เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 4439 ฝากให้คุณเทาชมพูรอบสองค่ะ เรื่องของยงเจิ้ง
Linmou
บุคคลทั่วไป
 เมื่อ 31 ม.ค. 01, 08:54

ยงเจิ้งตี้(Yong zheng di) อิ้นเจิน(Yin zhen)
ยงเจิ้งตี้(Yong zheng di) นามอิ้นเจิน(Yin zhen) เป็นโอรสองค์ที่ ๔ ของคังซีตี้ เกิดเมื่อวันที่ ๓๐ เดือน ๑๐ ปีคังซีที่ ๑๗ (วันที่ ๑๓ ธ.ค. พ.ศ. ๒๒๒๑)
อิ้นเจินได้ตามคังซีฮ่องตี้ออกประพาสตามที่ต่างๆทั่วประเทศ และได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนพระองค์ไปปฏิบัติภารกิจหลายครั้ง ทำให้มีความเข้าใจในผลผลิตด้านเศรษฐกิจของแต่ละท้องที่ , การชลประทาน , ประเพณีท้องถิ่น , กฎเกณฑ์ของศาสนาและลัทธิต่างๆ และปัญหาในด้านประวัติศาสตร์

การแย่งชิงบัลลังก์
อวิ่นเหริง(Yin reng) ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทเมื่อปีคังซีที่  ๑๔ เวลาผ่านไป เขาก็ได้สร้างอำนาจทางการเมืองขนาดใหญ่ขึ้นมา และคิดจะครองราชย์แต่เนิ่นๆ จนเกิดการปะทะกับพระบิดาขึ้น คังซีฮ่องเต้จึงปลดเขาออกจากตำแหน่งรัชทายาทในปีคังซีที่ ๔๗ ด้วยความกริ้ว  บรรดาโอรสองค์อื่นๆจึงฉวยโอกาสวางแผนแย่งตำแหน่งรัชทายาท องค์ชายใหญ่อวิ่นถี(Yun ti) เริ่มเคลื่อนไหวก่อนเพื่อน จึงถูกพระบิดาตำหนิ และลำเอียงไปทางองค์ชาย ๘ อวิ่นจี้(Yun ji) องค์ชาย ๘ ได้มีการคบคิดกับองค์ชาย ๙ (อวิ่นถัง? : Yun tang)และองค์ชาย ๑๔ (อวิ่นถี : Yun ti) ในการทำตัวใจดีมีเมตตาเปี่ยมคุณธรรมเพื่อทำคะแนนอยู่ก่อนแล้ว จึงได้รับการสนับสนุนจากบรรดาขุนนางในราชสำนัก คังซีฮ่องเต้ก็ชอบองค์ชาย ๘ อยู่ไม่น้อย แต่ไม่พอใจการแสดงอย่างออกนอกหน้าว่าอยากได้ตำแหน่งรัชยาทของเขา จึงได้เอ่ยตำหนิไป เพื่อระงับศึกชิงบัลลังก์ของบรรดาโอรส คังซีฮ่องเต้จึงแต่งตั้งอวิ่นเหริงเป็นรัชทายาทอีกครั้งในปีคังซีที่ ๔๘ พร้อมกันนั้นก็ได้แต่งตั้งบรรดาโอรสเป็นชินหวาง(อ๋องชั้นสูงสุด) จวิ้นหวาง(อ๋องชั้นรองลงมา) เป้ยจื่อ(?) อิ้นเจินเองก็ได้รับแต่งตั้งเป็น “ยงชินหวาง” ด้วยเหตุนี้  อิ้นเจินเองก็เข้าร่วมศึกชิงบัลลังก์ครั้งนี้ด้วย เพียงแต่เขาไม่ได้หวังจะแย่งตำแหน่งเสียเอง แต่เป็นช่วยพูดยกยออวิ่นเหริงต่อหน้าคังซีฮ่องเต้ และรักษาไมตรีอันดีกับองค์ชาย ๘ เอาไว้พร้อมๆกัน ยามที่คังซีฮ่องเต้เสียใจจนล้มป่วยที่ต้องถอดรัชทายาทออกจากตำแหน่ง เขาได้อาสาเป็นผู้ปรนนิบัติดูแล และเป็นคนไปเชิญแพทย์มารักษา การที่เขารักษาไมตรีและเข้ากันได้กับทุกฝ่าย ได้แสดงออกถึงความเจ้าเล่ห์แสนกลและความสามารถในการปรับตัวทางการเมืองของเขา
เมื่ออวิ่นเหริงได้กลับเข้าครองตำแหน่งรัชทายาทอีกครั้ง ก็ได้ดำเนินการผิดกฎหมายบางอย่างเพื่อสร้างเสถียรภาพแก่ตำแหน่งรัชทายาทของตน อันทำให้คังซีฮ่องเต้ไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง จึงทรงปลดเขาออกจากตำแหน่งทายาทอีกครั้งในปีคังซีที่ ๕๐  หลังจากนั้นก็มีขุนนางในราชสำนักไม่น้อยพยายามวิ่งเต้นเพื่อให้เขาได้คืนสู่ตำแหน่งรัชทายาท แต่ล้วนถูกคังซีฮ่องเต้ลงโทษจนหมดสิ้น เนื่องจากหลังจากอวิ่นเหริงถูกปลดรอบสองแล้ว คังซีฮ่องเต้ก็ไม่ได้แต่งตั้งใครเป็นรัชทายาทอีก ทำให้บรรดาโอรสพากันเปิดฉากศึกชิงบัลลังก์อีกครั้ง องค์ชาย ๘ เริ่มดำเนินการต่อไป และก็ถูกคังซีฮ่องเต้ตำหนิอีกครั้ง องค์ชาย ๑๔ ที่เป็นพวกเดียวกับเขาได้ดึงบรรดาปัญญาชนมาเป็นพวก แสดงเจตนาจะร่วมแข่งขันชิงบัลลังก์ค่อนข้างชัด
ปีคังซีที่ ๕๗ องค์ชาย ๑๔ ได้รับคำสั่งให้ยกทัพไปทิเบต เพื่อคุ้มครองดาไลลามะรุ่นที่ ๖ ไปส่ง และขับไล่เผ่าจุ่นก๋าเอ่อรที่มายึดครองทิเบตอยู่ช่วงใหญ่ออกไปได้ อันเป็นการสร้างเสถียรภาพแก่ทิเบตได้ในที่สุด  ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าจะได้เป็นรัชทายาท
อิ้นเจินเองก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครในการชิงบัลลังก์เช่นกัน เพียงแต่วิธีการของเขาไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้น วิธีการของเขาคือ
๑. หาทางให้ได้รับความโปรดปรานจากพระบิดา
๒. ห้ามทำตามพฤติกรรมแย่ๆของรัชทายาทที่ถูกปลดไปแล้วอย่างเด็ดขาด
๓. รักษาไมตรีอันดีระหว่างพี่น้องเอาไว้
๔. พยายามดึงบรรดาขุนนางมาเป็นพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกขุนนางที่ใกล้ชิดกับพระบิดาเป็นพิเศษ
๕. พยายามฝึกอบรมคนในวังให้เก่งกาจฉลาดเฉลียว เพื่อจะได้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในวันข้างหน้า(เมื่อได้เป็นฮ่องเต้แล้ว)
ซึ่งวิธีการเหล่านี้ก็ได้ผลดียิ่ง คังซีฮ่องเต้มีบัญชาให้เขาเข้าร่วมภารกิจทางการเมืองหลายครั้ง และมักไปเยือนสวนดอกไม้ของเขาบ่อยๆ ร่วมสังสรรกับคนในครอบครัวเขา ทั้งยังรับโอรสของอิ้นเจิน “หงลี่”(เฉียนหลงฮ่องเต้)เข้าไปเลี้ยงดูในวังอีกด้วย
วันที่ ๑๓ เดือน ๑๑ ปีคังซีที่ ๖๑ คังซีฮ่องเต้สวรรคต อิ้นเจินออกมาประกาศพระบรมราชโองการว่า ทรงแต่งตั้งให้อิ้นเจินเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป
หลังจากอิ้นเจินครองราชย์ได้ไม่นาน ก็มีข่าวลือว่า อิ้นเจินเปลี่ยนราชโองการจากมอบบัลลังก์ให้องค์ชาย ๑๔ เป็นองค์ชาย ๔ โดย แก้ตัว “สือ”(Shi : สิบ : เหมือนเครื่องบวก) เป็นตัว “อวี๋”(Yu : แก่ , กับ : เหมือนตัว T ซ้อนทับกับเครื่องหมาย +) แต่ความจริงแล้ว ตามระบบของราชวงศ์ชิง เวลาเรียกโอรสของฮ่องเต้ จะขึ้นต้นด้วยคำว่า “หวง”(จาก หวงตี้ หรือ ฮ่องเต้) เช่น องค์ชาย ๑๔ ก็จะเรียก “หวงสือซื่อจื่อ”(บุรชายคนที่ ๑๔ ของฮ่องเต้) ดังนั้น การแก้ตัวหนังสือดังที่ลือกันนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สะดุดตาใคร เพราะมันจะกลายเป็นแปลออกมาได้ว่า “ฮ่องเต้ที่บุตรชายคนที่ ๔” ซึ่งอิ้นเจินไม่มีทางใช้วิธีที่เต็มไปด้วยจุดบอดเช่นนี้มาแย่งบัลลังก์แน่
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงที่จะระบุได้อย่างเด่นชัดว่า แท้จริงแล้วคังซีฮ่องเต้ยกราชบัลลังก์ให้ใครกันแน่? แต่จากพระราชโองการของคังซีที่ระบุถึงอิ้นเจินนั้นค่อนข้างน่าเชื่อถือ ในขณะที่หลักฐานที่สนับสนุนว่าน่าจะยกบัลลังก์ให้องค์ชาย ๑๔ นั้น ไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือเลย
การชิงบัลลังก์ของบรรดาโอรสของคังซีฮ่องเต้ ผู้ที่เข้าร่วมไม่มีใครไม่ใช้แผนสกปรก ไม่มีใครแสนดีวิเศษ แสนจะสูงส่งทั้งนั้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอิ้นเจิน(องค์ชาย ๔) อวิ่นจี้(องค์ชาย ๘) หรืออวิ่นถี(องค์ชาย ๑๔) หากได้นั่งบัลลังก์ ก็แสดงว่ามีการใช้แผนสกปรก มีที่ให้ตำหนิได้กันทุกคน แต่การวิจารณ์ที่ผ่านๆมามักจะชื่นชมองค์ชาย ๑๔ ตำหนิประนามองค์ชาย ๔ และเห็นใจองค์ชาย ๘ ซึ่งไม่แน่นักว่าจะเป็นการลงความเห็นอย่างยุติธรรม

ความคิดความสามารถทางการเมืองและอุปนิสัย
ตอนขึ้นครองราชย์ อิ้นเจินอายุ ๔๕ ปี และทราบดีถึงปัญหาในยุคคังซีฮ่องเต้ อันได้แก่
๑. การแบ่งพรรคแบ่งพวกขัดแข้งขัดขากันของบรรดาขุนนาง
๒. ระบบขุนนางที่ขาดความโปร่งใส
๓. นโยบายทางการเมืองที่อาศัยบรรดาเศรษฐีสามัญชน อันเป็นการกระพือช่องว่างและความขัดแย้งระหว่างชนชั้น
๔. ปัญหาด้านทิเบตที่ยังคงแก้ไม่ตก โดยยังคงต้องทำสงครามกับเผ่าจุ่นก๋าเอ่อรอยู่เรื่อยๆ
๕. ท้องพระคลังว่างเปล่า
ปียงเจิ้งที่ ๑ ( พ.ศ. ๒๒๖๖) เหยวียนต้าน(วันตรุษจีน) ยงเจิ้งตี้ได้ประกาศกฎหมายซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
๑. ต่อต้านหลักการ “มากขึ้นอีกเรื่องมิสู้น้อยลงอีกเรื่อง” ของคังซีฮ่องเต้ โดยมีจุดประสงค์หลักคือ กำจัดอุปสรรคให้แก่ความคิดในการปฏิวัติปรับปรุงและพัฒนาประเทศ
๒. ปรับปรุงระบบขุนนาง เพื่อนำไปสู่เป้าหมายประเทศมั่งคั่ง ประชาชนมั่งมี
๓. ตำหนิต่อต้านการแบ่งพรรคแบ่งพวกของขุนนาง และตั้งใจเต็มที่ที่จะกำจัดการแบ่งพรรคแบ่งพวกของขุนนางที่มีมาแต่สมัยราชวงศ์ถัง และตกทอดมาเรื่อยๆสู่ราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์เหยวียนจนถึงราชวงศ์หมิงลงให้สิ้นซาก
ส่งเสริมจุดเด่นขจัดจุดด้อยคือนโยบายทางการเมืองของยงเจิ้งตี้ พระองค์คิดว่าฮ่องเต้และขุนนางที่ดีจะต้องดำเนินการปกครองให้ดีๆ ยงเจิ้งตี้เน้นการปฏิบัติที่ได้ผลจริง เน้นการดำเนินการอย่างเข้มงวด รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
ยงเจิ้งตี้ได้รับการศึกษาอย่างเข้มงวดมาแต่ยังเล็ก เป็นทั้งภาษาแมนจูและภาษาฮั่น เชี่ยวชาญคัมภีร์ลัทธิหรู(ขงจื่อ) มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง สามารถดึงเอาประสบการณ์ด้านการปกครองของคนรุ่นก่อนมาใช้ ทั้งยังศึกษาศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า พระองค์มีไหวพริบดี ความสามารถโดดเด่นเหนือธรรมดา และถนัดในเชิงกลอน
ยงเจิ้งตี้เป็นคนเด็ดเดี่ยว แข็งกร้าว ใจร้อน และมั่นใจในตัวเองสูง จนบางครั้งก็สูงเกินไป ด้วยความที่เป็นคนเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าว จึงไม่ชอบผู้ที่โลเล หากทรงตัดสินใจอะไรแล้วก็จะลงมือทำทันทีโดยไม่หวั่นกับอุปสรรคใดๆ และด้วยความที่เป็นคนใจร้อน จึงเคยถูกคังซีฮ่องเต้ตำหนิว่า “เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวโกรธ เอาแน่ไม่ได้”
ยงเจิ้งตี้เป็นผู้ที่ขยันมาก บริหารราชการตั้งแต่เช้าจดค่ำ โดยตอนเช้าจะออกว่าราชการ เรียกประชุมขุนนาง ตกเย็นก็อ่านข้อราชการที่ต้องลงนามอยู่จนดึกค่อยเข้านอน ทั้งยังเป็นคนยิ่งงานยุ่งมากก็จะยิ่งละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ ตัวหนังสือที่เขียนผิดในร่างหนังสือกราบทูล , เนื้อหาที่กราบทูลซ้ำ ล้วนแต่ถูกระบุออกมาหลังจากผ่านการตรวจตราอย่างละเอียดของพระองค์แล้วทั้งสิ้น ด้วยความขยันบวกกับออกกฎหมายที่ได้ผลแน่นอน ทำให้การดำเนินการของพระองค์เป็นไปอย่างรวดเร็ว
แต่ด้วยนิสัยใจร้อนและมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ทำให้การตัดสินใจของพระองค์ไม่เป็นไปอย่างเป็นกลาง จนถึงขั้นตาบอดกับบางเรื่อง และกระทำการอย่างวู่วามในบางเรื่อง

การจัดการกับเหล่าพี่น้องหลังครองราชย์
ยงเจิ้งตี้จัดการกับอวิ่นจี้(องค์ชาย ๘) และอวิ่นถี(องค์ชาย ๑๔) ด้วยวิธีแยกออกจากกันแล้วค่อยทำลายทีละฝ่าย โดย สองวันหลังคังซีฮ่องเต้สวรรคต ก็แต่งตั้งอวิ่นจี้เป็นเหลียนชินหวาง ควบตำแหน่งขุนนางใหญ่ผู้ควบคุมดูแลเรื่องทุกเรื่อง ส่วนอวิ่นถีกลับถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงปักกิ่ง แล้วถอดยศชินหวาง จากนั้นกักบริเวณเอาไว้
อวิ่นถีไม่ยอมรับความพ่ายแพ้แม้แต่น้อย และไม่พอใจอย่างยิ่ง เมื่อยงเจิ้งตี้เรียกตัวเข้าเฝ้าพร้อมอวิ่นจี้ ก็ไม่แสดงท่าทียอมอ่อนข้อแก่ยงเจิ้งตี้ จนอวิ่นจี้สั่งให้คุกเข่า จึงค่อยคุกเข่าลง
อวิ่นจี้และอวิ่นถีได้พยายามสร้างข่าวเรื่องการครองราชย์ของยงเจิ้งโดยการส่งคนไปป่าวประกาศตามชายแดนแก่คนผ่านไปมา ว่าพวกตนถูกโกง ถูกเล่นงาน ยงเจิ้งตี้แก้พระราชโองการ และคังซีตี้ถูกยงเจิ้งตี้ทำร้ายจนสวรรคต จัดการป้ายความผิดร้ายแรงว่าปิตุฆาตชิงบัลลังก์แก่ยงเจิ้งตี้ ซึ่งนับว่าเป็นแผนการอันร้ายกาจยิ่ง

(พอดีวันนี้มีกิจกรรมเยอะ เลยหาไม่ทัน แล้วจะมาลงให้อีกเร็วนี้ค่ะ)

สุดท้ายขอถามนอกเรื่องหน่อยนะคะ ทุกท่านเลย ว่า เคยได้ยินเสียงเหมือนมีลูกบิลเลียด ลูกแก้ว หรือลูกกลมๆอะไรสักอย่าง กลิ้งบ้าง กระดอนบ้าง อยู่บนเพดานอย่างชัดเจน เหมือนชั้นบนมีเด็กกำลังเล่นเจ้าลูกที่ว่านี่อยู่บ้างไหมคะ? เพราะขาเจ้าได้ยินเจ้าเสียงนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลายได้มั๊ง มันติดตามไปได้ทุกที่ ตั้งแต่ที่บ้าน ที่ปัตตานี และมาถึงที่นี่ ที่ปักกิ่ง ซึ่งดูเหมือนจะหนักที่สุด  ตอนอยู่บ้าน ก็ยังนึกว่าหลานชายทั้งสามในห้องข้างบนเขาเล่นอะไรกัน แต่พอไปอยู่ที่ปัตตานี ปี๑ ห้องเราอยู่ชั้นบนสุด แล้วเสียงนั่นมันมาจากไหน? แถมจะได้ยินก็เฉพาะตอนที่อยู่ในห้องคนเดียวอีก จากนั้น ปี ๒ ย้ายหอมาอยู่หอนอก อยู่ชั้นบนสุดซึ่งก็คือชั้นสอง ก็ได้ยินอีกเช่นกัน แต่ชินซะแล้ว และไม่คิดอะไร มาปี ๓ ย้ายมาอยู่อีกหอ คราวนี้ชั้นหนึ่ง ก็ยังได้ยินอยู่ดี และเนื่องจากช่วงปี ๓-๔ เกิดเหตุประหลาดค่อนข้างบ่อย จนถึงขั้นต้องไปหาหมอดู ให้เขาทำพิธี ก็เพลาลงไปเยอะ แทบจะหายไปเลย และเริ่มคิดว่านั่นอาจจะเป็นเสียงที่มครๆเขาก็ได้ยินกัน เป็นปฏิกิริยาของเสียงอะไรสักอย่างในเชิงวิทยาศาสตร์ พอมาปักกิ่ง เรื่องประหลาดยังคงมี แต่แค่ ๒ ครั้ง เสียงนั้นก็ยังได้ยิน แต่น้อยมาก และครั้งหนึ่ง เมทชาวญี่ปุ่นก็ได้ยินด้วยพร้อมกัน "เป็นครั้งแรก" หลังจากนั้น เมทก็ไม่ได้ยินอีกเลย แต่ข้าเจ้าก็ยังคงได้ยินอยู่ พอมาตอนนี้ ย้ายมาอยู่หอนอนอีกแล้ว แม้จะไม่ได้ยินทุกวัน แต่เวลาได้ยินก็จะชัดเป็นพิเศษ และมันจะมีมาเป็นช่วงๆ ที่ต้องมาระบาย เพราะเมื่อคืนกับคืนวาน สองคืนติดกันแล้วที่มันดังหนักมาก ดังตอนเพิ่งปิดไฟนอนเสียด้วย ดังอยู่นานอย่างน้อย ๑ ชั่วโมง เหมือนใครเอาลูกแก้วทั้งจานเทลงบนพื้นแล้วมันก็กลิ้งไปมาอยู่นาน สลับกับโยนลูกแก้วให้มันกระดอน ทำเอานอนแทบไม่หลับไปเลย (แต่ก็หลับอยู่ดี และไม่เคยถูกผีอำ) จึงอยากถามว่า มีใครเคยได้ยินเสียงในลักษณะนี้บ้างไหมคะ? ตอบให้สบายใจทีเถอะ สงสัยมานานแล้ว)
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 30 ม.ค. 01, 21:44

ขอบคุณครับ
ไม่รู้จะตอบคำถามแถมยังไง เห็นจะต้องลองสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตา ไหวไหมครับ แต่" เขา" ไม่ได้ทำอะไรนอกจากก่อความรำคาญใช่ไหมครับ ก็ยังดี

เรื่องตัวหนังสือสิบ เป็นรูปกากบาท ทำให้นึกถึง สมาคมหนังสือตัว "สิบ" แดง หรือ หงสือจื้อฮุ่ย ไม่เกี่ยวกับสมาคมดอกไม้แดงครับ หงสือจื้อฮุ่ย - สมาคมอักษรตัว สิบ สีแดง แปลอีกทีว่า สมาคมกากบาทแดง แปลซ้ำอีกรอบก็คือ สภากาชาดครับ จีนเขาเรียกยังงั้น
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 30 ม.ค. 01, 22:02

ทำใจครับ เรื่องเสียงประหลาดนี่ ตั้งกะผมย้ายมาอยู่ อพาร์ทเมนต์ ที่อยู้ตอนนี้คนเดียว มีเสียงประหลาด ทุกคืนบางคนบอกว่าเสียงนกที่มาทำรังบนหลังคา บางคนบอกเสียงข้างห้อง ผมเองก็ไม่แน่ใจ เคยฝันไม่ดีติด ๆ กันหลายคืนด้วย ตอนหลัง ๆ นอนสวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตา แล้วก็บอกเค้าว่าให้มาอยู่ด้วยกัน อย่างสงบ ๆ แล้วกัน ก็เงียบไป
ต่อเรื่องย่งเจิ้น นับว่าผมเข้าใจผิดเรื่องของย่งเจิ้นไปเยอะมากจริง ๆ ในเรื่องที่ว่าพระองค์เป็นฮ่องเต้ที่โหดร้าย และไม่ค่อยเก่ง ดูแล้วก็คงทรงปรีชาสามารถไม่น้อยเลย ว่าแต่คุณหลินครับ แล้วที่ว่าเฉียนหลงฮ่องเต้ เป็นชาวฮั่น นี่มีข่าวลือได้ยังไงล่ะครับ
บันทึกการเข้า
Linmou
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 30 ม.ค. 01, 22:07

ใช่ค่ะ สมาคมกาชาด ก็คือ หงสือจื้อฮุ่ย เพิ่งรู้ตอนโดนสั่งให้ไปจดชื่อองค์กรต่างๆที่ทางบ้านจะบริจาคเงินให้เนื่องในงานศพของพ่อเมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมานี้เอง



หวา...คุณ นกข.ว่าอย่างนี้ ก็แสดงว่า ไม่เคยได้ยินน่ะสิคะ?

แย่จริงๆ ขนาดทำสังฆทานไปไม่รู้กี่รอบแล้วนะเนี่ย ยังไม่นับที่ตักบาตรทุกวันตั้งกะเจอดีอีก จากที่มีพระธุดงค์(พี่สาวเขาว่าเป็นพระธุดงค์น่ะค่ะ)รูปหนึ่งทำนายไว้ คงไม่ใช่แค่ "เขา" ล่ะค่ะ แต่เป็น "พวกเขา" อ่ะ  รู้สึกจะ ๕ - ๖ นึกว่าไม่ตามมาถึงปักกิ่งแล้วเชียวนา -_-'
บันทึกการเข้า
Linmou
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 30 ม.ค. 01, 22:38

ต้องขอตัวรวบรวมข้อมูลก่อนค่ะ รู้สึกเล่มที่อ่านอยู่นี่ จะสรุปได้ละเอียดดี และเข้าใจง่ายด้วย เลยต้องขออ่านจบแล้วจะโพสต์ของยงเจิ้งต่อด้วยเฉียนหลงพรุ่งนี้จริงๆ(วันนี้เพิ่งทราบว่าเป็นวันเกิดของมนุษย์ทุกคนตามความเชื่อของจีน พอโผล่ไปธุระที่มหาวิทยาลัย เลยถูกเพื่อนรั้งตัวอยู่ฉลองเสียเลย)



เรื่องฝันร้ายนี่ ๙๐% ล่ะค่ะ เลิกคิดไปแล้ว กระทั่งสู้กับผีก็ยังฝันบ่อยๆเลย

แล้วประเภทเพื่อนที่มีสัมผัสทางนี้ดันเห็นคนนั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์ข้าพเจ้าตอนกลางวัน ตอนขี่จักรยานเข้าเมืองไปด้วยกัน แล้วผ่าน รพ. นี่ก็เคย เพราะมองไม่เห็น และไม่คุกคาม ก็เลยปล่อยๆไป แต่ถึงกับทำให้หนวกหูจนนอนไม่หลับนี่ เหลืออดค่ะ

เรื่องสวดมนต์นั้น ที่น่าแปลกคือ ครั้งที่ไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ และพักอพาร์ตเมนต์พี่สาว วันแรก ไม่สวดมนต์ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น วันที่สองนึกได้ เลยสวดขออนุญาตเจ้าที่ ปรากฏว่า เสียงบิลเลียดมาอีกแล้ว -_-'

และครั้งนั้นหนักกว่าทุกครั้งในเรื่องเสียง คือ พี่เขยประสบอุบัติเหตุรถคว่ำเสียชีวิต แต่ข้าเจ้าและพี่สาว(ไม่ใช่ภรรยาพี่เขยคนนี้)ไม่ทราบ เพราะทางบ้านติดต่อไม่ได้ กว่าจะติดต่อได้ก็วันถัดมา แล้วเหตุการณ์ประหลาดก็เกิด คือ คราวนี้จะได้ยินเสียงที่ฟังแล้วขนลุกสุดๆ ร้องในจังหวะเดียวกับจิ้งจก แต่ลากยาวและแหบกว่ากัน ๑๐๐ เท่า ห่างจากศีรษะหนึ่งเมตรนี่เอง เหมือนมันเกาะอยู่ที่กำแพงตรงนั้น หลังกระเป๋าเดินทางของพี่ที่บังตาอยู่ เริ่มร้องตั้งแต่วันที่พี่เขยเสีย เป็นเวลา ๓ วันติดต่อกันตลอดเวลากลางคืนเมื่อปิดไฟนอน คืนที่ ๓ หนักสุด เพราะนอนไม่หลับทั้งคืน ทั้งข้าเจ้าและพี่สาว วันรุ่งขึ้น ข้าเจ้านั่งเครื่องบินเที่ยวแรกสุดกลับบ้าน ด้วยความที่เห็นว่า ไหนๆก็จะกลับแล้ว เลยทำเป็นบ่นออกมาว่า "จิ้งจกห้องพี่มันร้องแปลกจังนะ" พี่สาวกับเมทเงียบกริบ แล้วถามว่า "จิ้งจกอะไร?" ข้าเจ้าเลยบรรยายให้ฟัง ทั้งพี่และเมทเลยบอกว่า "เธอจะกลับบ้านวันนี้แล้ว แต่พวกพี่ยังจะอยู่ต่ออีกนาน อย่าพูดเรื่องนี้อีก" เลยเพิ่งรู้ว่า ไอ้เสียงร้องของจิ้งจกพิสดารตัวนี้ มีเราได้ยินอยู่คนเดียว พอกลับบ้านก็ไปทำสังฆทานอีกรอบทันทีอย่างรีบด่วน
บันทึกการเข้า
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 30 ม.ค. 01, 22:51

ไม่อยากจะบอกว่าคุณหลิน ฝันเหมือนผมเลย
ช่วงที่ผ่านมาผมฝันว่า เจอผี แล้วก็สู้กับผีบ่อยมาก ครั้งล่าสุดเลย คือฝันว่านอนอยู่ในห้อง แล้วมีใครสักคนที่ไม่รู้จัก เดินเข้ามาเรื่อย ๆ จนมาเปิดประตูห้องนอน ตะก่อนผมนอนไม่ปิดประตูหรอกเพราะอยู่คนเดียว แต่ตอนหลัง รู้สึกแปลก ๆ เวลาปิดไฟนอนแล้วมองออกไปนอกห้องนอนมันมืด ๆ เลยปิด วันนั้นฝัน อย่างนั้นแล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา มองไปที่ประตูโชคดีที่ยังปิดอยู่ แต่ผมโชคดีหน่อยที่หลังจาก สวดมนต์ บอกกล่าวกันแล้ว ก็เงียบ ๆ หายไปไม่ฝันอีก แต่เสียง ยังได้ยินบ้าง ก่อนนอนก็คิดว่าเป็นเสียงข้างบ้านไป (ออกนอกเรื่อง ของหยิ่งเจิ้นไปซะแล้ว)
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 30 ม.ค. 01, 22:57

เอ้อ คุณหลินไม่ลองไปหาหมอโรคเฉพาะหูดูบ้างล่ะคะ  เผื่อไว้ว่าอาจจะเป็นอาการทางหูอะไรอย่างนั้น  ลองหาดูสักสองสามราย  
ถ้าไม่ใช่แล้วก็คงต้องเอาทาง ไหว้พระสวดมนต์น่ะค่ะ
บันทึกการเข้า
พัดโบก
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 31 ม.ค. 01, 02:39

ไม่เคยเจอครับ แต่เห็นใจคุณหลินจริงๆ ..
ไม่ทราบจะแนะนำยังไงดี นอกจากสวดมนต์
บันทึกการเข้า
Linmou
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 31 ม.ค. 01, 07:46

เป็นคนหูหนวกข้างเดียวมาแต่เกิดค่ะ
จึงหาหมอหูมาแต่จำความได้แล้ว
เคยไปไซนัสด้วย แต่รักษาทัน
หมอก็ญาติสนิทกัน ไม่เห็นพี่หมอแกบอกว่ามีอาการหูน้ำหนวกอะไรเลยง่ะ คุณพวงร้อย
แต่ไงๆ เมื่อคืนนี้เสียงก็หายไปแล้วล่ะค่ะ ค่อยยังชั่วหน่อย ^_^
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 31 ม.ค. 01, 07:53

ลองไปหาหมอดูอีกดีกว่าค่ะ  อาจจะมีนิดหน่อยไม่ทันสังเกต  แต่คุณก็ได้ยินได้นะคะ  ทำให้มีนำ้หนักมากขึ้นเลยว่า  คงเป็นอาการทางหูมากกว่าค่ะ  ลองไปหาหมอที่มหาวิทยาลัยดูซีคะ  ปกติแล้วถ้าหาหมอแล้วแก้ไม่ตก  แต่ยังมีอาการแปลกๆอยู่  ดิฉันมักจะไป หาหมออีกคนเพื่อขอความเห็นที่สองที่สาม  หมอต่างคนก็มีมุมมองต่างกัน  อาจมีวิธีการรักษาต่างกันไปด้วย  ลองดูหน่อยไม่เสียหลาย  ยิ่งเหลืออยู่ข้างเดียวด้วย  ควรระวังดูแลให้มากหน่อยนะคะ  สวดมนต์ลูกเดียวคงจะรักษาหูไม่ได้หรอกค่ะ
บันทึกการเข้า
Linmou
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 31 ม.ค. 01, 11:58

ขอบคุณค่ะสำหรับคำแนะนำค่ะ คุณพวงร้อย
จะรีบกลับไปหาและเล่าอาการอย่างละเอียดเลย
เข้าเรื่องยงเจิ้งค่ะ

อวิ่นจี้และอวิ่นถีได้พยายามสร้างข่าวเรื่องการครองราชย์ของยงเจิ้งโดยการส่งคนไปป่าวประกาศตามชายแดนแก่คนผ่านไปมา ว่าพวกตนถูกโกง ถูกเล่นงาน ยงเจิ้งตี้แก้พระราชโองการ และคังซีตี้ถูกยงเจิ้งตี้ทำร้ายจนสวรรคต จัดการป้ายความผิดร้ายแรงว่าปิตุฆาตชิงบัลลังก์แก่ยงเจิ้งตี้ ซึ่งนับว่าเป็นแผนการอันร้ายกาจยิ่ง
นอกจากนี้ อวิ่นจี้(องค์ชาย ๘) อวิ่นถัง(องค์ชาย ๙) และอวิ่นถี(องค์ชาย ๑๔) ยังวางแผนแย่งบังลังก์ โดยจะให้อวิ่นถีขึ้นเป็นฮ่องเต้ และให้พระมารดาของอวิ่นถัง ซึ่งเป็นองค์หญิงผู้มีอำนาจขึ้นเป็นไท่โฮ้ว(ไทเฮา)
สองปีแรกของปียงเจิ้ง ยงเจิ้งตี้ยังไม่กล้าลงมือจัดการกับบรรดาพี่น้องที่ต้องการชิงบัลลังก์อย่างเด็ดขาดนัก เพราะฐานบัลลังก์ของพระองค์เองยังไม่มั่นคงพอ แต่หลังจากที่ทรงชนะสงครามชิงห่ายในเดือน ๓ ปียงเจิ้งที่ ๒ แล้ว ฐานบัลลังก์ก็มั่นคงขึ้นมาก จึงทยอยลงมือเก็บบรรดาพี่น้องที่มีผลคุกคามต่อบัลลังก์ลงทีละคน โดยเริ่มจากกลุ่มขององค์ชาย ๘ อวิ่นจี้
ปียงเจิ้งที่ ๔ อวิ่นถังและอวิ่นจี้ถูกคุมขังจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ อวิ่นถีถูกเนรเทศไปยังเขาอิ่งซาน นับแต่นั้นมา กลุ่มอิทธิพลของอวิ่นจี้ที่คงอยู่มายี่สิบกว่าปีได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง แต่ความเห็นของมวลชนต่อตัวของยงเจิ้งตี้ก็ยังคงเป็นไปในแง่ลบอย่างไม่มีแววกระเตื้อง
ในปียงเจิ้งที่ ๖ (พ.ศ. ๒๒๓๑) นักศึกษายากจนชาวฮั่นนามเจิงจิ้งได้อาศัยชื่อเสียงอันตกต่ำนี้ของยงเจิ้งก่อการปลุกระดมชาวฮั่นล้มล้างชาวแมนจู เพื่อที่ตนเองจะได้มีโอกาสเงยหน้าอ้าปากเป็นขุนนางกับเขาบ้าง เจิงจิ้งได้ประกาศโทษของยงเจิ้งออกมา ๑๐ ข้อ คือ วางแผนปิตุฆาต บีบบังคับมารดา , สังหารเชษฐา , เข่นฆ่าอนุชา ,  ละโมบทรัพย์สิน , นิยมการฆ่า , คลั่งไคล้สุรา , ลุ่มหลงกามา , ระแวงประหารขุนนางจงรัก , นิยมเรียกใช้ขุนนางสอพลอ ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้ ต่างรวบรวมมาจากข้อกล่าวหาที่พวกของอวิ่นจี้กล่าวหายงเจิ้งทั้งสิ้น และกลุ่มเจิงจิ้งก็ได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆจากพวกของอวิ่นจี้ที่หลงเหลืออยู่ด้วย
ยงเจิ้งตี้ได้ปล่อยให้กลุ่มของเจิงจิ้งก่อการไปอย่างอิสระ เพื่อควานหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง และพบว่า เป็นพวกที่เหลือรอดของกลุ่มอวิ่นจี้จริงๆ พระองค์จึงได้เขียนหนังสือขึ้นมาแก้ต่างให้ตัวเองถึงความผิดในแต่ละข้อ ทั้งยังวิเคราะห์แจกแจงรวมทั้งอธิบายความผิดแต่ละข้ออย่างละเอียด เพื่อจะทำให้ชื่อเสียงอันเลวร้ายได้รับการบรรเทาลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่นัก
เพื่อปรับปรุงระบบขุนนางอันเต็มไปด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง ยงเจิ้งตี้ได้รับสั่งให้มีการตรวจสอบเงินในท้องพระคลังในแต่ละท้องที่อย่างละเอียด หากที่ใดพบว่าเงินคลังสูญหายไป ขุนนางในถิ่นนั้นมีหน้าที่ต้องไปหามาใช้ให้ครบ หากหามาไม่ได้ ทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของขุนนางเหล่านั้น จะถูกนำมาใช้เป็นสิ่งค้ำประกันชดเชย เพราะการที่เงินคลังในแต่ละท้องที่ขาดแคลน จะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการระดมทุนฉุกเฉินในยามสงคราม เมื่อกฎหมายนี้ประกาศออกไป ขุนนางจำนวนมากถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกยึดทรัพย์มาใช้ค้ำประกัน และกฎหมายนี้ ก็ทำให้เงินคลังกลับมาเต็มสมบูรณ์ดังเดิม(ความคิดดีนะ)
ยงเจิ้งยังให้มีวิธีการเลือกรัชทายาทแบบใหม่ คือ เขียนชื่อรัชทายาทเอาไว้ แล้วนำไปใส่ในตลับลี่เหลี่ยมแบนๆ จากนั้นนำไปไว้ที่ด้านหลังป้าย “เจิ้งต้ากวงหมิง” ของซุ่นจื้อตี้(พระบิดาของคังซีตี้) เมื่อฮ่องเต้สวรรคต ก็เอาออกมาดู เช่นนี้ทั้งขุนนางและบรรดาโอรสต่างก็ไม่ทราบว่าใครคือรัชทายาท แต่ทราบว่ามีการกำหนดไว้อย่างแน่นอนแล้ว ก็จะไม่มีศึกชิงบัลลังก์ที่เกิดขึ้นตลอดตั้งแต่รัชกาลของชิงไท่จง(พระบิดาของซุ่นจื้อตี้)เกิดขึ้นอีก
ยงเจิ้งตี้แตกฉานในพระไตรปิฎกและคัมภีร์เต๋า มักจะไปมาหาสู่กับทั้งพระสงฆ์และนักพรตเสมอ ทั้งยังทรงแทรกแซงในกิจของสงฆ์ด้วยบทบาทของผู้นำทางศาสนาอีกด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นคงในราชบัลลังก์ และเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์แต่พระองค์เองว่าได้อำนาจมาจากสวรรค์ และเป็นเทพ มิใช่มนุษย์
นอกจากนี้ ยงเจิ้งตี้ยังได้ปรับปรุงการปกครองบรรดาชนกลุ่มน้อย และปราบปรามบรรดาชนชั้นผู้นำของชนกลุ่มน้อยบริเวณชายแดนที่พยายามก่อกบฏอีกด้วย

ครอบครัวและการตายอันเป็นปริศนา
ยงเจิ้งตี้มีฮองเฮาและพระชายารวม ๘ นาง ฮองเฮาแซ่ลาเข้าวังมาตั้งแต่ยังเล็ก และสิ้นพระชนม์ไปเมื่อปียงเจิ้งที่ ๙ ผู้ที่ทรงโปรดปรานที่สุดคือพระชายาเหนียน(เหนียนกุ้ยเฟย : กุ้ยเฟยเป็นตำแหน่งชายาที่เพียงเป็นรองฮองเฮาเท่านั้น) ช่วงปลายปีคังซี ต้นปียงเจิ้ง เคยได้รับการโปรดปรานถึงขนาดมีห้องส่วนตัว พระชายาแซ่หลี่(หลี่ฉีเฟย)เป็นผู้ที่ให้กำเนิดโอรสธิดาแก่ยงเจิ้งตี้มากที่สุด แต่เพราะโอรสของนางไม่รักดี เลยไม่ได้รับความโปรดปรานนัก พระสนมแซ่หนิ่วฮู่ลู่(เป็นชนกลุ่มน้อย)กำเนิดโอรสหงลี่(เฉียนหลงตี้) จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพระชายา(ซีกุ้ยเฟย) แม้ยงเจิ้งตี้จะมีพระชายาใหญ่น้อยมากมาย แต่ข่าวลือที่ว่า ทรงลุ่มหลงในกามจนป่วยนั้น กลับไม่เป็นความจริง
ยงเจิ้งตี้มีโอรส ๑๐ องค์ ธิดา ๔ องค์ แต่ที่รอดมาจนโตมีเพียง ๔ โอรส ๑ ธิดา ในจำนวนนี้ โอรสหงสือถูกขับออกจากฐานันดรศักดิ์เพราะกระทำความผิด ยงเจิ้งตี้โปรดปรานโอรสหงลี่มากที่สุดรองลงไปคือหงโจ้ว ทรงแต่งตั้งหงลี่เป็นเป่าชินหวาง(อ๋องวิเศษล้ำค่า) แสดงนัยว่าจะยกบัลลังก์อันสูงค่าให้ แต่งตั้งหงโจ้วเป็นเหอชินหวาง(อ๋องสมัครสมาน) เพื่อให้รักใคร่สามัคคีเป็นอันดีกับหงลี่ เดิมทีพระองค์โปรดปรานฝูฮุ่ย โอรสองค์ที่ ๘ ที่เหนียนกุ้ยเฟยเป็นผู้ให้กำเนิดมากที่สุด แต่โอรสฝูฮุ่ยสิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ ทำให้ยงเจิ้งตี้เสียพระทัยมาก หลังจากเป็นฮ่องเต้แล้ว ยงเจิ้งตี้ก็ไม่มีพระธิดาอีก จึงได้ไปขอพระธิดาของบรรดาพี่น้องมาเลี้ยงไว้ในวัง แล้วแต่งตั้งให้เป็นกงจู่(เจ้าหญิง ธิดาฮ่องเต้)
ยงเจิ้งตี้ได้สร้างอุทยานเหยวียนหมิงเหยวียนขึ้น และมักจะไปประทับที่นั่นกับบรรดาพระชายทั้งหลายเสมอ เพราะเมื่อยังเยาว์ พระองค์เคยประชวรด้วยพิษจากฤดูร้อน จึงทรงกลัวร้อนเป็นพิเศษ และมักจะประทับในเหยวียนหมิงเหยวียนอันเย็นสบายร่มรื่นเพื่อหลบร้อนเสมอ
สำหรับการตายของยงเจิ้งตี้ จากข้อความในหนังสือ “ชิงซื่อจงสือลู่” บันทึกว่า วันที่ ๒๑ เดือน ๘ ปียงเจิ้งที่ ๑๓ ยงเจิ้งตี้ประชวร แต่ยังคงออกว่าราชการตามปกติ พอถึงวันที่ ๒๓ ก็สวรรคต ซึ่งเรียกได้ว่า กะทันหันมาก บ้างก็ว่า “เส้นโลหิตในสมองอุดตัน หรือเส้นโลหิตในสมองแตก” ซึ่งถือเป็นการตายอย่างธรรมดา แต่มีคำลืออีกอย่างว่า ถูกหลานสาวของหลวี่หลิวเหลียง นามหลวี่ซื่อเหนียงเข้าวังมาลอบสังหาร ซึ่งเรื่องนี้เป็นการลือโดยไม่มีมูล ไม่มีพยานหลักฐาน แต่แพร่หลายมากในหมู่ประชาชน นิยาย และภาพยนต์ทั้งหลายต่างก็กระพือเหตุผลนี้กันทั้งสิ้น แต่ในด้านประวัติศาสตร์แล้ว การสันนิษฐานการตายของยงเจิ้งตี้ ที่น่าจะเป็นไปได้คือ ตายเพราะพิษยา โดยไปกินยาที่พวกนักพรตปรุงขึ้น แล้วตายเพราะผลข้างเคียงหรือพิษจากยา เนื่องจากยงเจิ้งตี้มักไปมาหาสู่กับนักพรตทั้งยังมีนักพรตอยู่ใกล้ชิดเสมอ จึงเป็นไปได้ว่าจะกินยาที่พวกนี้ปรุงให้แล้วถูกพิษสวรรคต แต่ก็ขาดหลักฐานยืนยันอยู่ดี
หลังจากยงเจิ้งตี้สวรรคตแล้ว เป่าชินหวางหงลี่ก็ได้ครองราชย์สืบไปตามที่ถูกระบุไว้ในตลับหลังป้าย ยงเจิ้งตี้ได้รับพระนามในศาลเจ้าประจำตระกูลฮ่องเต้(เมี่ยวเฮ่า)ว่า “ชิงซื่อจง”
ในสมัยของยงเจิ้งตี้มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านการปกครองขึ้น ยงเจิ้งตี้เองเป็นผู้ที่เปี่ยมความสามารถ ทั้งยังมีประสบการณ์ด้านการต่อสู้ทางการเมือง ทำให้ทรงทราบว่า ในการพัฒนาราชวงศ์ชิงนั้น ควรจะกำจัดอุปสรรคใดบ้าง และปฏิบัติด้วยวิธีที่จะได้ผลอย่างแน่นอน ผลจากการลงมือดำเนินการของพระองค์ ทำให้ความขัดแย้งในสังคมได้รับการประนีประนอม ทำให้ระบบการปกครองค่อนข้างโปร่งใส ทำให้ประเทศมั่นคง และสร้างปัจจัยพื้นฐานแก่การนำประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคของเฉียนหลงเป็นอย่างดี
ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า ยงเจิ้งตี้เป็นผู้มีผลงานด้านการปกครองอันโดดเด่น เป็นฮ่องเต้ที่สร้างคุณูปการแก่การพัฒนาทางด้านประวัติศาสตร์ และเป็นฮ่องเต้ที่ค่อนข้างเปรื่องปราดสามารถผู้หนึ่งในจำนวนน้อยของบรรดาฮ่องเต้ในประวัติศาสตร์จีน

จบเรื่องของยงเจิ้งตี้
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 31 ม.ค. 01, 14:31

ขอบคุณค่ะคุณ Linmou
ตามอ่านด้วยความตั้งใจและพยายามจดจำข้อมูลอย่างมาก เพื่อให้จำได้ต่อเนื่องกัน
เพราะดิฉันชินกับสำเนียงแต้จิ๋วในพงศาวดารจีนที่แปลเป็นไทยน่ะค่ะ  พอมาอ่านจีนกลางก็เลยงงๆ ต้องนึกเทียบว่าแต้จิ๋วว่ายังไง
บางเรื่องเราเคยรู้แล้วนิดๆหน่อยๆแต่จับการออกเสียงไม่ถูก ก็ต้องมาลำดับใหม่
ขอบคุณมากที่อุตส่าห์ค้นคว้า เรียบเรียง และพิมพ์เสียยาวมาให้อ่านกันทั่วถึง

เรื่องได้ยินเสียงต่างๆเหล่านั้น เห็นด้วยกับคุณพวงร้อยว่าน่าจะไปตรวจอาการ เพื่อความไม่ประมาท
แต่มีอาการอีกอย่างหนึ่ง ที่ดิฉันนึกได้หวังว่าคุณคงไม่โกรธ  เป็นสิ่งที่แวบขึ้นมาตอนอ่านน่ะค่ะ
คือ Auditory Hallucination เป็นเสียงแว่วในหู  จากประสาทของเราเอง  อาจเป็นเสียงอะไรก็ได้ค่ะ มันไม่ได้มากระทบโสตประสาทจริงๆ

ถ้าหากว่าไม่ใช่  ก็แปลว่าคุณมีประสาทสัมผัสพิเศษ แตกต่างจากคนอื่น  สามารถสัมผัส poltergeist (แบบหนึ่ง) ได้

เมื่อคืนอ่านกระทู้นี้ตอนดึกๆนั่งอยู่คนเดียวเสียด้วย  เลยต้องปิดกระทู้ เข้านอน  ไม่ทันตอบค่ะ
บันทึกการเข้า
Linmou
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 31 ม.ค. 01, 19:40

ไม่โกรธหรอกค่ะ คิดจะไปถามอาการจากหมอเชี่ยวชาญด้านหูคอจมูกหลายๆท่านก่อนจริงๆ
เพราะก่อนหน้านี้ ก็ไม่เคยบอกอาการนี้กับพี่หมอแกเลย เพราะรู้สึกเสมอว่ามันไม่เกี่ยวกัน และเพราะนึกว่าคนอื่นเขาก็คงได้ยินกันทั้งนั้น(เนื่องจากเป็นคนความรู้สึกช้าสุดๆ หากท่านใดเคยอ่านในกระทู้วันฮาโลวีนของคุณ นกข. ก็คงพอจะทราบอยู่บ้าง ว่าช้าขนาดไหน และก็ไม่เคยสังเกตสังกาอะไรกับใครเขาเลย)
อีกอย่างนี่จะว่าน่าขำก็ได้คือ พี่สาวที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยแต่ไม่ได้ยินเสียงนั่น เดิมทีเขาชอบดูหนังผีเอามากๆ แต่จากวันนั้นเป็นต้นมา พี่แกก็ไม่กล้าดูหนังผีอีกเลย ^_^

สำหรับคุณพระนาย ในการปะทะกันระหว่างคนกับผีเพื่อแย่งที่(อยู่)นั้น คนจะชนะเสมอล่ะค่ะ ไอ้อย่างในหนังผีน่ะ ยังไม่เคยได้ยินว่าเป็นจริงเลย กระทั่งตอนฝัน ก็ยังรู้ตัวเสมอวว่า เราจะชนะในที่สุด เขาทำอะไรเราไม่ได้หรอก
บันทึกการเข้า
ด.เด็ก
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 31 ม.ค. 01, 20:54

แม่นางLinmouเอย...พระพุทธองค์ท่านสอนให้เรายึดมั่นในพระธรรม อย่าได้ว่อกแว่กกับสิ่งรอบข้าง ทำใจให้นิ่ง แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งปวง  ชีวิตเราจะประสบแต่ความสุขสงบตลอดไป
        อมิตตพุทธ..
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.041 วินาที กับ 19 คำสั่ง