เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
  พิมพ์  
อ่าน: 26116 เอล คัมมิโนเดซานติเอโก (El Camino de Santiago) มีคนสนใจอ่านมั้ย
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 08 มี.ค. 10, 05:01

ขอบคุณ คุณทั้งสองมากคะ 
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 08 มี.ค. 10, 05:08

เราลงมาข้าวเช้ากินตอนแปดโมง วันนี้จุดนอนของเราคือเมือง พัมโพลน่า (Pamplona)
ซึ่งห่างจากอาเคร์เร็ตต้า ไปแค่ ๑๕ กิโลเมตร

หนังสือคู่มือ บอกว่าเป็นเส้นทางที่เดินง่ายและสบาย
ไม่ขึ้นเขาลงห้วยเหมือนที่ผ่านๆมา เราคิดว่าจะเดินให้ถึงพัมโพลน่า โดยไม่แวะระหว่างทาง

แม่แปะพลาสเตอร์รอบนี้วก้อยทั้งสองขางก่อนสวมรองเท้า
หลังจากถอดๆใส่ๆอยู่หลายรอบ

เราก็ออกเดินตอนเกือบเก้าโมงเช้า เดินเรียบแม่น้ำ สวยมาก ไม่ถึงชั่วโมง
เราก็ถึง เมือง ซูรีอาอิน (Zuriain) ทั้งเมืองมีตู้ขายน้ำแบบหยอดเหรียญ
อยู่หนึ่งตู้ นอกนั้นก็ไม่เห็นใครเลย
 
เราไม่แวะ เพราะไม่มีประโยชน์ เดินไป อีก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
ก็เจอ ตู้ขายน้ำแบบหยอดเหรียญ อีกตู้  ถึงได้เห็นป้ายว่า เราเดินถึง อีรอทซ์ (Irotz) แล้ว

ยิ่งใกล้เมืองใหญ่ (คือพัมโพลน่า) ทางเดินส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อย น่าเดิน มากนัก
เพราะ ดีเกินไป หรือ เดิน ติดถนนราดยางมะตอย มีรถวิ่ง เยอะแยะ หนวกหู
ผิด นโยบายเดินเขาลำนำป่าในความฝัน

ออกจากอีรอทซ์ ผมเห็นป้ายชี้ ทั้งซ้ายและขวา นัยว่าทั้งสองทางจะไปถึงพัมโพลน่า
ทั้งสองทาง แต่ไม่บอก รายละเอียด มากไปกว่านี้

แม่ก็ไม่รู้ ผมก็ไม่รู้ หนังสือคู่มือก็ไม่เอ่ยถึง ถามคนอื่น เขาก็ตอบไม่ได้   
เราไม่แน่ใจ ว่าเส้นไหนสวยกว่ากันแม่ว่า  เอ้า เอาเหรียญมาโยน
ให้เหรียญ ช่วยตัดสินใจ หัวไปทางซ้าย ก้อยไปทางขวา

ออกก้อย  เราเดินเลี้ยวขวา ตามเหรียญ แนะนำ ทางเป็นเนิน
โหดนิดๆ มีราวให้จับกันลื่น ถ้าวันไหนฝนตกเส้นนี้คง ไม่น่าเดินนัก

มีป้ายลูกศรเหลืองชี้ทาง ไปตลอด จนไปถึง ซาบาลดิก้า (Zabaldika)
มีโบสถ์ เล็กๆ หนึ่งโบสถ์   มีคุณป้าแม่ชีใจดีเชิญชวนให้แวะชม
แถมกระดาษpost it ให้เขียนคำอธิษฐานเป็น ภาษาเรา ติดไว้ในโบสถ์   

ผมถามแม่ว่าแม่จะขออะไร แม่ว่าแม่ไม่ขอ อะไรทั้งสิ้น
รับกระดาษมา เพราะเกรงใจคุณป้าแม่ชี แม่เขียน แค่คำว่า สวัสดี

เราเดินขึ้นเนิน ต่อไปได้ยินแม่ถามตัวเองว่า ทางอีกทางมันจะชันแบบนี้มั้ยนะ
รองเท้าแม่ทำพิษมาก จนแม่เดิน ต่อไม่ไหว ต้องนั่งถอดออกแล้วเปลี่ยนมาใส่รองเท้าแตะแทน
แม่ว่า อีกหน่อยก็ถึง พัมโพลน่า จะลองไปให้ร้านซ่อมรองเท้า ขยายหัวรองเท้าให้มันกว้างขึ้น

ยิ่งเดินใกล้ถึง พัมโพลน่า ทางเดินก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับความสวยของธรรมชาติหมดไป
แต่ก็ดีไปอย่าง มีผู้มีคนให้ได้เห็นบ้าง

เราเดินผ่าน ทรีนีดาด เด อาร์เร (Trinidad de Arre  เรียกตามหนังสือคู่มือ)
หรือ วิลย่าวา อาตาร์ราเบีย (Villava Atarrabia เรียกตามป้ายบอกชื่อเมือง)

เมืองนี้มีคนเยอะ ดี นั่งกินกาแฟเต็มไป หมด เมืองนี้ก็เหมือนเมืองในสเปนทั่วๆไป
ที่มี ถนนเส้นกลาง เมืองที่มี ร้านค้า ต่างๆรวมทั้ง ร้านอาหาร และร้านกาแฟ
แล้วถนนเส้นนี้ ส่วนมาก มักไปจบลงที่ จตุรัสใจกลางเมือง

ถนนที่ว่า เรียกกันว่า คาเย้ มายอร์  (Calle Mayor) ส่วนจัตรัสคือ พลาซ่า มายอร์ (Plaza Mayor)   

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ร้านปิดหมด มีแต่ร้านกาแฟ   เราอยากแวะกินโค้ก
แต่หาที่นั่งไม่ได้ คนมานั่งรับแดด คุยกันดัง ทั้งลูกเล็กเด็กแดง เต็มเมือง
เราเลยยอมแพ้   เดินผ่าน คาเย้ มายอร์   ไปหาที่นั่งเอาข้างหน้า
เดินห่างเมืองมาเรื่อยก็ไม่มีที่นั่ง  เดิน จนมาถึงอีกเมืองโดยไม่รู้ตัว 

บูร์ลาด้า (Burlada)  เป็นเมืองก่อนถึงพัมโพลน่า รถเต็มถนน
เวลาเดินต้องดู ดีๆ ทางเดินไม่เห็นอะไรน่าตื่นเต้น มีแต่รถ เสียงดัง
หนวกหูไปหมด   สี่วันที่ผ่านมาเราเห็นแต่สิ่งที่เจริญตา เจริญใจ   
พอได้มาเห็นสิ่งที่ได้เจอทุกวันในชีวิตประจำวัน ก็ออกจะเคืองตา เคืองใจไปบ้าง








บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 08 มี.ค. 10, 09:17

      ดีใจที่ได้กลับมาเดินและเดินกันต่อ ครับ

       เรื่องราวการเดินทางไกลเตือนให้ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของเท้า อวัยวะที่บางเจ้าของมักมองข้าม
เพราะอยู่ไกลตาที่สุด
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 09 มี.ค. 10, 05:40

เกือบบ่ายเราก็เดินมาถึง สะพานชื่อดังของเมือง พัมโพลน่า 
ชื่อ ลา มักดาเลน่า (Puente de la Magdalena)

แม่อ่านป้ายประวัตศาตร์ ที่เขาติดไว้ ได้ความว่า สะพานนี้สร้างเมื่อศตวรรษที่สิบสอง
เอาไว้ เดินข้ามแม่น้ำ อาร์ก้า (Arga) แม่น้ำคู่บ้านคู่เมือง

อ่าน แล้วแม่ก็ทำท่า สยองขน ไม่กล้าข้ามสะพาน เพราะกลัวผี ไอ้โรคนี้ของแม่ แก้ลำบาก   
ทำเอาผมติดโรคนี้มาเต็มตัว ครับผมก็กลัวเหมือนกัน   
ต่างคนต่างช่วยกันปลอบใจ ว่า ผีคนละยุค คนละสมัย หลอกไป
เราก็ฟังไม่รู้เรื่อง   เลยจูงมือกันข้ามสะพาน เข้าเมือง เพราะ ชักหิว

เราเดินลอดประตูเมือง กำลังจะเข้า เมือง  มีคนทักแลเห็น เป็น มาเนล หนุ่มสูงวัย
ที่เราเจอที่โรงแรมใน อาเคร์เร็ตต้า วันก่อน ผมเลยชวนแม่ เดินตามเขาไป 
เห็นแม่บอกบ่อยๆ ว่าเดิน ตามผู้ใหญ่หมา ไม่กัด   

เราเดินตามเครื่องหมายหอยเชลล์ ที่เขานำหอยเชลล์
เป็นเครื่องหมายประจำทางเพราะเป็นเครื่องหมายประจำตัวของ ซานติอาโก้ (หรือ นักบุญเจมส์ ในภาษาอังกฤษ) 

เดินไปเดินมา มีเพื่อนร่วมทางมาสวัสดีอีกคน เราเจอแซวี่ สาววัยทอง
วันแรก ตอนไปรอใบเบิกทางสู่สวรรค์ ที่หน้า บ้านพักนักแสวงบุญในเมืองซังชองปิเอด์เดอพอร์ท
เลยชวนกันไปกิน ข้าวกลางวัน

กินข้าวเสร็จ มาเนล จะเดินต่อ  แซวี่จะกลับไปพักผ่อน ส่วนเราต้องไปหาที่นอน
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ร้านปิดหมด ต้องรอถึงพรุ่งนี้ถึงจะเอารองเท้าไปเข้าอู่ได้

เราเจอโรงแรมเล็กๆ ใจกลางเมือง ชื่อว่า คาสตีโย่ เด ฮาเวีย
 (Hotel Castillo de Javiar โทร ๐๐๓๔ ๙๔๘ ๒๐๓ ๐๔๐www.hotelcastillodejaviar.com)
ห้องสะอาดใช้ได้ ราคาอยู่ในงบประมาณ   

โชคดีที่ไม่ใช้เทศกาลหน้าวัวกะทิง หรือ เทศกาล ซาน แฟร์มิน   (San Fermin)
ไม่งั้น ละก้อ ราคาห้องจาก สี่สิบ ห้าสิบ จะกลายเป็น สองร้อย สามร้อยได้   

ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเทศกาลนี้มาก่อน   
นักเขียน ชื่อดัง ลุงเฮมมิ่งเวย์   (Ernest Hemingway) เคยเขียนนิยายไว้   

แม่ว่า แม่เคย อ่านตอนยังเป็นเด็ก   ช่วงนั้นเรื่องไหน ใครว่าดัง อ่าน ตามเขาไปหมด
เรียกว่า อยากเก๋ตาม ถ้าไม่อ่าน  อายคน หนังสือเขาได้รางวัล แต่ขอโทษที ไม่เคยเข้าใจเนื้อหาเลย 

พอเริ่มเข้าวัยทอง แม่เลือกอ่านตามใจฉัน ยอมรับกับตัวเองว่า สวรรค์ ไม่ยุติธรรม
ไม่ฉลาดพอที่จะเข้าถึง นิยายระดับโลก จากเจ้าของรางวัลโนเบล     
ปากกา เอ้ย คอมพิวเตอร์ พาไปอีกแล้ว  ผมจะเล่าเรื่อง ซาน แฟร์มิน ไง๋กลาย เป็น นินทา แม่ไปได้

เทศกาลซาน แฟร์มิน เขาจัดทุกปี โดยเริ่มวันที่ หก กรกฎาคม ตอนเที่ยงตรง
แล้วไปจบ วันที่ สิบสี่ กรกฎาคม ตอนเที่ยงคืน 
วันที่เจ็ด ตอน แปดโมงเช้า เป็นวันแรกที่เขาปล่อย วัวกระทิง 
แล้วก็ มีคนเยอะๆ วิ่ง ให้กระทิง ไล่ขวิดเล่น มีคนบาดเจ็บทุกปี บางปีก็มีคนตาย 

เท่าที่ดูจะมีแต่พวกผู้ชายเท่านั้น ที่ไปวิ่งยั่วยวนและล่อ วัวกระทิง ส่วนผู้หญิงแค่คอยดูให้กำลังใจ 

ผมไม่เล่าเรื่องนี้ต่อ นะครับ เพราะออกจะนอกเรื่อง  แล้วผมก็รู้เท่าที่แม่เล่า   
แม่พาผมเดินผ่าน ศาลากลาง ของ พัมโพลน่า  แล้วก็เดิน ตาม ทางที่เขา ปล่อยวัววิ่งขวิดคนเล่น
มีป้ายบอกทางวัววิ่ง เรียกชื่อเป็นภาษาสเปน ว่า เอ็นเซียร์โร่ (Encierro)   
เป็นถนนแคบๆ  ก็น่าที่จะมีคนบาดเจ็บ  ถ้าไม่โดนวัวขวิด ก็คงจับกบ ล้มทับกันตายไปเอง

เราเดินเล่นไปจนถึง จัตุรัสสู้วัวกระทิง  แม่เล่าว่าตอนแม่สาวๆ เคยเข้าไปดู
ดูแล้วคอยเชียร์วัว ดีที่ไม่โดนชาวบ้านเขาไล่ตี แทนที่จะเชียร์คน ดันไปเชียร์วัว 
ถึงกระนั้นแม่ก็ดูไม่จบ แม่ว่ากลิ่นเลือดวัว ทำให้ลำไส้ปั่นป่วนไปหมด หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปดูงานแข่งวัวกระทิงอีกเลย






บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 09 มี.ค. 10, 05:46

      ดีใจที่ได้กลับมาเดินและเดินกันต่อ ครับ

       เรื่องราวการเดินทางไกลเตือนให้ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของเท้า อวัยวะที่บางเจ้าของมักมองข้าม
เพราะอยู่ไกลตาที่สุด

เห็นจริง อย่างคุณว่า  เท้าเป็นสิ่งที่ต้องถนอมมากๆ  แปลกแต่ว่า คนบำรุง ถนุ ถนอม หน้ามากกว่า ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 10 มี.ค. 10, 05:40

เราเดินชมเมือง มาถึง จัตุรัส คาสตีโย่ (Plaza del Castillo) นั่งเล่นดูคนผ่านไปมา   
ดูไปดูมาเจอ คู่สามี ภรรยา อัลบ้า กับ อัลฟองโซ่ ที่แม่ให้อุปกรณ์ปฐมพยาบาลแกเขาไปเมื่อวันก่อน
เพราะ อัลบ้าโดนรองเท้าทำพิษมี ตุ่มแผลพุพองเต็ม ทั้งสองเท้า   

วันนี้เท้าอัลบ้าก็ยังมี พลาสเตอร์ ปิดเต็มทั้ง สองเท้า   คุยกันไปสักพัก
กลุ่มเพื่อนร่วมทางก็โตขึ้นเรื่อยๆ   นับประมาณได้เกือบ ยี่สิบคน จำชื่อไม่หวาดไม่ไหว   
พวกเขา ก็คงจำชื่อ เราทั้งสองไม่ได้เหมือนกัน   ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน
โดยไม่มีการนัดเจอ วันรุ่งขึ้น   คิดเอาเอง ว่าคงได้เจอกัน ในวันใดวันหนึ่ง เร็วๆ นี้

แม่ว่า วันนี้เรา กินข้าวมื้อ ใหญ่ เมื่อ ตอนกลางวัน  เพราะฉะนั้น เย็นนี้แม่ จะพา ไป กิน ทะปาส (Tapas)   
เป็นร้านประเภทเรียกน้ำย่อย แต่จะกินจริงๆ เป็น มื้อหลัก ก็ไม่มีใครว่า 

เขากินกันช่วง บ่ายโมง ถึง ประมาณ บ่าย สาม  ส่วนตอนเย็นจะเปิด ประมาณ สามทุ่ม ไป จนถึง ประมาณห้าทุ่ม   
วิธี กิน ทะปาส ให้สนุก เราต้อง ยืนกิน ตรง บาร์ ที่เขามี อาหาร เตรียมไว้ เรียบร้อย   เพียงแค่ ชี้นี้วเขาก็เอาใส่จานให้   

ทะปาสเป็นอาหารชิ้น เล็ก ประเภท กัด สองคำ หมด   เหมือนกิน ดิมซำที่ร้านอาหารจีน
ส่วนมากจะอยู่บน ขนมปังชิ้นเล็กๆ มีไม้จิ้มฟัน เสียบไว้อีกที   

เมื่อหลายๆปีมาแล้ว (ก่อนผมเกิด นานมาก) เวลาคิดเงิน เขาก็ใช้ วิธีนับไม้จิ้มฟันเอา
เพราะราคาเท่ากันหมด    แต่สมัยนี้  เขาจดเอาไว้เลย 
นอกจาก ราคาแต่ละอย่าง จะไม่เหมือนกันแล้ว  คนคงแอบเอาไม้จิ้มฟันทิ้ง

อาหาร ทะปาส แบบเย็น ที่เขามีให้ดู ที่บาร์ ที่ขึ้นชื่อ และมีทุกเมือง
คือตอร์ติย่า เอสปานยอลล่า หรือ ไข่เจียวสเปน  แล้วก็ หมูแฮมชื่อดังของสเปน
ซึ่งผมไม่รู้ว่า เขาเรียกเป็นภาษาไทย ว่าอะไร (Jamon Iberico หรือ Jamon Serrano และๆลๆ ชื่อเสียงนั้น แล้วแต่ความเค็ม และความอร่อย)   

นอกนั้นก็มี ลูกมะกอกดอง (olives)   ปลา อันโชวี่แช่น้ำมันมะกอก หรือเรียกอย่างฟังดูหรู
ว่า ลาส อันโชอาส เด คานตาเบรีย (las anchoas de Cantabria)
 
มีไส้กรอกต่างๆ จาก โชริโซ่ (ไส้กรอกหมูเผ็ดนิดๆ Chorizo) ไล่ไปถึง มอร์ซีย่า
(ไส้กรอกเลือด Morcilla คล้ายๆ Black pudding ของอังกฤษ)   
และมีอีกสารพัดอย่าง ที่ผมจาระไนไม่หมด

ส่วน ทะปาส แบบร้อน เรา ต้องสั่งเขาต่างหาก  มี ปิ้งโช่ โมรูโน่(Pincho moruno)   
ยืนโรง เป็นไม้จิ้ม คล้ายๆสะเต๊ะบ้านเรา   แต่เขาหั่นชิ้นเนื้อหนากว่า เป็นก้อนสี่เหลี่ยม     

มีพริกเขียวที่ยังไม่โตเต็มที่ดอกเล็กๆทอด น้ำมัน โรยเกลือ
ที่เขาเรียกว่า พีเหมียนโต้ส เด พา-ดรอน (Pimientos de Padrón)

แล้วก็มี กัมบาส อัล อะคีโย่ (Gambas al ajillo) กุ้งทอดกระเทียม
นอกจากนี้ผมขอใช้เครื่องหมาย ไปยาลใหญ่   อย่างที่ว่าล่ะครับจาระไนไม่หมด

การสั่งทะปาส นี้ เราจะสั่งเป็นชิ้นๆ ที่ผมอธิบายไว้ก่อนหน้านี้
หรือจะสั่งแบบหนึ่งส่วน หรือครึ่งส่วนก็ได้ เราสั่งอาหาร ตามสไตล์แม่
คือ เต็มโต๊ะ แถม ไวน์แดง อีกขวด  แม่เทน้ำ ผสมไวน์ ให้ผมกิน 
ว่าหัดกินเหล้าไว้แต่เด็ก  จะได้กินเป็น 

กินเป็นของแม่ คือ รู้จักว่าเวลาไหนควรกิน เวลาไหนควรหยุดกิน 
เรียกว่าพอหอมปาก หอมคอ  กินเสร็จ แม่สั่ง เหล้าหลังอาหาร

ชื่อปัทชารัน (Patxaran ในภาษา อูสเก-รา  หรือ  Pacharán ในภาษาสเปน)
เป็นเหล้าที่ถือกำเนิดในดินแดนนี้  กินแบบเย็น  โดยปรกติ เหล้า ปัทชารัน จะแช่เย็น 
ถ้าไม่มีแบบแช่ ก็ใส่น้ำแข็งเอา  รส ออกหวานๆ  เหมือนขนม  แม่ว่า แบบนี้ ทำให้เมาง่าย

เรากลับถึงโรงแรม ห้าทุ่มกว่า หมดไปอีกวัน

 






บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 11 มี.ค. 10, 05:52

วันนี้เรา ตื่นสาย เพราะ ต้องเอา รองเท้าแม่ไปซ่อม   กว่าร้านจะเปิด ก็ประมาณ เก้าโมงเช้า
พอไปเดินหาร้านซ่อมรองเท้า เราถึงรู้ว่าร้านเปิด ตอนห้าโมงเย็นเพราะวันนี้เป็นวันจันทร์   

แม่ว่าเราต้องรอ ร้านเปิดเพราะ กว่าจะมีเมืองใหญ่ๆ ที่มีร้าน
ขายรองเท้า ซ่อมรองเท้า ก็ต้องเดินอีกสี่วัน   

ถึงตอนนั้นคงต้องตัดนิ้วก้อยทิ้ง ถ้ามันไม่หลุดไปเองซะก่อน 
แต่กว่าจะถึง ห้าโมงเย็น เราจะไปทำอะไร  เลยชวนกันไปกิน ข้าวเช้า แล้วค่อยๆ ช่วยกันคิด

แม่สั่ง คาเฟ้ คอน เลเช้ (Café con leche)   หรือกาแฟใส่นมแก้วใหญ่ ให้ตัวเอง พร้อม ตอร์ติย่า   
ส่วนของผมนั้น นมอุ่น กับโดนัท (ที่คนสเปน เรียก ว่า โดนุท)

กาแฟในสเปน มีอยู่หลายอย่าง  ผมจะจาระไนคร่าวๆ เฉพาะที่ผมได้ยิน บ่อยๆ 
เริ่มด้วย คาเฟ้ คอน เลเช้ (Café con leche) ซึ่งนิยม กินกันตอนเช้า
 
คาเฟ้โซโล่ (Café solo) เป็นกาแฟถ้วยเล็ก ไม่ใส่นม ที่เรารู้จักกันในนาม เอสเปรสโซ่ (Espresso) ไงครับ   
ส่วนอีกอย่างคือ คาเฟ้ คอร์ตาโด้ (Café cortado) คือ กาแฟแก้วเล็กแบบ เอสเปรสโซ่ ใส่นม   
และคาเฟ้ อเมริกาโน้ (Café Americano) เป็นกาแฟดำ แก้วใหญ่

เรานั่ง ละเลียดมื้อเช้า  ปรึกษาหารือ เกี่ยวกับวันนี้ แม่ว่า
สมควรที่จะ โทรศัพท์ หา คุณปายโย่ (Peio) ลองถามดูเผื่อ
เขาอาจรู้จัก ช่างซ่อมรองเท้า ซึ่งเขาก็รู้จักจริงๆ   

คุณปายโย่บอกจะโทรถามให้   ข่าวไม่ดีอีกหน   ช่างซ่อมรองเท้า บอกว่า
ถ้าจะเอาหัวรองเท้ามาขยาย สำหรับ คนเท้าบาน แบบแม่
ต้องทิ้งรองเท้าไว้กับเขา อย่างน้อย สามวัน   แม่เลยตัดสินใจซื้อรองเท้าอีกคู่   

ให้คุณปายโย่ พาไปอีกหน นอกเมือง เพราะในเมือง ร้านปิดหมด   
คราวนี้แม่ซื้อรองเท้า ใหญ่กว่าปรกติ สองเบอร์   หวังว่ามันจะไม่กัด

วันนี้กว่าจะได้ออกเดินทาง ก็เกือบเที่ยงวัน แดดออกจ้า
วันนี้เราต้องเดินยี่สิบสี่ กิโลเมตร หรือหกชั่วโมง  ถ้าไม่หยุดพักเลย 

วันนี้เป็นวันเดินขึ้นเขา จุดสูงสุดอยู่ ที่ อัลโต้ เดล แปร์ดอน (Alto del Perdón)   
ซึ่งอยู่สูง เกือบ แปดร้อยเมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ห่างจาก พัมโพลน่า (สูงประมาณ สี่ร้อยห้าสิบเมตรเหนือระดับน้ำทะเล)
สิบสอง กิโลเมตร ดูไปก็ไม่น่าจะมากมายนัก ถ้าไม่ต้อง เดินเอง
 
เราคิดว่า จะแวะกินข้าวกลางวันเมือง ถัดไป คือ ซิซูล์ เมนอร์ (Cizur Menor)   
เดินประมาณชั่วโมงเศษๆ ผมว่า เราน่าจะถึง

อาหารก็เป็นสไตล์ปรกติ   มีให้เลือก สาม สี่อย่าง  แต่ไม่อร่อยมาก 
แต่มีไวน์แดง ที่อร่อยใช้ได้    มันก็น่าอร่อย เพราะเราอยู่ใกล้  รีโอค่า (Rioja)
แหล่งผลิตไวน์ชื่อดัง ของสเปน   

หลังอาหาร แทนที่จะนอน เราเดินต่อ วันนี้เริ่มออกเดินช้ากว่าทุกวัน
ต้อง ทำเวลา เพราะ เหลือ อีกประมาณ สิบเก้า กิโลเมตร

ที่จะถึงจุดหมายปลายทางของวันนี้ คือเมือง พ่วนเต้ ลา เรน่า  (Puente la Reina) 
หลังจากซิซูล์ เมนอร์ ทางเป็นเนิน ตลอด  อากาศ ร้อน ตับแล่บ
 
แต่วิว ระหว่างทางสวยมาก  ดูเพลินๆ  ออกจะลืม เหนื่อยได้บ้าง   
ดีที่เราหอบน้ำมาเยอะมาก  เล่นเอาเป้หนักขึ้นไปอีกหลายกิโล 

พอถึง เมืองอ่านชื่อแล้วเมี่อยปาก ซาริกิเอกุย (Zariquiegui)
ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่า อ่านถูก   เราเริ่มเดินขึ้นเขาจริงๆ   
เดินแบบเหนื่อยมากไปอีก เกือบชั่วโมง ก็ถึง อัลโต้ เดล แปร์ดอน   
กังหันลมทำไฟฟ้าที่เราเห็นเล็กกระจิ๋วหลิว จากข้างล่าง ดูใหญ่ขึ้น









บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 11 มี.ค. 10, 09:32

           แค่นั่งอ่านสบายๆ ไม่ได้เดินๆๆๆๆๆ ไปด้วยยังรู้สึกเหนื่อยปนท้อ
             ถ้าไปเดินจริงคงถอดใจใช้รถสลับการเดินไปแล้ว

             "ผม" นอกจากจะเป็นลูกชายแล้วยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ารักมาก ไม่ทราบว่าระหว่างทาง
ได้คุยเรื่องอะไรกันบ้าง อุปสรรคในการเดินทางมีผลต่อความสัมพันธ์อย่างไร เห็นอกเห็นใจ หรือ
มีขัดใจ ปนงอนกันบ้างหรือเปล่า
              แต่เชื่อว่าในที่สุดเมื่อถึงจุดหมาย สายสัมพันธ์ต้องกระชับมั่นสนิทแน่นกว่าเดิม  ครับ
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 11 มี.ค. 10, 12:24

           แค่นั่งอ่านสบายๆ ไม่ได้เดินๆๆๆๆๆ ไปด้วยยังรู้สึกเหนื่อยปนท้อ
             ถ้าไปเดินจริงคงถอดใจใช้รถสลับการเดินไปแล้ว

             "ผม" นอกจากจะเป็นลูกชายแล้วยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ารักมาก ไม่ทราบว่าระหว่างทาง
ได้คุยเรื่องอะไรกันบ้าง อุปสรรคในการเดินทางมีผลต่อความสัมพันธ์อย่างไร เห็นอกเห็นใจ หรือ
มีขัดใจ ปนงอนกันบ้างหรือเปล่า
              แต่เชื่อว่าในที่สุดเมื่อถึงจุดหมาย สายสัมพันธ์ต้องกระชับมั่นสนิทแน่นกว่าเดิม  ครับ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านคะ

เวลาเขียน ก็พยายามเขียน ให้ทั้งแม่ทั้งลูกมีภาพพจน์ดีๆ (๕๕๕)
ตอนไปเดินครั้งแรก ลูกชายตอนนั้นอายุ ๑๐ ขวบ
เป็นคนอ้อนให้แม่พาไปเดิน

ทะเลาะกันเกือบทุกวันเลยคะ  เพราะทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน
แถมอยู่ด้วยกัน วันละ ๒๔ ชม ทำให้เหม็นหน้า กันบ่อยๆ

บางทีก็แยกกันเดิน เพราะลูกชอบบ่นว่าแม่เดินช้า
แม่ก็ ขี้งอน น้อยใจลูก เลยไม่พูดด้วย

ระหว่างเดินส่วนมากจะคุยเรื่องทั่วๆไป ส่วนมาก
จะพยายามให้ลูกรู้ อยู่เสมอว่า ไม่ว่า ลูกมีปัญหา
อะไร ไม่ว่าร้ายแรงแค่ไหน ให้มาปรึกษาได้

ส่วนมากจะสอนให้ลูก มีนํ้าใจ ช่วยเหลือคนอื่น
เพราะลูกมีเชื้อไทยครึ่งเดียว กลัวไม่มีนํ้าใจ เหมือน
ฝรั่งทั่วๆไป

แต่พอเดินไปหลายๆวัน ก็ปรับตัว หากันได้
พอถึง ซานติอาโก้ ก็กอดขอกันร้องไห้

ลูกเลยกลายมาเป็นเพื่อนที่ดี ที่สุดของแม่
ส่วนแม่ก็เป็นแม่ที่ลูก เอาปํญหาของเด็ก
วัยรุ่นทั่วไป มาให้แม่ช่วยคิด

คุณ SILA ลองไปเดินซิคะ แล้วคุณจะประหลาดใจ
ในความสามารถของ ตัวเอง

ตัวดิฉันไปเดินมาหลายรอบ มันเหมือนมีอะไรซักอย่าง
มาดลใจให้ อยากไปอีกแล้ว นี่ก็เริ่มคิดจะไปอีกหน
แต่ว่าจะใช้อีกเส้นทาง





บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 12 มี.ค. 10, 04:48

เรากำลังยืนสูดอากาศอย่างเพลิดเพลิน   พร้อมดูอาศรม
(อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าเขาเรียกเช่นนี้
ภาษาสเปน เรียกว่า Emita ภาษาอังกฤษคือ Hermitage
เป็นสิ่งก่อสร้างเล็กๆเหมือนโบสถ์ แต่ไม่มีบาทหลวง)   

เพื่อจะทำหน้าสวยถ่ายรูป     ก่อนที่จะมองเห็นหนุ่มที่สะพายเป้
และถือไม้เท้า เหมือนเรา   แต่บนหน้าอก เขาแบกไม้กางเขนอันเบ้อเริ่มเทิ่ม 

แทนที่จะถ่ายรูปของตัวเราเอง  ผมอดใจไม่ไหว  ต้องถ่ายรูปเขาแทน   
ซึ่งแม่โกรธผมเป็นอันมาก  เปล่าครับ ไม่ได้โกรธ เพราะผมไม่ได้ถ่ายรูปแม่

แต่โกรธ เพราะ ผมไปถ่ายรูปคนอื่น โดยไม่ขออนุญาตเขาก่อน 
แม่ว่า เสียมารยาท  แล้วบังคับให้ ผมไปขอโทษ 

แล้วถามเขาด้วย ว่า จะอนุญาต ให้เราเก็บรูป เขาไว้ หรือจะให้ลบ ออกจากกล้อง 
นอกจากจะไม่โกรธ  เขายังชอบใจ บอกให้ผม ส่งรูป ให้เขาด้วย   
แม่สั่งสอน เรื่องมารยาท ต่อไปจน เลย ห้าโมงเย็น 
ถึงนึกขึ้นมาได้ว่า ยังเหลืออีก ประมาณ สิบ กิโลเมตร กว่าจะถึงพ่วนเต้ ลา เรน่า   

เลยหยุดเทศน์ แต่โทรศัพท์ ไปจอง โรงแรมแทน  แม่ว่า วันนี้ต้อง จอง เพราะ ถ้าไม่จอง
แล้วไม่มีโรงแรม เราจะมี ปัญหามาก เพราะกว่าจะถึงพ่วนเต้ ลา เรน่า  ก็เริ่ม ค่ำ 

ถ้าต้องเดิน ต่อ อาจจะมืดไปเลย  แล้วแม่ก็ไม่อยาก เรียกคุณปายโย่ อีก   เพราะแพง 
แล้วเราเสียเงินเสียทองไปเยอะ กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง  ที่มันกลายมาเป็นเรื่องใหญ่
คือ ค่า รองเท้า คู่ใหม่ สองคู่ ของแม่ 

พอเอ๋ย ถึงรองเท้า แม่ก็ นึกขึ้นมาได้ ว่า วันนี้ไม่เจ็บเท้า เลย  สรุปกันเอาเอง
ว่ารองเท้าคู่แรกที่แม่ซื้อ นั้น คู่เล็กไป

แม่จองโรงแรม ฮาคูเอ้ (Hotel Jakue โทร ๐๐๓๔ ๙๔๘ ๓๔ ๑๐ ๑๗) 
พอออกจาก อัลโต้ เดล แปร์ดอน เราเดินลงเขา อย่างเดียว 
ซึ่งเราเดิน แบบระวังมาก กว่า ตอน ขึ้นเขา  โดยเฉพาะ เส้นทาง ที่เขาราดด้วย
กรวด แทนยางมะตอย  ดีไม่ดี อาจเดินสะดุดก้อนหิน ทำให้เท้าแพลงได้

อากาศยังร้อน แม้จะเกือบหกโมงเย็นแล้ว  แม่ว่า เริ่มเดินตอนเช้า ดีที่สุด
นอกจากไม่ร้อนมาก  เรายังถึงจุดหมาย บ่ายๆ มีเวลาชมเมือง ที่เราไปพัก
ถึง อูแทร์ก้า (Uterga) เกือบทุ่ม  อากาศเป็นใจ เริ่มเดิน สบาย 
ไม่มีร้านใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่บ้านพักนักแสวงบุญ

เราไม่แวะพักแต่เดินต่อ ไปหน่อยเดียวก็ถึง มูรูซาบาล (Muruzábal) มีปราสาท ที่น่ารักมาก   
ชื่อว่า พาลาซิโอ้ เดล มาร์เกซ  (Palacio del Marqués)     
พอแม่เห็นปราสาท ก็ตัวสั่น อยากเป็นประไหมสุหรีขึ้นมาทันที

นอกจากจะเป็นปราสาทแล้ว เขายัง ทำไวน์ ขายด้วย แต่ใช้ชื่อว่า พาลาซิโอ้ เด มูรูซาบาล (Palacio de Muruzábal)   
ชิมแล้วแม่ชมว่าอร่อย   อร่อยจริงหรือไม่จริง ผมก็ไม่แน่ใจ     แต่แม่ติดใจปราสาทเข้าไปแล้ว 
ใจแม่มันเลยไปสั่งให้สมอง คิดว่า ไวน์อร่อย   

เสียดายที่เราต้องรีบเดินต่อ และจองโรงแรมไว้แล้ว  แม่ว่า ถ้ายังไม่จองโรงแรม
จะขอเขานอนที่ปราสาทซะเลย  ผมขัดแม่ว่า ปราสาทนี้ จะต้องมีคนตายแล้วเยอะมาก 
แค่นี้แม่ก็ ออกเดินอย่างเร็ว กลัวผีละครับ ไม่มีอะไร





บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 13 มี.ค. 10, 05:02

เดินมาได้นิดเดียว เราเจอโบสถ์ ที่มีหลังคาแปดเหลี่ยม   แม่ว่าเหมือน อัศวิน เทมพลาร์
(Knights Templar ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่า นักรบ หรืออัศวิน แต่แม่ ชอบ อัศวินมากกว่า) มาสร้างทิ้งไว้   

แฟน นิยาย ดาวินชี่ โค้ด (Da Vinci Code) อย่างแม่มีหรือ จะพลาด   
ซานต้า มาเรีย เด ยูนาเต้  (Santa Maria de Eunate) ตั้งอยู่ นอกเมือง 
เดินๆ ก็เห็นโผล่ขึ้นมา โดยที่เราไม่ได้คิดว่าจะเจอ   

เพื่อนร่วมทาง เล่าให้ เราฟัง ว่า อัศวิน เทมพลาร์ สร้างเอาไว้ เมื่อ ศตวรรษที่ สิบสอง 
แล้วคำว่า ยูนาเต้  ในภาษา อูสเก-รา แปลว่า ประตู ร้อย บาน (cien puertas)   
แม่อยากเดินชมต่อ แต่วันนี้ เวลาไม่เป็นใจ 

อยากถึงโรงแรม ก่อนพระอาทิตย์ตก   ถ้ามืด แม่ว่า แม่กลัว โดยไม่เน้นว่ากลัวอะไร ให้ผมนึกเอาเองในใจ
เราเลยรีบเดิน ทำเวลา ผ่าน โอบาโนส (Óbanos) โดยไม่แวะ   

แต่เดิน ตรงดิ่ง หาเมือง พ่วนเต้ ลา เรน่า   เราถึง โรงแรม เกือบ สองทุ่มครึ่ง   
แม่ว่าดี อาบน้ำเสร็จ ภัตตาคาร เปิด พอดี   ได้หาข้าวเย็นกิน

ข้างๆ โรงแรมมีร้าน เขาโฆษณา ว่ามี เมนู ชื่อแปลกๆว่า เมนู เด ลา ซิเดรเรีย (Menú de la Sidrería)   
ซิดร้า (Sidra) คือเหล้า หรือไวน์ อ่อนๆ ที่ทำมาจาก แอ็ปเปิ้ล   มีแอลกอฮอล์ ประมาณ ๔ – ๘%   
ราคาอาหารชุด ออกจะสูง กว่า เมนูทั่วไปเกินหนึ่งเท่าตัว   หิวก็ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่ความอยากรู้มีมากกว่า   

เมนูเด ลา ซิเดรเรีย แพงกว่า เมนูทั่วไป เพราะ ประกอบ ด้วยอาหารหลายอย่าง
แต่ที่เด่นมากๆ ก็คือซิดร้า เพราะจะดื่มมากแค่ไหนก็ไม่ว่ากัน   

เขามีถัง ไม้โอ๊ก เต็มไปด้วย ซิดร้า เย็นชื่นใจให้ชิมตามสบาย อยู่ ห้า ถัง   
รสชาติแตกต่างกันไปทั้ง ห้าถัง   ให้เราเปิด ก๊อก รินเองได้     

ถ้าอยากดู วิธี รินซิดร้า ตามสไตล์ คนบาสค์ เขาก็ทำให้ดู 
โดย เขาถือขวด ซิดร้า (ขวดคล้ายๆ ขวดไวน์) ด้วยมือขวา (ถ้าถนัดขวา)

ยืดมือ เหยียดแขน จนเลยหัวคนริน แล้วเท เข้าหาแก้ว ที่มือซ้ายถือ รอไว้ไต้ เป้า กางเกง 

แล้ว รินที่ละ นิด  เพราะ ซิดร้า หาย ซ่า เร็ว กว่า โค้ก   กินหมดค่อยเติมใหม่ 
ถ้ากินไม่หมด เขาก็อนุญาติ ให้เททิ้งใต้โต๊ะได้ 

เขาบอกด้วยที่ต้อง เทแบบนี้ ทำให้ มันซ่า ขึ้นมากว่า ริน จากขวด เหมือนรินไวน์   
ผมเห็นง่ายๆ เลยลอง ขอเขารินดูบ้าง  เปียกเกือบทั้งตัว 

แม่ก็พลอยบ้าไปกับผมด้วย  เราสองคน คงทำซิดร้า เขาหกไปเยอะ 
ความสนุก ทำเอาเราลืมคำว่าเสียดายของไปได้

สงกรานต์ กันด้วย ซิดร้า เรียบร้อย  เขาก็เอา อาหารมาให้ 
จานแรก เป็น  ตอร์ติย่า เด  บัคคาเลา (la tortilla de bacalao) 
ปลา บัคคาเลา คือปลาแห้ง ที่ต้องเอามาแช่น้ำ ก่อน เอาไป ทำอาหาร  หรือ ปลา Cod ในภาษาอังกฤษ   

จานที่สอง เป็น สลัดสารพัดผัก  จานที่สาม คือ โชริโซ่ อา ลา ซิดร้า (Chorizo a la Sidra) 
เขาเอาไส้กรอก โชริโซ่ ต้มกับซิดร้า  อร่อยแบบ แปลกๆ   

ทั้งผม และแม่เริ่มอิ่มมาก    อาหารก็ยังมาเรื่อยๆ   
จานสุดท้าย เป็น  ชูเลตอน เด คาร์เน่  (Chuletón de carne) เนื้อ ซี่โครงวัว ย่าง 
ชิ้นใหญ่ยักษ์หนัก ซัก ครึ่งกิโล เห็นจะได้ 
 
เสร็จแล้ว มีขนมหวานให้อีก   แต่เรา ขอ แค่ แตงโม คนละชิ้น
กินแตงโมเสร็จ  ผมนึกว่าเราจะได้กลับโรงแรมไป นอน ซะที 
เปล่าเลย เพราะ เขาเอา เหล้า ย่อยอาหาร ปัทชารัน  มาวางไว้ บนโต๊ะเราทั้งขวด   
แม่ไม่อยากขัดสัทธา  ก็เลย จิบนิดๆหน่อยๆ
เกือบเที่ยงคืนกว่าเราจะเดินโย้เย้ ถึง โรงแรม











บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 13 มี.ค. 10, 09:33

          ค้นกูเกิ้ลแสดงลีลาการเทซิดรา ชอบภาพนี้มากกว่าภาพอื่นๆ ครับ

จาก flickr เขาบรรยายว่า

           When Asturian cider is served, it is poured in a particular way, El Escanciado:
         since it is natural and bottled without gas, the bottle must be held above the head
allowing for a long vertical pour (requiring considerable skill and accuracy) which causes the cider
to be aerated when it splashes into the glass below.
         Many people even don't look at the glass while doing so. This gives it a pleasant "zingy" taste. 


บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 13 มี.ค. 10, 12:58

อย่างในภาพเลยคะ  เวลาดูก็ไม่น่ายาก  แต่พอลองดูเปียกตั้งแต่หัว
ไปจนถึง หัวแม่โป้ง 
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 14 มี.ค. 10, 04:20

หลังจากนอนสลบไสล อบอวน ไปด้วยกลิ่นซิดร้า   
โชคดีที่แม่ตั้งนาฬิกาปลุก ไว้ ก่อนออกไป กินข้าวเย็น 

เจ็ดโมงครึ่งเป๋ง เราลงไปกินข้าวเช้า  ที่โต๊ะ กินข้าว
เจอ มาเนล เพื่อนร่วมทางจาก บาร์เซโลน่า 
ที่เจอวันก่อน  ที่ อาเคร์เร็ตต้า 

ต่างคน ต่างแข่งกัน ถามทุกข์ สุข เพราะไม่ได้เจอกันมาหลายวัน   
มาเนล เล่าว่า เจอ เพื่อนร่วมทาง อีก หลายคน เมื่อ คืนนี้ 

คงจะเจอ ตาม ทางวันนี้แน่ๆ   ข้าวเช้าที่เขาให้เรา กิน วันนี้แย่กว่า หลายวัน ที่ผ่านมา 
มีขนมปังของเหลือวันวาร ซึ่งไม่อร่อยมากๆ แม่เลยว่า เพราะเรากินข้าวเย็นมากไป เลย ไม่หิว   

แต่ถึงกระนั้น ก็ สมควร ซื้อ แซนวิช ติดเป้ ไป กินกลางทาง  พร้อมน้ำ อีกคนละ สองลิตร 
แค่นี้ เราก็พร้อมที่จะออกเดินทาง 
   
วันนี้ เราจะเดินให้ ถึงเมือง เอสเตลย่า (Estella)  ผมว่า ซักหกชั่วโมงก็น่าจะถึง   
วันนี้ เป็นการเดินทางแบบ ง่ายๆ เหมือน เดินเล่น แถวๆบ้าน (ตามหนังสือคู่มือว่า จริงเท็จแค่ไหน ต้องไปดูเอง)
ไม่มีเนินเขาให้เดินขึ้นมากนัก 

พอแปดโมง เรา คือ แม่ และผม ออกเดินทาง จาก พ่วนเต้ ลา เรน่า 
เดินผ่าน คาเย้ มายอร์   ของเมือง 

ยังไม่ทันออกนอกเมือง เราก็เจอ เพื่อนร่วมทาง มากมาย ทั้งที่เคยเจอแล้ว
หรือที่ยังไม่เคยเห็นหน้า  เป็นคนสเปนทั้งหมด 

แม่ซึ่งเป็นคนที่จำชื่อคนไม่ค่อยเป็น ต่อให้พยายามมากแค่ไหน ก็จำไม่ได้   
ออกจะหนักใจ  ผมปลอบใจแม่ว่า ไม่เห็นน่ากลุ้ม เพราะคงไม่มี ใครจำชื่อเราได้เหมือนกัน
นอกจาก มาเนล เพราะ เขาขอให้เราเขียนชื่อให้ดู 
จากชื่อ ธรรมด๊า ธรรมดา ของเราในเมืองไทย  กลับกลาย ดูเป็นชื่อหรู ไม่โหล ในประเทศสเปน เอาง่ายๆ

จบ คาเย้ มายอร์ ก็มี สะพานคู่บ้านคู่เมือง ข้ามแม่น้ำ อาร์ก้า (Río Arga) 
แม่เห็นแล้วก็ว่า น่าจะเป็น สะพานคู่ใจ ของ สะพาน ลา มักดาเลน่า แห่งเมือง พัมโพลน่า   
เพราะหน้าตาคล้ายกันมาก 

แต่ที่ พ่วนเต้ ลา เรน่า  ใหญ่กว่า สมกับชื่อเมือง ที่แปล ออกมาได้ว่า สะพานราชินี 
พร้อมทั้งข้ามแม่น้ำเดียวกันด้วย  น่าจะมีประวัติศาสตร์ เกี่ยวข้องกัน 
แต่วันนี้ ความขี้เกียจ มีมากกว่า ความอยากรู้  แม่เลยไม่ถามต่อ
 
หลังจากข้ามสะพานแล้ว ข้ามถนน เราถึงมีโอกาศ ได้เดิน ตามทางที่ ไม่ราดยางมะตอย   
แต่ทางที่หนังสือ ว่า เหมือนเดินเล่นๆ แถวบ้าน นั้น  ไม่รู้ บ้านใคร
เพราะเดินสบาย แค่ กิโลเมตรแรก 
หลังจากนั้นทางที่เริ่มชันนิดๆ กลายเป็น ชันมากๆ  อากาศ ก็เริ่ม ร้อน 
ชั่วโมงกว่า เราเดินถึง มาเยรู (Mañeru)  เราเดิน ผ่านโดยไม่ แวะ   




บันทึกการเข้า
kookookai
อสุรผัด
*
ตอบ: 1


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 14 มี.ค. 10, 22:14

อ่านคราวๆ แล้ว   ยิ้มเท่ห์ น่าสนุกจัง จะคอยติดตามการเดินทางในวันต่อๆ ไป นะจ๊ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.047 วินาที กับ 19 คำสั่ง