เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9
  พิมพ์  
อ่าน: 26565 เอล คัมมิโนเดซานติเอโก (El Camino de Santiago) มีคนสนใจอ่านมั้ย
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 14 ก.พ. 10, 04:59

เราเดินลงทางแบบเหว ไปพร้อมๆกับที่ส้นรองเท้าข้างซ้ายของแม่หลุด
เท้าซ้ายของแม่เหลือแค่ ถุงเท้า ส่วนรองเท้าข้างขวาของแม่นั้น ส้นรองเท้าก็เริ่มหลุด

ผมเห็นแม่ก้มหน้าเดินรับกรรมไปเรื่อยๆ โดยไม่บ่นเลยซักคำ
แม่รู้ว่าบ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเราแก้ไขสถานการณ์ไม่ได้ 

ในที่สุดเราก็มาถึง เมืองรอนเซสวายเยส ตอนบ่ายสองกว่า
เหมือนพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก เพราะเมืองนี้ไม่มี ร้านซ่อมรองเท้า

อย่าว่าแต่ร้านซ่อมรองเท้าเลย ร้านอะไรๆ ก็ไม่มี มีแต่ร้านอาหาร
กับโรงแรม พร้อมโบสถ์ และบ้านพักนักแสวงบุญใหญ่มาก 

เราเข้าไปขอตราประทับ ไว้เป็นสักขีพยานว่าเราเดินผ่านเมืองนี้จริงๆ
เป็นตรา อันที่สามของเรา ในใบเบิกทางสู่สวรรค์

เราเดินไปกินข้าวกลางวันก่อน แล้วค่อยคิดกันอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับรองเท้าแม่ 
ร้านอาหารมีอาหารเป็นอาหารชุด มีอาหารจานแรกให้เลือก สาม หรือสี่อย่าง
จานที่สองก็มีให้เลือก สาม หรือสี่อย่าง จากนั้นก็มีขนมหวาน ให้เลือก สาม หรือสี่อย่าง

อาหารชุดจะถูกกว่าอาหารตามสั่ง ซึ่ง จะรวมค่า น้ำ หรือ ไวน์ พร้อม กาแฟ 
ราคาจะอยู่ในประมาณ แปด ถึง สิบสอง ยูโร
ตลอดทางเดินไปจนถึง เมืองซานติอาโกเดคอมโพสเตลา
จะมีอาหารซ้ำซากแบบนี้ทุกเมืองที่เดินผ่าน

เหมือนกับนัดกันแกล้งนักแสวงบุญโดยเฉพาะ อย่างกับกลัวว่าถ้าทำอาหารให้ดีกว่านี้อีกนิด
ประดิดประดอยอีกหน่อย พวกเราจะตกนรกเพราะกินดีเกินไป

แม่คิดว่าเราน่าจะนอนที่เมืองนี้ แล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดกันต่อไป แต่วันนี้มันคงไม่ไช้วันของเรา
เพราะโรงแรมเต็มหมด แม่เลยต้องเปลี่ยนแผนแบบรีบด่วน

เดินต่อวันนี้คงไม่ไหวแน่ๆ เพราะแม่ได้ตัดใจทิ้งรองเท้าคู่โปรดเพื่อไปหาซื้อใหม่
แล้ว คิดว่า วันสองวันข้างหน้าแม่จะใช้รองเท้าแตะเดิน จนกว่าจะถึงเมืองที่มีรองเท้าขาย
ซึ่งน่าจะเป็นเมืองพัมโพลนา ซึ่งเราจะถึงภายในสองวันนี้

บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 15 ก.พ. 10, 04:55

แต่เราต้องเปลี่ยนแผนอีกที เพราะไม่มีที่นอน 
เมืองรอนเซสวายเยส เมืองชายแดนสเปน

ที่แม่ว่า ถ้า ไม่เป็นทางผ่านเอล คัมมิโนเดซานติเอโก ละก้อ
จะไม่มีเมืองนี้ในแผนที่แน่ๆ มีโรงแรมอยู่ สามแห่งแต่เต็มหมด   

แม่เลยโทรเรียกคุณปายโย่ แท็กซี่ที่เราขึ้นจากเมืองพัมโพลนา
ไปเมืองซังชองปิเอด์เดอพอร์ท ซึ่งเขาก็ดีมากตอบว่าจะมารับเราภายในหนึ่งชั่วโมง

ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยว่า คุณปายโย่จะพาเราไปห้างนอกเมืองพัมโพลนา
เพราะในเมืองนั้นร้านปิดช่วงกลางวัน ไปเปิดอีกทีตอน ห้าโมง ห้าโมงครึ่ง

พอซื้อรองเท้า แม่เรียบร้อย ก็จะพามาส่งที่เมืองรอนเซสวายเยส
เพื่อเราจะได้ เดินต่อ ไปหาที่นอนที่เมืองถัดไป คือเมือง บูร์เก็ตเต้ (Burguete)
ห่างออกไปประมาณ สามกิโลเมตร

ระหว่างรอคุณปายโย่ มารับเราเข้าไปกินกาแฟ หนีฝน
ฝนยังตกอยู่ตลอด

แม่พูดขึ้นมาเฉยๆว่า เงินไม่สามารถช่วยให้เรามีความสุข
แต่ทำให้เราได้รับความสะดวกมาก เช่นในกรณีวันนี้เป็นต้น

คุณปายโย่พาเราตรงไปแผนกขายรองเท้า ซึ่งทำให้ผมรักแม่ขึ้นมาอีกมาก
เพราะไม่ถึง ครึ่งชั่วโมง แม่สามารถซื้อรองเท้าได้เรียบร้อย 
แม่บอกว่าแม่เกลียดห้าง เข้าทีไรเป็นปวดหัวทุกที

เรามาถึงเมืองรอนเซสวายเยส อีกทีก็เกือบหกโมงเย็น
หายปวดเมื่อยสามารถเดินต่อได้

ทุ่มกว่าๆ เรา ถึงโรงแรมที่พัก ที่เมือง บูร์เก็ตเต้
เราพักโรงแรมที่มีชื่อที่เจ้าของไม่ได้ประดิดประดอยตั้งชื่อเอาซะเลย 
ครับทายแม่น โรงแรมบูร์เก็ตเต้ (๐๐ ๓๔ ๙๔๕ ๗๖ ๐๐ ๖๕) 

อาบน้ำอาบท่าเสร็จ แม่พาผมไปเดินเล่นชมเมือง ซึ่งผมว่าไม่มีอะไรให้ชมเท่าไรนัก
เรานั่งกินกาแฟ รอร้านอาหารเปิด กินข้าวเสร็จ
กลับโรงแรม หลับเป็นตายทั้งสองคน จนเจ็ดโมงเช้า เพราะเสียงนาฬิกาปลุก




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 16 ก.พ. 10, 05:28

เราเรียบร้อยออกเดินทางได้ตอนแปดโมง เมื่อคืนนี้เราตกลงกันว่า
วันนี้เราจะเดินประมาณ สิบเก้า กิโลเมตร ให้ถึงเมือง ซุบีรี่ (Zubiri)
แล้วเราจะหาโรงแรมพักที่นั่น 

ผมเห็นแม่ใส่รองเท้าคู่ใหม่ ซึ่งเป็นการผิดกติกาการเดินเขาเป็นอันมาก
แต่เป็นเหตุสุดวิสัย ถามแม่ แม่ก็ว่าใส่ไม่สบายเท่าคู่เก่า แต่ต้องทำใจ

วันนี้เราเตรียมแค่น้ำติดเป้ ส่วนอาหารแก้หิวกลางทางไปหาเอาข้างหน้า
เพราะวันนี้เราผ่านหลายเมืองกว่าจะถึง ซุบีรี่ และแต่ละเมืองก็ไม่ได้ไกลกันมาก

ชื่อเมืองแถวนี้ จะติดป้ายไว้ สองภาษา คือภาษาสเปน และ ภาษา บาสค์(Basque)
หรือที่เรียกกันว่า ภาษา อูสเก-รา หรือ อูสกา-รา (Euskera หรือ Euskara)

ผมเห็นจะต้องเรียกว่า อูสเก-รา เพราะความเคยชินที่ได้ยินจากย่าผม
ซึ่งเป็นสาวบาสค์เลือดเข้มข้น
แม้ว่าจะแต่งงานกับคนต่างแดนและย้ายไปอยู่ดินแดนอื่นมากกว่าเจ็ดสิบปีแล้วก็ตาม

ย่ามาจากเมืองเล็กๆ แต่ชื่อเสียงโด่งดังมาก พอบอกก็ร้อง อ๋อ กันหมด
ไม่ใช้เพราะเคยไปเที่ยวนะครับ แต่เคยได้ยินชื่อเพราะ ศิลปินชื่อดัง คือ ปิกัสโซ่ (Picasso)
เอาชื่อเมืองเกิดย่าผมไปตั้งเป็นชื่อรูป ครับ เดากันถูกแล้วครับ   เมือง แกร์นิก้า (Guernica)
   
แม้จะโด่งดังแค่ไหน ดูแล้วก็ยังเศร้าใจ เพราะเป็นรูปแสดงให้เห็นถึงพิษสงของสงความ
อย่างที่สัญญาไว้ตั้งต้นผมจะไม่เขียนถึงประวัติ แม้จะคันปาก เอ๊ย คันมือมาก
อยากเขียนถึง ที่มาที่ไปของรูปนี้ แต่เดี๋ยวจะหลับกันหมด แม้ตัวผมเองก็ไม่เว้น

ดินแดนบาสค์ อยู่ทางตอนเหนือของสเปน และเยื่องเข้าไปตอนไต้ของฝรั่งเศสหน่อยๆ
ที่มีกลุ่มก่อการร้าย ชื่อว่า เอ็ตต้า (ETA หรือชื่อเต็มๆว่า Euskadi Ta Askatasuna)
จุดมุ่งหมายของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ อยากแยกดินแดนบาสค์
ให้เป็นอิสระจากประเทศสเปนและฝรั่งเศส 
 
แล้วไงผมมาลงที่ เอ็ตต้า ล่ะนี่ ขอวกเข้าเรื่องครับ



บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 16 ก.พ. 10, 14:33

อ้างถึง
ศิลปินชื่อดัง คือ ปิกัสโซ่ (Picasso)
เอาชื่อเมืองเกิดย่าผมไปตั้งเป็นชื่อรูป ครับ เดากันถูกแล้วครับ   เมือง แกร์นิก้า (Guernica)
  
แม้จะโด่งดังแค่ไหน ดูแล้วก็ยังเศร้าใจ เพราะเป็นรูปแสดงให้เห็นถึงพิษสงของสงความ
อย่างที่สัญญาไว้ตั้งต้นผมจะไม่เขียนถึงประวัติ แม้จะคันปาก เอ๊ย คันมือมาก
อยากเขียนถึง ที่มาที่ไปของรูปนี้ แต่เดี๋ยวจะหลับกันหมด แม้ตัวผมเองก็ไม่เว้น

      เคยค้นและบันทึกเรื่อง Picasso กับ Guernica ไว้ แต่หายไปเสียแล้ว
      
       หวังว่า ในที่สุดแล้ว "ผม" จะคันมือมากๆ จนต้องมาเขียนเล่า ครับ  


บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 16 ก.พ. 10, 15:48

ตั้งใจว่าจะไปยืนพินิจ Guernica อย่างนี้บ้าง

เร็วๆนี้แหละ  เจ๋ง
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 16 ก.พ. 10, 19:39

อยากเล่าใจจะขาดเหมือนกันคะ  แต่ภาษาไทยของดิฉันแย่เอามากๆ
(คุณSILA อ่านแล้ว ต้องรู้แน่ๆ)

เรื่องของภาพ Guernica ที่รู้มานั้น ดิฉันฟังมาจาก คุณย่าและคุณพ่อ
ของลูกชาย  โดยเฉพาะ ตัวคุณย่า นั้นเล่าไป ร้องให้ไป เพราะมีญาติพี่น้อง
เสียชีวิตไปหลายคน  

แม้จนปัจจุบันนี้ยังไม่มีใคร ให้คำตอบได้แน่นอน ว่า มีคน
ตาย และบาดเจ็บกี่คน ตอนที่เยอรมันทิ้งระเบิดขู่ขวัญ Guernica
แต่คุณย่า ว่าเป็นพันคน

ถ้าให้ดิฉันเขียนเล่า เรื่องเศร้าๆ อาจจะเป็นเรื่องน่าหัวเราะ
เพราะดิฉัน สะกด ไม่ค่อยถูก  ศัพท์ภาษาอังกฤษ หลายๆ
ตัว ก็ไม่ทราบว่า ในภาษาไทยเรียกว่าอะไร  ยิ่งศัพท์ด้าน
การเมือง ยิ่งแย่ใหญ่

คุณSILA เห็นจะต้อง google เอง แล้วละคะ
แต่ถ้ามีการนัดเจอ รวมสมาชิกเรือนไทย ถ้าบอก
ล่วงหน้า แล้วได้เจอ เล่าให้ฟังได้คะ ข้อมูลยังอยู่

บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 17 ก.พ. 10, 05:11

เราเดินเรื่อยๆแบบชมวิวไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงเมือง เอสปินาล (Espinal) 
ที่ผมว่าเราเดินกันแบบสบายและเร็วมาก เพราะยังไม่เจอทางชัน
อากาศก็ดีมากไม่ร้อน ออกจะเย็นด้วยซ้ำ

เราเลยเดินผ่าน เอสปินาล โดยไม่แวะ แม่อยากดูโบสถ์ แต่เช้าเกินไป
เขายังไม่เปิด ร้านรวงปิดเงียบสงบ เยาวราชตอนตรุษจีนยังมีคนมากกว่านี้

ออกจากเอสปินาล ทางเดินก็เริ่มชันขึ้นทีละนิด เป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
แม้ทางเดินจะไม่ชันเท่า วันแรกและวันที่สอง แต่ผมก็ยังเห็นแม่ เดินๆ พักๆ ไปตลอดทาง

เราเดินมาถึง จุดสูงสุดของเส้นทางวันนี้ คือ ๙๒๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ที่ด่านเรียกว่า อัลโต้ เด เมซกิริทซ์ (Alto de Mezkiritz)

เรายืนสูดอากาศอยู่ซัก ห้านาทีเท่านั้น  แล้วรีบเดินต่อ
เพราะประการแรก แม่เริ่มหิว
ประการที่สอง เมืองถัดไป ห่างออกไปอีก สามกิโลเมตร
แปลออกมาเป็นทางเท้า ก็จะเป็น สี่สิบห้านาที ที่เราต้องเดิน กว่าจะได้กิน

ผมกลัวว่าแม่อาจจะหน้ามืดเป็นลมไปซะก่อน ดีที่เราเอาถั่วติดตัวมา พอแก้หิว
ทางเดินวันนี้ผมว่าสวยมาก เพราะไม่ค่อยมีทางราดยางมะตอย
เราเดินผ่านป่า ต้นไม้ต้นใหญ่ๆ ที่มีคนใจดีเอา สีเหลืองมาป้ายทาเป็นลูกศรบอกทาง





บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 17 ก.พ. 10, 09:09

            มาเชียร์ให้เล่า แบบบันทึกเรื่องเล่าของคุณย่าโดยคุณหลานชาย
               อย่างที่เขียนอยู่ทุกวันนี้ก็อ่านเพลินและสนุกดี ครับ
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 17 ก.พ. 10, 11:58

ขอบคุณ  คุณSILA คะ  ตั้งแต่เข้าวัยทอง ดิฉันชักบ้ายอ   
แต่ขอจบที่ละเรื่องนะคะ  Guernica ตามมาแน่ๆ  อาจจะ
ช้าหน่อย  เพราะดิฉันเป็นพวกเร่ร่อน ไม่ค่อยอยู่บ้าน
วันอาทิตย์ก็จะไป อีกแล้ว
บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 18 ก.พ. 10, 05:16

พอถึงเมือง วีซการ์เรต หรือบีซการ์เรต้า (Viscarret หรือ Biskarreta)
เราแวะพัก กิน ข้าว มื้อที่สอง ผมเรียกข้าวเพราะความเคยชิน

แท้ที่จริงเป็นแซนวิช แม่ผมชอบกินแซนวิชไข่เจียว 
ซึ่งที่สเปนเรียกแบบฟังแล้วหรูว่า  ตอร์ติย่าฟรันเซสซ่า (tortilla francesa)
ถ้าแปล ตรงตัวก็คือไข่เจียวแบบฝรั่งเศส

แม่ว่า ไม่อร่อยเท่า ไข่เจียวไทยที่ทั้งนุ่มทั้งฟูแถมหอมน้ำปลา
แต่เวลาหิวขึ้นมาไข่เจียวแซนวิช กับขนมปังเย็นๆชืดๆก็อร่อยขึ้นมาได้อย่างหน้าประหลาดใจ

ถ้าคุณอยู่สเปนแล้วสั่ง ตอร์ติย่า เฉยๆ
คนสเปนเขาก็จะทำ ตอร์ติย่า เอสปานยอลล่า (tortilla española)
หรือไข่เจียวแบบสเปน มาให้

ซึ่งแทบจะเป็นอาหารประจำชาติเหมือนชื่อไปแล้ว
เขาเอามันฝรั่งผสมไข่แล้วทอดแค่นี้ก็เป็นอาหารอีกจาน
ซึ่งมีขายทั่วไป กินกันได้ตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นเที่ยงคืน (ถ้ายังเหลือติดร้าน)

คนสเปนช่างคิดประดิดประดอยทำไข่เจียว 
โดยเอาสารพัดสิ่งมาตีรวมทำให้มันป็นไข่เจียวขึ้นมาได้
ตั้งแต่มันฝรั่งที่กล่าวถึง ไปจนถึงปลาแห้งแช่น้ำให้นิ่ม
(คือปลาที่เรียกกันว่า ปลา บัคคาเลา หรือ Bacalao หรือ Cod ในภาษาอังกฤษ)

เรียกว่า เห็นอะไร ก็สามารถเอามาทำไข่เจียวได้หมด
ตอนผมเด็กๆ ผมจำได้ว่าเวลาแม่เหนื่อยๆ มักจะพูดว่า  “ไปไกลๆไป เดี๋ยวแม่จำทำไข่เจียวซะเลย” 

แล้วคนสเปนเขาก็ภูมิใจไข่เจียวเขามาก ห้ามบอกเขาเป็นอันขาดว่า
ไข่เจียวไทยเราอร่อยกว่ามาก
(โดยเฉพราะถ้าทอดด้วยน้ำมันหมู ส่วนกากหมู่ที่เหลือเอาไปตำน้ำพริก
มากินกับไข่เจียว พร้อมข้าวสวยร้อนๆ  สวรรค์อยู่ตรงหน้าก็ไม่ไป ตราบใดที่ยังกินไม่หมด)

ส่วนวิธีทำ ตอร์ติย่า เอสปานยอลล่า ของแม่ผม
ใช้วิธีรวดเร็วเหมาะสำหรับชีวิตประจำวันที่ยุ่งขิงของคนสมัยปัจจุบันมาก
ไม่มีการปอกมันฝรั่ง ผัดสุกแล้วตอกไข่ตามตำราย่า

แม่ใช้ มันฝรั่งทอดกรอบ ที่ปรกติเอาไว้กินเล่นเวลาดูทีวี เอามาทุบนิดหน่อย
ห้ามละเอียด ตอกไข่ผสมแล้วทอด พอสุกเป็นเสร็จ

แม่ว่า แม่เอามาจาก พ่อครัวสเปนชื่อดังคับโลกคุณแฟร์รัน อาเดรีย
เจ้าของภัตตาคาร เอล บูยี่ (Ferran Adria  ของ el Bulli) ที่เปิดปีละหกเดือน
เป็นภัตตาคารที่จองโต๊ะยากมาก แล้วก็แสนแพง ประเภทกินแล้วห้ามขี้เพราะเสียดายเงิน





บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 19 ก.พ. 10, 05:35

ผมชักออกนอกเรื่องมากไปอีกแล้ว เราสั่งโค้กมาดื่ม แม่ใส่เกลือไปในโค้ก
บอกผมว่า เราขาดสารอาหารเพราะออกไปพร้อมกับเหงื่อหมด 
โค้กมีน้ำฅาลอยู่แล้ว ผสมเกลือตาม ก็จะเป็นผลดีแกร่างกาย

พอกินเสร็จเราเดินทางต่อ เพราะ อีกตั้ง ๑๑ กิโลเมตรกว่าจะจุดหมายของเราในวันนี้

แม่เริ่มเจ็บเท้า รองเท้าใหม่ทำเหตุ แต่ก็อย่างที่ผมบอก
ไม่มีทางเลือก นอกเสียจากจะเลิกล้ม การเดินทาง แล้วกลับบ้าน
แต่ผมรู้ว่า แม่ไม่มีทาง ทำแบบนั้นแน่ๆ ก็เลยต้องยอมเจ็บ

แล้วหวังว่า จะเจ็บน้อยลงพรุ่งนี้  แม่บอกว่าเป็นเพราะเท้าแม่กว้างกว่าคนทั่วไป
ไม่ว่าเป็นรองเท้าแบบไหนก็เจ็บ นอกจากว่าแม่จะใส่รองเท้าแตะเดิน
แต่ก็กลัวเท้าแพลงเพราะ รองเท้าแตะไม่หุ้มข้อเท้า
ถ้าเท้าแพลงขึ้นมาละก้อ แย่ แน่ๆ นอกจากเจ็บตัว แล้วต้องกลับบ้านเพราะเดินต่อไม่ไหว

เราเดินผ่านเมือง ลินท์โซอาอิน (Lintzoain) แทบไม่รู้ตัว เพราะไม่เห็นร้านรวงใดๆทั้งสิ้น
เดินต่อมาได้นิด ก็เจอทางขึ้นที่ชันมาก ดีที่ระยะทางไม่ยาวมากนัก และวิว สวยมาก
จนผมเกือบลมไปว่า เราอยู่ บนโลกมนุษย์ โชคดีที่มีเสียงหอบของแม่คอยเตือนสติ 

พอถึง อัลโต้ เด แอร์โร (Alto de Erro) มีรถจอดขายน้ำ แม่ขอแวะดื่มโค้ก อีกแก้ว
เราเจอเพื่อนร่วมทาง ที่ใช้ม้าเป็นยานพาหนะ แล้วมีลูกหมาตัวน้อยอยู่ในกระเป๋าเสื้อ

ถามกันไปถามกันมาได้ความว่า เขาเก็บหมาได้ระหว่าง เดินทาง
ในกรณีนี้ผมไม่แน่ใจว่า หมาหรือคนโชคดี รู้แต่แน่ๆว่าม้าโชคร้าย
นอกจากต้องหอบสำภาระของคน แล้วยังต้องให้คนนั่งบนหลังอีก
ตกดึกก็ต้องนอนตัวเดี่ยวเดียวดายกลางแจ้งตามทุ่งนาต่างๆ
ในระหว่างที่คนนอนสบายบนเตียงตามโรงเตี๊ยม

นี่ละครับ ความสามารถอันสุดยอดของแม่ แค่แวะกินน้ำ ห้านาที สิบนาที
ก็รู้เรื่องของคนอื่นเขาไปหมด พอผมว่า แม่ก็ว่าแม่ไม่ได้ถาม เขาเล่าให้ฟังเอง
เพราะไม่ได้พูดภาษาตัวเองมาหลายวัน พอเจอเหยื่อ (คือแม่)
เลยพูดและนินทาโรงเตี๊ยมให้แม่ฟัง แค้นใจที่ไม่มีที่พักให้ม้า แม้หมายังต้องแอบเอาไปนอนด้วย

ในที่สุดเราก็เห็นป้ายบอก ว่าอีกอึดใจเดียวก็จะถึง ซุบีรี่
แม่ว่าแม่เจ็บเท้ามากเพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเดินอย่างเร็วมาก
เพื่อให้ถึงโรงแรมซะที แม่อยากเอาเท้าแช่อุ่น

พอมาถึงที่หมายปลายทาง ทุกโรงแรมทั้งเมืองเต็มหมด
เมืองถัดไปห่างออกไปประมาณ ห้ากิโลเมตร 

เรามี สองทางให้เลือก ทางที่หนึ่งไปหาที่นอนบ้านพักของนักแสวงบุญที่ยังมีที่เหลือ
แต่ต้องนอนห้องเดียวรวมหญิงชายกับคนอื่นๆที่เราไม่รู้จัก
ต้องรอคิวเข้าห้องน้ำ ซึ่งพอถึงคิวเรา น้ำร้อนก็หมดเรียบร้อย
 
ส่วนทางเลือกที่สอง คือตั้งหน้าตั้งตาเดินกันต่อ เพื่อไปหาที่นอนเอาข้างหน้า
ผมไม่ต้องฟังก็รู้คำตอบของแม่  แม้จะเจ็บเท้าแค่ใหนแม่ก็ขอไปตายเอาดาบหน้า 
ตั้งแต่แม่เริ่มเข้าวัยทอง ผมว่าแม่เรื่องมากขึ้นเยอะ
แต่ผมก็ดีใจที่เราไม่ต้องนอนที่บ้านพักของนักแสวงบุญ ผมก็ชักเริ่มเรื่องมากเหมือนแม่ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน

เราแวะล้างหน้าล้างตา และนั่งเล่นนอนเล่นที่ศาลา เย็นสบายจนเกือบหลับทั้งสองคน
แต่ก็ไม่ได้หลับ เพราะมีคนมาชวนคุยด้วย เป็นคู่สามีภรรยาชาวสเปน

เขาแวะนั่งพัก เพราะตัวภรรยาที่เรามารู้ชื่อภายหลังว่าชื่อ อัลบ้า (Alba) โดนรองเท้ากัด
มีตุ่มแผลพุพอง รอบเท้าทั้งสองข้างอยู่หลายตุ่ม เห็นแล้วน่าสงสารมาก
แม่เลยให้อุปกรณ์ปฐมพยาบาล (ที่เราเตรียมมาเยอะมากแต่ยังไม่ได้ใช้และหวังว่าจะไม่ต้องใช้)  สำหรับรักษาเท้า




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 20 ก.พ. 10, 06:48

หลังสวัสดีลาจากกับสามีภรรยา อัลบ้า (Alba) และ อัลฟองโซ่ (Alfonso)
ซึ่งเขาขอบอกขอบใจเราทั้งสองเป็นการใหญ่ จนแม่ออกจะอาย
เพราะไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย

เราก็เดินมาถึง ลาร์ราโซอาย่า (Larrasoaña) อย่างทรมานมาก
แดดจ้าเหมือนชาตินี้จะไม่มีพระจันทร์อีกแล้ว โชคเราก็ยังมาไม่ถึง
เพราะที่พักเต็มหมด (อีกแล้ว)

ไอ้เรื่องโชคนี่ก็เหมือนกัน เหตุที่มันเป็นแบบนี้เพราะแม่ไม่ยอมวางแผนล่วงหน้า
แค่โทรไปจองที่พักซะ ก็สิ้นเรื่อง แต่แม่ไม่ยอม
แล้วใช้ความเป็นแม่ในการตัดสินใจทุกอย่าง เป็นเผด็จการเอง
ส่วนตัวผมไม่มีสิทธิมีเสียงใดๆ ทั้งสิ้น แม่ให้เหตุผลว่าโทรศัพท์มีใว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่านั้น

เรากัดฟันเดินต่อ เพราะเห็นป้ายโรงแรม พร้อมเบอร์โทรศัพท์ (ดีใจจังฉุกเฉินแล้ว)
โทรไปถาม เขาว่ายังมีห้อง เหลืออยู่  แล้วก็ต้องเดินอีกแค่ ห้าร้อยเมตร เท่านั้น

เราถึงโรงแรม อาเคร์เร็ตต้า (Hotel Akerreta   ๐๐๓๔ ๙๔๘ ๓๐๔ ๕๗๒) 
ที่อาเคร์เร็ตต้า (Akerreta)  ตอนสี่โมงเย็นพอดี  หลังจากผจญภัยมาแปดชั่วโมง
ไอ้ที่ว่าห้าร้อยเมตรถึงนั้นผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนวัด น่าจับมาทำไข่เจียวนัก
นอกจากเราเดินขึ้นทางชันมาก อย่างน้อย ต้องเป็นหนึ่งพันเมตรแน่ๆ

เจ้าของโรงแรมคงไม่รู้ว่าเราเริ่มเดินทางตั้งแต่แปดโมงเช้า
กลัวว่ายังไม่เหนื่อยพอเขาเลยให้ห้องใต้หลังคา อยู่ชั้นบนสุด
กว่าจะขึ้นบันไดเดินถึงห้องแม่ก็เกือบขาดใจตาย

พอถอดรองเท้าถุงเท้าออก ผมยังดูไม่ออกเลยครับว่าเป็นเท้าแม่
ยับยู่ยี่ ทั้งสองเท้า แต่ไม่มีตุ่มแผลพุพองแม้แต่ตุ่มเดียว
แค่เล็บนิ้วกล้อยทั้งซ้ายและขวา จากที่ไม่มีสีกลายเป็นสีดำเนียน ครับรองเท้าใหม่ทำพิษ

โรงแรมนี้นอกจากจะมี ไวไฟ (ไม่ใช้ว่าใครไวไฟนะครับ ผมทับศัพท์ Wifi) ให้ใช้ฟรี
เขารับซักผ้าให้ด้วยโดยไม่ขูดเลือดขูดเนื้อเรามากนัก และมีอาหารเย็นขายตอนสามทุ่ม
มีเมนูเดียว คือเนื้อลูกวัวทอด กับสลัดสด

เราสั่งอาหารไว้สองที่ เพราะทั้งอาเคร์เร็ตต้า มีโรงแรมนี้โรงแรมเดียว ไม่มีร้านค้าซักร้าน   
ผมคิดว่าเมืองนี้คงจะมีประชากรที่เป็นคนสองคน คือเจ้าของโรงแรมและภรรยา นอกนั้นเป็นวัว

พอได้เวลาเราไปนั่งรอกินข้าว เจอเพื่อนร่วมทาง ที่นั่งคนเดียว โดยโต๊ะติดกับเรา
เป็นหนุ่มน้อย (แปลตรงตัวครับ) สูงวัย หนีความวุ่นวายจากบาร์เซโลน่า มาเดิน สิบวัน
คุยกันพอหอมปาก หอมคอ รู้จักชื่อเสียงเรียงนามว่าชื่อ มาเนล (Manel)

แล้วแยกย้ายกันเข้าห้องนอน แม่ไม่ลืมกินยาแก้ปวด แม่ว่าเนื้อตัวปวดระบมไปหมด
ส่วนผมแม่ไม่ให้กินยาเพราะยังเด็ก ยังไม่น่ามีการปวด ซึ่งก็เป็นความจริง
พอหัวถึงหมอนผมก็หลับสนิทเหมือนทุกคืน




บันทึกการเข้า
tian
ชมพูพาน
***
ตอบ: 138



ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 20 ก.พ. 10, 06:51

ขอลาหยุดเขียนนะคะ  สามีเข้าโรงพยาบาล ต้องไปช่วยดูแล
แล้วเจอกันใหม่คะ
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1883



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 20 ก.พ. 10, 10:31

ขอเอาใจช่วยให้สามีคุณ tian หายป่วยไวไวครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6212


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 20 ก.พ. 10, 11:48

          ครับ แล้วเจอกันใหม่ ในไม่ช้า
            ขอให้คุณสามีอาการดี หายวัน หายคืนนะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.039 วินาที กับ 19 คำสั่ง