เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 7564 บทละครเรื่องวงศเทวราช
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


 เมื่อ 10 ก.พ. 10, 14:03

บทละครเรื่องวงศเทวราช  ที่นำมาเล่านี้  เอามาจากหนังสือ ๓ เล่ม คือ

๑.บทละคอนเรื่องวงศเทวราช  หลวงพัฒฯพงศ์ภักดี (ทิม  สุขยางค์) แต่ง  อันเปนมูลเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ต่อล้อ    พระวิมาดาเธอ  พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์  กรมพระสุทธาสินีนาฎ  ปิยมหาราชปดิวรัดา   โปรดให้พิมพ์เปนมิตรพลี  ในการเปิดตึกมาลินี  ซึ่งสร้างเปนอนุสาวรีย์แห่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา  ศิรินิภาพรรณวดี  กรมขุมศรีสัชนาลัยสุรกัญญา พระธิดา  เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๖๙  พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ

๒.วงศเทวราช  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๒๗ ภาคที่ ๑  พระเจ้าพี่นางเธอ  พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา  พระองค์เจ้าทิพยาลังการ  โปรดให้พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาแส รัชกาลที่ ๕  ท.จ.ว.  รัตน   จ.ป.ร. ๒   เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙  พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ

๓.วงศเทวราช  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๒๗ ภาคที่ ๒  พระเจ้าวรวงศเธอ พระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตรมงคล โปรดให้พิมพ์ในงารพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมมารดาแส รัชกาลที่ ๕  ท.จ.ว.  รัตน   จ.ป.ร. ๒   เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙  พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ

เล่มที่ ๑ พิมพ์ที่หลัง เล่มที่ ๒ - ๓   เล่มที่ ๑ น่าจะเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๒  ส่วนเล่มที่ ๒ - ๓ เป็นการพิมพ์ครั้งแรก

 ยิ้ม
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 10 ก.พ. 10, 14:30

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์คำนำในหนังสือบทละคอนเรื่องวงศเทวราช  หลวงพัฒฯพงศ์ภักดี (ทิม  สุขยางค์) แต่ง  ว่า  ที่ราชบัณฑิตยสภาพิมพ์หนังสือนี้ตามรับสั่งพระวิมาดาฯ  ก็เพื่อจะประกอบกับพระราชนิพนธ์เรื่องวงศเทวราชที่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้(ซึ่งพิมพ์ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย)ให้สมบูรณ์เป็นชุดเดียวกัน ๓ เล่ม

และทรงกล่าวอีกว่า 

"หนังสือซึ่งหอพระสมุดฯ พิมพ์มาแต่ก่อน   เคยถือเปนหลักอย่างหนึ่งว่าพิมพ์แต่หนังสือซึ่งแต่งดีหรือมีประโยชน์  หนังสือบทละคอนเรื่องวงศเทวราชของหลวงพัฒนพงศืภักดีจะนับว่าเปนหนังสือแต่งดีไม่ได้  ที่แท้เพราะแต่งไม่ดี   พระบาทสมเด็จพรพุทธเจ้าหลวงจึงได้ทรงพระราชนิพนธืต่อล้อ  ถ้าว่าด้วยประโยชน์  บทละคอนสำนวนหลวงพัฒนพงศ์ภักดีจะใช้เปนแบบอย่างสำหรับนักเรียนศึกษาวิชาแต่งกลอนก็ไม่ได้  แต่ว่ามีประโยชน์อยู่ที่จะประกอบพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพรพุทธเจ้าหลวงบริบูรณ์ดังกล่าวมา   จึงเห็นว่าเปนคุณควรพิมพ์เพราะเหตุนั้น"

บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 10 ก.พ. 10, 14:51

เริ่มเรื่องวงศเทวราช  ตอนต้น  หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม  สุขยางค์) แต่ง

กล่าวถึงพระพรหมลิขิตมุนีบำเพ็ญญาณมาได้แสนปี อาศัยอยู่เชิงเขายุคนธร   วันหนึ่งพระพรหมลิขิตมุนี ออกจากญาณลุกขึ้นเดินจงกรมแผ่ญาณไปตลอดสี่ทิศจนถึงสวรรค์ชั้นดุสิต   เทวดาทั้งหลายเห็นก็โปรยดอกไม้ทิพย์มาบูชาพระมุนี  พระมุนีเห็นดอกไม้ด็รู้ว่าเทวดาสักการะตนก็เดินจงกรมต่อไป  จนกระทั่งมีดอกมณฑาทิพย์ดอกโตดอกหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้าตกตรงหน้า กลิ่นหอมนักหนา กลีบดอกยังตูมอยู่   พระมุนีจึงเก็บกลับไปไว้ที่กุฎี  เมื่อถึงกุฎีก็วางดอกไม้ทิพย์นั้นลง แล้วเพ่งญาณดูก็รู้ว่าในดอกไม้นั้นมีนางฟ้าอยู่ภายใน  และว่านางจะได้มีเชื้อสายเป็นอธิราชปกครองโลก   พระมุนีก็ตั้งจิตอธิษฐานของให้ดอกไม้นั้นบานออก  ดอกไม้ก็ขยายกลีบให้เห็นนางฟ้าตนนั้น 

เมื่อดอกไม้บาน ลมต้องกายนางฟ้า นางก็ตื่นขึ้น เมื่อลืมตาเห็นพระมุนีก็เขินอายเป็นธรรมดา  พระมุนีเอ็นดูนางก็ออกปากจะเลี้ยงดูนางเป็นดังลูกในอก  แต่ขอให้นางเล่าเรื่องที่ลงมาจุติในโลกให้ฟังสักหน่อย

นางก็เล่าว่า  นางกับเพื่อนนางฟ้าอีก ๕ องค์เป็นข้าพระอิศวร วันหนึ่งไปเก็บดอกไม้กัน  แล้วเดินพลัดไกลจากเขาไกลาส แล้วนอนพักหลับไปจนลืมเข้าเฝ้าพระอิศวรตามกิจวัตร  จึงถูกพระอิศวรสาปให้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ใช้กรรมในโลกเป็นการลงโทษ  (เหมือนในรามเกียรติ์ทีเดียว)

พระมุนีได้ฟังเรื่องราวก็เสกกุฎีให้นางอาศัยหลังหนึ่ง   จากนั้นนางก็คอยรับใช้พระพรหมลิขิตมุนีเรื่อยมา
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 11 ก.พ. 10, 09:02

ตัดฉากไปที่พระอินทร์บนสวรรค์  ในวันที่ดอกมณฑาทิพย์ตกลงไปนั้น บังเกิดให้พระแท่นอาสน์อ่อนกลับแข็งกระด้างขึ้นมา  แสดงว่าจะมีเหตุเภทภัย  พระอินทร์จึงส่องทิพยเนตรดูก้รู้ว่านางฟ้าองค์หนึ่งไปเกิดในโลกมนุษย์  และนางนั้นมีบุพเพสันนิวาสที่จะได้พระอินทร์เป็นสามี   เมื่อทราบดังนั้นพระอินทร์จึงเหาะลงมาที่กุฎีของนางพร้อมกับเทพบุตรองค์หนึ่งที่จะลงมาเกิดในครรภ์ของนาง

เมื่อถึงกุฎีของนางฟ้าแล้ว  พระอินทร์ก็จัดแจงเกี้ยวนางและเข้าพระเข้านางอย่างรวดเร็ว  จนนางนั้นตั้งครรภ์  โดยเทพบุตรที่ลงมากับพระอินทร์ได้เข้าไปจุติในครรภ์ของนาง   เมื่อพระอินทร์แน่ใจว่านางท้องแน่แล้ว  จึงบอกแก่นางว่า  อย่าได้เป็นกังวล  เราจะเสกนางพี่เลี้ยงไว้คอยปรนนิบัติและเป็นเพื่อนจำนวน ๔ คน  จะเสกปราสาททองให้อยู่อย่างปลอดภัย  ถึงใครมีฤทธิ์ก็ไม่สามารถทำอันตรายได้   อีกทั้งจะเสกจักรแก้วคมกรดป้องกันเมือง  และมีนายประตูคอยคุ้มกันภัยด้วย   เมื่พระอินทร์เสกตามที่ได้บอกไว้แล้วก็พานางเข้าไปอยู่

นางฟ้าตนนั้นยังไม่พอใจในปราสาทราชวังที่พระอินทร์เสกให้  จึงว่า  ตนเองเคยเที่ยวเล่นเหาะไปชมสิงสาราสัตว์ในป่าหิมพานต์   แต่เดี๋ยวนี้เหาะไปไหนไม่ได้  จะไปเที่ยวอย่างเคยได้อย่างไร  พระอินทร์ก้ว่าไม่เป็นไร เราจะเสกบุษบกเหาะได้ให้นางไว้ใช้  แล้วพระอินทร์ก็หยิบแก้ววิเศษมาร่ายเวทเป่าคาถาเกิดเป็นบุษบกแก้วทันใด

จากนั้น พระอินทร์จำต้องลานางกลับไปวิมาน  ก่อนไปก็ร่ำลานางเป็นพิธี  นางนั้นก็เสียใจที่พระอินทร์จะได้อยู่ด้วย   เมื่อพระอินทร์เหาะกลับไปแล้ว นางมณฑาก็ชวนนางพี่เลี้ยงทั้งสี่นั่งบุษบกเหาะไปเที่ยวชมสัตวืในป่าหิมพานต์  นางมณฑาแต่งตัว  ตรงนี้มีบทที่แสดงว่า คนแต่งไม่รู้ธรรมเนียมการใช้เกย

"ครั้นถึงเกยสุวรรณอันบรรจง      ชวนสี่โฉมยงขึ้นรัถา
เข้านั่งในบุษบกรจนา                ยอกรวันทาถึงหัสนัยน์"

จะนั่งบุษบกยังต้องใช้เกย   แสดงว่าบุษบกนี้คงจะสูงมาก

แล้วก็เหาะนั่งไปชมป่าหิมพานต์และเล่นกับพวกเทวดานางฟ้า  มีบทชมนกชมไม้เลียนสำนวนในบทละครอิเหนา รัชกาลที่ ๒ ว่า 

"พิศพรรณมิ่งไม้ในไพรสณฑ์       บ้างผลิดอกออกผลในไพรสิน
วิหคโหนโจนทับจับจิกกิน            เหมือนอมรินทร์เชยนางทำนองใน
สาลิกาจับกิ่งแล้วพลอดแจ้ว         เหมือนพระแก้วเคยพร้องสนองไข
อันนกพฤกจับพฤกษ์แล้วบังใบ      เหมือนหัสนัยน์บังน้องมาลองดู
นกกระทาขันจ้าแอบสุมทุม          เหมือนเธออุ้มแอบประคองไว้เป็นคู่
ทั้งนกเอี้ยงจับเอี้ยงแล้วเมียงดู      เป็นคู่คู่จับเคียงดูเรียงรัน
นกรังนานจับแนบกับรังเนา           เหมือนคลึงเคล้าแล้วก็นอนในสวรรค์
ทั้งนกแก้วจับแก้วแล้วจาบัลย์        เหมือนทรงธรรมเฝ้าแอบมาพาที
มยุราจับยางแล้วโบยบิน              เหมือนอมรินทร์ชมน้องแล้วแกล้งหนี
ทั้งนกเปล้าจับปลายสารภี            เหมือนภูมีอยู่ไกลในวิมาน"

(ถึงตรงนี้สังเกตว่า   กลอนบทละครของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี   มักจะบรรยายเป็นกลอนยาวหลายคำกลอน  เกิน ๒๐ คำกลอนขึ้นไปก็มาก   อย่างนี้เห็นทีเวลาแสดงและร้องละครจริง  ต้องตัดทอนลงบ้าง  ไม่เช่นนั้นร้องเหนื่อยแย่)
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 15 ก.พ. 10, 08:42

ขณะที่นางฟ้ามณฑากับพี่เลี้ยงทั้งสี่กำลังนั่งบุษบกชมหิมพานต์อยู่กับหมู่เทพยดานั้น  พวกวิทยาธรเห็นนางกับพี่เลี้ยงมีรูปงามก็เหาะเข้ามาเกี้ยวพาราสีอย่างไม่หยุดหย่อน    นางกับพี่เลี้ยงเห็นท่าว่าพวกวิทยาธรจะไม่ยอมลดละง่ายๆ จึงรีบขับบุษบกกลับมายังปราสาททันที

"ครั้นมาถึงเกยแก้วด้วยเร็วพลัน      ก็ลงจากรถสุวรรณพรรณราย"

ฝ่ายพวกวิทยาธรยังไม่ลดละความพยายาม  เหาะติดตามนางทั้ง ๕ มาถึงปราสาท  แล้วก็เหาะจู่ลงไปโดยไม่ทราบว่าเมืองของนางมีจักรกรดคุ้มครองป้องกันอยู่  พวกวิทยาธรจึงถูกจักรกรดพัดฟันตายทั้งหมด   เทพยดาเห็นว่านางทั้ง ๕ รอดพ้นภัยแล้วจึง  "โปรยทิพยบุบผาแลนมเนย   ก็เต็มไปรอบเกยอันจำรูญ"  นางฟ้ามณฑาเมื่อเห็นศพพวกวิทยาธรที่จักรกรดพัดฟันตายนั้น ก็สลดใจ  จึงเอาแก้วจินดาที่พระอินทร์ประทานให้นั้นเสกน้ำมนตร์ให้พวกเทวดานำไปรดศพวิทยาธรให้ฟื้นขึ้นเป็นดังเดิม   พวกวิทยาธรพอฟื้นขึ้นก็กราบขมาโทษแก่นางทั้ง ๕ และว่าจะยอมเป็นข้าไทให้เรียกใช้ตามประสงค์แล้ว  แล้วก็ลากลับยังที่อยู่ของตน
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 15 ก.พ. 10, 16:24

อยู่มา  นางฟ้ามณฑาก็ถึงกำหนดคลอดพระกุมาร  เมื่อนางประชวรครรภ์หนักขึ้นจึงให้พี่เลี้ยงทั้งสี่ไปตามพระพรหมลิขิตมุนีมาช่วย   แต่นางพี่เลี้ยงทั้งสี่อารามตกใจวิ่งไปหาพระพรหมมลิขิตมุนีแทนที่จะบอกพระมุนีไปว่านางมณฑาให้มาตามไปที่กุฎีเพื่อช่วยนางเพราะนางกำลังจะมีประสูติการพระกุมาร นางพี่เลี้ยงทั้งสี่กลับ 

"...........................            ว่าบัดนี้ทรามวัยใช้ข้ามา
ให้ข้าอยู่ปรนนิบัติพระอาจารย์           มาอยู่งานนวดฟั้นคั้นบาทา
แม้นไม่เชื่อให้ถือข้อมือมา                ว่าแล้วฉุดคร่ากันพัลวันฯ "

ฝ่ายพระมุนีนั้น

"เมื่อนั้น                                  พระสิทธามึนมัวจนตัวสั่น
หิวหอบโรยแรงแกล้งกัดฟัน          ตีรันด้วยไม้เท้าเป็นหลายที
นางยิ่งจะตรงเข้าไปมัด                จะเอาผ้าผูกรัดพระฤาษี
เร็วเร็วพลันพลันให้ทันที               มีพระเสาวนีย์ให้หาตัว
ครั้นว่าได้สมประฤาดี                   นางสาวสี่ทรุดนั่งแล้วยิ้มหัว
คะนึงนึกรู้สึกมีความกลัว               ด้วยว่าตัวทำขุ่นอยู่วุ่ยวาย"

นางทั้งสี่ก็แจ้งให้พระมุนีทราบว่านางมณฑาประชวรครรภ์ใกล้คลอดแล้วจึงมาตามพระมุนีไปช่วย  เมื่อพระมุนีไปถึงก็ช่วยเป่าเสกมนตร์ให้นางบรรเทาอาการเจ็บปวดและคลอดได้ง่าย   นางฟ้ามณฑาคลอดพระกุมารออกมาเป็นชายน่ารัก   นางฟ้ามณฑาเลี้ยงพระกุมารนั้นต่อมาจนเจริญวัยได้ ๑๓ ปี  มีรูปร่างาม   

(จบวงศเทวราช เล่ม ๑ สมุดไทย)
บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 15 ก.พ. 10, 17:58

รายงานตัวว่าตามอ่านค่ะ
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 16 ก.พ. 10, 09:04

เมื่อพระกุมารเจริญวัย (โปรดสังเกตว่ายังไม่มีชื่อ)  ก็สงสัยว่าบิดาของตนเป็นใคร  จะเป็นพระเจ้าตาที่อยู่ด้วยกันหรือเปล่า  จึงถามนางฟ้ามณฑาผู้เป็นแม่   นางฟ้าสุมณฑาก็ตอบว่า บิดาของพระกุมารคือพระอินทร์ที่สถิตในสวรรค์  ถ้าเจ้าอยากพบ เพียงออกชื่อพระอินทร์  พระองค์ก็จะเสด็จเหาะลงมาหา   พระกุมารได้ฟังก็ดีใจจึงรบเร้าให้มารดาเชิญพระอินทร์ลงมา   นางฟ้ามณฑาจึงตั้งจิตอธิษฐานถึงพระอินทร์แล้วออกนามพระอินทร์ประกาศไป 

ฝ่ายพระอินทร์ได้ทราบว่า  นางฟ้ามณฑากับพระกุมารต้องการพบพระองค์ก็จัดแจงชักชวนบรรดาเทวดานางฟ้าในสวรรค์เหาะลงไปเมืองของนางฟ้ามณฑากับพระกุมารพร้อมกับพระองค์    เมื่อพระอินทร์เหาะนำเทวดานางฟ้าลงมาใกล้เมืองแล้ว  ก็ตรัสสั่งว่า  ถ้าเราเข้าไปกันอย่างนี้  นางฟ้ามณฑากับพระกุมารจะแตกตื่นตกใจ   เช่นนั้นเราจะแต่งให้สารไปแจ้งแก่นางกับพระกุมารให้ทราบก่อนว่าเรามาแล้ว    ว่าแล้วก็แต่งสารส่งให้พระมาตุลีถือเข้าไปแจ้งในเมือง   ส่วนพระอินทร์ก็เนรมิตรเกยประทับอยู่นอกเมือง (แปลกดี  แทนที่จะเนรมิตพลับพลาหรือวิมาน กลับเนรมิตรเกย)

ฝ่ายพระมาตุลีถือสารเข้าไปแจ้งแก่นางฟ้ามณฑาแล้ว  นางก็พาพระกุมารออกมาพบพระอินทร์ที่นอกเมือง  ทั้งพระอินทร์และนางฟ้ามณฑากับพระกุมารก็รำพันร่ำรักกันไปตามเรื่อง  แล้วพระอินทร์ก็ตรัสสั่งให้พระวิษณูกรรมสร้างเมืองใหม่ให้พระกุมาร  กว้างยาวด้านละเก้าโยชน์   เมื่อสร้างเสร็จ  เทวดาที่สร้างเมืองก็ทูลเชิญพระอินทร์ นางฟ้ามณฑา กับพระกุมารเข้าไปยังเมืองใหม่  เมื่อเข้าไปอยุ่ในเมืองใหม่แล้ว  พระองค์ก็ปรารภขึ้นว่าจะจัดการอภิเษกสมโภชเฉลิมนามพระกุมาร  แล้วก็ตรัสสั่งให้บรรดานางฟ้าเทวดาช่วยกันตระเตรียมเครื่องสมโภชพระกุมาร

บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 16 ก.พ. 10, 13:01

พวกนางฟ้าก็เนรมิตเครื่องสมโภชพระกุมาร  มีบายศรีเพชรสูงเจ็ดชั้น พร้อมทั้งโภชนาสาลี แก้วแหวนนากมากมาย  แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ  ตอนที่ยกมาให้อ่านต่อไปนี้  ซึ่งนับเป็นการบรรยายอย่างใหม่ในกลอนบทละครสมัยรัชกาลที่ ๕

...ครั้นเสร็จแล้วนางสุวรรณมณฑา         เรียกบ๋อยเทวามาสั่งพลัน
ท่านจงเอาโต๊ะฝรั่งที่อย่างใหม่               กับเครื่องแก้วเจียระไนอันฉายฉัน
ทั้งเก้าอี้ลักตามาเรียงรัน                       กับส้อมช้อนมริกันที่อย่างดี...

...บัดนั้น                                         เทวัญพวกบ๋อยทั้งหลาย
น้อมเศียรคำนับอัภิปราย                      ต่างองค์ก็ร่ายซึ่งมนตรา
เกิดเป็นโต๊ะฝรั่งมาพรั่งพร้อม                แวดล้อมด้วยเก้าอี้อยู่แน่นหนา
ทั้งเครื่องตั้งงามดีมีราคา                     พร้อมด้วยโภชนามาคอยไว้
ครั้นเสร็จแล้วมาทูลนางโฉมยง             ว่าจงเชิญเทพองค์อันน้อยใหญ่
ขึ้นนั่งโต๊ะสุวรรณอันอำไพ                   มาพร้อมแล้วจงได้ทรงโปรดปราน...

แล้วนางฟ้ามณฑาก็เชิญเทวดากับนางฟ้าเสวยอาหารด้วยกัน  เทวดาก็น้อมคำนับนางฟ้าแล้วจูงมือนางฟ้ามาเป็นคู่ๆ เข้านั่งโต๊ะอาหาร และตักแบ่งอาหารให้กันด้วย  (ฝรั่งจ๋าจริงๆ)   จากนั้นนางฟ้ามณฑาก็ประกาศเรียกให้พวกวิทยาธรมา  มาทำอะไร ขอเชิญอ่าน

...บัดนั้น                                        กายสิทธิ์ครั้นแจ้งอนุสนธิ์
ก็เร่งรัดจัดแจงกันจรดล                       แล้วแปลงตนเป็นทหารอันชาญชัย
ที่เป็นคนถือธงให้ออกหน้า                   ถัดลงมาพวกแตรอันน้อยใหญ่
ทั้งนายดาบนายริ้วเป็นทิวไป                ตีกลองใหญ่อย่างเพลงอเมริกัน
ครั้นถึงจึ่งบอกเพลงคำนับ                    ชโลดหับให้น้อมนางจอมขวัญ
ต่างคนก็ประโคมขึ้นพร้อมกัน               สรรเสริญเทวัญด้วยเพลงแตร ฯ

เมื่อเทวดานางฟ้าเสวยเลี้ยงเสร็จก็มาล้อมวงทำพิธีบายศรีเวียนเทียนสมโภชพระกุมาร พระมาตุลีเป็นเจ้าพิธีกรรม  เวียนเทียนพระกุมารครบเจ้ดรอบแล้ว  พระอินทร์ก้เจิมพักตร์พระกุมาร ประทานแผ่นทองจารึกนามพระกุมารว่า  วงศเทวราช  เสร็จจากการเวียนเทียนสมโภชก็จัดการสรงพระกุมาร   โดยจัดเป็นกระบวนแห่มีธงริ้ว คนเชิญเครื่องของต่างๆ ตามบุษบก ๓ องค์  (ดูๆ ไปคล้ายว่าเอามาจากการแห่ในพระราชพิธีโสกันต์ของเจ้านายสมัยนั้น)  แล้วกระบวนแห่พระกุมารวงศเทวราชก็เคลื่อนไปยังเขาไกรลาศ  เมื่อถึงยอดเขาไกรลาศก็ทำการสรงพระกุมารแล้วจึงยกกระบวนกลับมาที่พระราชวัง  
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 19 ก.พ. 10, 16:27

เมื่อกระบวนแห่กลับมาถึงเมือง  พระอินทร์ก็ดำริว่า ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องนำนางฟ้ามณฑากลับสู่สวรรค์ตามเดิม  เพราะนางได้ใช้กรรมในโลกมนุษย์หมดแล้ว   แต่หากจะปล่อยให้วงศเทวราชอยู่แต่พระองค์เดียวในเมืงนี้ก็จะเหงาใจ  จึงดำริที่จะชุบสัตว์ให้อยู่เป็นเพื่อนกับวงศเทวราช  แล้วพระอินทร์ก็เอาสีผึ้งมาปั้นเป็นครุฑกับม้า ชุบด้วยน้ำกายสิทธิ์  และเป่ามนตร์ชุบให้สัตว์ทั้งสองมีชีวิตเหาะเวียนทักษิณรอบปรางค์ปราสาทสามรอบก่อนจะมาหยุดก้มกราบแทบเท้าพระอินทร์

พระอินทร์ได้ตรัสสั่งให้ครุฑกับม้าอยู่เป็นเพื่อนกับพระกุมาร และช่วยกันปกป้องทำนุบำรุงเมืองให้ปลอดภัยรุ่งเรือง   จากนั้นพระอินทร์ก็รับสั่งแก่วงศเทวราชว่า  พระองค์จะสอนมนตร์อย่างหนึ่ง เรียกว่า มนตร์มหาจินดา สามารถเรียกสัตว์ป่าให้มาชุมนุมกันตามต้องประสงค์ ให้แก่วงศเทวราช  พร้อมกับประทานแก้วจินดามณี จักร และพระขรรค์  ต่อจากนั้น ทั้งพระอินทร์ นางฟ้ามณฑา และวงศเทวราชก็ร่ำลากัน   โดยนางฟ้ามณฑาได้มอบแหวนให้วงศเทวราชด้วยวงหนึ่ง  พร้อมบอกว่า  แหวนนี้มีฤทธิ์ หากสวมที่นิ้วก้อยก็จะกลายร่างเป็นหญิง  หากสวมที่นิ้วขวาจะกลายเป็นชาย วงศเทวราชรับแหวนแล้วสวมที่นิ้วชี้

หลังจากนั้น พระอินทร์ก็ให้นางฟ้าไปสรงสนานล้างมลทินในมนุษย์ออกจากร่างกายก่อนที่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์  เมื่อนางสรงสนานเสร็จ  พระอินทร์ก็ให้เทวดาเคลื่อนพลเหาะกลับสวรรค์

ส่วนวงศเทวราช เมื่อพระอินทร์กับนางฟ้ามณฑาไปแล้วก็โศกเศร้าคิดถึงอยู่พักหนึ่ง  แล้วก็ชวนครุฑกับม้าที่พระอินทร์ชุบเสกให้เป็นเพื่อนไปประพาสป่าเล่นให้สบายใจคลายคิดถึงมารดา  วงศเทวราชทรงม้าออกจากเมืองพร้อมด้วยครุฑเข้าในแนวป่า  จนกระทั่งมาหยุดที่ยอดเขาแห่งหนึ่ง  วงศเทวราชก็ลองเอาจักรแก้วขว้างไปตัดยอดเขาขาด  เสียงดังหวั่นไหว   ต่อมา  วงศเเทวราชฏ้ร่ายมนตร์มหาจินดาเรียกสัตว์ในป่ามาประชุมกัน

ฝ่ายพระยาคชสีห์พร้อมลูกเมีย  พระยาราชสีห์พร้อมลูกเมีย  ได้ยินเสียงมนตร์มหาจินดาก็ออกจากถ้ำที่อาศัยมาหาวงศเทวราช   ในระหว่างที่สัตว์ทั้งหลายเดินทางมานั้น   มีพระยาวานรตัวหนึ่งมีฤทธิ์มากมีตรีเพชรเป็นอาวุธ  ชื่อ สังขปัด อาศัยอยู่ที่ยอดเขาหัศกัน  พรั่งพร้อมด้วยบริวารมากมาย  สังขปัดวานรเกิดรุ่มร้อนด้วยฤทธิ์มหาจินดามนตรืของวงศเทวราชก็ออกมาจากเงื้อมผาที่อาศัย  เห็นคชสีห์กับราชสีหืกำลังเดินมุ่งหน้าไปทางทิศหนึ่งก็สงสัยถามว่า เจ้าทั้งสองจะไปไหน  ราชสีหืก็ตอบไปด้วยความโกรธว่า  เอ็งเป็นเพียงลิงป่า อยู่ๆมาร้องถามอย่างนี้กับข้าผู้เป็นสัตว์สูงกว่าได้อย่างไร  สังขปัดวานรก็ว่าชวนดกรธขึ้นอีกว่า  เราเป็นพระยาวานรครอบครองดินแดนแถบนี้ มีปัญหาหรือไร  ทั้งสังขปัดกับราชสีหืและคชสีห์ก็ทุ่มเถียงไปพลางเดินไปพลางจนถึงที่วงศเทวราชประทับใต้ต้นไทร

วงศเทวราชเห็นสัตว์ทั้งสามเดินทุ่มเถียงกันมาก็ให้ครุฑไปห้าม  ราชสีห์กับคชสีหืได้ฟังครุฑห้ามก้หยุดเถียงกับสังขปัดวานร   แต่สังขปัดวานรกลับคิดจะลองดีกับวงศเทวราช  จึงแผลงฤทธิ์ให้กายสูงใหญ่เทียมตะวัน  ถือตรีเพชรร้องตวาดท้าวงศเทวราชให้มาลองรบกัน  วงศเทวราชไม่ยอมรบด้วย  แต่ให้ม้าสุริกานต์ไปรบด้วยแทน    สังขปัดกับม้าสุริกานต์รบกันไม่แพ้ไม่ชนะกันอยู่นาน บริวารวานรของสังขปัดล้มตายมากมาย  จนกระทั่งสังขปัดเริ่มอ่อนแรง  ม้าสุริกานต์ได้ทีถีบด้วยเท้าที่อกสังขปัดวานรจนสังขปัดขาดใจตาย

เมื่อสังขปัดกับบริวารวานรตายหมด  ม้าสุริกานต์ก็กลับมาทูลวงศเทวราช   วงศเทวราชสลดพระทัยที่เห้นสังขปัดกับพวกวานรตายมากมายถึงหยิบเอาแก้วจินดามณีมาเสกน้ำทิพย์ในขันสำริดมอบให้ครุฑเอาไปรดที่ศพสังขปัดและพลวานรให้ฟื้นคืนชีพ   เมื่อวานรเหล่านั้นฟื้นขึ้นก็พากันมากราบขอขมาโทษวงศเทวราช  วงศเทวราชให้อภัยแก่พวกวานรและสังขปัด  พร้อมกันนั้นพวกสัตว์ทั้งหลายที่มาชุมนุมต่างก็กล่าวถวายตัวเป็นข้ารับใช้  ดดยคชสีหืและราชสีห์ได้ถวายลุกของตนเป้นข้ารับใช้ประจำตัววงศเทวราชด้วย  จากนั้นวงศเทวราช ม้าสุริกานตื ครุฑ ลูกคชสีห์ และลูกราชสีห์ก็พากันกลับเมือง  ส่วนสัตว์ต่างก้กลับไปยังยังที่อาศัยตามเดิมฯ
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 24 ก.พ. 10, 13:41

กล่าวถึงท้าวมหานพสูร  เป็นยักษ์มีเก้าเศียร สิบหกกร ครองเมืองสมุทคีรีซึ่งมีอาณาเขตกว้างยาวด้านละพันโยชน์ เมืองสมุทคีรีนี้ตั้งอยู่ใกล้ทะเลตรงบริเวณปากน้ำคงคา ใกล้เมืองนี้  ยังมีภูเขา ๒ ภูเขา เป็นภูเขาเงินภูเขาหนึ่งกับภูเขาทองภูเขาหนึ่ง  และมีถ้ำแก้ว 

ท้าวมหานพสูร มีพระอนุชาชื่อ ท้าวสาตราสูร เป็นยักษ์มีเจ็ดเศียร สิบสองกร  มีตำแหน่งเป็นเจ้านายฝ่ายหน้า กินเมืองกึ่งหนึ่งของท้าวมหานพสูร   

ท้าวมหานพสูร มีพระชายาชื่อ นางหิรัญมาลา หรือหิรัญมาลี  มีพระธิดาอายุสิบสี่ปี ชื่อ นางบุศบง   รูปร่างงาม  นอกจากนี้  ยังมีเสนามนตรีสี่ตน  ชื่อ  จิตราพตนหนึ่ง  จิตรภันทะตนหนึ่ง  จิตไภยตนหนึ่ง   และทระหดตนหนึ่ง 

อยู่มาคืนหนึ่ง  ท้าวมหานพสูรบรรทมหลับไปจนกระทั่งเข้ายามสาม  ก็ทรงพระสุบินว่า  พระอินทร์ทรงพระยาม้าสุริการเหาะมาประทับตรงหน้า  พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดวงแก้วมาประทานแก่ท้าวมหานพสูร  แล้วพรอินทร์ก็เหาะไป  ดวงแก้วนั้นมีรัศมีสุกใสส่องสว่างไปทั่วปราสาท  ท้าวมหานพสูรได้ประทานดวงแก้วดังกล่าวแก่พระธิดา    ครั้นพอทรงพระสุบินถึงตรงนี้ก็ได้เวลาเช้าตรู่พอดี ท้าวมหานพสูรตื่นขึ้นและระลึกถึงสุบินนิมิตนั้น 

เมื่อเสด็จออกท้องพระโรง  ท้าวมหานพสูรก็รับสั่งเล่าสุบินนิมิตนั้นให้เสนาบดีทั้งสี่ตนและโหรหลวงฟังและช่วยทำนายสุบินนิมิตให้   โหรหลวงได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็รีบคำนวณทำนายสุบินนั้น ได้ความว่า  สุบินนี้เกิดในวันเสาร์ยามศุกร์เป็นสุบินนิมิตดี   แล้วจึงทูลคำทำนายไปว่า  ข้อที่ทรงพระสุบินว่าพระอินทร์เหาะเอาดวงแก้วมาประทานให้นั้นแล้วพระองค์ได้ประทานดวงแก้วแก่พระธิดาอีกทอดหนึ่ง  ทำนายว่าจะมีพระกุมารอันมีฤทธิ์เดชเกรียงไกรปราบได้ทั้งสี่ทิศ  มากด้วยบุญบารมี  มาสู่เมืองสมุทคีรีนี้ (นัยว่าพระกุมารนี้จะได้มาเป็นคู่กับพระธิดา) แต่พระกุมารดังกล่าวจะทำให้ท้าวมหานพสูรตกพระทัยและขุ่นเคืองพระทัยเสียก่อน  ทั้งนี้ด้วยอำนาจพระเคราะห์เมือง  และจะคลายลงหลังจากนั้น
บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 24 ก.พ. 10, 13:42

ท้าวมหานพสูรได้ทรงฟังโหรหลวงทำนายแล้วก็ทรงกระวนกระวายใจ ตรัสแก่เสนายักษ์ทั้งสี่ว่า  จะอย่างไรดีเพื่อไม่ให้บ้านเมืองและประชาชนต้องเดือดร้อน ขอให้ช่วยกันคิดเถิด   เสนาทั้งสี่ก็ทูลว่า  พวกตนเห็นว่า  พระองค์ควรจะนำธนูชัยประจำเมืองสมุทคีรีไปไว้ที่ยอดเขาหิรัญคีรีกลางมหาสมุทรแล้วทรงอธิษฐาน  พร้อมกับตกแต่งทหารรักษาไว้   จากนั้นก็ป่าวประกาศให้บรรดาพระยาทั้งร้อยเอ็ดหัวเมืองพาบุตรของตนมาเสี่ยงยกธนูประจำเมืองนั้น   หากใครยกธนูนั้นได้คงจะเป็นเนื้อคู่ของพระธิดา  พระองค์ก็ประทานพระธิดาให้เป็นคู่ครองไป  ท้าวมหานพสูรทรงเห็นตามเสนายักษ์ว่า จึงให้สาวใช้ไปเบิกเงินทองแก้วแหวนมาประทานเป็นรางวัลแก่โหรหลวงและเสนายักษ์ทั้งสี่แล้วเสด็จขึ้น

จากนั้น  ท้าวมหานพสูรก็เสด็จไปหานางหิรัญมาลี พระชายา แล้วรับสั่งถามความเห็นเรื่องที่พระองค์จะให้จัดการประลองยกธนูประจำเมืองเพื่อหาคู่ให้แก่พระธิดา   นางหิรัญมาลีก็ว่าเห็นด้วยทุกประการ  ท้าวมหานพสูรได้ทรงฟังดังนั้นก็มีรับสั่งให้เสนาอมาตย์ยักษ์ไปจัดการให้อาลักษณ์แต่งพระราชสาส์น
ออกไปยังพระยาร้อยเอ็ดหัวเมืองให้เดินทางมาประลองยกธนูประจำเมืองสมุทคีรี  เมื่ออาลักษณ์แต่งพระราชสาส์นบรรจุกล่องงาเสร็จก็ให้เสนายักษ์ขี่ม้านำพระราชสาส์นไปส่งยังเมืองต่างๆ ทั้ง ๑๐๑ เมืองทันที

(จบวงศเทวราช สมุดไทย เล่ม ๒ )
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.038 วินาที กับ 19 คำสั่ง