ขอความรู้เรื่องโคลงของศรีปราชญ์ค่ะ

<< < (6/10) > >>

เทาชมพู:
ความเป็นไปไม่ได้ในความเป็นไปได้

        อย่างไรก็ตาม ตำนานศรีปราชญ์แม้จะเป็นเรื่องที่เป็นตำนานและก็ระบุชื่อผู้คนสถานที่ไว้มาก กระนั้นตำนานศรีปราชญ์ก็ยังมีช่องโหว่และความไม่สมจริงมากมายตามลำดับ คือ
        1. ตำนานศรีปราชญ์กล่าวว่า ในราตรีกาลหนึ่งพระนารายณ์ทรงสำราญอยู่ด้วยกวีกีฬากับบรรดานักปราชญ์ราชกวี พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์โคลงขึ้น 2 บทว่า

            อันใดย้ำแก้มแม่                 หมองหมาย
         ยุงเหลือบฤๅริ้นพราย               ลอบย้ำ

         ทรงแต่งค้างไว้แค่นี้ แล้วโปรดให้พระยาโหราธิบดี ไปแต่งต่อให้จบ เมื่อพระยาโหราธิบดีมาถึงบ้านคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก จึงเอากระดานที่มีพระราชนิพนธ์ค้างวางไว้ จนถึงเลาเช้า ก็ออกไปรับประทานอาหาร กลับมาก็พบโคลงต่อจนครบบท ว่า

              ผิวคนแต่จะกราย               ยังยาก
              ใครจะอาจให้ช้ำ                ชอกเนื้อเรียมสงวน

            ครั้งถึงเวลาเข้าเฝ้าจึงนำขึ้นทูลถวาย พระนารายณ์ทอดพระเนตรทรงสงสัยตรัสถามว่าใครแต่ง เพราะดูหนุ่มกว่าวัยพระโหราธิบดี เมื่อทรงทราบว่าลูกพระโหราธิบดีอายุ 9 ขวบ (บางฉบับบางรายว่า 12 ขวบ) เป็นคนแต่งก็ทรงไม่เชื่อว่าเด็กอายุ 9 ขวบ จะแต่งได้...

            โดยธรรมดาของกวีย่อมมีนิสัยอย่างหนึ่งคือทิฐิแรงกล้า ยิ่งพระนารายณ์ทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ยิ่งทรงมีขัตติยะมานะสูงส่งไฉนพระองค์จึงนำโคลงที่ค้างไว้ให้ผู้อื่นแต่งต่อและทำไมไม่ทรงให้กวีอื่นที่มีฝีมือสูงส่งเช่น พระศรีมโหสถ ผู้แต่งโคลงเฉลิมพระเกียรติ กาพย์ห่อโคลง โคลงอักษรสามหมู่หรือพระมหาราชครูผู้แต่งฉันท์สมุทรโฆษตอนต้น – เสือโคคำฉันท์ ในด้านกวีนิพนธ์พระโหราธิบดีไม่ค่อยปรากฏผลงานนอกจากราวบรวมตำราจินดามณีและคาดว่ามีพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (ฉบับหลวงประเสริฐฯ) อีกชิ้นหนึ่งทั้งองศ์พระนารายณ์เองก็ทรงมีพระราชนิพนธ์โคลงทางสุภาษิตไว้คือ ราชสวัสดิ์ (63 บท) พาลีสอนน้อง (32 บท) และทศรสสอนพระราม (12 บท ) และในปีที่พระองค์ทรงแต่งโคลงค้างไว้คือปี 2205 ทรงมีพระชนมายุ 30 พรรษา ซึ่งกำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ของวัยหนุ่ม ซึ่งนัยนี้แล้ว งานเพียงแต่งโคลงให้จบบทคงไม่เหลือพระกำลังที่จะทรงแต่ง และยิ่งถ้าศรีปราชญ์เมื่ออายุ 9 ขวบ แต่งจบได้และเชื่อมความสนิทแล้ว งานของศรีปราชญ์ในระยะต่อมาน่าจะมีมากกว่า 2 เล่ม คือ กำสรวลและอนิรุทธ์คำฉันท์ (ตามความเชื่อดั้งเดิม) เพราะนี่คือผลแสดงความเป็นมหากวีอย่างยิ่งเท่าที่กวีไทยจะมีมาในประวัติศาสตร์

            2. ในปี พ.ศ.2208 พระนารายณ์โปรดให้สร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีที่ 2 เพราะทรงเล็งเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอยู่ใกล้ปากอ่าว ง่ายต่อการถูกปิดล้อมและถูกบุกรุกจากต่างชาติ เพราะรัชสมัยนี้มีชาวต่างประเทศ เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส, ฮอลันดา ฯลฯ มาติต่อทางด้านการค้าขาย, ศาสนาและพยายามล่าอาณานิคมด้วย...อังกฤษและฮอลันดาถึงกับวางอำนาจเอาเรือรบมาปิดอ่าวไทย จนพระนารายณ์ถึงกับต้องยอมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเซ็นต์สัญญาทางการค้ากับฮอลันดา ซึ่งเป็นการเสียเปรียบอย่างมาก การสร้างลพบุรีเป็นราชธานี ก็เป็นพระราชกุศลอย่างหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปิดล้อมอ่าวโจมตีอีก

            สมเด็จพระนารายณ์โปรดประทับที่พระราชวังลพบุรีมาก เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับเป็นประจำราวปีละ 8 – 9 เดือน คงเสด็จมาประทับ ณ กรุงศรีอยุธยาปีละ 3 – 4 เดือน หรือเฉพาะในเวลามีงานพระราชพิธีเท่านั้น

เทาชมพู:
       โดยนัยนี้เราจะเห็นไดว่าพระนารายณ์จะทรงเอาเวลาเหลือเฟือมาจากไหนในการทรงกวี ณ พระราชตำหนักแห่งกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งมีคำกล่าวว่า รัชสมันของพระองค์เป็นยุคทองแห่งวรรณคดี แม้กระทั่งนายประตูพระราชวังก็สามารถเอื้อนเอ่ยเป็นคำโคลงได้ ฉะนั้นข้อสันนิษฐานอีกประการหนึ่งก็คือ พระนารายณ์คงจะทรงขนเอาข้าราชบริพาร ตลอดจนบรรดากวีไปไว้ ณ พระราชวังลพบุรี (นารายณ์ราชนิเวศน์) ริมแม่น้ำลพบุรีในปี พ.ศ.2220 เพราะพระราชวังใช้เวลาสร้าง 12 ปี จึงแล้วเสร็จ และพระนารายณ์ก็สวรรคตที่ลพบุรีนี่เอง
       แต่ข้อความตั้งแต่ต้นๆ ของกำสรวล (ศรีปราชญ์) นั้นกล่าวชมอยุธยาและออกเรือจากพระราชวังอยุธยาทั้งใจความบางตอนก็กล่าวถึงแต่สภาพชาวอยุธยาเท่านั้น หาได้อ้างถึงผู้คนและพระราชวังลพบุรีแต่อย่างใด

      3. มีคำโคลงอยู่บทหนึ่ง ซึ่งตำนานศรีปราชญ์กล่าวว่าเป็นคำโต้ตอบของพระยาแสนเมือง (มหาราชเชียงใหม่) กับศรีปราชญ์คือ

             รังสีพระเจ้าฮื่อ                            ปางใด
       ฮื่อเมื่อพระเสด็จไป                             ป่าแก้ว
       รังสีบ่สดใส                                     สักหยาด
      ดำแต่นอกในแผ้ว                                ผ่องเนื้อนพคุณ

       ในปี 2204 ไทยรบชนะเชียงใหม่ เจ้าพระยาโกษา (เหล็ก) ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงส์ลงมา และนำตัวเจ้าเมืองเชียงใหม่มาไว้ ณ กรุงศรีอยุธยาด้วย เจ้าเมืองเชียงใหม่นี้ก็คือพระยาแสนเมืองนั่นเองและคงเป็นผู้มีโวหารทางกวีคนหนึ่ง พระนารายณ์จึงทรงโปรดให้ติดตามไปไหนมาไหนด้วยเสมอ และสิ่งที่น่าสงสัยก็คือ เจ้าเมืองเชียงใหม่มาก่อนศรีปราชญ์จะเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กถึงหนึ่งปี ทั้งอยู่ในแวดวงพระราชกวีกีฬาของพระนารายณ์มาก่อน เหตุใดพระยาแสนเมืองจึงไม่รู้ว่าศรีปราชญ์ ได้พระราชทานนามเมื่อใด

เทาชมพู:
         4. ในกำสรวล (ศรีปราชญ์) มีกล่าวถึงท้าวศรีจุฬาลักษณ์อยู่หลายบท บางบทก็ดูคล้ายเป็นการแต่งซ่อมโดยกวีรุ่นหลังและท้าวศรีจุฬาลักษณ์ในที่นี้คือ แจ่ม ธิดาแม่นมเปรมซึ่งเป็นแม่ของพระเพทราชา และเป็นพี่ของท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์เกิดปี 2179 มีอายุแก่กว่าศรีปราชญ์ 14 ปีเป็นอย่างน้อย ในปีที่เข้าใจว่าศรีปราชญ์ถูกเนรเทศนั้น อายุศรีปราชญ์  ร่วม 33 ปี และอายุท้าวศรีจุฬาลักษณ์ตกในราว 47 ปี โดยประมาณ เป็นไปได้หรือที่ศรีปราชญ์จะบังอาจรักพระสนมเอกที่มีอายุแก่กว่าตนถึงเพียงนี้

            อีกทั้งโคลงทุกบทที่เพ้อรำพันถึงหญิงสาวที่จาก ผู้แต่งจะเรียกตนเองว่าพี่ทุกวรรค และข้อความในโคลงบ่งถึงความรักและอาลัยอย่างโจ่งแจ้งไม่มีถ้อยคำใดแอบแฝง หญิงสาวที่อ้างถึก็ดูจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งลึกล้ำเกินกว่าจะเป็นชู้ธรรมดา    เช่น

                   แม่วีชู้ช้อยชุ่ง                              นอนหลับ แลแม่
            ตื่นมเมอหาศรี                                    แอบข้าง
            ถนอมมือบนนทับหลงง                          โลบลูบ กันนา
            เรียมตื่นซำเจ้าค้าง                               ค่างเชอย

            ความจริงในโคลงทวาทศมาสก็มีการเอ่ยถึงชื่อ ศรีจุฬาลักษณ์ บ้าง คือ

                 อาฒาอาฒาศพ้ยง                         เพ็ญภักตร์
            อกก่ำกรมทรวงถอน                                 ถอดไส้
            ดวงศรีจุฬาลักษณ์                                  เฉลอมโลก กูเออย
            เดือนใหม่มาใดได้                                   โศกสมร

เทาชมพู:
         ดังนั้นผู้เขียนวิเคราะห์ศรีปราชญ์คาดว่า ศรีจุฬาลักษณ์คงเป็นการเรียกชื่อนางที่รักของกวีในทางยกย่องมากกว่า เพราะอาจเอามาจากตำนานท้าวศรีจุฬาลักษณ์ที่เชื่อกันว่าแต่งตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถวายพ่อขุนรามคำแหง (ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ที่มีอยู่ปัจจุบัน ไม่ใช่แต่งในสมัยสุโขทัยแน่นอน ซึ่งต้นฉบับจริงอาจสูญไปหรือไม่ก็เป็นตำนานที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เพียงแต่มุ่งหวังที่ฝ่ายปกครองจะแต่งขึ้นเองเพื่อใช้ประโยชน์ทางส่วนตัวอย่างลิลิตโองการแช่งน้ำก็เป็นได้) คำว่าศรีจุฬาลักษณ์ที่ปรากฏในกำสรวล (ศรีปราชญ์) และทวาทศมาสจึงเหมือนกับคำว่าศรีเสาวภาคที่มีปะปนใช้มากพอๆ กัน

            5. ตามตำราจินดามณีที่แต่งรวบรวมโดยพระโหราธิบดีซึ่งเข้าใจว่าเป็นบิดาศรีปราชญ์นั้น เพราะระบุไว้ว่า

            “จินดามณีนี้ พระโหราธิบดี เดิมอยู่เมืองสุกโขทัยแต่งถวายแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้าลพบุรีย” มีอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงกำสรวลสมุทรดังนี้ “อนึ่งเมื่อจะทำโคลงสิ่งใดให้เอาคติโคลงนั้นมาเทียบด้วยฉันทให้รู้จักพากยทั้งหลายคือตลุมพรพากย กำภุชพากย สยามพากย สิงหลพากย ภุกามพากย ตเลงพากย ภคธพากย...ผิเอากลอนห้าใส่ให้เอาด้วยกันทั้งสี่บท อย่าได้ลดโคลงต้น คือ อุปทวาทศ คำสวรสมุทร สมุทโฆษ พระนนทกษัตรีสังวาสศรี อุมาธิการย พระยศราชาพิลาป...”

เทาชมพู:
      พ.ณ. ประมวลมารค (ม.จ.จันทร์ จิรายุ รัชนี) ทรงให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อความข้างต้นไว้ใน “กำสวลสมุทร” วารสารศิลปากรปีที่ 7 เล่มที่ 1 พ.ศ.2496 ว่า

      “ธรรมดาบทเรียนย่อมมีการเปลี่ยนแปลงแทรกแซงตลอดเวลาตามแต่ความต้องการของแต่ละสมัย แต่จินดามณีท่อนนี้มีแปลกๆ หลายคำ (กลอนห้าทั้งสี่บท โคลงต้นคำโบราณ- ผิจะดูเยี่ยง..)

       กลอนห้าไม่ได้แต่งกันมาแต่สมัยพระเจ้าเหา เพราะฉะนั้น หากว่าจินดามณีท่อนนี้ไม่ใช่ของเดิม เป็นของท่านเกจิอาจารย์เติมเข้าภายหลังก็รู้สึกประหลาดอยู่หน่อยที่กล่าวถึงกลอนห้า   กำสรวลสมุทรข้าพเจ้าแปลว่านิราศทางทะเล และเหมาเอาง่ายๆ ว่า กำสรวลศรีปราชญ์นั่นเอง”

            ในจินดามณียกหนังสือวรรณคดีมา 6 เล่ม คือ อุปทวาทศมาส คำสวรสมุทรพระนามว่ากษัตรีสังวาสศรี ศรีอุมาธิการย พระยศราชาพิลาป มีข้อน่าคิดอยู่คือ ไม่ได้เอ่ยถึงลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ มหาชาติคำหลวง กาพย์มหาชาติ ซึ่งมีสำนวนและภาษาร่วมสมัยกันอยู่ คงเอ่ยถึงแต่ทวาทศมาส (อุปทวาทศมาส) กำสวรสมุทร (กำสรวลศรีปราชญ์ที่ใครเรียกกันในปัจจุบัน) พิยศราชาพิลาป (ราชาพิลาปคำฉันท์-ไม่ทราบว่าใครแต่งรูปแบบใช้ภาษาเก่าคำประพันธ์ที่ใช้มีกาพย์ฉบัง 16, สุรางคณางค์ 28, อิทรวิเชียรฉันท์ 11, วสันตดิลกฉันท์ 14, มาลินีฉันท์ 15, สัททุล 19) พระนนทกษัตริสังวาสและศรีอุมาธิการย (ค้นคว้ายังไม่ทราบ)

        สิ่งที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นก็คือ พระโหราธิบดี แต่งตำราจินดามณีก่อนศรีปราชญ์ ก่อนถูกเนรเทศ ดังได้อ้างถึงมาบ้างแล้วข้างต้นและถ้าศรีปราชญ์ถูกเนรเทศไปนครราชศรีธรรมราชจริง ต้นฉบับกำสรวลก็คงอยู่นครศรีธรรมราชมากกว่า พระโหราธิบดีจะได้อ่านกำสวรสมุทร (ศรีปราชญ์) จากไหน และใส่ลงในตำราได้ทันท่วงทีเช่นนี้

         6. ข้อที่น่าวิเคราะห์โดยสภาวะความเป็นจริงตามตำนานอีกประการก็คือ ขณะที่ศรีปราชญ์จะถูกประหารนั้นถูกมัดมือกับหลักประหาร ยังได้ใช้เท้าเขียนโคลงบนพื้นทราย แช่งพระยานครฯขึ้นว่า

                   “ธรณีภพนี้เพ่ง                            ทิพญาณ หนึ่งรา
            เราก็ลูกอาจารย์                                  หนึ่งบ้าง
            เราผิดท่านประหาร                               เราชอบ
            เราบ่ผิดท่านมล้าง                                ดาบนี้คืนสนอง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว