เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9
  พิมพ์  
อ่าน: 26331 เอล คัมมิโนเดซานติเอโก (El Camino de Santiago) มีคนสนใจอ่านมั้ย
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 75  เมื่อ 20 มี.ค. 10, 05:22

เราเดินส่วนทาง กับแกะฝูงใหญ่  มันเดินเหมือนกับรู้ทาง ว่าจะไปไหน 
ไม่ยักเห็นเด็กเลี้ยงแกะ  แม่ว่า น่าแบกไปเลี้ยงซักตัว   
แม่เพ้อเจ้อไปได้ เรื่อยๆ  ผมเดาเอา ว่าวันนี้แม่โดน แดด มากไป

ตอนกำลังจะเข้าถึง โลส อาร์โกซ มีตู้ขายน้ำแบบหยอดเงิน 
ทำเอาเมืองที่ไม่ค่อยงาม  หมดความงามไปได้โดย เร็วมาก   

เราเดินตามลูกศร ผ่าน คาเย้ มายอร์  ซึ่งเดินสบายมาก ไม่มีแดด
เพราะ บ้านช่อง บน คาเย้ มายอร์  บังแดดให้ 

จบถนนก็เจอ พลาซ่า มายอร์  มีโบสถ์ ซานต้า มาเรีย
(iglesia de Santa María) ตรง จตุรัส ใจกลางเมือง 

เราเดินหาโรงแรม  เดินอยู่หลายแห่ง เจอโรงแรม เอเซกีล
(Ezequiel โทร ๐๐๓๔ ๙๔๘ ๖๔ ๐๒ ๙๖)   
ออกไปนอกเมืองนิดหน่อย   ไม่ดีมาก แต่ถ้าเทียบกับเมื่อคืน
ก็เป็นสวรรค์น้อยๆ   

มาเนลก็พัก ห้องข้างๆ   พวกเดียวกับแม่   (และผมด้วย)
ไม่ชอบอยู่ บ้านพักนักแสวงบุญ   ชอบสบาย ส่วน อัลบ้า
และ อัลฟองโซ่ นั้น รักษาวินัยชาวแคธอลิคอย่างเคล่ง   
ไปพักบ้านพักนักแสวงบุญ
   
เราเดินมาดูโบสถ์ซานต้า มาเรีย  ที่พลาซ่า มายอร์  (จัตุรัสของเมือง)   
โบสถ์นี้ตกแต่งเยอะมาก  จนหาความงามไม่ได้ 

ตรงแท่นบูชา มีทองแปะไว้เพียบ  ดูแล้วเวียนหัว   
จนต้องออกมานั่งเก๋จิบไวน์ ที่จัตุรัสของเมือง   

แม่ว่าพรุ่งนี้ เราจะเข้าแคว้น  ลา รีโอค่า (La Rioja)   
แคว้นชื่อเหมือนไวน์ดัง ของสเปน   ฉะนั้นแม่ว่าสมควร
เริ่มกินไวน์ไว้ตั้งแต่วันนี้   

ผมก็ว่าเราก็กินไวน์กันมาทุกวัน ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเดินทาง   
กว่าจะถึง ซานติอาโก้ ผมไม่กล้านึก ว่าเราจะกินกันไป กี่ขวด

ที่พลาซ่า มายอร์  เราเจอ แซวี่ อีกที  ถ้าผมจำไม่ผิด
ครั้งสุดท้ายที่เจอกัน เจอที่ พัมโพลน่า   

นอกนั้นก็เจอ หน้าเก่า คือ ปัคโก้  และเพื่อนๆ (หน้าใหม่ ที่เราเพิ่งเจอวันนี้) 
ซึ่งแม่ไม่ค่อยอยากเจอนัก    อัลบ้า และ อัลฟองโซ่ คู่เก่า  พร้อม มาเนล

แล้ว ก็มีอีกหลายๆ คน ที่เราจำหน้าได้ แต่จำชื่อไม่ได้ 
สรุปแล้วจากแรกที่มี แค่แซวี่ และเรา ทั้งสอง 
ตอนหลังมีอยู่ สิบกว่าคน ที่นั่งกับเรา 

แต่มีอีกเป็นสิบ ที่นั่ง อีกโต๊ะ   ผมคิดว่านักแสวงบุญในช่วงนี้
น่าจะมีมากกว่า ประชากรของเมือง

แล้วก็เหมือนเดิม ต่างคน ต่างแยกย้ายกันไปหาข้าวเย็นกิน 
มาเนล ชวนทั้งอัลบ้า และ อัลฟองโซ่  แซวี่ พร้อมทั้งเราสองคน  รวมเป็นหก

ร้านอาหารที่อยู่ในเมืองที่เป็น ทางผ่าน เอลคัมมิโน เด ซานติอาโก้นั้น
ส่วนมาก เขามีเมนู ซึ่งเป็น อาหาร สามจาน 

จานแรกเรียกน้ำย่อย จานที่สองเป็นจานหลัง  ตามด้วยจานสุดท้ายคือ ขนมหวาน   
ในเมนูนี้ รวมเครื่องดื่ม ขนมปัง และค่าผ้าเช็ดปาก พร้อมช้อน ซ่อมและมีด 

ซึ่งจะมีราคาย่อมเยา กว่าสั่งอาหารตามใจฉัน หรือ ที่เรียกกัน
ว่า อา ลา คาร์ท เมนู (à la carte menu)

เมนูที่เขาตั้งไว้แล้ว มีให้เลือก จานละ สามอย่างสี่อย่างแล้วแต่ร้าน 
จานแรกส่วนมาก มี สลัดผักรวม ซุป  แล้วก็สปาเก็ตตี้ 

จานที่สอง เนื้อลูกวัวทอดกับมันฝรั่งทอด  เนื้อหมูทอดกับมันฝรั่งทอด
ซี่โครงแกะทอดกับมันฝรั่งทอด   

ขนม จะมีผลไม้เช่นแอปเปิ้ล องุ่นส้มให้เลือก แล้วมีโยเกิต มีคัสตาร์ด 
ส่วนเครื่องดื่ม มักจะให้เลือก ระหว่าง น้ำเปล่า กับไวน์ อย่างใด อย่างหนึ่ง

ถ้าสั่งไวน์ เขาก็เอามาว่างให้ทั้งขวด  กินมากแค่ไหนก็ไม่ว่ากัน 
ถ้าเราไม่กินขนมหวาน ขอเปลี่ยนเป็น กาแฟ เขาก็ยอม

จะเป็นเมนูสไตล์ นี้เกือบทุกเมืองที่เดินผ่าน  นานๆจะมีอะไรแปลกๆให้กิน 
คืนนี้ก็เหมือน คืนอื่นๆ ที่ผ่านมา  แม่ว่าให้คิดซะว่า แม้อาหารไม่อร่อย
แต่คนร่วมโต๊ะสนุก  เราก็หยวนๆได้บ้าง

เราเดิน ออกจากร้านอาหารตอนเที่ยงคืนพอดิบ พอดี



บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 76  เมื่อ 21 มี.ค. 10, 06:10

แม่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ ตอน หกโมงเช้า  เรานัดกับมาเนล ว่าจะออกเดินพร้อมกันตอนหกโมงครึ่ง 
ต้องออกเช้ากว่าทุกๆวัน เพราะ จุดหมายปลายทาง หาที่นอน คือเมือง โลโกรโย่ (Logroño) 

ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ ยี่สิบแปด กิโลเมตร ถ้าเราจะเดิน แค่ สิบเก้ากิโลเมตรก็ได้   
ถึงแค่เมือง วีอานา (Viana)   แต่แม่อยากค้างเมืองโลโกรโย่   แล้วผมจะค่อยๆเล่าไปเรื่อยๆว่า ทำไม

เรากำลังนอนหลับสนิท ก็มีคนมาเคาะประตู   ถามว่าใคร เป็น มาเนล 
เขาว่าทำไมเรายังไม่ลงไป นัดกันแล้วเป็นอย่างดี   

แม่ดูนาฬิกา มันเพิ่งจะ ตีห้า  สรุปได้ง่ายๆ ว่า นาฬิกา มาเนล ทำพิษ 
แต่ไหนๆเราก็ตื่นแล้ว  ก็อย่าให้เสียน้ำใจ เลยปล่อยเลยตามเลย   

วันนี้ออกก่อนตะวัน  ตีห้า สิบห้า  ถ้าตั้งใจเดิน ไม่เถลไถล
เราน่าจะถึง ทันเวลากินข้าว กลางวันที่ โลโกรโย่  น่าจะก่อน บ่ายสาม

ไม่มีร้านไหนเปิดให้เรากินข้าวเช้า  เพราะเช้าเกินไป ดีที่เมื่อวานแม่ซื้อน้ำ
ซื้อกล้วยไว้แล้ว  ถ้าหิวกลางทาง ก็มีกิน 

เมืองที่น่าจะมีร้านกาแฟ คือเมือง ทอร์เรส เดล รีโอ (Torres del Río)   
แม่ว่าอีก สองชั่วโมง น่าจะถึง   แต่ผมเองไม่แน่ใจว่าเขาจะเปิดร้านเช้าตรู่ ขนาดนั้น

ทางเดินวันนี้ ขนานไปกับทางรถยนต์  น่าจะ มีไร่องุ่นบ้างให้เห็น 
แต่ไม่เห็น เพราะมืดสนิท   หาทางยากมาก 

แม่ไม่ได้เอาไฟฉายมา เพราะไม่นึกว่าจะออกเช้ามาก ขนาดนี้   
ส่วน มาเนลมีไฟฉาย แต่ไม่มีถ่าน   

ความมืดทำให้เราเดินช้าไปมากเพราะ ต้องคอยหาลูกศร บอกทาง   
ดีว่าที่เดินได้ไม่นาน ก็เริ่มสว่าง  ค่อยสบายตาขึ้นมาบ้าง   

ถึงตอนนั้น เราก็เห็นป้าย เมือง ซานโซล  (Sansol)   
เมืองนี้ มีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง   ไม่มีอะไรอย่างอื่น   
ถ้าเดินก้มหน้า จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเดิน ผ่านเมือง (รูปที่หนึ่ง)

ที่ซานโซล  เราเจอ แซวี่   เธอว่า เธอออกก่อนตั้งแต่ ตีสี่
แต่มัวคลำทาง แล้วแถมหลงทางอีกต่างหาก  เลยทำให้เดินช้า
กว่าปรกติ  ไฟฉายที่เอาติดมา ถ่านหมดเหมือนกัน   

เราได้แซวี่ มาเดินด้วย  เธอเป็นสาวสูงวัย ที่เดินเร็วมาก 
จนเราเดินตามไม่ทัน  แซวี่ก็จะนั่งรอบ้าง ยืนรอบ้าง 
จนแม่ออกจะเกรงใจ พร้อมทั้งทำให้เราต้องรีบเดิน

เพื่อตามให้ทัน   แม่เลยบอกว่า ไม่ต้องรอ
ให้ไปเจอกันที่ โลโกรโย่ เลยจะดีกว่า 

มาเนลเดินช้าๆ สบายๆ เหมือนกัน เลยเดินด้วยกันได้
เจ็ดโมง เรามาถึงเมือง ทอร์เรส เดล รีโอ

เป็นจริงอย่างที่ผมนึกไว้  คือร้านกาแฟยังปิดอยู่   
แม่เห็นโบสถ์  ท่าทางจะเป็นโบสถ์ ของอัศวินเทมพลาร์ (รูปที่สอง)
เหมือนที่เราเห็นวันก่อน  ก่อนถึงพ่วนเต้ ลา เรน่า   มีหลังคาแปดเหลี่ยมเหมือนกัน   

โบสถ์ ซานโต้ เซพูลโคร้ (inglesia del Santo Sepulcro)
เป็นโบสถ์ ที่ว่ากันว่า งามไม่แพ้ใคร (อันนี้ผมไม่รู้ว่าใครว่า) โดยเฉพาะข้างใน 

แม่อยากดูใจจะขาด  แต่เขายังปิดอยู่  มีเบอร์โทรศัพท์ ติดไว้หน้าประตูโบสถ์ 
ให้โทรหา ถ้าต้องการ ชมข้างใน  แต่ให้โทรได้แค่ เก้าโมงเช้า  อีกตั้งสองชั่วโมง   

ถ้ารอ เราจะเดินไม่ถึงโลโกรโย่แน่ๆ  เพราะเรายังต้องเดินอีก กว่ายี่สิบกิโลเมตร 
นอกเสียจากแม่จะยอมเปลี่ยนใจหยุดนอนที่ เมืองวีอานา 

แล้ววันรุ่งขึ้น เดินแค่ สิบกิโลเมตร แล้วค่อยพักที่ โลโกรโย่ 
เรามีเวลาไม่ต้องรีบร้อนถึง ซานติอาโก้ ถึงเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น 
แม่ก็ออกจะคล้อยตามความเห็นของผม




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 77  เมื่อ 22 มี.ค. 10, 05:43

มาเนลขัดขึ้นมาว่า เขาต้องถึงโลโกรโย่  วันนี้ เพราะพรุ่งนี้ต้องกลับ บาร์เซโลน่า
แล้วอยากให้ เราเดินไปโลโกรโย่  พร้อมกัน จะพาเราไปเลี้ยงข้าวเย็น   
แค่ไม่กี่วัน มาเนล ก็รู้จักแม่เป็นอย่างดี  เอาของกินมาล่อ  แค่เนี่ย โบสถ์เบิด ไม่อยากดูแล้ว
 
ระหว่างคุยกัน ต่างคน ต่างหิว ดีที่แม่มีกล้วยหอม ติดเป้มาห้าลูก 
งัดออกมาแบ่งกินกัน  เสียดาย ไม่มีกาแฟล้างปาก   

เมือง วีอานาอยู่ห่าง ไปแค่ งีบเดียว (ถ้าหลับนาน)  เดินอีกแค่สองชั่วโมงครึ่งก็น่าจะถึง   
กะเอาเป็น สิบโมงเช้าเศษๆ  ได้เวลากินขนมว่าง หรือที่สเปน เรียกกันว่า เมเรียนด้า
หรือ เมรีเอนด้า (merienda) แล้วแต่ความเร็วของลิ้น   

เขากินเมเรียนด้าเช้ากัน ประมาณเที่ยง (กินข้าวกลางวันระหว่าง บ่ายโมง ถึงสามโมง) 
ส่วนเมเรียนด้าบ่าย ก็ประมาณ หกโมงเย็น (กินข้าวเย็น ประมาณ สามทุ่ม สี่ทุ่ม)   
ส่วนเมเรียนด้าของพวกเรา ออกจะเช้าหน่อย  ต้องอนุโลม เพราะไม่ได้กินข้าวเช้า

ทางเดินจากทอร์เรส เดล รีโอ ไปถึง วีอานานี้ แม่ว่าทำเอาแม่นึกว่า ตัวเองเป็นแคทอลิค 
เพราะทรมานมาก   มีแต่เดินขึ้น เดินลง ตลอด ระยะเวลา สิบกิโลเมตร

เรามองเห็น วีอานา ตลอด เหมือน อยู่ใกล้ๆ  แต่เดินเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนจะไม่ถึงซักที 
ดีที่รองเท้าคู่ใหม่ของแม่ ไม่กัด  เรียกว่าถูกชะตากับแม่มาก เหมือนใส่กันมานาน 
ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกัน   

แล้วผมก็นึก ขอบใจนาฬิกา ของมาเนลเป็นอันมาก ที่ทำให้เรา
รีบตาลีตาเหลือก ออกแต่เช้า   เส้นทางทอร์เรส เดล รีโอ ไปถึง วีอานา
ไม่สมควรเดิน ตอนแดด ออกมากๆ  ขนาดเราเดิน ช่วงเช้า น้ำสองลิตร
ที่ติดเป้มา แต่เช้า ยังหมดก่อนถึง วีอานา

ลูกศรชี้ทาง พาเราเดินขึ้นเนิน จนถึงใจกลางเมืองของวีอานา 
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ไม่ต้องผ่าน ก็ได้  มีทางไม่ผ่านใจกลางเมือง
ที่ตัดเป็นทางออก เพื่อเดินตรง ต่อไปได้  แต่ทุกๆ เมือง ก็อยากให้ทุกคนผ่าน
เมือง เพราะช่วยให้ ประชากร มีรายได้ จากนักท่องเที่ยว 
แม้นักแสวงบุญ จะไม่ค่อยใช้จ่ายเงินมากมายนัก ก็ยังดีกว่าไม่มีเงินเข้า เมือง

เราแวะพัก กินน้ำที่วีอานา ถนนดูคึกคัก คนเยอะแยะ เต็มไปหมด
ทั้งอย่างเราๆ  และประชากรของเมือง 

มีโบสถ์ ซานต้า มาเรีย (inglesia de Santa Maria) ซึ่งแม่ว่า เราน่าจะเข้าไปดู 
เห็นว่ามีหลุมฝังศพ เชซาเร้ โบร์เชีย(Cesare Borgia) 
ลูกนอกกฎหมาย ของพระสันตปาปา อเล็กซานเดอที่หก (Pope Alexander VI)
กับชู้รัก (ไม่รู้คนไหน เพราะหลายคนด้วยกัน)     

แต่เราไม่ได้เข้าไปดูอะไร ทั้งสิ้น    ไม่ได้รู้จักมักจี่ด้วยว่า พ่อเชซาเร้ โบร์เชีย คือใคร 
รู้จักแต่ตัวพ่อ ว่าเป็น พระสันตปาปา ที่ไม่น่านับถือเท่าไหร่ 

นอกจากจะใช้วิธี ซื้อเสียง ให้ตัวเองได้เป็นพระสันตปาปา  พอได้เป็นก็เล่นพัก
เล่นพวก เอาญาติโกโหติกา มาปฏิบัติงาน พร้อมแต่งตั้งตำแหน่งใหญ่โต
ให้ลูกๆ นอกกฎหมายทั้งหลาย   

นอกจากนี้คงจะทำบาบกรรมอย่างอื่นอีกไว้มาก ต้องตายอย่างทรมาน
บางคนก็ว่า โดนยาพิษ  ที่จะเอาให้คนอื่นกิน แต่ดันไปกินซะเอง (เรียกว่าหมองู ตายเพราะงู) 

แต่บางแห่งก็ว่า ตายเพราะโรคอื่น  แม่จำได้ว่า ครูอธิบายถึงศพ แม่จำลายละเอียดไม่ได้ 
จำได้แค่ว่า นอกจากเน่าเฟะ เฟอะฟะไปทั้งตัว  ยังเหม็นมากกว่าธรรมดา 

พอตายแล้วฝังไว้ที่ห้องใต้ดิน ของวิหารเซนต์ปีเตอร์ เหมือน พระสันตปาปา องค์อื่นๆ 
แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็โดน ขุดย้าย ไปฝังที่อื่น เพราะมีคนเกลียด มากกว่าคนรัก
ตายแล้วศพ ยังโดนแกล้ง 

ถ้าคิดอย่างแม่ ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ  แม่ก็ว่า ทำบาบ ทำกรรมไว้เยอะ 
เป็นเรื่องเดียว ที่แม่จำได้จาก ที่เรียนมา   

แม่ว่า พระสันตปาปา อเล็กซานเดอที่หก อาจจะทำความดี บางอย่างไว้บ้าง
แต่แม่ จำไม่ได้ จำได้แต่ความไม่ดี   แม่เหมือนมนุษย์ทั่วๆไป 
ชอบจำอะไรที่ไม่น่าจะจำ 

พอเล่าถึงอเล็กซานเดอที่หก ให้ผมฟัง แม่ก็ตบหัวตัวเอง เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ 
แล้ว ว่าเหมือนเมืองไทยของแม่เลย โดยเฉพาะ ตอนซื้อคะแนนเสียง กับส่งเสริมเพื่อนฝูง
ญาติพี่น้อง  แต่ยังไม่รู้ว่าจะเจอจุดจบเหมือนกันหรือเปล่า  เพราะว่าของเรายังไม่จบ

บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 78  เมื่อ 22 มี.ค. 10, 05:47

รูปที่หนึ่ง  เส้นทางเดินไปวีอานา
รูปที่สอง เดินเข้าเมืองวีอานา
รูปที่สาม ใกล้จัตุรัสเมือง




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 79  เมื่อ 23 มี.ค. 10, 05:06

เพราะมัวแต่เพลิน ดูคน และจัดการกับเมเรียนด้า  พอได้นั่งก็เกิดอาการรากงอกขึ้นมาอีก 
มีอัลบ้ากับอัลฟองโซ่ มาแจมด้วย แต่เขาไม่เดินต่อ จะนอนพักที่ วีอานา
นัดแนะว่าไปเจอกันคืนพรุ่งนี้ที่ นาวาร์เร็ตเต้ (Navarrete)

หลังจากแม่กินกาแฟไปสองถ้วย ตามด้วยโค้กอีกหนึ่งลิตร
แซนวิช (เล็กๆ) อีกสอง อัน  เกือบเที่ยงกว่าเราจะได้เดินต่อ

ทางเดินไปถึงโลโกรโย่  นั้นเดินง่ายๆ สบายๆ  ไม่ลำบากเหมือนเมื่อเช้า 
แต่อาการออกจะ ร้อนอบอ้าว  เราเดินเข้าแคว้น ลา รีโอค่า (La Rioja)
เห็นโลโกรโย่   เหมือนเดินแค่กระพิบตาเดียว  (รูปที่หนึ่ง)

เราเดินข้ามสะพาน ปิเอด้า (Puente de Piedra)   ปิเอด้าแปลว่า หิน
เรียกว่าสะพานหินน่าจะได้ (รูปที่สอง)   

สะพานนี้เป็นหนึ่งใน ห้า สะพานของเมือง ที่เอาไว้ข้ามแม่น้ำ เอโบร้ (Ebro)   
แต่แม่จำชื่อได้แค่สะพานหิน   แล้วอีกสะพาน คือสะพาน เอียร์โร่ (Puente de Hierro)   

เอียร์โร่ แปลว่า เหล็ก   แม่จำได้เพราะชื่อที่ไม่เหมือนใคร   มันธรรมดา   ไม่มีจินตนาการ   
จนไม่น่าจะจำได้ถึงกระนั้น   ชื่อสะพานหิน กับ สะพานเหล็กก็ติดอยู่ในสมองนิ่มๆของแม่จนได้

โลโกรโย่  เป็นเมืองหลวงของแคว้น  เมืองออกจะใหญ่  มีที่พักให้เลือกมากมาย
สำหรับทุกงบประมาณ   แม่ว่าเราไม่น่าพักในใจกลางเมืองมากนักเพราะอาจไม่ได้นอนทั้งคืน 

โลโกรโย่ เป็นเมืองมีชื่อมาก ในหมู่คนชอบเที่ยวกลางคืน มีถนนแคบๆหลายสาย
ที่มี ร้านเหล้า ร้านบาร์ แล้วยังจะมีชื่อในด้าน  ทะปาส (Tapas)   

ซึ่งกว่าจะปิด ก็เช้าตรู่ของอีกวัน เสียงก็อาจครื้นครึกครื้นเครง
สนุกมากสำหรับคนเที่ยวมาก แต่ออกจะมากไปสำหรับคนนอน
 
เราตกลงใจพักที่โรงแรมที่อยู่นอกใจกลางเมือง  แต่เดินแค่สิบนาทีก็ถึงแหล่งเที่ยว
โรงแรม อูซ่า (HUSA Gran Via โทร ๐๐๓๔ ๙๔๑ ๒๘ ๗๘ ๕๐)   

มีสาขาทั่วๆไป ทั้งในสเปน และประเทศอื่นๆ ในยุโรป แต่เน้น ที่สเปน   
เรียกว่า เข้าห้องก็หลับตาเดินได้ เพราะตกแต่ง คล้ายๆกันหมดทุกสาขา

ปรกติเราสองแม่ ลูกไม่ค่อยนิยมโรงแรม แบบนี้นัก   แต่ราคามันลดมาก
จนคนงกอย่างแม่ อดใจไม่ไหว   แม่ว่าเงินที่เหลือจะพาผมไปท่องราตรี

พออาบน้ำ อาบท่าเรียบร้อย ก็หิวตาลาย  นัดกับมาเนลไว้ ตอนสี่ทุม
เขาว่าจะพาเราไปเลี้ยงข้าวเย็น  แต่ตอนนี้มันแค่ สามโมง   

แม่ว่า เราไปกินข้าวก่อนดีกว่า ผมลิงโลดมาก เพราะโลโกรโย่ เมืองใหญ่
เราเลือกอาหาร ได้หลายอย่าง  ไม่ต้องกิน เมนู ที่ร้านเตรียมไว้ให้เลือก
ที่เรียก กันว่า เมนู เดล เปเรกรีโน (เมนูของนักแสวงบุญ) 

วันนี้เราสองคนใจตรงกัน อยากกิน ก๋วยเตี๋ยวอิตาลี่ หรือพาสต้า (pasta) 
แม่ว่า เราไม่ควร กินเยอะ เพราะมื้อเย็น ต้องกินอีก 

เราเลยสั่ง แค่ ผักสลัดแต่งหน้าด้วย เนยแข็งแพะอบ 
ตามด้วยก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่อิตาลี่ ราดหน้าเห็ด ปอร์ชีนี่ (porcini) 
ล้างปากด้วย ไวน์แดง รีโอค่า ของโรงไวน์
มาเกส เด รีซกาล แบบกราน เรเซร์ว่า   (Marqués de Riscal, Gran Reserva) 

แม่ว่าแพงหน่อย แต่ไม่เป็นไร วันนี้ค่าโรงแรมถูก 
ดีว่าร้านอาหารอยู่ไม่ไกลมากจากที่พัก กินเสร็จเรากลับไปนอนพักพุง

หรือที่สเปนเรียกกันว่า ซีเอสต้า หรือเซี้ยตต้า (siesta) แล้วแต่ว่าพูดตอนไหน 
ถ้าพูดหลังอาหาร เช่นพวกเราตอนนี้ ก็น่าจะเป็นซีเอสต้า เพราะเกือบจะหลับคาโต๊ะอยู่แล้ว

พอตื่นแม่พาไปเดินเล่น ที่เขาเรียกกันว่า เซ้นด้า เด โลส เอเลฝันเตส
(Senda de los Elefantes หรือเส้นทางช้างเดิน)   

ซึ่งหมายถึงถนนเส้นเล็กๆ แคบๆ สี่ ห้าถนน ใจกลางเมืองเก่าของโลโกรโย่
(เซ้นด้า แปลว่า ถนนเล็กๆ แคบๆ)   แม่ถามว่าทำไมเรียกว่า เส้นทางช้างเดิน   

ทั้งๆ ที่สเปนไม่มีช้างซักหน่อย   ถ้าสั่งช้างมาจากเมืองไทย ให้มาเดินเล่น   
ก็คงจะเป็นไปไม่ได้  ถนนแคบออกอย่างนั้น  เขาบอกว่า เป็นอุปมา อุปมัย 

ถนนเส้นเล็กๆ แคบๆ สี่ ห้าถนนมีแต่ร้าน ขายเหล้า ขาย ทะปาส  เดินมาเงียบๆ สองขา 
แต่ตอนออก กลายเป็นเดิน สี่ขา ส่งเสียง แปร๋แปร้น ไปตลอดทาง เหมือน ช้างมาเดินเล่น

เลยเป็นที่มาของชื่อ เซ้นด้า เด โลส เอเลฝันเตส อันนี้ผมไม่รู้ จริงเท็จแค่ไหน  เจ้าของบาร์ เขาเล่าให้ฟัง
ถนนสี่ ห้าถนน ที่อยู่บนเส้นทางช้างเดิน แม่จำชื่อได้แค่ สองถนน  ถนน เลาเรล
(Calle del Laurel   หรือถนน Bay leave ในภาษาอังกฤษ) และ   

ถนนซานฮวน (San Juan)   โดยเฉพาะถนน เลาเรล ใครมาโลโกรโย่ แล้วไม่ได้ผ่าน   
ก็อย่าพูดให้ใครฟังให้ได้อายเชียว   ด้วยเหตุนี้  แม่เลยพาผมแวะเกือบทุกทะปาสบาร์ บนถนนเลาเรล   

แต่ละบาร์ก็มี ทะปาสพิเศษ  นอกจากอาหารจะอร่อยมาก  ไวน์ยิ่งอร่อย กว่า   
แล้วถูกกว่าน้ำแร่ หรือโค้กซะอีก เราไม่มีโอกาศเดินเหมือนช้าง 
เพราะนัดมาเนลไว้ ตอนสี่ทุ่ม  มาเนลนัดแซวี่ไว้ ด้วย 
เขาจะพาเราไปกินข้าวกับครอบครัวเพื่อนสนิท ที่เป็นชาวเมืองนี้
 
ชู่ชี่ (Xuxi เป็นชื่อเล่นเรียกกันในหมู่พี่น้องและเพื่อนฝูง ชื่อจริงในใบเกิด คือ เคซูส   Jesus)   
เป็นเพื่อนของมาเนลมาตั้งแต่สมัยพ่อ   

พ่อของทั้งสองคน รบอยู่ฝั่งเดียวกัน ตอนสงครามกลางเมืองของสเปน   
หลังสงครามครอบครัวยังรักและ ติดต่อไปมาหาสู่กันอยู่

คืนนี้ลูกและหลานก็มาเจอ มาเนลด้วย  เขาทำอาหารง่ายๆ แต่อร่อยมากให้เรากิน
มีไข่เจียวสเปน ไส้กรอกโชริโซ่  ฮามอนหรือแฮมสเปน (ซึ่งอร่อยสุดๆ)

สลัดมะเขือเทศจากสวนส่วนตัวของชู่ชี่  ผัดอัลกาโชฟ่า (alcachofa หรือ artichoke ในภาษาอังกฤษ)   
มีไวน์อีกมากมาย  กินเสร็จ ก็มีการร้องเพลง ไม่มีคาราโอเกะ  ร้องกันปากเปล่า   (รูปที่สาม)

เขาคะยั้นคะยอ ให้ร้องเพลงไทยให้ฟัง  แม่ร้องเป็นแต่เพลงชาติ   
เลยบอกเขาว่า จะร้องเพลงภาษา อูสเก-ร่า ให้ฟังแทนแล้วกัน 

เพลงเก่งของแม่ ที่ย่าสอนให้ร้อง แม่ร้องโดยมีผมเป็นคู่หู 
เป็นที่สนุกสนานมากสำหรับทุกคน  ชู่ชี่ท่า จะซึ้งกว่าทุกคน
เพราะเป็นคนเดียวที่พูด ภาษาอูสเก-ร่าได้

กว่าจะล่ำลา กันเสร็จ ก็เข้าไปตีสี่แล้ว  พรุ่งนี้ มาเนลจะกลับบ้านไป ทำงานต่อ 
ส่วนเราเดินต่อ  แต่จะเดินแค่ สิบสาม กิโลเมตร ออกซะเที่ยงก็ทัน 

เดินแค่ สามชั่วโมง  ส่วนแซวี่จะเดิน ยี่สิบเอ็ด กิโลเมตร ต้องออกแต่เช้า
เราเดินถึงเตียงนอนก็ตีห้าแล้ว   แม่ตั้งนาฬิกาปลุกตอน สิบเอ็ดโมงครึ่ง













บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 80  เมื่อ 24 มี.ค. 10, 05:16

เรานอนหลับสนิท ถ้าไฟไหม้ก็คง ตายในโรงแรม  เราลงมาจ่ายเงินค่าห้อง
(check out) อีกห้านาทีเที่ยง ตรงตามเวลาที่เขากำหนดไว้

ออกจากโรงแรม ออกเดินตามลูกศรชี้ทาง  เป็นถนนชื่อเดียวกับ ยี่ห้อไวน์ ยี่ห้อหนึ่ง   
คือถนน มาเกส เด มูร์เรียตต้า (Marqués de Murrieta)

พอเห็นแค่ชื่อไวน์   ก็นึกหิวขึ้นมาทันที   วันนี้ออกสาย   ร้านกาแฟเปิดหมด   
เราแวะกินระหว่างทาง   วันนี้กินข้าวเช้าเบาๆ (กาแฟคนละถ้วย   
น้ำส้มคั้นคนละแก้ว และขนมเขาควายคนละอัน หรือที่สมัยนี้เรียกกันว่า ครัวซอง)
เพราะเราจะเดินแค่สิบสาม กิโลเมตร ถึง นาวาร์เร็ตเต้ (Navarrete)   แล้วหาที่พัก
 
หลักจาก กินข้าวเช้าเรียบร้อย เราจึงเริ่มเดิน แบบเอาจริง เอาจัง 
โลโกรโย่ เหมือนเมืองใหญ่ทั่วๆไป ที่กว่าจะออกนอกเมืองได้ ใช้เวลานานมาก 

ไม่ใช้แค่ขับรถ   เวลาเดินก็เหมือนกัน  เราเดินผ่านสวนสาธารณะ  ลา กราเคร่า
(parque de la Grajera) น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปอดของเมือง

เขาทำไว้ดีมาก ให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ ที่มีคนของเมือง มาเดินเล่น มาวิ่ง 
ลูกเล็กเด็กแดง ก็มากันหมด  มีม้านั่งวางไว้เป็นระยะให้นั่งพัก 

มีบ่อน้ำ ขุดไว้ให้ดูเย็นตาเย็นใจ (รูปที่หนึ่ง และรูปที่สอง)
เห็นผมชมสวนมากๆ  จนแม่ชักหมั่นไส้ผมขึ้นมา แล้วว่า

กรุงเทพฯ เมืองอมร ของแม่ก็มี  สวนสวยกว่า ลา กราเคร่า ตั้งเยอะ 
ไหนจะจัตุจักร สวนลุม สวนเบญจ์  แล้วมีอีกหลายๆสวน ที่จาระไน ไม่หมด 

สวนของเราแพ้เขาก็แค่ อากาศ บ้านเราร้อนทั้งปี  จะไปทำดัดจริต
วิ่งออกกำลังตอนเที่ยงวัน เหมือนในสวนฝรั่ง อาจจะหน้ามืด ตายเอาได้ง่ายๆ 
ผมว่าแล้วไงครับ ว่าแม่เขาชาตินิยม

เรานัดแนะเจอกับ อัลบ้าและอัลฟองโซ่ ที่นาวาร์เร็ตเต้  แม่ถูกใจทั้งคู่
เขาน่ารัก หน้าไม่เป็นเหลี่ยม  ท่าจะคบกับเราได้  แม่ชวนให้ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน 

ถ้าเราถึงก่อน ก็จะไปรออยู่ หน้า บ้านพักนักแสวงบุญของ เมือง 
ถ้าหากันไม่เจอ ค่อยแสดงตัวเป็นคนทันสมัย ด้วยการโทรนัดกันอีกที

ตอนค่ำๆ จะมีเพื่อนแม่มาหา  นัดกันไว้เรียบร้อย  เทเรสและโฮเซ้  (Teres และJosé)
จะขับรถมาหาเราที่ นาวาร์เร็ตเต้   เพื่อจะมาเดิน เอล คัมมิโน่ กับเราทั้ง เสาร์ อาทิตย์   
ทั้งสองเป็น คนบาสค์  มาจาก วิทอเรีย (Vitoria)  เมืองหลวงของแคว้น

 




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 81  เมื่อ 25 มี.ค. 10, 05:24

ทางเดินวันนี้เห็นชัด ว่าอยู่ในเขต ทำไวน์ของสเปน  มีไร่องุ่นตลอดทาง ทั้งสองฝั่ง
เราเดินขึ้นเนินต่ำๆ ไปเรื่อย อย่างไม่รีบร้อน  สบายใจ ได้นอนตื่นสาย และเต็มอิ่ม 

จุดหมายปลายทาง ของวันนี้ก็ไม่ไกล  รู้สึกว่าทุกอย่างในวันนี้ลงตัวหมด 
แต่แม่คงทำกรรมไว้มาก   เราเจอ ปัคโก้และเพื่อนทั้งกลุ่ม ห้าคนเห็นจะได้   

ปัคโก้ดูท่าดีใจมากที่ได้เจอเราอีก  แนะนำเพื่อนให้รู้จัก 
แล้วรีบเดินเข้ามาประกบเดินกับเรา เป็นการทำความลำบากใจให้แม่มาก 

เพราะจะไล่ไปตรงๆ แม่ก็เกรงใจ  ไม่อยากทำร้าย จิตใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
จะเดินไปด้วยก็ออกจะรำคาญ  เพราะอีตานี่ ยังพูดมากเหมือนเดิม   

เขาบอกว่า จะไปพักค้างคืนที่ เวนโตซ่า (Ventosa) เมืองต่อไป จากนาวาร์เร็ตเต้   
ผมเลยรีบบอกว่า   เราก็จะไปพักเหมือนกัน  แล้วเจอกันคืนนี้   

ตอนนี้เหนื่อย  อยากแวะพักฟังเพลงซักนิด  เพราะผมรู้ว่า ปัคโก้มากับเพื่อนๆ ต้องตามกันไปเป็นขบวน 
เขาต้องไม่มานั่งเสียเวลาพักเหนื่อยกับเราเป็นแน่  จริงอย่างผมว่า  แม่ชมผมใหญ่ถึงความฉลาด   รู้จักแก้ไขสถานการณ์

เราเดินขึ้นเนิน ลงเนินมาเรื่อยๆ  เจอวัวตัวใหญ่มาก (รูปที่หนึ่ง) อยู่บน
เขาเตี้ยๆ ใกล้เมืองนาวาร์เร็ตเต้   นัยว่า เป็นโรงเหล้า  หน้าตาดูคุ้นมาก 
แต่นึกไม่ออกว่า เหล้ายี่ห้ออะไร   เรายืนดูวัว และคิดอยู่นาน  จนแม่ว่า
เหนื่อยสมอง เดินต่อดีกว่า  แล้วค่อยเก็บไปคิด ก่อนนอน ถ้าไม่เมาแล้วหลับไปซะก่อน 

ฝนตกพรำๆ  ประเภทจะตก ก็ไม่ตกจริงจัง  ตกแบบแหย่เล่น น่ารำคาญ 
ผมว่า เห็นฝนแล้วคิดถึงย่า  ภาษาบ้านย่า (ภาษา อูสเก-ร่า)

เรียกกันว่า ซิลลี่ มิลลี่ หรือ ซิลลี่ มิลลิดฉุ  (อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าเขาเขียนกันอย่างไรในอักษรฝรั่ง ย่าก็ไม่รู้)
ซิลลี่ มิลลี่ใช้เรียกฝนตกพรำๆ เปียกได้ แต่กว่าจะเปียกต้องใช้เวลา 

ส่วน ซิลลี่ มิลลิดฉุ นั้นใช้เรียกฝน ที่พรำน้อยลงไปอีก  ไม่เปียกแค่ชื้นๆ เหมือนโดนฉีดละอองน้ำ 
ในภาษา อูสเก-ร่านั้น ถ้าเติม “ฉุ” เข้าไปข้างหลังคำนาม

จากขนาดปรกติ ก็จะเปลี่ยนเป็นอะไรเล็กๆ น่ารักไปหมด  แม้ชื่อคน
เช่นชื่อย่า ที่มีชื่อเต็มยศว่า มาเรีย เดล พิล่าร์  (Maria del Pilar)
ซึ่งเรียกกันสั้นๆ ว่า พิล่าร์  แต่ สำหรับคนในครอบครัว
จะเรียกกันว่า พิล่าร์ฉุ (ผมสะกดเอง ว่า Pilarxu) 

กว่าเราจะเดินถึง นาวาร์เร็ตเต้  ก็กว่า สี่โมงเย็น  วันนี้เดิน น้อยกิโล
แต่ใช้เวลานานกว่าปรกติ  เราเข้าพักที่โรงแรม วิลย่า เด นาวาร์เร็ตเต้ 
(Villa de Navarrete โทร ๐๐๓๔ ๙๔๑ ๔๔ ๐๓ ๑๘)   
เป็นโรงแรมแรกที่เดินผ่าน อยู่ตรงข้ามกับบ้านพักนักแสวงบุญ

ที่เรานัดเจอ อัลบ้า กับ อัลฟองโซ่   แม่จองห้องคู่อีกห้องให้ เทเรสและโฮเซ้   
ที่จะมาถึงคืนนี้
 
เราข้ามถนนไปรอเจออัลบ้า กับ อัลฟองโซ่   ที่หน้าบ้านพักนักแสวงบุญ 
มีคนยืนรอนั่งรอบ้านเปิด  ป้ายว่าจะเปิดตอน สามโมงเย็น แต่นี่กว่าสี่โมง

ยังไม่มีวี่แวว ว่าจะมีคนมาเปิด  นักแสวงบุญเอาเป้วาง จองที่นอนไว้หน้าบ้าน
คิวใคร คิวมัน (รูปที่สอง)

บ้านพักนักแสวงบุญ นั้นมี สองอย่าง อย่างแรกนั้นเป็นของรัฐบาลในแต่ละเมือง
ซึ่งบางทีก็คิดเงิน คืนละ สาม ยูโร  บางทีก็แล้วแต่บริจาค

(ซึ่งมีน้อยลงไปเรื่อยๆ แทบจะไม่มีเหลือเพราะ แม้จะมาแสวงบุญ แต่คนส่วนมากไม่ชอบบริจาค) 
คนทำงานจะเป็น อาสาสมัครทั้งหมดไม่มีเงินเดือน แต่ถึงกระนั้นก็มีค่าน้ำ ค่าไฟ  ไม่รับจอง ล่วงหน้า 

ใครมาถึงก่อน ก็ได้ก่อน  ต้องมีใบเบิกทางสู่สวรรค์ พร้อมหนังสือเดินทาง หรือบัตรประชาชน มาให้ดู
ถึงจะพักได้ บ้านพักของรัฐบาลนั้นจะเป็นที่เลือกอย่างแรกของนักแสวงบุญทั่วไป เพราะราคาย่อมเยา   

แล้วที่นี้เขาจะประทับตราให้ในใบเบิกทางสู่สวรรค์ให้  เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า เราเดินผ่านเมืองนี้จริงๆ   
ถ้าเราเดินอย่างต่ำ หนึ่งร้อย กิโลเมตรพอถึง ซานติอาโก้  ก็ไปรับใบรับรองขึ้นสวรรค์ได้เลย   
แต่ผมว่าถ้านั่งรถเอาใครจะรู้  แม่ว่า ก็รู้เองไง

ส่วนอีกอย่างนั้นเป็นเอกชน เรียกค่าที่พัก ประมาณ แปด ยูโร หรือมากกว่านี้
ตามที่เห็นว่าสมควร เพราะเป็นธุรกิจ มีขาดทุน มีกำไร 

แบบนี้จองได้ เหมือน โรงแรม  เวลาบ้านพักของรัฐบาลเต็ม ก็ต้องมาพัก ที่นี่ 
หรือเสี่ยงเดินต่อไปอีกเมือง

เราเจอ แซวี่ นั่งรอบ้าน เปิด ก่อนเจออัลบ้ากับอัลฟองโซ่  นัยว่า เท้าแพลง เดินต่อไปไม่ไหว 
แม่ว่าแซวี่เป็นคนเดินเร็วมาก แล้วชอบออก เดินตั้งแต่เช้ามืด มองไม่เห็นทาง 

เขาเล่าให้แม่ฟังว่าเดินไปเหยียบก้อนหิน หินมันกลิ้งเท้าเลยพลิกตาม   
แม่ให้ยาหม่องตาเสือไปทา  พร้อมยาแก้ปวด  แม่มีทุกอย่างในเป้ 
โชคดีที่เรายังไม่ได้ใช้อะไรเลย นอกจากพลาสเตอร์ปิดแผล

กว่าจะเจอ อัลบ้า กับ อัลฟองโซ่  ก็เกือบ ห้าโมงเย็น เลยเวลากินข้าวกลางวัน 
แม่เลยเชิญ เขาไปกิน ทะปาส  แซวี่ขอตามมากินด้วย  เราสั่ง (จริงๆ แล้วแม่สั่ง) ดังนี้

-   ตอร์ติย่า เอสปานยอล่า (tortilla española)  หรือไข่เจียวสเปน
-   บาคาเลา อัลพิลพิล (bacalao al pil pil หรือปลา cod ในภาษาอังกฤษ)  ส่วนผสมมีแค่ปลาบาคาเลา (ทั้งแบบแห้ง หรือแบบสด) น้ำมันมะกอก กระเทียมสด และพริกหยวก กินดียาส (guindillas) แบบเผ็ดนิดหน่อยของสเปน
-   โบเกโรเนส ฟริโตส (boquerones fritos) หรือปลาแอนโชวี่ชุบแป้งทอด
-   ปาตาตาส บราวาส (patatas bravas)  มันฝรั่ง (ตัดเป็นชิ้นลูกเต๋า) ทอดกรอบ ราดหน้าด้วยซ้อสมะเขือเทศเผ็ดนิดๆ
มีไวน์แดงจิบตาม  ผมว่า กว่าจะกลับบ้าน ผมต้องติดเหล้าแน่ๆ
แม้แม่จะผสมน้ำโซดาให้ก็ตาม  พอบอก แม่ก็ว่าดัดจริต

เรานั่งกินกัน คุยกันนานมาก จนเทเรสและโฮเซ้มาถึง  ก็มานั่งกินกันต่อ
สั่งอาหาร พร้อมไวน์มาเพิ่ม  จนเกือบสี่ทุ่มทั้ง แซวี่ อัลบ้าและอัลฟองโซ่ รีบวิ่งกลับ

เพราะ  บ้านพักนักแสวงบุญปิดสี่ทุ่ม  ส่วนเราทั้งห้า ยังนั่งรากงอกจนเที่ยงคืน
ถึงแยกย้ายสลายตัวกันกลับไปนอน






บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 82  เมื่อ 26 มี.ค. 10, 05:16

กินข้าวเช้าเรียบร้อย ออกเดินทางได้ตั้งแต่แปดโมงเช้า  วันนี้เรามีเสื้อผ้าสะอาดใช้
หลังจากไม่ได้ซักผ้ามาหลายวัน  เมื่อวานเจ้าของโรงแรมใจดีให้เราใช้เครื่องซักผ้าได้
 
โดยคิดราคาไม่แพงมาก  ด้วยความขี้เกียจซักมือ บางทีเราก็รอจนหาเครื่องซักผ้าเจอ 
ถ้าหาไม่ได้หลายๆวัน ก็ต้องซักเอง   

ทางออกของเมือง นาวาเร็ตเต้  ต้องเดินผ่านสุสาน  แดดออกแล้วเดินกันหลายคน
ทำให้ไม่น่ากลัวมากนัก  ที่รั้วของสุสาน เขาทำเป็นที่ระลึก

ให้นักแสวงบุญที่ตายระหว่างเดินทางไป ซานติอาโก้  นัยว่ามาจากประเทศเบลเยี่ยม โดยจักรยาน 
ผมสงสัยว่า เขาจะได้ขึ้นสวรรค์หรือเปล่า เพราะตายก่อนถึง ซานติอาโก้   

แม่เลยว่าลองตายดูมั้ย จะได้รู้  นี่ละครับ การอยู่ด้วยกันนานๆ  เห็นหน้ากันทุกวัน
วันละหลายๆชั่วโมง  เวลานอน ก็ยังต้องฟังเสียงกรน ของกันและกันอีก 
ฟังเสียงแม่แล้วผมเลยทิ้งแม่ไว้กับเทเรส  แล้วไปเดินกับโฮเซ่

ทางเดินขึ้นเนินเป็นกรวด  ระหว่างทางมีคนเอาก้อนหิน (รูปที่หนึ่ง และรูปที่สอง)
มาวางซ้อนๆกัน  ถ้าใจกว้าง ก็แลเห็นเป็นศิลปะร่วมสมัยไปได้ 

ผมสังเกตว่าตลอดทาง ที่ผ่านมา มีคนเอาหิน เอากรวด ไปวางไว้หลายๆแห่ง
บางทีก็เอาหินมาเรียงเป็น ลูกศรบอกทาง  บางทีก็เอาวางกองๆ ไว้บนป้ายบอกชื่อเมือง   

ถามผู้รู้เขาว่า (ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ เพื่อนแม่ โฮเซ้นั่นเอง) ในสมัยโบราณนั้น
นักแสวงบุญจะช่วยกันถือก้อนหิน ก้อนกรวดเพื่อเอาไปเมืองซานติอาโก้ 

เพื่อเอาไปช่วยสร้างโบสถ์ของเมือง  ที่เชื่อกันว่า นักบุญเจมส์
สาวกหนึ่งในสิบสองของพระเยซู ถูกฝังอยู่  เขาเลยสร้างโบสถ์ให้เป็นที่ระลึก
 
พร้อมทั้งยกนักบุญเจมส์ ให้เป็นนักบุญอุปถัมภ์ของสเปน 
เรื่องนี้ผมว่า ต้องฟังหู ไว้หูนะครับ เป็นเรื่องปรัมปรา ผมไม่รู้ว่าเชื่อถือได้แค่ไหน

เพราะเหตุนี้เลยทำให้มีเอล คัมมิโนเดซานติอาโก เกิดขึ้น 
คริสต์ศาสนิกชนสามารถไปเคารพ สักการะนักบุญเจมส์ได้

ที่เมืองซานติอาโก เด คอมโพสเตลา เมืองนี้นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง
ของศาสนาโรมันแคธอลิค ต่อจาก เยรูซาเลม และกรุงวาติกัน
 
แม่มีเพื่อนชื่อ ซานติอาโก้  แม่ยังเคยเอามาล้อเล่น ว่าเขามีทางเดินส่วนตัว
แม่ว่าตอนไปอยู่สเปนใหม่ๆ ชอบมากเพราะมีเพื่อนชื่อ เฮซูส หรือ จีซัส (Jesus)   

แม่ว่าหายาก   อยู่ไปนานๆ แม่ถึงยอมรับว่าเป็นชื่อปรกติ ของคนทั่วๆไปในสเปน
ไม่ใช่ พ่อแม่เขาตั้งชื่อไว้ล้อพระเจ้าเล่นเหมือนที่แม่คิด




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 83  เมื่อ 27 มี.ค. 10, 05:43

พูดถึงเรื่องชื่อของคนสเปนนั้น ผมอดไม่ได้ (อีกแล้ว) ต้องเล่า 
ช่วงที่สเปนอยู่ภายใต้การปกครองของนายพล ฟรานซีสโก้ ฟรังโก้
(Francisco Franco ปกครองปี คศ ๑๙๓๙ ถึง ๑๙๗๕)   

ที่ใช้ระบบเผด็จการปกครองแบบขวาจัด   การตั้งชื่อเด็กแรกเกิด จะอนุญาติให้ใช้ชื่อนักบุญ
หรือชื่อที่เกี่ยวกับศาสนาเท่านั้นเท่านั้น ห้ามตั้งชื่อตามใจฉันเหมือนประเทศแม่   

(สมัยก่อนหน้านายพล ฟรานซีสโก้ ฟรังโก้ คนสเปนก็คงไม่ค่อยมีจินตนาการมากนัก
เพราะก็ใช้ชื่อนักบุญตั้งชื่อลูกเหมือนกัน แถมมีครอบครัวที่ผมรู้จัก มีลูกสาวคน
ลูกชายคน ลูกสาวชื่อ มาเรีย โฮเซ้ María José  ส่วนลูกชาย โฮเซ้ มาเรีย José María) 

ด้วยเหตุนี้คนที่เกิดช่วงนี้จะมีชื่อที่ฟังดูแปลกๆ (สำหรับหูคนไทยของแม่)   
ถ้าแปลความหมายออกมายิ่งประหลาดหนักขึ้นไปอีก   ถ้าอยากตั้งชื่อแปลกๆให้ลูก
ที่ไม่เป็นชื่อนักบุญ โดยเฉพาะชื่อลูกสาว ก็ให้ใส่ชื่อพระนางแมรี่หรือมาเรีย
เข้าไปข้างหน้า ชื่อก็จะมีความหมายเกี่ยวกับศาสนาขึ้นมาทันใด

ผมจะลองไล่ชื่อญาติพี่น้องที่ออกจะประหลาด  ฝ่ายผมให้ฟังคร่าวๆได้ดังนี้
-   มาเรีย โดโลเรส  (María Dolores หรือเรียกกันแบบสั้นๆว่า โลลิต้าLolita)   
คำว่า โดโลเรส เป็นหหูพจน์   หมายถึงความเจ็บปวด ใช้ในกรณีคลอดบุตร
 
ถ้าปวดหัว ปวดท้อง จะใช้เป็นเอกพจน์ นอกจากปวดระดู กลับมาใช้หหูพจน์อีกที   
อะไรที่เก็บกับผู้หญิงละก้อต้องให้เจ็บเยอะๆ ไว้ก่อน

แม่เลยนึกเอาเองว่า ตั้งชื่อลูกแบบนี้จะได้ระลึกถึงความเจ็บปวดของการคลอดลูกได้เสมอ   
ย่าว่าไม่ใช่ แต่มีนักบุญชื่อนี้จริงๆ   แม่เห็นด้วยกับย่า เพราะศาสนาโรมันแคธอลิค
มักชอบให้คนทรมาน ก็ดูแค่เรามาเป็นนักแสวงบุญนี่ไง 
(ผมอยากถามแม่ว่าใครขอให้แม่มาเดิน แม่มาของแม่เอง
แต่ต้องหักห้ามตัวเอง เพราะแม่ปากจัด ผมยังเถียงไม่ทัน)

-   มาเรีย คอนเซพซิโอน (María Concepción หรือเรียกสั้นๆ ว่าConchita)   
อันนี้แปลว่ามีครรถ์   ชื่อนี้ย่าว่าให้นึกถึงตอนพระเยซูมาเกิด ในท้องพระนางแมรี่

-   จอร์ดี้ (Jordi ภาษาคาทาลาน หรือฮอร์เข้ Jorge ในภาษาสเปน)
นักบุญจอร์จ (George) เป็นนักบุญอุปถัมภ์ของแคว้นคาทาลุนย่า   

ถ้าคุณเดินอยู่ในเมืองบาร์เซโลน่าแล้วลองตะโกนคำว่า จอร์ดี้   
หนุ่มๆ แปดในสิบคนจะหัน   เป็นชื่อที่คนคาทาลานชอบตั้งกันมาก   

วันที่ยี่สิบสาม เมษายน เป็นวันนักบุญจอร์ดี้   วันนี้ในแคว้นคาทาลูนย่า
จะมีร้านหนังสือ และร้านกุหลาบมาออกร้าน เต็มสองข้างถนน
ตามธรรมเนียม ผู้หญิงให้หนังสือผู้ชาย และผู้ชายให้กุหลาบแดงผู้หญิง

-   รูเซ่ร์ (Roser ภาษาคาทาลาน หรือ โรซารีโอ้ Rosarioในภาษาสเปน)
แปลว่าลูกประคำ เป็นชื่อผู้หญิง

แล้วก็มี พ่อแม่หัวหมอ ที่ไม่อยากตั้งชื่อลูก ตามชื่อนักบุญ เลยต้องเติมคำว่า
มาเรียให้ถูกกฎหมาย  มาเรียเอสเตลย่า (María Estella ดวงดาว)   
มาเรียโซล (María Sol พระอาทิตย์)   มาเรียลูน่า (María Luna พระจันทร์)

คนสเปนมีวันฉลองของตัวเองสองวัน  วันแรกคือวันคล้ายวันเกิด
ส่วนอีกวันนั้นวันชื่อ ซึ่งเป็นวันนักบุญชื่อของตัวเอง 

ทั้งสองวันจะมีพี่น้องและเพื่อนๆ โทรมาอวยพร หรือเอาของขวัญมาให้ 
ส่วนผมมีชื่อเป็นภาษาไทย และไม่ได้เป็นนักบุญเลยไม่มีวันชื่อ 

ตอนเล็กๆผมออกจะน้อยใจมาก  ย่าสงสารหลาน เลยถือเอาวันที่หนึ่งพฤษจิกายน
เป็นวันชื่อ ทั้งของผมและของแม่  เพราะเป็นวันนักบุญครอบจักรวาล

หรือเรียกกันว่า วันโตโดส โลส ซานโตส (dia de Todos los Santos)
สำหรับนักบุญทุกท่านที่จำกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  แม่ว่าคลับคล้ายคลับคลาเหมือนวันปล่อยผี
ฮาโลวีนของฝรั่งอเมริกัน

ไหนๆผมก็ติดลมเรื่องชื่อ ต้องต่อด้วยนามสกุล คนสเปนจะมีสองนามสกุล
ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็ไม่เปลี่ยนนามสกุล  ต่อให้อยากเปลี่ยนแค่ไหน เขาก็ไม่เปลี่ยนให้

คนสเปนเอานามสกุลพ่อมาเป็นนามสกุลแรก แล้วตามด้วยนามสกุลแม่ 
แต่ใช้แค่นามสกุลแรกของพ่อ แม่นะครับ 

ยกตัวอย่างเช่น ลุงและอาผู้หญิงของผมใช้นามสกุล คาสเตลส์ อาร์รีซาบาลาก้า
(Castells Arrizabalaga ครับนามสกุลคาทาลานของปู่ ผสมบาสค์ของย่า   
ถ้าจะให้เขียนแบบคาทาลาน ก็เติม “และ”ระหว่างนามสกุลได้ ออกมาเป็น Castells i Arrizabalaga) 

ลูกของลุงผมใช้นามสกุล คาสเตลส์ มาตุตาโน้ (Castells Matutano)     
ส่วนลูกของอาผู้หญิงคือ วิดาล (Vidal Castells)
 
ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นลูกพี่ ลูกน้องกัน นับญาติกันง่ายว่าเกี่ยวดองกันทางไหน
ฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่   อย่างนามสกุลผม คนสเปนเห็นก็รู้ทันทีว่า ต่างด้าว 

รูป หินเรียงสวยระหว่างทางเดิน เห็นลูกศรบอกทาง



บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 84  เมื่อ 28 มี.ค. 10, 04:42

อ่านเหนื่อยมั้ยครับ ผมก็อธิบายซะเหนื่อยเหมือนกัน  กลับไปเดินต่อดีกว่าครับ
วันนี้เราคิดว่าจะไปค้างที่เมือง นาเค-ร่า (Nájera) ระยะทาง สิบแปดกิโลเมตร

เทเรสและโฮเซ้จอดรถทิ้งไว้ ที่เมืองนาวาเร็ตเต้  จะเดินกับเราไปค้างที่ นาเค-ร่า
พอวันรุ่งขึ้น ก็เดินกับเราอีกหนึ่งวัน จนถึง ซานโต้ โดมินโก้ เด ลา คาลซาด้า (Santo Domingo de la Calzada)

จากนั้นก็นั่งรถเมล์กลับไปเอารถ ที่นาวาเร็ตเต้   แล้วก็ขับรถกลับบ้าน
เราเดิน ได้สองชั่วโมงก็ถึง เวนโตซ่า  (Ventosa) 

เมืองนี้ โฮเซ้บอกว่า เมื่อก่อนไม่ต้องผ่าน แต่ตอนที่เขาขยายถนน
เลยให้เดินอ้อม ผ่านเวนโตซ่า   นับว่าโชคดีของเมือง เพราะเป็นการนำรายได้เข้าเมือง   

แม้จะขยายถนนเสร็จ   เวนโตซ่า ก็ยังเป็นเมืองผ่านอยู่ดี เพราะทางเมืองสร้าง
บ้านพักนักแสวงบุญไว้เรียบร้อย   เราแวะกินแซนวิช   

แม่ว่าเวลาเดินแม่หิวทุกๆ สอง สามชั่วโมง ถ้าไม่ได้กิน ใจมันหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม   
ผมย้อนว่า เวลาไปเที่ยวเมืองไทย แม่ไม่เห็นเดินซักเท่าไหร่   
แต่เห็นกินทุกชั่วโมง   เห็นอะไรก็ว่า ไม่ได้กินมานาน ต้องกิน 
ผมว่าถ้าแม่ไม่ท้องแตกตายเหมือนชูชก ก็ล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัว เพราะเรื่องกินเป็นเหตุ

ออกจากเวนโตซ่า   เราเดินขึ้นเนินเขาที่เป็นจุดสูงสุดของวันนี้ ด่านเขาซานอันโตน 
(Alto de San Antón)   จากจุดนี้เราเดินผ่านหุบเขา นาเค-ริลย่า
(el valle de del Najerilla)

เห็น นาเค-ร่า ข้างล่างระหว่างหุบเขา ดูเพลินๆ อาจนึกว่า กำลังเดินอยู่บนสวรรค์   
แต่มีเป้เตือนใจ ว่าเรายังต้องเดินเข้านาเค-ร่า อีกตั้ง สิบกิโลเมตรกว่าจะถึง

โฮเซ้ ออกปากว่าจะช่วยแม่ถือเป้ แต่แม่เกรงใจ บอกแต่ว่าไม่เป็นไร 
เพื่อนแม่ทั้งคู่มีแค่เป้ใบเล็กๆ เขามาเดินเป็นเพื่อนแค่ เสาร์ อาทิตย์
เลยไม่ต้องหอบสมบัติบ้า เหมือนเรา

รูป ไร่องุ่นข้างทาง



บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 85  เมื่อ 28 มี.ค. 10, 20:54

เส้นทางเดินต่อจากนี้ก็ มีอะไรเหมือนก่อนเขาเมืองทั่วๆ ไป
ทางเดินพาเราผ่าน เขตอุตสาหกรรม แต่มีกำแพงหนึ่งที่

โฮเซ้บอกให้เราคอยมองหา เพราะมีคนเขียนกลอนติดไว้   
บอกว่าเป็นกำแพงของโรงงานทำแป้งเก่า 

เล่าว่าคนเขียนเป็นบาดหลวงอยู่ไม่ไกลจาก นาเค-ร่า ชื่อ ยูเคนีโอ การีบาย
(Eugenio Garibay)   

พอเจอเราก็ยืนอ่านกันนานมาก   แม่จดใส่สมุดเอาไว้ไปนอนอ่านคืนนี้   
มีคนแปลเป็นภาษาเยอรมันติดไว้ให้ด้วย    แม่ลอกแค่ภาษาสเปน
เพราะเมื่อยมือ จะถ่ายรูปก็มีคนยืนบัง

Polvo, barro, sol y lluvia
es Camino de Santiago
Millares de peregrinos
y más de un millar de años
Peregrino, ¿Quién te llama?
¿qué fuerza oculta te atrae?
Ni el campo de las estrellas,
ni las grandes catedrales.
No es la brava Navarra,
ni el vino de los riojanos,
ni los mariscos gallegos,
ni los campos castellanos.
Peregrino, ¿Quién te llama?
¿qué fuerza oculta te atrae?
Ni las gentes del camino,
ni las costumbres rurales.
No es la historia y la cultura
ni el gallo de La Calzada
ni el palacio de Gaudí
ni el castillo de Ponferrada.
Todo lo veo al pasar
y es un gozo verlo todo,
más la voz que a mi me llama
la siento mucho más hondo.
La fuerza que a mi me empuja,
la fuerza que a mi me atrae
no sé explicarla ni yo.
¡Sólo el de Arriba lo sabe!

แม่อยากแปลให้ท่านผู้อ่านใจจะขาด  แต่ไม่มีความสามารถ
แค่แปลเป็นภาษาอังกฤษผิดๆ ถูกๆมาให้แค่นี้นะครับ

Dust, mud, sun and rain
This is El Camino de Santiago.
Thousands of pilgrims
Thousands of years

Pilgrim, who calls you?
What hidden strength draws you here?
Neither the field of stars
Nor the great cathedrals
It is not the beautiful Navarra
Nor the Rioja wine
Not the Galician seafood
Nor the Castillian fields

Pilgrim, who calls you?
What hidden strength draws you here?
Not the people of El Camino
Nor the rural way of life

It is not the history nor culture
Not the cock in la Calzada
Neither the Gaudi palace
Nor the castle of Ponferrada

I see them all passing by
It is a great joy to see them
The voice that is calling me
I feel it even deeper

The strength that drives me
The strength that draws me
Not even I can explain
Only He up above knows


บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 86  เมื่อ 28 มี.ค. 10, 20:57

ขอลาไปเที่ยวกรุงเทพ หนึ่งอาทิตย์
แล้วเจอกันค่ะ
hasta pronto
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 87  เมื่อ 29 มี.ค. 10, 13:59

คำอธิบายเรื่องนามสกุลของชาวสเปนชัดเจนแจ่มแจ้งมากครับ

ผมเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่ก็งงกับบางนามสกุล อย่าง Domenech i Montaner ไม่เข้าใจว่า i ตัวนั้นหมายความว่าอย่างไร

อ่านแล้วถึงบางอ้อ หายสงสัยเป็นปลิดทิ้งทีเดียว
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 88  เมื่อ 07 เม.ย. 10, 05:33

เราหลงดีใจว่าใกล้เมือง นาเค-ร่า หารู้ไม่ว่าต้องเดินผ่าแดดอีกนาน
เดินข้ามถนนเสี่ยงความตาย เพราะรถเยอะมาก

ผ่านกำแพงบ้าน  มีป้ายเขียนติดกำแพงตัวเบ้อเร่อเท่อ 
แปลออกมาได้ความว่า “นักแสวงบุญ ในนาเค-ร่า  คนนาเค-ร่า”   (รูปที่หนึ่ง)

อยากจะตีความหมายมากกว่านี้ แต่ผมจนใจครับ แม่ซึ่งชอบมีความคิดแปลกๆ
บอกว่าเรารีบเดินดีกว่า  ไม่รู้ว่าเขาเขียนเอาไว้ต้อนรับนักบุญ หรือเอาไว้ไล่ต้อนกันแน่

พอเราเข้าถึงเมือง เราเดินตามลูกศรบอกทาง  เข้าฝั่งเมืองใหม่ของ นาเค-ร่า
ที่เราทั้งสี่ เห็นตรงกันว่า น่าเกลียดมากๆ  คืนนี้แม่ว่าต้องสวดมนต์ยาวมากเพื่อไม่ให้ฝันถึง   

แล้วเราก็ลืมความน่าเกลียดไปทั้งหมด โดยรวดเร็ว เพราะเมืองเก่าน่ารักมากๆ เราข้ามแม่น้ำ นาเค-ริลย่า  (Najerilla) 
เดินไปเมืองเก่า (รูปที่สอง)   เขาปลูกบ้านเรียงกันไว้ที่ตีนเขา   

นักเล่าของวันนี้ คือโฮเซ้ เล่าให้ฟังว่า ชื่อนาเค-ร่า นั้นเป็นภาษาอาราบิค แปลว่า เมืองในหุบเขา   
เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้น นาวาร์ร่า (Navarra)   ระหว่างศตวรรษที่ สิบและสิบเอ็ด
ตอนที่เมืองพัมโพลน่าโดนแขกอาหรับทำลายเหลือแต่ซาก   

โฮเซ้ว่า เราควรไปดู โบสถ์ ซานต้า มาเรีย ลา เรอาล (Monasterio Santa Maria La Real)
เพราะในนั้น มีพระราชา และพระราชินีของนาวาร์ร่าฝังอยู่หลายองค์   
ทั้งแม่ ทั้งผมที่ตอนแรกอยากจะไปดูโบสถ์ พอรู้ว่ามีใครต่อใครนอนอยู่
ต่อให้เป็น พระราชา พระราชินีก็เถอะ ขอดูข้างนอกพอ (รูปที่สาม)
 





บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 89  เมื่อ 07 เม.ย. 10, 10:53

           กลับมาร่วมเดินทางโดยการนั่งอ่านอย่างสบายๆ 

             ติดตามกันมานานพอสมควร ในที่สุดวันนี้ก็เกิดฉุกคิดขึ้นได้ว่า เรื่องเล่านี้อ่านแล้วให้อารมณ์
ความรู้สึก นึกถึงงานของนักเขียนนามปากกา "จันทรำไพ" ในงานเขียนเล่าเรื่องดินแดนอเมริกาใต้
ที่ให้บรรยากาศต่างแดน แปลกถิ่น น่าค้นหา และมีอารมณ์ขัน ครับ
   
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.054 วินาที กับ 19 คำสั่ง