เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 6557 อยากทราบว่าทำไมพระแก้วมรกตถึงเป้นของคู่บ้านคู่เมืองไทย ไม่ใช่พระพุทธรูปอื่นครับ
Whalerider
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


 เมื่อ 17 เม.ย. 10, 17:55

หาคำตอบไม่ได้สักที สงสัยมากๆครับ วแล้วมีอิทธิพลกับเรายังไงอ่ะครับ เพราะ ผมรู้สึกว่าพระแก้วมาจากอินเดีย
รบกวนผู้รู้ด้วยนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30790

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 19 เม.ย. 10, 10:13

รออยู่หลายวันไม่เห็นใครเข้ามาตอบ       ก็เลยเข้ามาตอบขัดตาทัพไว้ก่อน

ตามประวัติกล่าวว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2325  ทรงสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่กรุงธนบุรี มาประดิษฐานไว้ที่ใหม่      ทรงถวายพระนามนครใหม่ให้ต้องกับนามพระแก้วมรกตว่า กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราอยุธยาบรมราชธานี
ในเมื่อทรงอัญเชิฐพระแก้วมรกตให้ประดิษฐานอยู่ในวัดสำคัญที่สุดของกรุงเทพ  คือวัดพระจำพระราชวังหลวง ก็เท่ากับพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุด    ชื่อเมืองก็ตั้งขึ้นตามความสำคัญของพระแก้วมรกต   จึงถือว่า นี่คือพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง

ถ้าท่านไหนมีหลักฐานอย่างอื่น ก็ช่วยเข้ามาตอบด้วยค่ะ
บันทึกการเข้า
indyindy
อสุรผัด
*
ตอบ: 4



ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 19 เม.ย. 10, 20:22

ดิฉันเคยไปเที่ยวเวียงจันทน์ประเทศลาวค่ะ  ไปที่วัดพระแก้วและที่หน้าวัดพระแก้วจะมีป้ายค่ะ ข้อความในนั้นคล้าย ๆ กับว่าประเทศไทยเราไปเอาของเขามาเลยนะคะ  ไม่ทราบว่าเท็จจริงประการใด  ขอเรียนถามผู้รู้ด้วยค่ะ (ดิฉันแนบรูปมาให้ดูด้วย ไม่แน่ใจว่าจะอ่านข้อความในป้ายนั้นได้หรือเปล่า)


คลิกที่รูปเพื่อขยาย/ย่อ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30790

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 19 เม.ย. 10, 20:54

ตามประวัติกล่าวว่า พระแก้วมรกตพระองค์นี้ เทวดาสร้างถวายพระอรหันต์องค์หนึ่ง มีนามว่า พระนาคเสนเถระ แห่งเมืองปาตลีบุตร ในอินเดีย พระนาคเสน ได้อธิษฐานอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ ของสมเด็จพระสัมมนาสัมพุทธเจ้า ให้ประดิษฐานอยู่ในองค์พระแก้วมรกต ๗ พระองค์ คือ ในพระโมฬี พระนลาฏ พระอุระ พระอังสาทั้ง ๒ ข้าง พระชานุทั้ง ๒ ข้าง ต่อมาพระแก้วมรกตได้ตกไปอยู่ที่เมืองลังกา เมืองกัมโพชา เมืองศรีอยุธยา เมืองละโว้ เมืองกำแพงเพชร และเมืองเชียงราย ตามลำดับ เจ้าเมืองเชียงรายได้เอาปูนทาแล้วลงรักปิดทอง นำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ที่เมืองเชียงราย เพื่อซ่อนเร้นจากศัตรู

เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๙ เกิดฟ้าผ่าที่องค์เจดีย์ ชาวเมืองได้เห็นพระพุทธรูปปิดทองปรากฎอยู่ คิดว่าเป็นพระพุทธรูปศิลาทั่วไป จึงได้อัญเชิญไปไว้ในวิหารในวัดแห่งหนึ่ง ต่อมาปูนที่ลงรักปิดทองได้กะเทาะออกที่ปลายพระนาสิก เห็นเป็นเนื้อแก้วสีเขียว จึงได้แกะปูนออกทั้งองค์ จึงพบว่าเป็นพระพุทธรูปแก้วทึบทั้งองค์ ผู้คนจึงพากันไปนมัสการ พระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ จึงจัดกระบวนไปอัญเชิญพระแก้วมรกตมาเชียงใหม่ แต่ช้างที่ใช้อัญเชิญได้หันเหไปทางลำปางถึงสามครั้ง จึงต้องยอมให้อัญเชิญไปประดิษฐานที่ นครลำปางถึง ๓๒ ปี ที่วัดพระแก้ว ยังปรากฎอยู่ถึงปัจจุบันนี้

เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๑ พระเจ้าติโลกราชครองเมืองเชียงใหม่ ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ เป็นเวลา ๘๔ ปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๔ พระเจ้าไชยเชษฐา โอรสพระเจ้าโพธิสาร ซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อจากพระอัยกา ครั้นเมื่อพระเจ้าโพธิสารทิวงคต ทางกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงเชิญพระเจ้าไชยเชษฐา กลับไปเมืองหลวงพระบาง จึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๕ และได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง ๑๒ ปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๗ ได้ย้ายราชธานีไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย พระแก้วมรกต ได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์อีก ๒๑๔ ปี
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะที่ทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ยกกองทัพ ไปตีได้เมืองเวียงจันทน์ และได้อัญเชิญพระแก้วมรกตพร้อมกับพระบาง มายังกรุงธนบุรี ได้ประดิษฐานไว้ ณ โรงพระแก้วในบริเวณพระราชวังเดิม ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ฯ ได้ครองราชย์ที่กรุงรัตนโกสินทร์   เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้ทรงโปรดให้ประดิษฐานพระแก้วมรกต ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ 

สรุปว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ในลาว นานกว่าสองร้อยปี     แต่ก่อนจะอัญเชิญไปลาว  พระแก้วมรกตเคยอยู่ในไทยมาก่อน   แล้วก็ได้กลับมาประดิษฐานอยู่ในไทยอีก
บันทึกการเข้า
virain
นิลพัท
*******
ตอบ: 1655


AmonRain


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 19 เม.ย. 10, 21:08

สวัสดีครับ ประวัติของพระแก้วมรกตเคยอ่านนานแล้ว แต่ถ้าเชื่อตำนานก็ย้อนไปถึงอินเดียจริงๆครับ แถมด้วยความมหัศจรรย์มากมาย
แต่ถ้าเอากันตามเรื่องในพงศาวดารก็พบครั้งแรกในแดนล้านนาน ก่อนที่จะไปอยู่ล้านช้าง และประดิษฐานอยู่ที่กทม. จนปัจจุบัน
รายละเอียดคงหาอ่านได้ไม่ยากนัก

สำหรับเรื่องพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองผมเองคิดว่า มีหลายองค์นะครับเช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระพุทธสิหิงค์(เติมs)
พระศรีศากยมุนี ฯลฯ เหล่านี้เป็นพระพุทธรูปสำคัญของเมืองไทย เป็นศุนย์รวมศรัทธา พุทธศิลป์ ที่น่าภาคภูมิใจทั้งหมด
แต่การที่ชอบคิดว่าพระแก้วเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุด อาจเป็นเพราะว่าพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
ซึ่งเป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญมากมายอยู่ตลอด ทั้งยังมีการเปลี่ยนเครื่องทรงถวายด้วย เป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจมาก

ส่วนเรื่องหอพระแก้วที่ลาวนั้น ก็เป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับเขาไม่น้อย นอกจากพระแก้ว(เวียงจันทร์)แล้วยังมีพระพุทธบุษยรัตน์ฯ(จำปาสัก)
กับพระบาง(หลวงพระบาง)แต่ภายหลังพระราชทานคืน ยังมีพระเสริม (วัดปทุมวนาราม) พระสุก (แม่น้ำโขง) พระใส (วัดโพธิ์ชัย) อีกด้วย
การที่เรายึดเอาของสำคัญขนาดนี้ของเมืองเหล่านั้น กลับมาย่อมสร้างความไม่พอใจเป็นธรรมดา แถมยังมีเรื่องที่แสนเจ็บปวดอย่างการเเผา
เวียงจันทร์อีกด้วย แต่เรื่องแบบนี้ก็เป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณ คนในสมัยนี้ต้องเรียนรู้และเข้าใจให้ดี ถ้ามองมุมเดียวเราก็จะโทษแต่คนอื่น
เหมือนการเผาเวียงจันทร์ในสมัน ร.3 สมัยนั้นลาวเองก็แตกเป็นสามฝ่าย และก็มาตีเวียงจันทร์เองเหมือนกัน ไม่ต่างกับตอนบุเรงนองมาตีอยุธยา
เมืองเหนืออย่างสองแควก็ยกลงมาด้วย และคราวเสียกรุงครั้งที่หนึ่งสมบัติสำคัญๆหลายชิ้นก็ถูกขนย้ายไป ประวัติศาสตร์เหล่านี้สร้างความเจ็บปวด
ต่อกันเสมอมา ถ้ามัวแต่มานั่งโกรธกันเพราะประวัติศาสตร์ ก็ไม่รู้จะได้อะไรขึ้นมาครับ



บันทึกการเข้า
Kurukula
สุครีพ
******
ตอบ: 1303



ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 19 เม.ย. 10, 22:22

เคยสงสัยว่าพระแก้วมรกตอาจถูกชาติภาษาต่างๆในสุวรรณภูมิ อนุโลมให้กลายเป็นหนึ่งใน "สัตตรัตนะ" หรือแก้วเจ็ดประการของพระมหาจักรพรรดิ์ (คือแก้วมณี) หรือเปล่า คือแก้วสารพัดนึกที่บันดาลได้ทุกอย่าง ซึ่งผู้ที่มีบุญบารมีถึงที่พระมหาจักรพรรดิ์เท่านั้นจึงสามารถครอบครองได้

อันนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวนะครับ คงต้องตามใน รัตนพิมพวงศ์

แต่ในอันที่จริงแล้ว พระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ก็เป็นที่แก่งแย่งหรือใช้เป็นข้ออ้างทางการเมืองอยู่เสมอๆ ขึ้ินอยู่กับว่าช่วงเวลาใดที่สยามจะหันเหความสนใจไปทางดินแดนไหนเท่านั้นเอง

จะเห็นว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระแก้วมรกตประทับอยู่ที่เวียงจันทน์อย่างสงบสุขถึง 214 ปี ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาจนถึงรัชกาลที่ 1

กรุงศรีอยุธยาก็มิได้มีความกระตือรือล้นที่จะใคร่ได้พระแก้วมรกตไว้ในครอบครองแต่ประการใด ตรงกันข้าม พระพุทธรูปที่กรุงศรีอยุธยาหมายปองกลับเป็น พระพุทธสิหิงค์ กับพระแก่นจันทน์แดง ซึ่งแย่งกันไปมา จนถึงกับเมาท์กันในจารึกว่าพระพุทธสิหิงค์ที่ได้ลงมามิใช่องค์จริง..

สันนิษฐานว่าคงสืบเนื่องจากไทยและพม่าพยายามแข่งขันกันมีอำนาจเหนือดินแดนล้านนา เมื่อสยามปรารถนาเชียงใหม่ การขอพระพุทธสิหิงค์ก็ไม่ต่างกับพระเจ้ากรุงหงสาวดีขอช้างเผือกพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา

ผมยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลมากกว่านั้น แต่ยังไม่เคยสังเกตว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการกล่าวถึงพระแก้วมรกต กล่าวแต่พระสิหิงค์ยืนพื้น

ปล. ทุกวันนี้เิริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า พระแก้วมรกตอาจสร้างขึ้นตามศิลปะล้านนา สกุลช่างพะเยา ซึ่งถนัดการแกะสลักหินต่างๆ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30790

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 20 เม.ย. 10, 09:28

อ้างถึง
ปล. ทุกวันนี้เิริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า พระแก้วมรกตอาจสร้างขึ้นตามศิลปะล้านนา สกุลช่างพะเยา ซึ่งถนัดการแกะสลักหินต่างๆ
คุณกุรุกุลาพูดถึงเรื่องที่ดิฉันอยากถามพอดี   จำได้ว่าอาจารย์ประวัติศาสตร์เคยบอกว่า ลักษณะของพระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสน
มีใครพอทราบ พอจะขยายความให้ฟังได้บ้างคะ
บันทึกการเข้า
Kurukula
สุครีพ
******
ตอบ: 1303



ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 20 เม.ย. 10, 22:37

เรียนอาจารย์เทาชมพูทราบครับ

องค์พระแก้วมรกตนั้น สร้างด้วยหินสีเขียว ซึ่งการสร้างพระพุทธรูปด้วยหินมีค่านั้น นิยมมากในล้านนาและล้านช้าง รวมทั้งพม่าและลังกา ส่่วนภาคกลางของประเทศไทย เช่นอโยธยาและสุโขทัย ไม่ปรากฏว่าได้รับความนิยมมากนัก สำหรับทางล้านนานั้น ดินแดนที่มีการแกะสลักพระพุทธรูปด้วยหินมากกว่าใครเพื่อนก็คือ พะเยา ซึ่งลักษณะเด่นของพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยาก็คือ ไม่ปรากฏขมวดพระเกศา อาจจะเป็นเพราะสามารถประดับเพิ่มได้ด้วยปูนปั้น เมื่อเวลาผ่านไปปูนกะเทาะออก จึงเหลือเพียงพระเศียรโล่่งๆ

อย่างไรก็ตาม พระพุทธรูปหินสลักสกุลช่างอื่น แม้จะแกะด้วยหิน แต่ก็มักทำโกลนเป็นตารางนูนๆ รอบพระเศียร เพื่อให้ปูนสามารถยึดเกาะกับพระเศียรได้ดีขึ้น

สำหรับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรนั้น จากลักษณะทางศิลปกรรม สามารถจัดจำแนกได้ว่า ใกล้เคียงกับศิลปะล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ลงมา สังเกตจากชายสังฆาฏิที่ยาวจรดพระนาภีแล้ว และการสร้างพระประทับนั่งขัดสมาธิราบ อันเป็นอิทธิพลศิลปะลังกา อาจผ่านมาทางสุโขทัยหรือมาจากลังกาโดยตรงหรือไม่ก็ได้ เนื่องจากยุคนี้ พระภิกษุล้านนา นิยมไปสืบพระศาสนาในลังกากันมาก

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน การแต่งตำนานเพิ่มเติมเพื่อเสริมให้องค์พระศักดิ์สิทธิ์ขึ้นก็เป็นได้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30790

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 21 เม.ย. 10, 09:13

ขอบคุณมากๆ สำหรับคำตอบที่อยากรู้มานาน
ขอถามต่อไปว่า คุณกุรุกุลาพอจะหารูปพระพุทธรูป สกุลเดียวพระแก้วมรกตมาให้ดูบ้างได้ไหม
เป็นแนวเปรียบเทียบ
ดิฉันอยากจะเห็นว่าพระแก้ว มีลักษณะแบบพระพุทธรูปล้านนา ยังไง
ส่วนพระพุทธรูปเชียงแสน ที่อาจารย์เคยบอกไว้  เป็นยังไงคะ  อยากเห็นตัวอย่างอีกเหมือนกัน
บันทึกการเข้า
indyindy
อสุรผัด
*
ตอบ: 4



ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 22 เม.ย. 10, 14:34

ขอบคุณผู้รู้ทุก ๆ ท่านที่ช่วยไขข้อข้องใจค่ะ  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
Kurukula
สุครีพ
******
ตอบ: 1303



ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 24 เม.ย. 10, 22:04

เรียนอาจารย์เทาชมพูครับ

ผมยังหารูปมาแสดงไม่ได้ครับ เนื่องจากคอมตัวที่ใช้เก็บภาพกำลังเสียอยู่ จะลองพยายามหาจากหนังสือดูก่อนครับ
บันทึกการเข้า
kui045
มัจฉานุ
**
ตอบ: 84


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 25 เม.ย. 10, 11:27

ส่วนตัวคิดว่าพระแก้วมรกตองค์ที่ประดิษฐานในวัดพระแก้วนั้นน่าจะเป็นมีฝีมือช่างทางล้านนา-ล้านช้าง
เนื่องจากรูปลักษณะทางศิลปะ และแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ(หินมรกต)

ส่วนเรื่องตำนานนั้นเชื่อได้บ้างไม่ได้บ้างเนื่องจากผู้สร้างตำนานอาจสร้างเพื่อความชอบธรรมในการครอบครอง
หรือเพื่อความศักดิ์สิทธ์ความน่าเชื่อถือเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระพุทธปฎิมา

เรื่องที่บันทึกได้ทางประวัติศาสตร์น่าเชื่อถือได้ตั้งแต่ถูกพบเนื่องจากฟ้าผ่าเห็นองค์พระแก้วที่ถูกหุ้มอยู่สู่ล้านนา-ล้านช้าง-กรุงธนบุรี-กรุงรัตนโกสินทร์-จนปัจจุบัน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.065 วินาที กับ 19 คำสั่ง