เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9
  พิมพ์  
อ่าน: 26115 เอล คัมมิโนเดซานติเอโก (El Camino de Santiago) มีคนสนใจอ่านมั้ย
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 07 เม.ย. 10, 17:15

           ย้อนกลับไปคห. 81 - รูปที่หนึ่ง ครั้งแรกมองผ่านๆ ไป วันนี้กลับไปเห็นแล้วจึงสะดุด

       เคยเห็นเจ้าวัวบนเนินเขาแบบนั้น ในหนังดังจากสเปนเมื่อหลายปีมาแล้ว เรื่อง Jamon Jamon (1992)
นำแสดงโดยสองนักแสดงที่ตอนนี้อยู่ในระดับ "อินเตอร์" ไปแล้ว คือ Javier Bardem และ Penelope Cruz

      เป็นหนังระดับรางวัล นักวิจารณ์ชอบ แต่เนื้อเรื่องแรง คงยังไม่น่าจะเหมาะสำหรับ "ผม" ในวัยวันนี้
(คามจริงหนังสเปน-ที่ดังๆ และได้ดูก็ค่อนข้างแรงทั้งนั้น) 

       จากข้อมูลบอก location ถ่ายทำที่ Aragón, Spain 
                                             Los Monegros, Aragón, Spain
                                             Sabadell, Barcelona, Cataluña, Spain ครับ

Penelope Cruz กับเจ้าวัวตัวที่ว่า


บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 07 เม.ย. 10, 20:20

ตอนเด็กๆดิฉันก็ชอบอ่านเรื่องของจันทรำไพมาก ยังจำเรื่องสองบาทพุดดิ้งได้
เสียดายตอนนี้ เธอมัวแต่เลี้ยงหลาน ไม่ค่อยมีเวลาเขียนหนังสือ  แต่ไม่กล้า
เปรียบกับเธอดอกค่ะ ยิ่งรู้จักยิ่งไม่กล้า เพราะ"พี่จัน" เป็นสาวไทยที่เป็นกุลสตรี
และพูดภาษาไทยได้เพราะมาก

ส่วนวัวนั้นดิฉันว่าน่าจะตัวเดียวกัน แต่ไม่แน่ใจว่ายืนที่เดียวกัน รูปที่ถ่ายนั้นมาจาก
สถานที่ใกล้ๆ Najera ใน Rioja แล้วตอนนี้หัวสมองจำได้แล้วว่า เป็นโรงงานทำ
เหล้า Osborne

เรื่อง Jamon, Jamon ดิฉันชอบเพราะบ้าหนังสเปน ยิ่งของ Pedro Almodovar
ชอบหมด ตอนท้องก็นั่งดูรูป Penelope Cruz ทุกวัน แต่สวรรค์ไม่เป็นใจ ได้ Javier
Bardem มาแทน

ขอบคุณที่ให้กำลังใจค่ะ

บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 07 เม.ย. 10, 20:25

คำอธิบายเรื่องนามสกุลของชาวสเปนชัดเจนแจ่มแจ้งมากครับ

ผมเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่ก็งงกับบางนามสกุล อย่าง Domenech i Montaner ไม่เข้าใจว่า i ตัวนั้นหมายความว่าอย่างไร

อ่านแล้วถึงบางอ้อ หายสงสัยเป็นปลิดทิ้งทีเดียว

คุณม้าชอบ Domènech i Montaner ต้องไปเที่ยว Barcelona ซิคะ ไปฟังเพลงที่ Palau de la Música Catalana
แล้วจะเชื่อว่าสวรรค์มีจริง แล้วไปเดินเล่นในเมือง เหมือนขึ้นสวรรค์แล้วฝันไป

ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 08 เม.ย. 10, 05:34

เราเดินหาร้านอาหาร กินเสร็จค่อยไปหาที่นอน  นับว่าโชคดี แม่เห็นป้ายโฆษนาว่า
เขามีเทศการชวนชิม ทะปาส  เสียดายแต่ว่า เขาเริ่มพรุ่งนี้  เลยปล่อยเลยตามเลย
ไปกินอาหารปรกติ 

เราไปถึงร้านเกือบจะบ่ายสี่โมงแล้ว  มีโต๊ะให้เรานั่ง แม่ว่าดี วันนี้มีของกินให้เลือกหลายอย่าง 
แล้วมากับโฮเซ้  วันนี้ไม่มึนไวน์เป็นไม่ได้ออกจากร้าน

แต่เรามาช้าเพราะ อาหารที่มีให้เลือกหลายๆอย่าง ขายหมดแล้ว
เหลืออยู่อย่างเดียว  คือจะกิน หรือไม่กิน   ก็ต้องกินละครับ  เราทั้งสี่ สั่งดังนี้

-   จานแรก  เอนสาลาด้า มิกซต้า (Ensalada mixta) เป็นสลัดรวมมิตร
มีผักสลัด มะเขือเทศ หอมแดง ข้าวโพดกระป๋อง ปลาทูน่ากระป๋อง หน่อไม้ฝรั่งกระป๋อง 

ในสเปน ส่วนมากเขาจะไม่ราดน้ำสลัดมาให้ แต่มีน้ำมันมะกอก น้ำส้ม เกลือ พริกไทย
วางให้ไว้บนโต๊ะ ให้เราผสมเองตามใจชอบ  ย่าผมสอนว่า ให้ใส่เกลือไปก่อน ตามด้วยน้ำส้ม

แล้วน้ำมันมะกอก ส่วนพริกไทยไม่ต้องใส่ เพราะทำให้หิวน้ำ  ผมถามย่าหลายหน
ว่าทำไมใส่น้ำมันมะกอก ก่อนไม่ได้  ย่าก็ว่า พ่อแม่ย่าสอนมาแบบนี้ ลูกๆย่าก็ใช้ระบบเดียวกัน

อย่าถามมาก บอกให้ทำอย่างไร เป็นเด็กเป็นเล็ก ทำไป  ผมสังเกต บ้านผมราดน้ำสลัดแบบนี้ทั้งบ้าน 
แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าทำไม รวมทั้งผู้แสนรู้อย่างแม่ด้วย

-   จานที่สอง โคสติย่า เด แซร์โด้ อา ลา พลานช่า และ ปาตาตาส ฟริตาส
(Costilla de cerdo a la plancha y patatas fritas)  คือ หมูติดกระดูกทอด  กับมันฝรั่งทอด

-   จานที่สาม ฟลาน คาเซโร (Flan casero) ขนมหวาน คือคาราเมล คัสตาร์ด
(Caramel custard) ในภาษาอังกฤษ คำว่า คาเซโร นั้นบอกให้คนกินรู้ว่า ทำเอง ไม่ได้มาจากโรงงาน

โฮเซ้บอกว่า เราเลือกอาหารไม่ได้ ต้องเลือกไวน์เอง เขาสั่ง ไวน์รีโอค่า ชื่อคูเน้ (Cune) มาให้เราชิม   
แม่เพิ่งรู้มาไม่นานว่า คูเน้ เป็นชื่อย่อของ      Compañía Vinícola del Norte de España (C.V.N.E.) 
ถ้าเรียกชื่อเต็ม คงไม่มีคนกินไวน์นี้แน่ๆ กินหนเดียวแล้วเลิก เพราะจำชื่อไม่ได้     

ระหว่างกินเราปรึกษาหารือ ถึงแผนการว่าวันนี้   เราสมควรจะจ่ายค่าห้องพักเท่าไหร่   
ถ้าโรงแรมเต็มหมด เราจะเดินไปถึงไหน   หลังจากไวน์หมดไปสองขวด

โฮเซ้และเทเรสบอกว่า ไม่ได้เดินมานาน เริ่มปวดกระดูก   แม่ก็ว่า แม่ก็ปวดเหมือนกัน 
โฮเซ้เลยเสนอ ขึ้นมาว่า เราสมควรสั่งไวน์อีกขวด 

แล้วลงมติเป็นเอกฉันท์ ต่อหน้าไวน์ขวดที่สาม ว่าจะหาที่นอนที่นี่
แล้วเดินต่อพรุ่งนี้เหมือนนักแสวงบุญที่มีวินัยเขาทำกัน

หรือจะออกนอกเส้นทางสายตรง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวานิดหน่อย
(เหมือนมนุษย์ที่มีโกรธ โลภ หลงเช่นพวกเรา)

โดยนั่งรถไปถึง เมือง ซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า (Santo Domingo de la Calzada)
ไปนอนโรงแรมแม่ชีที่นั้น แล้วค่อยคิดกันต่อว่าวันพรุ่งนี้ จะตื่นเช้าตรู่ เดินต่อ หรือตื่นสายโด่งแล้วขับรถเที่ยว แล้วเดินนิดหน่อย

ผมเคยบอกหรือยังครับว่าแม่ผมใจง่าย  วินัยที่มีมาตั้งแต่เริ่มเดิน หายเข้าเป้หมด
ไม่ต้องคิดมากแม่ตกลงใจได้เร็วกว่าทุกคน  เราตกลงว่าจะขับรถไปซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า ไปนอนที่นั่น

ออกจากร้านอาหาร (เพราะเขาเชิญออก ร้านปิด) ไปหาที่นั่งกินกาแฟล้างปากหลังอาหาร 
กินกาแฟ แล้วไปนอนเล่นริมน้ำซักงีบ  หลังจากนั้นโฮเซ้ และผม จะนั่งแท็กซี่กลับไปเอารถที่นาวาเร็ตเต้
 
แล้วขับมารับแม่และเทเรส  ไม่ถึงชั่วโมงก็น่าจะมารับได้  ครับที่เราเดินกันกว่า ห้าชั่วโมง  ขับรถไป กลับ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 08 เม.ย. 10, 15:15

              แต่ก่อนติดตามงานของ Almodovar อยู่หลายเรื่อง ครับ 
          ชอบสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา จนเกิดคำว่า almodovarian สมัยนั้นต้องอาศัยดูจากวิดีโอ
ที่จะได้ดูในโรงใหญ่นั้น ไม่มีหวังทั้งเหตุผลด้านการเซนเซอร์ และการค้า

          จนในเวลาต่อมาเมื่อหนังนอกกระแสเริ่มเป็นกระแสนิยมมากขึ้น และหนังได้ออสการ์ด้วย Talk to Her
จึงได้เข้าฉายที่ สกาลา โรงเดียว และเป็นครั้งเดียว ที่หนังของเขาได้เข้าฉายในโรงใหญ่ที่นี่ ครับ

บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 09 เม.ย. 10, 05:30

เราเข้าพักที่โรงแรม ชื่อประหลาดๆว่าโอสแปแดเรีย ซีสแตร์เซียนเซ้
(Hospederia Cisterciense โทร ๐๐๓๔ ๙๔๑ ๓๔ ๐๗ ๐๐)

โดยมีแม่ชีในนิกายนี้เป็นคนให้บริการ ผมรู้เพียงแต่ว่า
เป็นนิกายหนึ่งในศาสนาโรมันแคธอลิค นอกนั้นไม่รู้ใดๆทั้งสิ้น

ถามผู้รู้เช่น โฮเซ้ก็ไม่รู้   เรามาถึง ซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า
ยังไม่ดึกมาก ห้องนอน ราคาย่อมเยา สะอาดสะอ้านเรียบร้อย
อยู่ใจกลางเมือง 

แม่ติแค่ว่า บนหัวเตียงมีไม้กางเขนอันมโหฬารติดอยู่ 
น่ากลัวตกหล่นลงมาทับหัวเราเวลานอนหลับเป็นอันมาก 

แม่เลยยกมือไหว้ไม้กางเขนหนึ่งที ขออัญเชิญลงมาไว้บนโต๊ะ 
แม่ว่าพรุ่งนี้จะไหว้อีกทีแล้วค่อยอัญเชิญกลับไปห้อยไว้ที่เดิม   

ส่วนโฮเซ้กันเทเรสก็มีปัญหานิดหน่อยตอนเข้าพัก
ต้องแสดงให้แม่ชีเห็นว่าทั้งคู่เป็นสามี ภรรยา อย่างถูกกฎหมาย
ไม่งั้นห้ามนอนห้องเดียวกัน

แม่ว่า สมัยนี้ศาสนาโรมันแคธอลิคอาจเริ่มมีเงินน้อยลง
เลยต้องเปิดบริการเป็นโรงแรม เพื่อเพิ่มรายได้ 

โรงแรมแบบนี้ส่วนมากจะตั้งอยู่ในสถานที่ ที่ดีมาก เช่นใจกลางเมืองเป็นต้น
ราคาไม่แพงเท่าโรงแรมปรกติ  ไม่มีบริการใดๆ นอกเหนือ ไปจาก ห้องนอน
พร้อมข้าวเช้า  ผมว่าที่ราคาถูกกว่าโรงแรมอื่นเพราะไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้แม่ชี ถือว่าทำหน้าที่รับใช้พระเจ้า

ออกจากโรงแรม เราออกมาเดินเล่นดูคน  มีนักแสวงบุญเยอะมาก  โบสถ์ยังไม่ปิด (รูปที่หนึ่ง)

ทุกคนที่มาเมืองนี้ต้องเข้าไปดูโบสถ์ให้ได้ เพราะมีไก่ สีขาว สองตัวอยู่ในกรงในโบสถ์   
ตัวผู้ตัว ตัวเมียตัว (รูปที่สอง) อยู่กันคู่ละเดือน แล้วก็ออกไปอยู่นอกโบสถ์ ไปชมเดือน ชมตะวัน 
แม่ว่าน่าสงสารไก่  ชาติที่แล้วคงทำบาปไว้เยอะ ชาตินี้เลยต้องอยู่ใกล้พระเจ้า ล้างบาปชาติที่แล้ว

ส่วนสิ่งอื่นๆที่อยู่ในโบสถ์ ก็เหมือนโบสถ์ทั่วไป ทองเพียบ มองนานๆ แสงทองส่องตา
ทำเอามึนหัวแทบล้ม  ต้องรีบไปสูดอากาศข้างนอก ยิ่งทำให้นึกสงสารไก่บาปทั้งสองเป็นอันมาก




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 10 เม.ย. 10, 05:25

เหตุที่โบสถ์นี้มีไก่นั้น โฮเซ้เล่าให้ฟังถึงนิทาน ที่เล่าต่อๆกันมาว่า
ในศตวรรษที่สิบสี่ มีพ่อ แม่ ลูกชาวเยอรมัน เป็นนักแสวงบุญ

กำลังเดินทางไปซานติอาโก เดคอมโพสเตลา แล้วแวะพักที่
เมืองซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า   

ท่าทางลูกชายคงจะหล่อมาก (แม่ว่าตามสไตล์คนเยอรมัน คงจะขาวๆจืดๆ)
สาวสเปนเลือดร้อนที่ทำงานอยู่ที่โรงเตี๋ยม ที่ครอบครัวเยอรมันพักอยู่ เกิดติดใจ

เพราะนานๆ จะเจออะไรแปลกๆ  แต่อีตาหนุ่มหล่อเยอรมันเกิดไม่เล่นด้วย 
สาวเลือดร้อนเลยถือว่าหยามหน้า สู้อุตส่าห์ให้ท่าถึงขนาดนี้

เลยแอบเอาถ้วยไวน์ทำด้วยเงินใส่ไว้ในกระเป๋าหนุ่มเป็นการแก้แค้น
แล้วฟ้องตำรวจจับในวันรุ่งขึ้น  ได้ผลสมใจนางตัวร้าย

หนุ่มเยอรมันถูกตัดสินให้โดนประหารชีวิต โดยการแขวนคอ 
แหม ก็จับได้คาหนัง คาเขาพร้อมของกลางออกอย่างนี้   

พ่อแม่เลยตัดสินใจออกเดินทางต่อไปซานติอาโก เด คอมโพสเตลา 
หลังจากแวะสักการะซานติอาโก้เรียบร้อย ขากลับก็แวะซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า   

เพื่อไปดูศพลูกชาย ที่ยังห้อย ต่องแต่งอยู่  ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง ลูกชายสุดหล่อบอกว่า
ซานโต้ โดมิงโก้ หรือนักบุญ โดมิงโก้ หรือ โดมินิคมาช่วยชีวิตไว้เลยยังไม่ตาย 

พ่อแม่เลยรีบวิ่งไปหาผู้ว่าเมืองซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า  เพื่อบอกข่าว 
ผู้ว่าซึ่งกำลังจะเริ่มกินข้าว หัวเราะเยาะเย้ย ว่า ลูกท่านต้องมีชีวิต
อยู่แน่ๆเหมือนไก่สองตัวที่เรากำลังจะกินอยู่นี่แหละ 
พอพูดจบไก่ที่อยู่ในจานก็กระโดดออกมาร้องรำ ทำเพลงทั้งสองตัว เป็นอันจบนิทาน  เมืองนี้เลยมีคำขวัญว่า

Santo Domingo de la Calzada
donde canto la gallina después de asada

Santo Domingo de la Calzada
where the chicken sings after being roasted

ออกจากโบสถ์ เราเดินเล่นในเมือง ไม่มีใครหิวทั้งสี่คน แม้จะได้เวลากินข้าวแล้ว
เพราะยังอิ่มมื้อกลางวันอยู่   

เทเรสเลยแนะนำว่า เราสมควรไปเดินเล่น ที่จัตุรัสกลางเมือง
หรือที่มีชื่อว่า พลาซ่า เอสปานย่า (Plaza España)   
ไปนั่งทำเก๋ จิบไวน์ กินทะปาสเล่นๆ  (รูป)

เราสั่งไวน์ของร้าน หรือ วีโน่ เด ลา คาซ่า (Vino de la casa)
ราคาย่อมเยากว่า ไวน์ที่มียี่ห้อ   พร้อมลูกมะกอกดอง กับถั่วมากินเล่น 

ระหว่างนั่งก็เหมือนเคย คือปรึกษาหารือ กันถึงวันพรุ่งนี้
ว่าจะตื่นกี่โมง  แล้วเดินไปถึงไหน 

เทเรสกับโฮเซ้ ซึ่งเดินผ่าน เส้นทางนี้กว่าสิบหน บอกว่า ทางพรุ่งนี้ไม่ค่อยน่าเดินนัก
มีแต่ทุ่งต้นข้าวสาลีแห้งๆ เพราะเดิน อีกสองชั่วโมง ก็เข้าแคว้น บัวร์โกส (Burgos) 

ซึ่งแห้งเหี่ยวไร้ชีวาสิ้นดี   แม่ว่าถึงอย่างนั้น เราก็น่าจะเดิน เพราะตอนนี้ร่างกายแข็งแรงมาก
ไม่ต้องกินยาแก้ปวดก่อนนอน ตื่นมาก็ไม่มีอาการเจ็บปวด   รองเท้าก็ใส่สบาย   

คุยไปคุยมาล้วงความรับของ โฮเซ้ออกมาได้ว่า เจ็บเท้า มีตุ่มแผลพุพอง เต็มเท้าทั้งสองข้าง เห็นท่าจะเดินไม่ไหว
เขาเลยเสนอว่า พรุ่งนี้นอนตื่นสาย แล้วจะพาไปเที่ยวเมืองสวยๆ แทนเดิน พอบ่ายแก่ จะขับรถพาไปส่ง ที่เมือง เบโลราโด้ (Belorado) 

โฮเซ้ไม่ต้องโอดกาเหว่านาน   เราตกลงตามใจ พรุ่งนี้เป็นอันว่าได้นอนถึง เก้าโมงเช้า
พอกลับมาห้องนอน แม่ว่า ไม่เดินซักวันก็ดีเหมือนกัน หยุดพักขาและเท้า เราเดินมาแล้ว สิบวัน

ขาดเหลืออีกประมานเกือบเดือนกว่าจะถึงซานติอาโก เด คอมโพสเตลา  มีเวลาเดินอีกเยอะ 
ผมเลยเสนอกับแม่ว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป เราสมควรขึ้นรถทุกๆ สิบวันเพื่อให้ร่างกายพักผ่อน
แล้วนอนตื่นสายๆ ให้สมองเบิกบาน  แม่ว่าดี แต่ต้องแล้วแต่สถานการณ์



บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 11 เม.ย. 10, 05:26

เรานัดเจอกันที่หน้าโรงแรมตอนสิบโมง  เราค่อยไปหาข้าวเช้ากิน นอกโรงแรม
เหมือนเดิม คือ น้ำส้มคั้น กาแฟใส่นม แล้วก็ขนมเขาควาย 

แม่ว่าไม่มีเมืองไหนในโลกนี้ที่รู้จักประดิดประดอยอาหารเท่าเมืองไทย 
เลือกกินได้ทุกวัน ไม่ต้องซ้ำกันซักวัน  แม่ถึงเบื่อข้าวเช้าฝรั่ง 

กาแฟฝรั่งอร่อยแค่ไหน ก็แพ้กาแฟไทยอยู่ดี  มีปาท่องโก๋จิ้มกาแฟด้วย 
เขาควาย ต่อให้เรียกอย่างหรูว่า ครัวซอง ก็แพ้หลุดลุ่ย

แต่ผมว่า ลางเนื้อชอบลางยา  แม่ชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นไทย
นอกจากชาตินิยม ผมว่าเพราะแม่ไม่ได้อยู่เมืองไทยมานาน

ลองกลับไปอยู่ ขี้ค้านจะมีเรื่องบ่นทุกวัน เมืองไทยในหัวแม่
กับเมืองไทยในปัจจุบันไม่เหมือนกัน

แค่ภาษาไทยที่แม่ใช้ ลูกพี่ ลูกน้องผมที่เมืองไทย 
ยังฟังไม่รู้เรื่องเลย  แม่ก็ฟังเขาไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

โฮเซ้บอกว่า จะขับรถพาเราไปขึ้นเขา ที่คนแถวนี้เขาไปเล่นสกีกัน
สถานีสกี วาลเดสคาราย (Valdezcaray)  เราไม่เคยเห็นที่เล่นสกีแถวนี้
เลยออกจะตื่นเต้น   

พอไปถึงก็เหมือนยืนอยู่ใกล้ท้องฟ้า   โฮเซ้พยายามชี้ให้เราดู เขาสูงสุดซาน ลอเรนโซ้ (San Lorenzo)
ว่าสูงกว่า สองพันเมตร แต่เขามันเยอะไปหมด ดูไม่รู้ ลูกไหนเป็นลูกไหน   

โฮเซ้ชี้จนเมื่อยนิ้ว เราก็ยังไม่รู้อยู่ดี   ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่มีหิมะ ฤดูสกียังมาไม่ถึง
ทุกสิ่ง ทุกอย่างปิดหมด เราเดินเล่นสูดอากาศ ดูวัวเล็มหญ้าสักพักใหญ่ๆ   

ก็ขับรถเข้าเมืองที่อยู่ตีนเขา ที่คนจะพักที่เมืองนี้ ถ้าขึ้นไปเล่นสกีบนวาลเดสคาราย 
เราขับรถผ่านแม่น้ำชื่อว่า โอค่า (Río Oja) เทเรสบอกว่า ไวน์ รีโอค่าที่โด่งดังก็ได้มาจากแม่น้ำนี่เอง

พูดชื่อแม่น้ำ รีโอ โอค่าแบบเร็วๆ ก็ฟังเป็น รีโอค่าได้   โฮเซ้ว่า ไม่จริง   ชื่อไวน์ รีโอค่า
ตั้งตามชื่อ ดินแดนรีโอค่าต่างหาก   เทเรสเลยเถียงขึ้นมาว่า   แล้วไอ้ชื่อดินแดนเอามาจากไหนล่ะ   

อย่างนี้ละครับ คู่นี้เขาชอบลับฝีปากกันบ่อยๆ   ความลับของโฮเซ้กับเทเรสที่อยู่กันมายืดยาวเกือบสามสิบปี
เพราะเถียงกันทุกวัน เข้าทำนอง เถียงกันวันละนิด จิตแจ่มใส 

เราจอดรถติดแม่น้ำ แล้วเข้าไปเดินเล่นในเมือง เอสคาราย (Ezcaray) เป็นเมืองที่สะอาดมาก
เผลออาจนึกว่าเดินเล่นอยู่ในสวิส   แม้กระทั้งดอกไม้ก็จัดเป็นระเบียบตามระเบียงบ้าน 

เป็นระเบียบจนแม่ออกจะกลัว   แม่ว่าแต่งสวยเกินไป ทำให้ขาดความงามไปมาก  (รูปที่สอง)
เราเริ่มด้วยกาแฟ รับแดดที่จัตุรัสกลางเมือง  (รูปที่หนึ่ง)

จากกาแฟเปลี่ยนเป็นไวน์ ตามด้วยแฮมสเปน ต่อด้วยลูกมะกอกดอง 
ผมว่าแม่ชอบกิน หารู้ไม่ว่า โฮเซ้ก็ไม่เบาเหมือนกัน เข้ากันได้กับแม่เป็นปี่ เป็นขลุย
กินไหน กินนั่น ถ้อยที่ถ้อยอาศัยกันเหลือเกิน

โชคดีก่อนที่จะนั่งเพลินมากไป  แซวี่ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือแม่
บอกว่า เจ็บเท้ามากเดินไม่ไหว ตอนนนี้นั่งอยู่ที่ ซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า 

เราปรึกษากันว่าจะแวะไปรับแซวี่  พานั่งรถไปด้วยกันถึง เบโลราโด้ 
แล้วเทเรสกับโฮเซ้ ก็จะขับรถกลับบ้าน เพราะต้องทำงานวันจันทร์ 

จากนั้นค่อยให้แซวี่คิดเอาเองว่าจะทำอะไร จะเดินต่อ ขึ้นรถเมล์
หรือกลับบ้านที่อิตาลี  หลังจากตกลงกันเรียบร้อย เราก็เดินชมเมืองกันต่อ

ดูถนนเล็ก ถนนน้อยของเมือง หลังจากนั้น ก็ออกเดินทางกลับไป
ซานโต้ โดมิงโก้ เด ลา คาลซาด้า  อีกหน เพื่อไปรับแซวี่

 





บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 12 เม.ย. 10, 05:17

ยังไม่ทันหลับ เราก็มาถึง เบโลราโด้   เป็นเมืองที่ไม่สวยอีกเมืองของเส้นทางนี้
เบโลราโด้  มีชื่อด้านเครื่องหนัง เราเดินผ่านร้านต่างๆ ที่ขายเสื้อ กางเกง กระเป๋า
ทำด้วยหนังทั้งสิ้น 

นอกนั้นก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก แม่และผมเข้าพักโรงแรมที่ดูสะอาด
ชื่อว่า โรงแรมฮาโคเบโอ้ (Hotel Jacobeo  โทร ๐๐๓๔ ๙๔๗ ๕๘ ๐๐ ๑๐)

อยู่ริมถนน แต่ไม่ได้อยู่ ในจัตุรัส ใจกลางเมือง หรือพลาซ่า มายอร์ 
พอเอาเป้ไปเก็บที่ห้องเรียบร้อย  ก็ได้เวลากินข้าวพอดี

เราเดินหาร้าน ถึงได้รู้ว่า วันนี้เป็นวันบันเทิงของเมือง  คล้ายๆงานวัดของเมืองไทย 
ร้านปิดหมด มีแต่หนุ่มแปดคนเต้นระบำกระโดดเหยงๆ อยู่ในพลาซ่า มายอร์  (รูปที่หนึ่ง)

ถามคนในเมือง เขาว่ามีร้านเปิดอยู่ร้านเดียว ใกล้ๆ โรงแรมที่เราพัก
แต่อยู่อีกฝังถนน ชื่อร้าน ปีเซียส (Picias)

พอไปถึงเราต้องรอ เพราะคนเยอะมาก  แซวี่ก็มากินกับเราด้วย 
พอได้โต๊ะ หันไปดูคนรอบๆ ตัวเรา เห็นได้อย่างชัดเจนว่า

ทุกคนกำลังกิน เลชาโซ่ อาซาโด้ (lechazo asado) อย่างเอร็ด อร่อย
(รูปที่สอง เอามาจาก  http://www.flickr.com/photos/lumiago/2844490746/)

อาหารจานเด่น และอร่อยมาก ของ แคว้นนี้  (คาสติลย่า อิ เลโอน Castilla y León
โดยเฉพาะในเมืองอารันด้า เด ดวยโร่  Aranda de Duero
เมืองหลวงของเขตไวน์ รีเบร่า เดล ดวยโร่Ribera del Duero)   

แต่ถ้าท่านผู้อ่านรู้ว่าเลชาโซ่ คืออะไร แล้วกรุณาอย่านึกว่าเราเป็นยักษ์ เป็นมารก็แล้วกัน




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 13 เม.ย. 10, 05:33

ถ้าพูดถึงเลชาโซ่ในแคว้นนี้ หรือถ้าไปเมืองอื่น แล้วเรียกว่า
เลชาโซ่ เด คาสติลย่า อิ เลโอน จะหมายถึงลูกแกะ 

ผมหมายถึงลูกแกะจริงๆ  จะต้องอายุไม่เกิน สามสิบห้าวัน ยังไม่หย่านมแม่
(และยังกินแค่นมแม่เท่านั้น) และมีน้ำหนัก ระหว่าง เก้าถึงสิบสองกิโลกรัม

ทางการของคาสติลย่า อิ เลโอน เขาจดทะเบียนไว้อย่างเรียบร้อย
ว่าลูกแกะต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง ถึงจะอนุญาติ ให้เรียกว่า
 
เป็น เลชาโซ่เดคาสติลย่า อิ เลโอน (แล้วต้องเป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อว่าอะไรผมก็ลืมแล้วละครับ)
เนื้อจะนุ่มมาก  ไม่มีกลิ่นแกะเหมือนกินแกะแก่ๆของออสเตรเลีย

การทำก็ดูง่ายๆ  แม่ลองทำหลายหน ไม่อร่อยเท่ากับไปกินที่ร้าน 
เขาเอาเข้าเตาอบ แล้วคงจะมีเครื่องเทศผสม สูตรใคร สูตรมัน 

แม่ยังล้วงความลับจากใครไม่ได้ซักคน เลชาโซ่ อาซาโด้
ของแม่เลยออกเป็นรสไทยมากๆ กลิ่นรากผักชีออกตลบอบอวน เต็มครัว

แล้วอย่าไปสั่งสับสน จากเลชาโซ่ เป็น เลชอน (lechón) 
เพราะจะได้ลูกหมูตัวเล็กๆ ที่เอาไว้ไปทำหมูหันแทน 

ย่าผม  พร้อมทั้งครอบครัวสเปนของผมเวลาไปสั่งหมูหัน 
เผลอไปสั่งเป็นเลชาโซ่ ออกบ่อย   ย่าเลยสอน

ว่าถ้าจะสั่งหมูหันแบบไม่ให้สับสนก็ต้องสั่งไปเลยตรงๆ ว่าโคชินีโย่  (cochinillo) 
ส่วนพ่อผมนั้นอธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่า คำทั้งสองคำ ทั้ง เลชาโซ่ และเลชอนนั้นมาจาก
คำว่า เลเช้ (leche) ที่แปลว่านม  น่าจะหมายถึงลูกสัตว์เล็กๆ ที่ยังกินนมอยู่ 

แน่นอนครับว่าเราสั่ง เลชาโซ่ อาซาโด้ มากินเป็นมื้อกลางวัน 
แซวี่เป็นคนเดียวที่ไม่กินเพราะเธอไม่กินเนื้อสัตว์ 

โฮเซ้สั่งไวน์ ของคาสติลย่า อิ เลโอนมาชิม
เพราะไหนๆ เราก็ออกจาก รีโอค่า มาแล้ว เปลี่ยนมาจิบไวน์ 
รีเบร่า เดล ดวยโร่(Ribera del Duero)   ยี่ห้อเปสเก-ร่า (Pesquera)
   
อร่อยมาก กินข้าวเสร็จ ก็ได้เวลา ลาจาก   โฮเซ้กับเทเรสลากลับบ้าน   
แซวี่ลาไปเขียนจดหมาย ส่วนแม่และผม ลาไปนอนพักพุง
 
ซักทุ่มกว่า เราออกมาเดินเล่นที่พลาซ่า มายอร์ จะไปดูโบสถ์ มีสองโบสถ์
ผัดกันเปิดบริการ โบสถ์ละหกเดือน ชื่อโบสถ์ซานต้ามาเรีย ส่วนอีกโบสถ์ชื่อซานเปโดร
แต่วันนี้มีงาน โบสถ์ปิด อดดูอีกแล้ว

พลาซ่า มายอร์ ดูมีชีวิตชีวามากกว่าตอนกลางวัน มีดนตรีเล่น มีคนเต้นระบำกันเป็นคู่ๆ
ในใจกลางจัตุรัส แต่มีแต่ผู้สูงวัย ดูแล้วน่าเอ็นดู  มีคนมาออกร้านขายของ

ทั้งของกิน ของเล่น มีเกมส์ยิงปืนแม้นได้หมี แล้วอะไรต่ออะไรสารพัด 
ที่เด่นๆ เป็นของกินคู่ใจของงาน ไปงานวัดเมืองไหนในสเปนต้องมี

อาหารที่อร่อยมาก แต่บั่นทอนสุขภาพเป็นที่สุด  แม้จะรู้ แต่เห็นที่ไหนก็อดกินไม่ได้ 
ครับ ชูร์โรส (Churros)  คล้ายๆ ปาท่องโก๋ แต่หวาน
(รูปได้มาจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Chocolate_with_churros.jpg)   

ส่วนผสมมีแป้งสาลี น้ำ น้ำตาล เกลือ เนย   เอาแป้งผสมใส่ไปในแม่พิมพ์
รูปร่างประมาณนิ้วชี้อ้วนๆ ยาวประมาณนี้วชี้ สองนี้วต่อกัน

แล้วบีบลงไปในน้ำมันร้อน (เหมือนทำเส้นขนมจีน)   ถ้าขายตามงานวัด
เขาเอาชูร์โรส ใส่ถุงกระดาษแล้วเทน้ำตาลโรยหน้าให้   เดินกินในงานอร่อยไม่น้อย   

แต่ถ้าชูร์โรสขึ้นภัตตาคารเมื่อใด ก็จะใส่จานสวย โรยน้ำตาล หรือถ้าร้านหรูมากๆ
เขาใช้ น้ำตาล ไอ๊ซิ่ง (icing) เสริพพร้อมช็อกโกแลตร้อนถ้วยโต   
ที่ข้นมากและหวานแสบไส้ ข้นขนาดที่ยกถ้วยดื่มไม่ได้
ต้องใช้ ชูร์โรสจิ้ม หรือใช้ช้อนตัก ต้องเรียกว่ากิน แทนที่จะดื่ม

เราเดินกินชูร์โรส กันคนละถุง  แล้วไปนั่งดื่มนมร้อนคนละแก้ว
เราเดินกับโรงแรมก่อนสามทุ่ม  เพราะทั้งแม่ ทั้งผมเหนื่อยมาก 
ร่างกายเราคงตกใจ ที่วันนี้ไม่ได้ออกแรงเดิน






บันทึกการเข้า
Wandee
หนุมาน
********
ตอบ: 4006


ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 13 เม.ย. 10, 10:14

อ่า...คุณเทียนทองผ่องใส


     สงสัยนิดหนึ่งค่า.......ถ้าคนเอ่อ...มีปัญหาในการออกเสียง   กว่าจะสั่งอาหารมากินคงเหนื่อยแย่
ตามอ่านแล้วอยากกินจัง

บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 13 เม.ย. 10, 12:02

อ่า...คุณเทียนทองผ่องใส


     สงสัยนิดหนึ่งค่า.......ถ้าคนเอ่อ...มีปัญหาในการออกเสียง   กว่าจะสั่งอาหารมากินคงเหนื่อยแย่
ตามอ่านแล้วอยากกินจัง



คุณพี่ขา ถ้ามีปัญหาในการออกเสียง หนูให้ยืมวิธีที่ได้กินแน่ๆ เรียกว่าวิธีชี้จิ้ม
หนูใช้บ่อยๆ ตอนอยู่เมืองจีน  ไปโต๊ะไหนก็ชี้จิ้ม ชี้จิ้มไปเรื่อยๆ จนได้กิน
แต่พี่ต้องใจกล้าหน้าด้านเหมือนหนูเท่านั้นแหละค่ะ ๕๕๕
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 14 เม.ย. 10, 05:17

เราตื่นตั้งแต่ไก่โห่ แซวี่มายืนเรียกอยู่หน้าห้อง ทั้งๆที่เรากะกันว่าวันนี้จะตื่นตอนตะวันโด่ง
เพราะเราจะเดินแค่ไปถึงเมืองที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่าเมืองเขาห่าน   

เรียกเป็นภาษาสเปนมีชื่อยาวว่า วิลยาฟรังก้า โมนเตส เด โอก้า (Villafranca Montes de Oca)   
เดินสบายๆ แค่ สามชั่วโมง (สิบสองกิโลเมตร)   

แม่ออกจะโมโหเพราะกำลังนอนอย่างมีความสุข   
แม่ว่ากำลังฝันว่าไปกินไก่ย่างลิขิตหลังสนามมวยราชดำเนิน
ไก่ย่างมา ได้แค่กลิ่นยังไม่ได้กิน ก็สะดุ้งตื่นพอดี 
 
เราเลยต้องตื่นเพราะมีคนมาปลุก แต่แม่บอกผมว่า
เราต้องเริ่มตีตัวออกห่างจากแซวี่ เพราะเธอเริ่มจะตีสนิทกับเรามากไป 

ให้อภัยยากเพราะทำให้แม่อดกินไก่ย่างลิขิต แม้ว่าจะในฝันก็เถอะ 
ผมก็เออๆ ออๆ ไปกับแม่เพราะไม่อย่างทะเลาะด้วย 

เราลุกจากที่นอนอย่างขี้เกียจมาก ลงไปกินข้าวเช้าของร้านกาแฟ
ในโรงแรมที่มีแซวี่นั่งรออยู่แล้ว  เพิ่งจะเจ็ดโมงเช้า ขนมปังยังอบไม่เสร็จเลย
เขามีแค่โดนัทกับกาแฟให้ น้ำส้มไม่มี เพราะส้มหมดยังไม่ได้ไปซื้อ

เจ็ดโมงครึ่ง เราเริ่มออกเดินทาง ซึ่งผมและแม่ออกจะหนักใจ
เราออกแต่เช้า มันจะทำให้เราถึงเมืองเขาห่าน เร็วเกินไป 

เราจะไปทำอะไร  จะเดินต่อไปอีกเมืองก็ขี้เกียจ เพราะต้องเดินอีกเท่าตัว 
แล้วก็มีเรื่องทำให้เราไม่ถูกใจ แซวี่ขึ้นมาอีกเรื่อง เราเดินไปได้ซัก สิบนาที

เธอก็ว่าเดินไม่ไหวเพราะเจ็บเท้ามาก  แล้วจะให้เราโทรหาแท็กซี่ให้มารับ 
แล้วพูดทำนองข้อร้องแกมบังคับ   ว่าให้เราตามไปด้วยถึงเมืองบูรโกซ  (Burgos)

ซึ่งห่างไปซัก ห้าสิบกว่ากิโลเมตรได้   แม่ผมที่เป็นคนไทยใจดี ขี้เกรงใจ
ระงับอารมณ์ไม่อยู่สติแตก กลายเป็นนางตัวร้ายของนิยายไทยขึ้นมาทันที

ส่งเสียงดังคับถนนว่า ไม่ไป อยากไปก็ไปเอง   แล้วหันมาบอกผมว่า
รีบเดินต่อ ไม่สนใจว่า แซวี่จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร   

จนผมออกจะสงสาร พอบอกแม่ แม่ก็ถามกลับว่า ใครเป็นแม่เธอกันแน่   
ผมเลยสงบปาก สงบคำเดินขึ้นเนินตามแม่ไปเรื่อยๆ

เราเดินมาถึงเมืองเล็กๆ โทซานโตส (Tosantos) เห็นหลังคาบ้านอยู่ไม่กี่หลัง
ไม่มีร้านรวงใดๆ ทั้งสิ้น มีนักแสวงบุญหลายๆ คน เราไม่ทักทายมากไปกว่า

คำว่า บวน คัมมิโน้   (Buen camino)   เพราะแม่ยังอารมณ์ไม่ดี
แม้จะเย็นขึ้นมาบ้าง แต่ความโมโหยังเหลืออยู่

บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 15 เม.ย. 10, 06:04

คำว่า บวน คัมมิโน้   (Buen camino)   นั้นคงจะแปลอย่างไทยๆ ได้ว่า
ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ   

แต่เป็นคำที่จำเพาะเจอะจง ใช้กับ การเดินทาง เอล คัมมิโน้ เด ซานติอาโก้เท่านั้น   
เอาไว้ใช้เวลาเจอนักแสวงบุญคนอื่นในระหว่างทาง   
เวลาจะออกเดินทางตอนเช้า ทางโรงแรมที่เราพักก็จะบอกลาเราด้วยคำนี้

ทางเดินมีทุ่งข้าวสาลีแห้งๆ ให้ดูไปตลอดทาง เป็นเนินเขาโล่งๆ
ไม่มีที่นักพักหลบแดดซักแห่ง  เดินตามทางมาเรื่อยๆ เราเห็น
วิลย่าอัมบีสเตีย (Villambistia) อยู่ไม่ไกลนัก  (รูปที่หนึ่ง) 

มีโบสถ์ใหญ่มหึมา อยู่ก่อนเข้าเมือง (รูปที่สอง) ผมคิดว่า
เมืองนี้ไม่น่าจะมีประชากรเกินห้าสิบคน   

อ่านป้ายถึงรู้ว่า ชื่อ ซาน เอสเตบาน (inglesia de San Esteban)
แต่ไม่มีข้อมูลใดๆทั้งสิ้น   เราอยากเข้าไปชม ก็ไม่มีโอกาศ เพราะปิดเหมือนเคย

แม่ว่าดีทีเรานับถือศาสนาพุทธ ได้ดูโบสถ์หรือไม่ได้ดู ก็ไม่ผิดหวัง เดือดร้อนมากนัก 
เพราะจุดหมายของเราไม่ได้เข้าไปเพื่อไปสวดมนต์ขอพร

เหมือนคนที่เขานับถือ ศาสนาโรมันแคธอลิค ที่อุตส่าห์ทิ้งบ้าน ทิ้งช่องมาเดินเป็นนักแสวงบุญ 
เดินถึงเมืองไหนเมืองนั้น โบสถ์จะปิดอยู่เสมอ ถ้าโชคดีเจอโบสถ์เปิดก็ต้องเสียเงินค่าเขา 

ถ้าไม่เก็บค่าเข้า ก็ต้องหยอดเงินเปิดไฟ  สรุปแล้วต้องใช้เงินตลอด 
ผมว่า น่าจะเรียกเป็นพิพิธภัณฑ์ซะให้รู้แล้ว รู้รอด ไม่ต้องเรียกเป็นโบสถ์

แม่อารมณ์ดีขึ้น ผมเลยอยากรู้ว่า แม่โกรธอะไร แซวี่นักหนา
ถึงกับตวาด จนผมเองยังตกใจ 

แม่ว่าแม่รำคาญคนที่ไม่มี มารยาท เมื่อเช้าที่มาปลุกเราแต่ไก่โห่
โดยที่ไม่ได้นัด  ถ้าอยากจะนัด เธอก็ควรส่งข้อความเข้ามือถือแม่

แล้วนัดกัน  แม่ว่าแม่น่าจะด่าอีโรงแรมด้วย ที่อนุญาติให้ขึ้นไปปลุก
แต่เมื่อเช้าแม่มัวแต่ง่วง เลยลืมด่า

ถึงกระนั้นก็ไม่อยากให้ แซวี่เก้อ เลย เลยตามเลย
ตื่นก็ตื่น ไหนๆก็โดนปลุกแล้ว เดินมาด้วยกัน

เดินได้แค่สิบนาที ก็บอกเราว่า เดินไม่ไหว  แม่ว่าดัดจริต แม่เชื่อว่า
ต้องเจ็บตั้งแต่เดินมาปลุกเราแล้ว  แม่เลยสรุปว่า แซวี่มีแผน

จะให้เราใจอ่อน สงสาร แล้วขึ้นแท็กซี่ ตามไปด้วย ค่าแท็กซี่ก็จะถูกไปครึ่งหนึ่ง
หรืออาจจะไม่ต้องเสียเงินเลย เพราะเราออกให้ 

แม่ว่าลองให้ผมคิดดูว่า เราเจอแซวี่ กี่หน แล้วถามผมว่า
เคยเห็นแซวี่ควักเงินจ่ายอะไรบ้างมั้ย  จริงของแม่ เราเป็นฝ่ายจ่ายเงินเลี้ยงตลอด

เพราะแม่สงสารเห็นว่า มาคนเดียว แล้วมีเงินน้อย เลยอยากช่วยเท่าที่ช่วยได้ 
ข้อนี้เลยอาจทำให้ แซวี่ได้ใจ เลยยึดเอาแม่เป็นธนาคารซะเลย
แม่ว่าต่อไปนี้ ถ้าเจออีกก็ทักไปตามเรื่อง แต่จะไม่ให้เข้าใกล้อีกแล้ว ตัวใคร ตัวมัน
 
แม่ว่าไง ผมก็ว่างั้น เอาเป็นว่า เราตัดหางปล่อยวัด แซวี่
แล้วค่อยดูกันต่อไป แม่ผมก็เป็นแบบนี้แหละ ขี้สงสารคน

จนบางที ลืมไปว่าทุกๆคนที่แม่เจอ ใช่ว่าจะดีเหมือนกันหมด 
แล้วทำไมแม่ต้องไปคิดว่า ฝรั่งเขาจะมีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจคนอื่น
เหมือนคนไทย  เฮ้อ คิดถึงแม่แล้วผมเหนื่อย




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 16 เม.ย. 10, 05:28

เดินผ่านทุ่งข้าวสาลีแห้งกรอบเป็นทุงโล่งๆ สุดลูกหูลูกตา (รูปที่หนึ่ง) 
ตามด้วยทุ่งทานตะวัน (รูปที่สอง) ที่ภาษาสเปนเรียกว่า คีราโซล (Girasol) 

แปลได้ตรงๆ ว่าหันหน้าหาพระอาทิตย์ (girar เป็นคำกริยาแปลว่า หัน แต่ไม่ใช่หมูหันนะครับ)   
แต่ผมเห็นทั้งทุ่งก้มหน้า หนีพระอาทิตย์กันหมด ท่าจะยังเช้าไป เลยยืนหลับกันทั้งทุ่ง 
 
แม่ว่าสงสัย เขาจะเอาไว้ทำน้ำมัน เพราะดูมีเม็ดเยอะ   ถ้าไม่งั้นก็คงเอา ไปทำเป็นของ
ขบเคี้ยวประจำชาติคือ เม็ดทานตะวันแห้ง คล้ายๆเม็ดกวยจี๊ (เม็ดแตงโมง)

วิธีการกินก็เหมือนกันคือใช้ฟันแกะ แต่ใช้ความพยายามในการแกะน้อยกว่าเม็ดกวยจี๊
เพราะเปลือกบางกว่า   ถ้าอยากสบาย เขามีแบบโป้ขาย  เสียแต่ว่า
กินไม่สนุกเพราะมันง่ายเกินไป แค่หยิบเข้าปาก แล้วเคี้ยว  กินบ๊วยเค็มยังสนุกกว่า

เราเดินมาถึงเมือง เอสปีโนซ่า เดล คัมมิโน้ (Espinosa del Camino) ตอนเกือบสิบโมง   
วันนี้เราเดินอย่างช้า  ไม่งั้นจะถึงเมืองเขาห่านเร็วเกินไป  เห็นป้ายขายไอติม   
พอตาเห็น ท้องก็หิวขึ้นมาทันที   แต่อดเพราะร้านยังปิดอยู่ 

เมือง เอสปีโนซ่า เดล คัมมิโน้ดูเหมือน คนออกไปอยู่ที่อื่นกันหมด
เราเห็นบ้านที่เขาปล่อยทิ้งเป็นบ้านร้างอยู่หลายหลัง  ดูแล้วน่าเสียดาย (รูปที่สาม)

แต่ก็มีบ้านพักนักแสวงบุญ  ต่อไปอาจจะมีคนแวะพักมากขึ้น คงเปิดเตรียมต้อนรับปี ซานติอาโก้
หรือที่เรียกกันว่า หรือ อานโย้ ซานโต้ ฮาโคเบโอ้ (Año Santo Jacobeo) ในภาษาสเปน

ปีซานติอาโก้ เป็นปีที่วันซานติอาโก้ (วันนักบุญเจมส์) คือวันที่ ยี่สิบห้ากรกฎาคมตรงกับวันอาทิตย์
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดทุกปี จะเกิดตามปฏิทิน คือ๖-๕-๖-๑๑

หรือตัวอย่างปีซานติอาโก้ที่ผ่านมาและกำลังจะมาคือ ปีคศ ๑๙๙๓-๑๙๙๙-๒๐๐๔-๒๐๑๐-๒๐๒๑   
ปีนี้เป็น อานโย้ ฮาโคเบโอ้ ทางเมืองผ่านต่างๆ เตรียมสร้างบ้านพักนักแสวงบุญ

เพราะเส้นทางนี้ได้กลายมาเป็นธุรกิจมหาสาร ทำเงินเข้าเมืองอย่างงาม 
ว่ากันว่า ถ้าคริสต์ศาสนิกชนได้มา ซานติอาโก้ เด คอมโพสเตล่า
ในปีนี้ เหมือนได้รับเหรียญทองเลยทีเดียว 

แต่ผมไม่รู้ดอกครับว่าต้องไปทำอะไรบ้าง แน่ๆต้องไปสักการะ ซานติอาโก้
ไปฟังมิซซา แล้วไปสารภาพบาป แต่นอกเหนือจากนี้
ไหนๆจะได้เหรียญทองแล้ว ผมว่าต้องมีอะไรให้ทำมากกว่านี้แหงๆ   

ที่ผมรู้แน่ๆ ต้องไปเดินผ่านประตูโบสถ์ซานติอาโก้ ประตูที่เขาเรียกกันว่า
พั่วร์ต้า ซานต้า (Puerta Santa) หรือประตูศักดิ์สิทธิ์   

ซึ่งจะเปิดต้อนรับคนแค่ในปีนี้เท่านั้น ปีอื่นๆ ต้องใช้ประตูอื่น   
คล้ายๆกับประตูศักดิ์สิทธิ์ของเซนต์ปีเตอร์ที่วาติกัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะเปิดทุกๆ ยี่สิบห้าปี   

เรื่องประตูนี้ต้องมินิทานเล่าอีกแน่ๆ   แต่นักเล่าของเรากลับบ้านไปแล้ว (โฮเซ้)   
แม่สันนิษฐานว่าพระอาทิตย์ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแน่ๆ   เดินต่อนะครับ

เราเดินจากเอสปีโนซ่า เดล คัมมิโน้ แล้วตามลูกศรบอกทางไปสบายๆ 
เนินที่ต้องเดินขึ้นก็ไม่ชันมากนัก  เราเดินๆ หยุดๆ ไปตลอดทาง นั่งแวะกินน้ำบ้าง

กินกล้วยบ้าง เดินช้าๆทำเวลา เพราะไม่อยากถึงที่พักเร็วเกินไป 
เมืองเล็กๆ ไม่มีอะไรให้เราทำมากนัก นอกจากกิน แล้วนอน 

โบสถ์ก็ดูไม่ได้ เพราะปิดแน่ๆ  อาจเปิดตอนมีมิซซา
แต่แม่ว่าเกรงใจชาวบ้าน  จะให้แม่ไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อฟังมิซซาร่วมกับชาวบ้านก็เห็นจะไม่สู้ 





บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.055 วินาที กับ 19 คำสั่ง