เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 9756 ร้านอาหารในปารีส ที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จไปเยือน
คุณพระนาย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 03:35

เห็นรูปในหลวง ร. 5 ท่านทรงประกอบ อาหารเองแล้ว รู้สึกท่านทรงสมแล้วครับที่คนไทยเรียกว่า พระปิยะมหาราชคือทรงเป็นที่รักของปวงชนจริง ๆ ผมดูรูปแล้วรู้สึกว่า ในหลวงท่านไม่ทรงถือพระองค์เลย
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 09:17

คุณพวงร้อยคะ   เพิ่งรู้วิธีการอบที่ต่างกันนะคะเนี่ย  เพราะไม่เคยเห็นเลือดแบบนั้นเลยค่ะ
เรื่องหนังสือ ขอบตุณมากค่ะ อยากอ่านมาก
   
ที่ดิฉันมีเป็นตำราทำกับข้าวฝรั่ง(บางส่วน) กับที่คนอื่นๆกล่าวไว้    อย่างเรื่องข้าวคลุกกะปิที่ทรงทำเองในเรือระหว่างเสด็จประพาสยุโรป

คุณพระนายคะ  เห็นด้วยมากๆค่ะ ทรงมีคุณสมบัติของนักปกครองที่ยอดเยี่ยม
ทรงผูกพระทัยได้ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชน โดยเฉพาะพวกที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า จะประทับใจและจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านมาก  
ถ้าได้อ่านเรื่องประพาสต้นจะเห็นชัด
เรื่องนี้เป็นพระบารมีส่วนพระองค์จริงๆ  

ขอแถมท้ายสักนิดว่า  พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ ดิฉันมักจะนึกเทียบถึงความแตกต่างระหว่าง ๒ รัชสมัย  ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงมีคุณลักษณะหนักไปทางด้านกวีและศิลปิน  
บุคคลที่มีพรสวรรค์มักมีโลกส่วนตัวของเขาเอง   ไม่ค่อยรู้สึกใกล้ชิดกับคนภายนอกที่มีความสนใจไม่ตรงกัน    
เท่าที่ทำได้ก็คือการประนีประนอมไม่ขัดแย้ง และไม่นิยมความรุนแรง
จะเห็นได้จากหลักฐานหลายๆอย่างระบุว่า รัชกาลที่ ๖ ไม่สู้จะทรงใกล้ชิดกับพระเจ้าน้องยาเธอเกือบทุกพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่นัก  
แต่เว้นเรื่องกบฏ ๑๓๐ แล้ว  ก็ทรงปกครองบ้านเมืองมาได้ตลอดยุคสมัย ไม่มีเหตุรุนแรง
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 13:24

เรามักจะนึกว่าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องเสวยของดีๆแพงๆหายาก  แต่ในความเป็นจริงก็เสวยอย่างคนทั่วไปไม่ได้พิสดารอะไร  อย่างในรัชกาลที่ ๕ มีเรื่องเล่าว่า ม.จ. หญิงจงจิตถนอม ดิศกุล ทรงทำกะปิพล่าถวายพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่พอพระราชหฤทัยถึงกับทรงขอเสวยซ้ำในวันรุ่งขึ้น  และได้พระราชทานรางวัลเป็นสร้อยข้อมือ ๑ เส้น พร้อมด้วยพระราชดำรัสว่า
"ข้าได้กินน้ำพริกของเจ้า ทำให้ข้ารอดตายไปได้"

ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน  ทรงเล่าถึงอาหารไทยที่ทรงปรุงเอง(ตามที่คุณนกข.เล่านำไว้)ว่า
" เหลือกะปิน้ำตาลติดก้นขวด  เอามาปนกับมะนาวบีบ พริกป่นโรยลงไปหน่อยคลุกข้าวกินกับหมูแฮม  แลกับฝรั่ง เพลินอิ่มสบายดี  คงเหมือนเปิดปากถุง ใส่ลงไปหายพร่อง  ไม่มาตันอยู่หน้าอกเช่นขนมปังกับเนื้อเลย"

กับข้าวชาววังอีกอย่างที่มีการบันทึกเอาไว้คือ ข้าวมันหุงผสมสีดอกอัญชัน  คนต้นคิดคือข้าหลวงชื่อลมุน นุตาคม  เสนอเจ้าจอมมารดาโหมดให้หุง   ท่านก็นำดอกอัญชันมาแช่กะทิ  คั้นน้ำออกมา กรองให้ดีแล้วนำไปหุง ออกมาเป็นข้าวมันสีม่วงอ่อน  ตัวคุณลมุนเองก็เชิญเครื่องเข้าไปในพระราชวัง   ปรากฏว่าข้าวมันดอกอัญชันเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก   เจ้าจอมมารดาโหมดได้รับพระราชทานรางวัลถึง ๕ ชั่ง(๔๐๐ บาท)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30617

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 13:35

Sorry ka, khun Jor ,there's a lot of Thai messages in this kratoo.  We're on the Thai recipes during King Rama V's reign.

Please have a look at the photo below  so you'll feel better. It was one of rare pictures taken when His Majesty and  the Princes were taking a meal during the private visit to Thai people "Prapas Ton"

The King was on the far right  and the fifth one from the left was Prince Damrong
http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW315x018.jpg'>
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 13:49

ไปหามาเจอแล้วค่ะ คุณเทาฯ  ชื่อ "อาหารทรงโปรด บันทึกความหิวจากพระราชหัตถเลขาฉบับที่ ๔๒
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕)  ครั้งเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป พศ ๒๔๔๐" โดย อาจารย์ วันดี ณ สงขลา

คิดว่าสาเหตุสำคัญที่ทรงเสด็จยุโรปในครั้งนี้  คงมาจากเรื่องฝรั่งเศสยึดเมืองพระตะบอง เสียมราช และศรีโสภณ มังคะ  
หรือไม่ก็ช่วงก่อนนั้นไม่นานที่ฝรั่งเศสกำลังฮึ่มๆฮั่มๆจะรวบหัวรวบหางดินแดนไทย  

จากบทนำ
"...เป็น "บรรทึกความหิว" ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์เอง  เขียนถึง "แม่เล็ก" ซึ่งครั้งนั้น พระองค์เสด็จประพาสแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  
เมื่อถึงเวลาเสวยอาหารฝรั่ง  พระองค์ทรงคิดคำนึงถึงอาหารไทยที่ทรงโปรดอยู่หลายอย่าง"

ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้  มีลักษณะคล้ายจดหมายเหตุรายวัน  ทรงเล่าเรื่องทุกวันที่ปฏิบัติภารกิจ  เมื่อได้ทอดพระเนตรสิ่งใด  
พระองค์ทรงเล่าอย่างละเอียด  คำขึ้นจ้นก็ใช้คำว่า  "ถึงแม่เล็ก"  คำลงท้ายฉบับแรกๆไม่มี  จึงมีคำลงท้ายว่า  "ผัวที่รักของแม่เล็ก"

คัดมาบางส่วนนะคะ

"บรรทึกความหิว"
กลางคืนวันเสาร์ที่ ๑๙ ตุลาคม เรือพม่า ในทเชเมดิเตอรเรเนียร (กำหนดเปลี่ยนเที่ยงคืน) รศ ๑๒๖

ในการที่จะเขียนลงไปนี้  จำจะต้องป้องกันไม่ให้เข้าใจผิดไปว่า  อาหารในเรือลำนี้ไม่ดีจึงต้องหิว  ถ้าจะว่าตามความจริง เปนเวลาที่อาหารดีคราวหนึ่ง  
ซึ่งมีเหมือนกันเช่นนี้แต่น้อยแห่ง  อาหารนั้นดังนี้

"เวลาเช้าไข่  จะชอบอย่างไรสั่งได้  แต่พ่อกินไข่ไม่ได้ตั้งแต่ฮอมเบิค  มีปลา ปลาจับบทดีตั้งแต่ซิซิลี  ในเรือนี้ปลาดีเสมอ  
แต่ผีฤาปีศาจปลาเยอรมันมาหลอดร่ำไป  จนเลยกลัวกินปลาไม่ค่อยจะได้  เพราะฉนั้น  เวลาเช้า จึงเลิกปลาเสียอิกอย่างหนึ่ง เหลือแต่เนื้อ  
เปนแกะฤาโควันละ ๒ ชิ้น  จานหนึ่งเนื้อเย็นต่างๆ (ซึ่งไม่มีแห่งใดทำดีกว่าเรือนี้)  จานหนึ่งรวมกัน  ขนมมี  แต่เปนโรคเก่า  
ที่พ่อกินไม่เปนเหลือแต่ลูกไม้กับนำ้ชา  นำ้ชามีจำ้ตาลแลนม  เขากินเปนนำ้  แต่เราต้องแถมนำ้เย็น  ซึ่งฝรั่งกินไม่เปน

เวลากลางวันมีเนื้อเย็นต่างๆ  ตั้งกว่า ๑๖ อย่าง  จัดจานใหญ่ทั้งก้อนหั่นเปนชิ้นๆ  วางไว้บาก้อนเนื้อให้น่ากิน  วางด้วยความคิดให้เห็นเปนหั่นไวๆ  
ไมใช่เรียงฤประดับไว้ที่สุด  จนถ้ามีเครวี่จะรดก็ระให้เข้าที  คือไม่ให้เห็นเปนเปรอะเปื้อน  ที่ไหนเครวีกองก็กองอยู่ไม่มีรอยแตก  
ที่ไหนจานเปล่าก็ขาวสอาด  เนื้อเย็นเหล่านี้คืออกห่าน  หมูแฮม ต้มจืด ลิ้นเค็ม ไก่ เนื้ออัดต่างๆ  ไส้กรอก ปลาเค็มเปนต้น  
ยังมีปลาสดโรยผงขนมปังทอดแลเนื้อสดอิก ๔-๕ ที่  ตั้งด้วยเครื่องแกล้ม แตงร้านแช่ผักดองขวดนำ้ส้ม  นำ้ซอส เครื่องหิ้ว ตั้งขัดจังหวะจาน  
ดูเหมือนตำราทำกับเข้า  จานจัดเหมือเครื่องตุ๊กตาที่เคยเล่นมาแต่เด็กๆ  รวมความว่าน่ากิน  รศอร่อยกินเค็มเปนไม่เลี่ยน  ไม่เคยเห็นบริบูรณ์กว่านี้

แต่ในเวลาเราไปนั่งแล้ว ใช่ว่าจะต้องกินของเหล่านั้นเปล่า  มีกับเข้าร้อนๆเข้าไปเดินอย่างธรรมดาสามคราวคือ  ไข่เจียว  ปลา เนื้อ
ซึ่งพ่อกินอย่างเดียวเหมือนกัน  ต่อเสร็จสามอย่างจึงถึงของที่วางอยู่บนโต๊ะ

เวลาคำ่เปนเวลาดินเนอตามธรรมเนียม  คือซุป ปลา เนื้อ นก ผัก ขนม ผลไม้ ของกินเล่น  แต่กาแฟกินบนดาดฟ้าเมื่อมาในตอนนี้  
เพราะเย็นสบายกว่าในห้องสูบบุหรี่  ทั้งการกิดีมีบริบูรณ์เช่นว่ามานี้  พ่อก็กินไม่ได้มาก ไม่ใช่เพราะเจ็บไข้อันใด  แต่เปนด้วยลำคอ  
ฤากระเภาะอาหารไม่บานรับอาหารที่แห้งแขง  แลรศเดียวเช่นนี้  แลืนลงไปก็แคบเสียเฉยๆ  ต้องการหวายสักเส้นหนึ่ง  
กระทุ้งเหมือนกรอกปรอดศพ  แต่ถ้าเข้าต้ม ฤาเข้าสวย  ถูกลำคอเข้าดูมันแย้มโล่งลงไปตลอดกระเภาะอาหาร  เมื่อเล่าความเปนอยู่เช่นนี้แล้ว  
จะเล่าถึงเหตุที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๘ ตอนดึก  ซึ่งเปนวันที่ ๑๙ แล้วนั้นต่อไป

พ่อนอนหลับ ๗ ทุ่ม  ไปตื่นขึ้นด้วยความหิว  ได้ความว่า ๑๐ ทุ่งครึ่ง  นึกว่าจะแก้ได้ตามเคย  คือดื่มนำ้ลงไปเสียสัก ๓ อึก  จึงได้ดื่ม  
แล้วนอนสมาธิต่อไปใหม่ให้เสียวในคอ  แลเห็นปลากุเราทอดใส่จานมาอยูที่ไนยตา  ขับไล่กันพอจะจางไป  ไข่เค็มเปนมันย่องมาโผ่ล่ขึ้นแทน  
แล้วคราวนี้เจ้าพวกแห้งๆ ปลากระบอก หอยหลอด นำ้พริก มาเปนแถวเรียกนำ้ชามากินเสียครึ่งถ้วย  
เปิดไฟฟ้าขึ้นอ่านหนังสือจัให้ลืมพวกผีปลาผีหอยมาหลอก  หนังสืออิลิซาเบทก็หมดเมื่อแรกนอน  เหลือแต่หนังสือตอบของยายแม่มีไปถึงลูก  
ที่ลงมือไว้เมื่อกลางวัน  เพราะไม่มีอะไรทำ  ผเอิญถูกที่ยายนั่นไปเมืองลูเซิน  แกพูดไปถึงกินเข้าที่โฮเตลนะซะ  นาลเมื่อหัวคำ่ต้องการหวายกระทุ้ง  
ทำไมมาอ่านหนังสือนี้กลับเห็นไปว่าดูพอใช้ได้ให้กินในเวลาหิวนี้ก็เอา  แจ่พอนึกถึงอ้ายกับเข้าฝรั่งโผล่หน้าสลอนขึ้นมาแล้ว  ดูๆไปมันก็เลี่ยนไปทั้งนั้น  
แต่ถ้าเวลานี้ ดูก็เห็นจะใช้ได้บ้าง  กลับรู้สึกตัวฉุนขึ้นมา  อียายนี่ตะกลามนักคบไม่ได้  มาพรรณาแต่ถึงกับเข้าชวนให้อยากมาก  
โยนหนังสือผลุงเอานำ้ชามารินเอานำ้ตาลเติมลงไปซดแรกกินก็ดูดี  รู้สึกว่าอ้ายรศชาดหิวเช่นนี้เคยมาเสียหนัก  
แต่ครั้งนี้เปนเณรแบ้วเปนพระเล่ามันก็หายกันด้วยนำ้ตาลนี่เอง  ลงมือชักม่านดับไฟพยายามจะหลับ  ทำไมมันจึงนึกต่อไปไม่รู้ว่า  
เขาว่ากันว่าหิวแล้วกินหวานๆ  ยิ่งหิวมาก  เขากินขนมเสียก่อน  จึงกินเข้าก็มีในกำลังนึกอยู่นั้นเองเข้ากับแกงเผ็ดโผล่ขึ้นมาในไนยตาที่หลับๆ  
ประเดี๋ยวไข่เจียวจิ้มนำ้พริก  ประเดี๋ยวทอดมันกุ้งปลาแห้งผัดอะไรอากันล้อหลอกเสียใหญ่หลับตาไม่ได้ต้องลืม  
ลืมก็แลเห็นแกงเทโพหลอกได้ทั้งกำลังติ่นๆ  เช่นนี้จนชั้นยำแตงกวาก็พลอยกำเริบ  ดีแต่ ปลาร้าขนมจีน นำ้ยาฤนำ้พริกสงสารไม่ยักมาหลอก  
มีแต่เจ้ากะปิคั่วมาเมียงอยู่ไกลๆ  เห็นจะไม่ได้การ  สู้มันไม่ไหว  เรียกอ้ายฟ้อนไปคลำๆดู  มันมีลูกไม้อะไรอยู่ที่ไหนไม่ว่า  ให้เอามาให้กูลูกหนึ่ง  
อ้ายฟ้อนไปสักครู่หนึ่งกลับมาตอบว่า  "มีแต่แอ๊ปเป้อด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม"  ตอบว่า  "แอบเปอลไม่ใช่ลูกไม้ฤเอามาเถอะ"  พอได้มาต้องลุกขึ้นนั่ง  
หั่นเคี้ยวเข้าไปสักครึ่งลูก  นึกว่าถ้ากินมากเข้าไปเวลาดึกเห็นจะไม่ดีจึงหยุดกินแต่เท่านั้น  สั่งให้ไปบอกพระราชวรินทร์เวลาเช้า  
ให้ไปบอกกุ๊กในเรือหุงเข้าสำหรับกินเวลาเช้า  เพราะนึกว่าถ้าหุงเองคงจะทนช้าไม่ได้  กุ๊กเรือนี้นัยบว่าหุงเปนเคยไม่ดิบสองคราวมาแล้ว  
พอสั่งเสร็จล้มตัวลงนอน  รู้ว่าผลลูกแอบเปอลตกถึงกระเภาะเท่านั้น  ผีสางพวกกุ้งปลาเลยไม่หลอกหลับสนิทดี

ครั้นเช้าตื่นขึ้นมาถามอ้ายฟ้อนว่า อย่างไรเรื่องเข้านำเร็จฤาไม่  อ้ายฟ้อนบอกว่าพระราชวรินทร์ไปกำกับให้กุ๊กหุงเอง  เปียกบ้าง ไหม้บ้าง
สองหม้อแล้วไม่สำเร็จ  พ่อรู้สึกความของตัวทันทีไปว่า  ใช้พรกราชวรินทร์ไปสั่ง  แกไม่สั่งเปล่าไปขี่หลังนั่งมาติกา  จนอ้ายกุ๊กทำอะไรไม่รอดตามเคย  
จะว่าอะไรก็ไม่ได้  ร้องได้แต่ว่า  "ฮือ ถ้าเช่นนั้นเราต้องหุงเอง"  อ้ยฟ้อนว่า "เจ้าคุณบุรุษหุงแล้ว"  พอล้างหน้าแล้วก็ได้กิน  
พระยาบุรุษเข็ดดิบคราวก่อน  เลยหุงเปียกไปนิด  อ้ายเสบียงก็  "เปนตริดติดตี่  ตาตรีคงยศ  จะขึ้นไปเวียง เสบียงก็หมด  ตาตรีคงยศ
อดแทบตายเอย"  เหลือกะปินำ้ตาลก้นขวด  เอามาปนกับมะนาวบีบ  พริกป่นโรยลงไปหน่อย  คลุกเข้ากินกับหมูแฮมแล  กับฝรั่งเพลิน  
อิ่มสบายดีคอเหมือนปากถุง  ใส่ลงไปหายพร่องไม่ได้มาตันอยู่ที่น่าอกเช่นขนมปังกับเนื้อเลย  เวลาลงไปกินเข้ากลางวัน  พบพระราชวรินทร์  
บอกว่ากินเข้าอร่อยจริงๆ  พระราชวรินทร์คำนับแล้วอมยิ้ม  ..."

เฮ้อ ทนไม่ไหวแล้วค่ะ  ขนาดกินเข้าเย็น  มีข้าวหอมมะลิหุงอุ่นระอุ กับแกงเขียวหวานไก่กับหน่อไม้ และเห็ดฟางกระป๋อง  กับผัดผักคะน้่า  
พิมพ์ไปๆท้องยังร้องโกร๊กเลยค่ะ  ทรมานหัวใจพิลึก
บันทึกการเข้า
โสกัน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 17:10

ใครหนอ ที่โชคดีได้ ร่วมพาเข่าแลง ตักแกงเขียวหวานกับข้าวหมอมะลิอุ่นๆนุ่มสวยละมุนปาก ตามด้วยเห็ดฟาง และผักคะน้า
ที่หนักกระเทียมจนกลบกลิ่นเหม็นเขียวของคะน้า
ผมอ่านไปยังน้ำลายไหล
ทั้งๆที่เพิ่งล่อแซนวิชไปคู่นึง กับซุปไก่แคมเพลล์ที่เหลือจากเมื่อวันวาน
บันทึกการเข้า
นิลฯ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 17:53

เปลี่ยนวิธีเขียนนามแฝง.คอม บ้าง

ขอบคุณคุณพวงร้อยครับที่คัดมาลง
ผมสงสัยว่า "หนังสืออิลิซาเบธ" ที่ ร.5 ทรง เพื่อตั้งพระทัยจะให้ทรงเพลินลืมหิวพระกระยาหารไทย (แต่ไม่สำเร็จ!) นั้น เป็นหนังสืออะไร ให้เดาก็เดาว่าเห็นจะเป็นทำนองหนังสือไกด์บุคหรือหนังสือพรรณนาการไปที่ยวในที่ต่างๆ ที่เขียนเป็นรูปจดหมายจากแม่ถึงลูก เห็นพูดถึงเมืองลูเซิร์นในสวิสเซอร์แลนด์ และโรงแรมเนชั่นแนลที่เมืองนั้น

เคยอ่านที่ไหนไม่ทราบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสมัยใหม่ของสมัยเพิ่งเริ่มมาได้ราวๆ ร้อยปีเศษๆ คือช่วงใกล้ๆ กับที่เสด็จยุโรปนั่นเอง ตอนนั้นเพิ่งเริ่มมีการจัดทัวร์พาคนอังกฤษข้ามไปเที่ยวคอนติเน้นท์ โดยเฉพาะไปเที่ยวภูเขาในสวิส อย่างเป็นธุรกิจเป็นล่ำเป็นสันได้ไม่นาน (สมัยนั้นจะมี "English Hotels" คือโรงแรมที่พูดภาษาอังกฤษได้หากินกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ เกิดขึ้นหลายแห่งในสวิส เดี๋ยวนี้ชื่อทำนองนี้เชยแล้วครับ) ยายเอลิซาเบธนี่ท่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษรุ่นแรกๆ ที่ไปเที่ยวสวิสกับทัวร์
โรงแรมเนชั่นแนล ริมทะเลสาบที่เมืองลูเซิร์นนี้ ในหลวง ร.5 ได้เสด็จไปประทับอยู่จริงๆ แต่ผมไม่ทราบว่าก่อนหรือหลังจากเวลาในพระราชหัตถเลขาองค์ที่เชิญมานี้ กับข้าวโรงแรมนั้นผมไม่เคยลอง แต่ได้ข่าวว่าก็ยังอร่อยอยู่ แต่ร้อยปีเศษให้หลัง จากคราวที่เสด็จประทับที่โรงแรมเนชันนัล เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่า ร้านอาหารในโรงแรมมีร้านหนึ่งเป็นร้านอาหารไทยแล้วนะครับ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 26 ม.ค. 01, 18:07

ขอโทษครับ ท่าทางผมจะหิว พิมพ์ผิดไปหน่อย "อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสมัยใหม่ของสวิส" ครับ

สมัยนั้นอุตสาหกรรมทำทัวร์สำหรับชนชั้นกลางไปเที่ยวเป็นของใหม่ในยุโรปจริง (ชั้นเดิมจริงๆ มีแต่คนชั้นสูงไปเที่ยวเล่น พักกับปราสาทคนชั้นสูงด้วยกัน ไม่ค่อยมาพักโรงแรม โรงแรมหรือโรงเตี๊ยมส่วนใหญ่เป็นแค่ที่พักคนเดินทาง ซึ่งไม่ได้เดินทางเพื่อไปเที่ยวมากเท่าเดินทางไปทำธุระ ค้าขาย ฯลฯ)

เพิ่งเมื่อหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษแล้ว คนชั้นกลางรวยขึ้น จึงเกิดอยากเที่ยวเล่นบ้าง

จำได้เลาๆ ว่า ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้านเอง ตอนหนึ่งก็ทรงเล่าถึงคณะทัวร์พวกนี้ จำไม่ได้ว่าพระเจ้าไกเซอร์เยอรมันหรือใครเล่าถวายพระองค์ แต่ให้ภาพในทางลบจากสายตาของชนชั้นสูงยุโรปเดิมว่า พวกชนชั้นกลางมาเที่ยวกันเป็นฝูงๆ ปนๆ กันมาเป็นกลุ่มใหญ่ มีใครบ้างก็ไม่รู้ (สักแต่ว่ามีเงินก็มาเที่ยวได้ ไม่ได้ "มีชาติมีตระกูล" ทำนองนั้นนะครับ) จำได้ว่าทรงใช้คำในพระราชนิพนธ์ว่า "อยู่ข้างจะสำส่อน" - แปลว่าปนๆกันมั่วเท่านั้นนะครับ ไม่ได้แปลเลยเถิดไปถึงอย่างอื่น

เดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นของธรรมดาไปแล้ว และกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ นักท่องเที่ยวประเภทแบกเป้ผจญภัย ไม่ได้อาบน้ำสามวันก็ไม่เป็นไร (หนักกว่าคณะทัวร์ในสมัยพระองค์ท่านเสียด้วยซ้ำ) เดี๋ยวนี้ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีทั่วไป ทั้งที่ถนนข้าวสารในเมืองไทยและที่อื่นๆ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 27 ม.ค. 01, 05:35

เห็นเมนูคุณโสกันแล้วอยากอีเมล์แกงเขียวหวานกะผัดผักคะน้าไปให้จริงๆเลยค่ะ   น่าฉงฉานจัง

ดิฉันมีสองภาคค่ะ  ภาคหนึ่งมีลิ้นจรเข้  อะไรก็ได้ใส่ๆท้องลงไป    ถ้ากำลังหมกมุ่นเรื่องอื่นโดยเฉพาะอ่านหนังสืออยู่ละก็  
บางทีไม่สนใจซะด้วยว่าตักอะไรใส่ปาก  แต่อีกภาคเวลามีเวลามานั่งนึกถึงเรื่องอาหารละก็  จุกจิกเรื่องกินซะจนต้องหัดทำอาหารบางอย่างเอง  
ถ้าหาไม่ได้ที่ถูกใจจริงๆ  จากสมัยอยู่เมืองไทยที่จะใช้แรงไปซอกแซกหาร้านที่ทำได้ถูกใจมากกว่า  แต่อยู่หลังเขานี่  ปลงได้เรื่องหา  
เลยต้องมาทำเองค่ะ

พวกอังกฤษสมัยโน้นนี่ก็ช่างเที่ยวจังนะคะ  อย่างไปอิตาลี กรีก กันจนเป็นลำ่เป็นสัน  จำหนังเรื่องหนึ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือเรื่อง  Room with a
view รึไงเนี่ยค่ะ  ที่ Helena Bonham Carter เล่นเป็นสาวน้อยผู้ดีอังกฤษ ไปเที่ยวอิตาลีกับพี่เลี้ยงซึ่งทำตัวเป็นผู้ดีจัดมาก  ตัวพี่เลี้ยงเล่นโดย
Maggie Smith ซึ่งเป็นผู้ดีเก่าตกยาก  ต้องมาเกาะ เอ๊ย อาศัยญาติจึงได้เที่ยว  แต่มักเที่ยวไปกระแนะกระแหนพวกคนชั้นกลาง  ที่เธอมองว่า ตำ่
กว่า  ก็ไปดูถูกเค้าน่ะค่ะ   แม้กกี้ สมิธ เล่นบทแบบนี้ได้เจ็บแสบดีที่สุดเลยค่ะ

ดิฉันน่ะแบกเป้ไปเที่ยวกะแหม่มรูมเมตมาเยอะเหมือนกันนะคะ  สนุกดีออกค่ะ  จริงๆแล้วพวกนี้เค้าเป็นปัญญาชนกันเป็นส่วนมากนะคะ  
อย่างในอังกฤษเดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นธรรมเนียมไปเลยว่า  เด็กที่เรียนจบตรี  จะไปเที่ยวปีหนึ่งเต็มๆก่อน  แล้วค่อยกลับไปเรียนต่อใน graduate
school  สังเกตดูถ้าหน้าเด็กหน่อย  มักจะเป็นพวกแสวงหาโลก  และสมองเปิดกว้างมากกว่า  เค้ามาเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิต  แล้วก็กลับไปเรียนต่อ  
แต่ถ้าหน้าแก่แล้วนี่  หลายๆคนก็กลายเป็นพวกเขี้ยวลากดินไปแล้ว  บ้างก็เที่ยวตะลอนๆไปอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายอะไร  รอเช็คจากบ้านไปวันๆ  
พวกนี้ห่างไว้ละดีค่ะ
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 27 ม.ค. 01, 06:24

Sorry to leave you out of our discussion na ka Khun Jor.  I know you can't read Thai fonts while you're in France.  However, you'd be better off not reading what we're talking about anyway.  It's full of sinfully delicious Thai food that it'll torture you instead na ka.
บันทึกการเข้า
โสกัน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 27 ม.ค. 01, 07:50

ขอบคุณคุณพวงร้อยครับ ที่แสดงน้ำใจ
ผมไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าคนไทยในUK จะอดหยากอาหารไทยเหมือนผมนะครับ
สมัยก่อนนู้นหาเครื่องปรุงอาหารไทยยากมาก
ใบมะกรูดตากแห้งที่ซื้อมาจากร้านจีน ใช้ทำอาหารได้หลายรอบ ทำแกงหม้อใหญ่ทานได้เป็นอาทิตย์ พอหมดหม้อก็เอาใบมะกรูดไปล้างตากแห้งใช้ได้อีก ผักบุ้งจีนสดก็พอมี แต่ก็ต้องรอวันพฤหัส ที่จะมีส่งมาจากฮอลันดาอาทิตย์ละหน หลังๆ มีคนไทยคนจีนหัวไส ซื้อบ้านที่มีสระว่ายน้ำในบ้าน ปลูกผักบุ้งขาย

เดี๋ยวนี้มีเครื่องปรุงอาหารไทยมากมาย ไม่ว่าที่เจอราด สตรีทในไชน่าทาวน์  Earls Courtหรือแถว"ปากน้ำ" (Bayswater) ในห้างSelfridges ก็ยังมีเลยครับ แม้ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเมืองที่คุณพวงร้อยอยู่ (เดาเอาว่าอยู่ในภาคตะวันตกของสหรัฐ)

ผมเป็นคนขี้เกียจเข้าครัว และขาดพรสวรรค์ในการทำอาหารทุกเชื้อชาติ
แต่ชอบและรับประทานได้ไม่จำกัดสัญชาติครับ เรียกว่ากินง่าย แต่เรื่องความเป็นอยู่มีคนว่าพิถีพิถันมากไป
บันทึกการเข้า
พวงร้อย
สุครีพ
******
ตอบ: 904


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 27 ม.ค. 01, 13:44

แหม ถ้าคุณโสกันอยู่ใกล้ๆก็คิดว่าจะชวนมาโจ้ข้าวตำรับมั่วเอาเองน่ะค่ะ  อิอิ  ลองบอกมาทางเมล์ก็ได้นะคะ  ว่าอยู่ที่ไหน  เผื่อมีโอกาสผ่านมาเมื่อไหร่  
จะได้ไปเชลชวนชิมกันให้สะใจเลยค่ะ ที่  pkhamriang@hotmail.com นะคะ

สมัยที่ดิฉันมาใหม่ๆ  ไปที่ห้องสมุดก็แปลกใจที่เห็นมีตำรากับข้าวเยอะแยะไปหมด  ดิฉันก็ไปยืมหนังสือพวกตำรากับข้าวของชาติต่างๆมาทำ  
ด้วยความที่อยากลองแต่กระเป๋าแห้ง  อ่านศัพท์ตำรากับข้าวก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง   แถมไม่รู้ด้วยว่าอาหารพวกนี้รสชาติควรจะเป็นอย่างไร  
ก็มั่วกันเละไปเลยน่ะค่ะ   ดิฉันมาอยู่กับแหม่มรูมเมตจากเมืองไทยอยู่พักใหญ่  แม่เค้าก็ชอบสะสมตำรากับข้าว  
จริงๆแล้วถ้าไปอ่านพวกตำรากับข้าวที่เขียนได้ดีๆนี่ จะได้อะไรมากเลยค่ะ  ดิฉันเคยอ่านพระราชหัตถเลขาเรื่อง บรรทึกความหิว มาตั้งแต่เด็ก  
แต่ก่อนนั้นยังไม่รู้สึกเท่าไร  จนมาอยู่เมืองนอกเองนั่นแหละถึงได้เข้าใจว่าความรู้สึกแปลกแยกจากรสชาติอาหารมันเป็นเช่นไร

อาหารฝรั่งนี่  เค้าอาศัยแต่ พวกกลูตาเมต  ก็สารประเภทเดียวกับผงชูรสน่ะค่ะ  แต่มีโดยธรรมชาติ  ในอาหารประเภทเนื้อ  เนยแช็ง และเห็ด  
ส่วนเครื่องปรุงรสของเค้านี่ ยังพัฒนาไปได้ไม่มากเท่าของบ้านเรา  เพราะมันจะเป็นพืชพวก aromatic  อย่าง พริก กะเพรา กระชาย ข่าตะไคร้
ใบมะกรูด ฯลฯ ที่ปลูกได้แต่ในเขตร้อนเท่านั้น  ความจำกัดของเขาทำให้เครื่องปรุงรสมีแต่ เกลือ กับพริกไทยเป็นหลัก  แม้แต่อาหารฝรั่งเศสเอง  
ที่ถือกันในโลกตะวันตกว่า  เป็นอาหารที่อร่อยหรูเลิศวิไลซ์ที่สุด  แต่ดิฉันว่ารสชาติของมันไม่ complex เท่าอาหารในเขตร้อน  
ด้วยความจำกัดของเครื่องปรุง  อาหารฝรั่งอาศัยโมเลกุลของไขมัน  ที่เกาะติดปุ่มรับรสได้นาน ไม่ยอมปล่อย  
จึงทำให้การกระตุ้นปุ่มรับรสคงอยู่ได่้นาน  แต่ อนิจจา  เครื่องปรุงของเค้า  ก็อาศัยแต่ เกลือ พริกไทย
และสารกลูตาเมตจากพวกเนื้อที่ว่าข้างบนเท่านั้นเองค่ะ  มันไม่จีรังยั่งยืนเท่าประดาเครื่องปรุงบรรดามีในอาหารไทย  อย่างเทียบกันไม่ติดเลยค่ะ

ประสาทการรับรสของคนเรา  ประกอบด้วยปุ่มรับรสบนลิ้น  ที่แยกเป็นกลุ่มรับรส หวาน เค็ม เปรี้ยว  ขม  แยกกันไป  
ก็จำไม่ได้แล้วว่าตรงไหนรับรสอะไร  จำได้แต่ว่า  ส่วนที่โคนลิ้น เป็นที่รับรสขม  แต่นอกจากนี้แล้ว  ยังมีประสาทรับกลิ่น  
ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกถึงความอร่อยได้  ก็ดูเวลาเป็นหวัดนั่นปะไร  จะทานอาหารไม่ค่อยอร่อย  เพราะประสาทรับกลิ่นไม่ทำงาน

ในอาหารฝรั่งมักจะมีแต่เค็มๆมันๆ  หรือหวานๆมันๆ ประสาทรับรสของเราก็ตื่นเต้นช่วงตื้นๆเท่านั้นแหละค่ะ  กับรสชาติสองมิติพวกนี้  
ไม่เหมือนอาหารไทย ที่มีครบทุกรส  ทั้งส่วนผสมที่ให้รสเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด ทั้งให้ทุกส่วนของปุ่มรับรสบนลิ้นถูกกระตุ้นไปหมด  
ลิ้นมันจะผลักดันอาหารไปทางไหน  ก็มีส่วนที่ไปกระตุ้นปุ่มรับรสในทุกๆที่บนลิ้น  แถมยังมีเครื่องปรุงกลิ่นที่กระตุ้นนาสิกประสาทอีกด้วย  
ประสาทส่วนที่บอกรับและกลิ่น  เลยถูกกระหน่ำจากทุกๆด้าน  จนต้องสยบต่อรูป รส กลิ่น (อาจจะมีเสียงหวานๆด้วย)  ดั่งนี้แล  
ฝรั่งที่ไม่เคยทานอาหารไทยมาก่อน  ประสาทรับรส รู้จักแต่เพียง รับรส ทีละอย่าง ทีละด้าน ทีละคำ  ระดับเด็กประถม  
พอมาเจอศึกทุกๆด้านระดับมหาวิทยาลัยจากอาหารไทย  ก็ยอมจำนนทุกราย  เพระเหตุฉะนี้ อาหารไทย จึงเป็นที่นิยมมากค่ะ

ดิฉันก็ชอบลองอาหารของชาติต่างๆ  มีโอกาสก็ละไม่ได้ต้องลองทานดูทุกๆอย่าง  แต่ที่ทานๆมา  ทั้งอาหารแขก ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ  
ไม่มีอาหารชาติใดที่ กระหน่ำ ประสาทรับกิเลสทุกๆด้านพร้อมๆกัน ทั้ง รูป รส กลิ่น เท่าอาหารไทยเลยค่ะ  

อาหารฝรั่ง  ต่อให้หรูวิไลเลิศสมันตันขนาดไหน  ทานได้ไม่กี่คำก็กร่อยหมดแล้วค่ะ เพราะประสาทเมื่อถูกกระตุ้นไปนานๆมันก็ด้านเข้า  
เมื่อของเค้ากระตุ้นที่เดียวที่เดิมไปนานๆมันก็หมดอร่อยไปได้  สำหรับประสาทรับรสและกลิ่น  ที่ชินกับสิ่งกระตุ้นหลากหลายอย่างของคนไทย  
ดิฉันจึงคิดว่า  พระพุทธเจ้าหลวงของเรา ทรงมีประสาทรับรส แลกล่ิน ที่ได้รับการกระตุ้นจากอาหารชาววังอยู่เป็นนิจสิน  เมื่อทรงรับอาหารฝรั่ง  
ที่ไม่สามารถกระตุ้นให้ทรงได้รับรสแลกลิ่นที่ทรงคุ้นเคยอยู่เนืองๆ  จึงทรงเสวยอะไรไม่อร่อย  เพราะความที่ "เครื่องไม่ถึง" น่ะค่ะ  
ดิฉันเคยอ่านพระราชหัตถเลขาเหล่านี้ตอนเด็กๆ  ก็ไม่เข้าใจ  จนเมื่อมาอยู่เมืองนอก  ได้ประจักษ์ด้วยตัวเอง  จึงได้เข้าใจ

มาใหม่ๆ  เพื่อนแหม่มพาไปทานอาหารเม็กซิกัน  ที่เค้าลือเลื่องกันนักหนาว่าอร่อยสุดๆ  ดิฉันไปทานเข้า  ก็ไม่ชอบเลย เพราะเครื่องปรุงของเค้า
primitive มาก มีแค่ เกลือ กับ พริก เท่านั้น  บอกเพื่อนว่า มันเผ็ดก็จริง  แต่ก็เหมือนกับกลืนเทียนจุดไฟไปเท่านั้น  พอให้ร้อนๆลิ้น  
แต่ไม่มีรสชาติอื่นให้ประทับโสตนาสิกประสาทรับรสเลย   ลิ้นของดิฉันที่คุ้นกับส่วนผสมของรสหลากหลาย กับกลูตาเมตเช่น จากนำ้ปลา ซีอิ๊ว  
และปุ่มรับรสที่เคยแอ็คทีฟมาก่อน  เมื่อได้รับการกระตุ้นไม่พอ  ทานอะไรก็ไม่อร่อยเลยค่ะ  จึงรู้สึกตลอดมาว่า  อาหารฝรั่งต่อให้วิเศษแค่ไหน  
ก็อร่อยอยู่สองสามคำแรกเท่านั้น  ทานไปๆก็ฝืดก็เผือไปหมดเหมือนๆกันเลย  ยิ่งพวกมันๆเลี่ยนๆนี่  รำคาญลิ้นเต็มประดา  
ค่าที่มันติดพันไม่ยอมหลุดจากปุ่มรับรสน่ะค่ะ  ความที่ลิ้นเราเคยกับเครื่องปรุงที่ละลายได้ในนำ้  แต่มีความรุ่มรวยในความหลากหลาย  
ปุ่มรับรสส่วนต่างๆก็ซาโน่นโหมนี่ คำต่อมาก็มีส่วนประกอบต่างๆที่ผลัดกันกระตุ้นส่วนต่างๆกันบนลิ้น  ความหลากหลายในรสสัมผัส
บวกกับกลิ่นหอมกรุ่นละมุนจมูกคละกันไป  ทำให้รสชาติของอาหารไทย หาอาหารชาติใดเทียบได้ยากค่ะ  เลยได้ "อิน" กับพระราชนิพนธ์เข้า  
เมื่อมาประสบด้วยประสาทสัมผัสของตัวเองน่ะค่ะ
บันทึกการเข้า
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 27  เมื่อ 27 ม.ค. 01, 18:59

... So sad I couldn't read Thai...



As Khun Poungroi said, I do miss Thaifood a lot...

although there are a lot of nice Chinese and European resturants here.

( not expensive one ... ha ha ha)



Nevermind, I still happy with France student restaurant Krab... HeHeHe ยิ้ม
บันทึกการเข้า
โสกัน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 28  เมื่อ 28 ม.ค. 01, 08:33

ขอบคุณคุณพวงร้อย สำหรับน้ำใจที่แสดงออกมา มีโอกาศเมื่อไร เชิญเลยครับ เรื่องขวนชืมนี่ชอบอยู่ แล้ว
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง