เขียนถึงเรื่องนี้ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ เรื่อง เฮนรี แฟร์ฟิลด์ ออสบอร์น (Henry Fairfield Osborn) นักศึกษาซากยุคหินผู้มีชื่อเสียงได้กล่าวว่า “…เราจะต้องจดจำไว้เสมอว่าธรรมชาตินั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่แปลกประหลาดมากมาย และนี่เป็นความน่าทึ่งอย่างหนึ่งที่มีการพบเกี่ยวกับมนุษย์ในยุคก่อนหน้านี้…” ในขณะที่เขากำลังเยี่ยมพิพิธภัณฑ์อังกฤษใน ค.ศ.๑๙๓๕

ใน ค.ศ.๑๙๔๙ นายเคนเนธ โอคลีย์ (Kenneth Oakley) จากแผนกโบราณวัตถุยุคหินของพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้พยายามใช้วิธีการ “ทดสอบทางฟลูโอรีน”ซึ่งเป็นการทดสอบใหม่เพื่อกำหนดอายุของฟอสซิลเก่าแก่บางอย่างกับมนุษย์พิลท์ดาวน์ ผลของการทดสอบเป็นที่น่าตื่นเต้น ระหว่างการทดสอบปรากฏว่ากระดูกกรามของมนุษย์พิลท์ดาวน์ไม่มีฟลูออรีนใดๆอยู่เลยซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันได้ถูกฝังมาไม่กี่ปีนี้เอง หัวกระโหลกซึ่งมีฟลูออรีนอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นก็แสดงว่ามันมีอายุไม่กี่พันปี

การศึกษาถึงขั้นตอนของเวลาด้วยวิธีการทางด้านฟลูออรีนได้เปิดเผยให้เห็นว่ากระโหลกมีอายุเพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น

นอกจากนี้แล้วยังเป็นที่ชัดเจนว่าฟันในกระดูกกรามที่เป็นของลิงอุรังอุตังนั้นได้ถูกนำมาใส่ไว้และเครื่องมือโบราณที่ถูกค้นพบได้กับฟอสซิลก็เป็นการลอกเลียนแบบที่ถูกเหลาให้แหลมด้วยการใช้เหล็ก หลังจากที่ทำการการวิเคราะห์รายละเอียดแล้ว เรื่องที่ถูกกุขึ้นมานี้ก็ได้ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนใน ค.ศ.๑๙๕๓

กระโหลกดังกล่าวเป็นของมนุษย์ที่มีอายุ ๕๐๐ ปี และกระดูกขากรรไกรก็เป็นของลิงใหญ่ที่ตายเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนฟันก็ได้ถูกนำมาจัดเรียงไว้ในกรามหลังจากนั้นเป็นการเฉพาะและข้อต่อต่างๆก็ได้ถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อให้เหมือนกับของมนุษย์ หลังจากนั้น ชิ้นส่วนเหล่านี้ทั้งหมดก็ได้ถูกทาด้วยโปแตสเซียมไดโครเมตเพื่อให้มันดูเก่าย้อนยุค สิ่งที่ได้ถูกทาไว้เหล่านี้ได้เริ่มหายไปเมื่อถูกจุ่มลงไปในกรด เลอโกรชาร์ลซึ่งเป็นหนึ่งในคณะที่เปิดโปงการสร้างหลักฐานเท็จนี้ไม่อาจปิดบังความประหลาดใจต่อสถานการณ์นี้ได้กล่าวว่า “หลักฐานร่องรอยที่สร้างขึ้นนี้เห็นได้ชัดจนต้องตั้งคำถามว่ามันลอดจากการสังเกตไปได้อย่างไร?” หลังจากนั้นมนุษย์พิลท์ดาวน์ก็ถูกย้ายออกไปจากพิพิธภัณฑ์ที่มันได้ถูกนำมาแสดงไว้เป็นเวลากว่า ๔๐ ปี

http://www.islam.in.th/evolution-deceit



 ยิงฟันยิ้ม



บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 983  เมื่อ 25 ม.ค. 11, 17:14

มนุษย์ปักกิ่งด้วยค่ะ จากบทความข้างบน

Most creationists have considered the Peking Man fossils to be those of apes, or, even more improbably, monkeys,    but in recent years the view of Lubenow that they were humans has been gaining ground.
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 984  เมื่อ 26 ม.ค. 11, 16:57

ขอขยายความต่ออีกนิดหนึ่ง  เผื่อคุณเพ็ญชมพูจะอธิบายให้ฟังได้
วิวัฒนาการตามทฤษฎีของดาร์วิน  ดิฉันเข้าใจว่าเป็นการปรับเปลี่ยนทางสรีระของสัตว์ต่างๆให้เข้ากับสภาพแวดล้อม   ซึ่งใช้เวลานานมาก  อย่างวาฬสัตว์บกที่ลงไปหากินในทะเล ขาก็หายไป  มีครีบมีหางเหมาะกับอยู่ในน้ำ
แต่มันไม่มีพัฒนาการ     ต้นตระกูลปลาเคยว่ายน้ำยังไง  ปลาเดี๋ยวนี้ก็ยังว่ายน้ำอยู่ยังงั้น  แต่มนุษย์ถ้ำกับมนุษย์ที่คิด ipad ขึ้นมา ไม่เหมือนกัน  ให้กลับไปอยู่ในถ้ำก็อยู่ไม่ได้แล้ว   
วิวัฒนาการกับพัฒนาการจึงไม่เหมือนกัน
สัตว์ทั้งหลายมีวิวัฒนาการ  แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตอย่างเดียวที่มีพัฒนาการ  คำถามคือทำไม?

แถมท้ายด้วยสัตว์ประหลาด

บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 985  เมื่อ 27 ม.ค. 11, 08:33

เพราะว่ามนุษย์นั้นพร้อมแล้วที่จะมี "พัฒนาการ"

มีสมองที่รู้จักคิดและจินตนาการ

มีร่างกายที่ตั้งตรงพร้อมสองมือที่สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว



วินทร์ เลียววาริณ เขียนไว้ในหนังสือ "ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล"

นานแสนนานมาแล้ว มนุษย์วานรคนหนึ่งกำลังนอนดูก้อนเมฆ

บางที่อาจเป็นภาพก้อนเมฆบนฟ้าเมื่อราวหนึ่งล้านปีที่แล้วก็ได้ที่ทำให้เขาคิดสร้างวัตถุบางอย่างขึ้นมาจากหิน เป็นอาวุธชิ้นแรกของโลก

แล้วมนุษย์และโลกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ระยะเวลาจากมนุษย์ยุคโบราณที่ประดิษฐ์อาวุธหินมาถึงยุคที่มนุษย์ โฮโม ซาเปียนส์ สร้างศูนย์การค้าด้วยคอนกรีต ห่างกันหลายแสนปี

ไม่ว่ามนุษย์โบราณนายนั้นประดิษฐ์งานชิ้นนี้ด้วยเหตุผลใด เขาเป็นต้นเหตุให้เกิดศูนย์การค้าเบื้องหน้าผมตอนนี้

หากเขาไม่ได้ประดิษฐ์อาวุธหินชิ้นนั้น ลูกหลานของเขาคงไม่ได้สร้างอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างตามมา

แต่นั่น --- ตามความคิดของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง --- เป็นความเข้าใจผิดโดยตลอด

มนุษย์ไม่ได้ "ประดิษฐ์" เครื่องมือชิ้นนั้น

ความจริงก็คือเครื่องมือชิ้นนั้น "ประดิษฐ์" มนุษย์ขึ้นมาต่างหาก


แน่นอนมนุษย์วานรนายนั้นเป็นผู้รับผิดชอบการค้นพบนั้น ทว่าการประดิษฐ์อาวุธเป็นก้าวใหญ่ที่สุดก้าวหนึ่งของพวกเขา เพราะทำให้เกิดการปรับตัวเข้ากับสิ่งประดิษฐ์นั้น กระตุ้นให้สมองเกิดการใช้ความคิด ผลที่ตามมาคือวิวัฒนาการที่ทำให้มนุษยืไม่จำเป็นต้องมีฟันเขี้ยวหน้าเหมือนสัตว์ เพราะอาวุธหินแหลมสามารถทำหน้าที่นี้ได้ บังคับให้คนต้องเดินหลังตรง และควบคุมการใช้มือให้คล่องแคล่ว

พัฒนาการนี้เป็นก้าวใหญ่ของมนุษย์วานรมาสู่มนุษย์ปัจจุบัน เช่นที่การประดิษฐ์หลอดไปของเอดิสันเปลี่ยนโลกกลางคืนเป็นกลางวันฉะนั้น

ที่น่าสังเกตคือ ระยะเวลาหมื่นปีจากมนุษย์เชย ๆ มาเป็นมนุษย์สวมเสื้อผ้ามีแบรนด์เนมนั้น ถือว่าเป็นความเจริญแบบก้าวกระโดดทีเดียว

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมบางช่วงอารยธรรมของมนุษย์จึงเจริญแบบก้าวกระโดด บางช่วงจึงเฉื่อยชา?

เราอาจดูศตวรรษที่ ๒๐ เป็นตัวอย่าง ประดิษฐกรรมและการค้นพบจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นในยุคนี้ ทั้งที่ขนาดของสมองคนก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิม

คำตอบคือศตวรรษที่ ๒๐ เป็นช่วงจังหวะที่เกิดตัวแปรหลายตัวขึ้น

เฉพาะการค้นพบไฟฟ้าอย่างเดียวก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ให้เกิดสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ ตามมาเป็นพรวน และหลายอย่างมิเพียงเปลี่ยนมุมมองทางวิทยาศาสตร์ หากเปลี่ยนวิถีมนุษย์ทั้งโลก เช่น หลอดไฟ เป็นต้น

ศตวรรษที่ ๒๐ เป็นช่วงที่มีการพบรังสีเอ็กซ์ (อย่างบังเอิญ), เครื่องบิน, พลังปรมาณู, ควอนตัม เมคานิกส์, การค้นพบดาราจักรใหม่ ๆ, การเดินทางสู่อวกาศ ฯลฯ และทีสำคัญที่สุดคือระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งปฏิวัติโลกแบบพลิกด้าน

นักวิทยาศาสตร์ในปลายศตวรรษที่ ๑๙ คงไม่เชื่อเด็ดขาดว่า เพียงไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ ยานอากาศของมนุษย์เดินทางข้ามระบบสุริยะไปแล้ว

จะเห็นว่าความเจริญแบบก้าวกระโดดเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่แปลกมหัศจรรย์อะไร

แปลกตรงที่เราน่าจะมีการก้าวกระโดดมากครั้งกว่านี้ หากห้องสมุดแห่งอเล็กซานเดรียที่รวมความรู้ทั้งโลกไม่ถูกเพลิงผลาญ หากหนังสือเกี่ยวกับอะตอมที่เขียนในสมัยกรีกไม่สูญหายไป หากกกาลิเลโอได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากศาสนจักร ฯลฯ ป่านนี้เราอาจเดินทางไปดวงดาวที่ใกล้ที่สุดแล้ว

อาวุธหินและการพบไฟ (ไม่ว่าโดยบังเอิญหรือไม่) เป็นตัวแปรที่เปลี่ยนมนุษย์และโลกโดยสิ้นเชิง


 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 986  เมื่อ 27 ม.ค. 11, 09:22

เพราะว่ามนุษย์นั้นพร้อมแล้วที่จะมี "พัฒนาการ"

มีสมองที่รู้จักคิดและจินตนาการ

มีร่างกายที่ตั้งตรงพร้อมสองมือที่สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว



วินทร์ เลียววาริณ เขียนไว้ในหนังสือ "ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล"

นานแสนนานมาแล้ว มนุษย์วานรคนหนึ่งกำลังนอนดูก้อนเมฆ

บางที่อาจเป็นภาพก้อนเมฆบนฟ้าเมื่อราวหนึ่งล้านปีที่แล้วก็ได้ที่ทำให้เขาคิดสร้างวัตถุบางอย่างขึ้นมาจากหิน เป็นอาวุธชิ้นแรกของโลก

แล้วมนุษย์และโลกก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ระยะเวลาจากมนุษย์ยุคโบราณที่ประดิษฐ์อาวุธหินมาถึงยุคที่มนุษย์ โฮโม ซาเปียนส์ สร้างศูนย์การค้าด้วยคอนกรีต ห่างกันหลายแสนปี

ไม่ว่ามนุษย์โบราณนายนั้นประดิษฐ์งานชิ้นนี้ด้วยเหตุผลใด เขาเป็นต้นเหตุให้เกิดศูนย์การค้าเบื้องหน้าผมตอนนี้

หากเขาไม่ได้ประดิษฐ์อาวุธหินชิ้นนั้น ลูกหลานของเขาคงไม่ได้สร้างอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างตามมา

แต่นั่น --- ตามความคิดของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง --- เป็นความเข้าใจผิดโดยตลอด

มนุษย์ไม่ได้ "ประดิษฐ์" เครื่องมือชิ้นนั้น

ความจริงก็คือเครื่องมือชิ้นนั้น "ประดิษฐ์" มนุษย์ขึ้นมาต่างหาก


แน่นอนมนุษย์วานรนายนั้นเป็นผู้รับผิดชอบการค้นพบนั้น ทว่าการประดิษฐ์อาวุธเป็นก้าวใหญ่ที่สุดก้าวหนึ่งของพวกเขา เพราะทำให้เกิดการปรับตัวเข้ากับสิ่งประดิษฐ์นั้น กระตุ้นให้สมองเกิดการใช้ความคิด ผลที่ตามมาคือวิวัฒนาการที่ทำให้มนุษยืไม่จำเป็นต้องมีฟันเขี้ยวหน้าเหมือนสัตว์ เพราะอาวุธหินแหลมสามารถทำหน้าที่นี้ได้ บังคับให้คนต้องเดินหลังตรง และควบคุมการใช้มือให้คล่องแคล่ว


เอ้า ถามต่อ  ถ้าคุณเพ็ญชมพูจะเอาคำตอบคุณวินทร์เป็นหลักละก็
อะไรทำให้มนุษย์เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มีสมองที่ "คิด" และ "จินตนาการ"ได้  ในขณะที่เพื่อนร่วมโลกทุกสปีชี่ส์ไม่มี  จนบัดนี้ก็ไม่เห็นมีสัตว์โลกอื่นๆ พัฒนาสมอง ที่"คิด" และ "จินตนาการ" ได้อย่างมนุษย์   แม้ว่าบางชนิดเกิดก่อนมนุษย์ตั้งเป็นล้านๆปีก็ตาม
ทำไม "การประดิษฐ์" จึงเจาะลงมาที่มนุษย์อย่างเดียว  ไม่เป็นส้มหล่นลงไปยังสัตว์ชนิดอื่นๆบ้าง

ดิฉันว่าจนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้คำตอบอยู่ดี  ว่าทำไมมนุษย์จึงเป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่มีพัฒนาการ    ส่วนพัฒนาช้าบ้างเร็วบ้างไม่ใช่เรื่องหลัก  คนเราบางทีก็เดินบ้างวิ่งบ้าง  ขึ้นกับอะไรหลายอย่าง เช่นสภาพแวดล้อมเอื้อให้เดินหรือวิ่ง    แต่ยังไงเขาก็ยังเดิน
ส่วนสัตว์โลกชนิดอื่นยังคลานยังว่ายอยู่ยังไง ก็ยังเป็นยังงั้น  ไม่ได้เขยิบขึ้นมาเดินหรือวิ่งสักที
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 987  เมื่อ 27 ม.ค. 11, 09:26

ถ้าอย่างนั้นลองพิจารณาอีกคำตอบหนึ่ง

Life: did it come from outer space?


ทำไมมนุษย์วานรจึงพัฒนากลายมาเป็นมนุษย์ในแบบ โฮโม  ซาเปียนส์ แบบปัจจุบันได้  ทำไมจึงเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่พัฒนาสมองจนเหนือกว่าสัตว์ประเภทอื่นได้  ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าคิดมาก  และในนิยายวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่ชอบเรื่องราวเล้นรับ  อาจคิดไปไกลถึงขนาดว่า หรือเราคือสายพันธุ์ที่ถูกกำหนด  ถ้าเช่นนั้นกำหนดโดยใคร?  เราพัฒนาขึ้นมาเองแบบรวดเร็ว ก้าวกระโดด เพราะตัวเราเอง หรือเพราะสิ่งมีชีวิตอื่นที่ทรงปัญญามากกว่าเรา  และสิ่งนั้นคือพระเจ้า หรือจะเป็นมนุษย์ต่างดาวนอกโลก !

เรื่องราวจึงเข้าสู่ประเด็นที่เป็นปริศนา"ดำมืด "ที่ไขไม่ออก  เมื่อจู่ ๆ วันหนึ่งฝูงลิงก็ต้องแตกตื่น เพราะอยู่ดี ๆ ก็มีแท่งหิน "ดำมืด"  มาโผล่ขึ้นกลางชุมชนลิง โดยไม่เห็นที่มาที่ไป  และไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร  ขอเรียกว่าลิงก็แล้วกัน เพราะสั้นดี  ฝูงลิงนั้นทำได้ก็แต่เพียงสำรวจโดย "ลูบคลำ" อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ตามประสาลิง  ไม่แตกต่างอะไรกับภาพของลิงในปัจจุบันเลย  แล้วจริง ๆ แล้ว สิ่งนี้มันคืออะไรกันเล่า...  

ต่อมาจะด้วยเหตุใดก็ตาม  ฝูงลิงเกิดพบปัญญาขึ้นมาจากกองกระดูกซากสัตว์  ว่าเรานั้นมีอุปกรณ์ในการทุบตีฝ่ายตรงข้ามแล้ว   สิ่งนี้คือพัฒนาการสำคัญของมนุษย์ ในการรู้จักเปลี่ยนตีนให้เป็นมือ และรู้จักใช้และสร้าง "เครื่องมือ" เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ดิ้นรนชีวิต และเอาชนะธรรมชาติบางอย่าง  

เรื่องราวตอนต้นของภาพยนตร์เรื่อง 2001 Space Odyssey
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=316364

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เพ็ญชมพู
หนุมาน
********
ตอบ: 10723



ความคิดเห็นที่ 988  เมื่อ 28 ม.ค. 11, 11:12

2001 : A Space Odyssey

The dawn of man.

 

Apes discover weapons. Man discovers space and escape velocity.



ขอให้มีความสุขในการชมภาพยนตร์

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30536

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 989  เมื่อ 28 ม.ค. 11, 12:43

จบเรื่องสัตว์ประหลาด ด้วย Space Odyssey  ถือว่าลงตัวยอดเยี่ยม


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 64 65 [66] 67 68 ... 186
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.051 วินาที กับ 19 คำสั่ง