ไทสยาม.... ภาษาลูกครึ่ง

<< < (3/7) > >>

pakun2k1d:
ติดตามคุณติบอมาหลายกระทู้  อ่านแล้วคิดได้ว่า  คนจำนวนมากติดอยู่กับการจำแนก จัดกลุ่ม แยกประเภท จนลืมไปว่า  เราทั้งหมดทุกตัวคนไม่ว่าจะเชื้อชาติวัฒนธรรมใดก็เป็นมนุษย์ปุถุชนเหมือนกันทั้งสิ้น  การจัดจำแนก แยกประเภทก็เป็นไปเืพื่อการเรียก กล่าวขาน ให้หมายรู้ตรงกัน  หรือเพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งเท่านั้นเอง  ไม่ใช่เพื่อยึดมั่นถือมั่นตัวตนนั้น ๆ ซักกะหน่อย  ส่วนคุณติบอไม่ลืมก็มาช่วยกระตุกกระตุ้นให้เราระลึกได้ จำไว้ ใส่ใจกันหน่อย  ใช่ไหมค่ะคุณติบอ

ยังขอตามต่อทุกกระทู้ค่ะ  ชัดเจนและตรงประเด็น  ก็ดูแรง ๆ หน่อย  ธรรมดาค่ะ  ดิฉันก็รักประเทศไทย และคนไทยไม่ขัดข้องขุ่นเคืองใจแต่ประการใด

ขอแถมนิดหนึ่งค่ะ  จำปากคำเขามาค่ะว่า  เราไม่เป็นกบในกะลาแล้ว  เพราะเปลี่ยนไปอยู่ในปี๊บแทน

ติบอ:
ขอบพระคุณท่านมานิต และคุณป้ากุนครับที่ยังติดตามกันอยู่
หลังจากที่หายไปสองสามวัน ผมได้ลองหาบทความเก่าๆ
เรื่องเกี่ยวกับสังคมเหยียดผิวในอเมริกันดู...
ในที่สุด หลายเรื่องตรงกับที่คิดไว้ คือ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วได้
เขาสรุปว่า ปัญหาแบบนี้ แก้ได้ 2 ทาง คือ


1.) สร้างเด็กซะ แล้วรอให้คนที่โปรแกรมในหัวแข็งแล้ว die out ออกไป

2.) สนับสนุนให้สังคมรักการอ่าน ไม่กลัวการอ่านงานเขียนเชิงวิชาการ
และผลิตงานเขียนเชิงวิชาการที่อ่านง่าย เช่น หนังสือเด็ก เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มนึงที่ผมประทับใจมาก ชื่อ "How can they fly to the sky ?"
หน้าปกเป็นการ์ตูนรูปปีเตอร์แพน ซุปเปอร์แมน กับอาละดินนั่งพรมวิเศษ
แต่ข้างในเล่าวว่าความคิดเรื่อง "การบินในนิทาน" ของแต่ละชาติเป็นยังไงบ้าง....
อ่านดูแล้ว... วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกชัดๆครับ แค่เขาเอามาย่อยให้เด็กอ่านเท่านั้นเอง
(เผลอๆ นิสิตที่เรียนวรรณคดีเอาไปใช้เป็นหนังสืออ้างอิงได้ด้วยซ้ำ)

3.) สนับสนุนการท่องเที่ยวต่างประเทศในลักษณะที่เป็นไปอย่างเข้าใจ
เมื่อเราเห็นว่าเขาไม่ต่างจากเรา เรากับเขามีอะไรเหมือนๆกัน
ในที่สุด เราก็จะให้เกียรติเขาขึ้นมาเอง

แต่ดูเหมือนว่า 3 เรื่องนี้ยังไม่ชัดเท่าไหร่ในสังคมไทย...
และที่เกิดขึ้นชัดเจนกว่านั้นคือการ "ทะเลาะกับตัวเอง"... ครับ
แค่ผู้หญิงไทยคนไหนเอาฮิยาบมาคลุมหัว.... หลายคนก็ตั้งแง่เสียแล้ว



แต่สำหรับอเมริกัน เรื่องนึงที่น่าแปลก คือ ทุกวันนี้วัฒนธรรมเขาค่อนไปทางผิวสีครับ
เช่น
- เพลงแนว americanization หลายแนว
เช่น R&B, Jazz, Soul เป็นดนตรีที่พัฒนามาจากคนผิวสีเป็นพื้นฐานครับ...

ติบอ:
เริ่มต้นเรื่องทฤษฎีทางภาษา....



เรื่องแรกที่ต้องอธิบายให้เข้าใจ คือ
"ภาษา 2 สกุล ผสมกันได้"


ถามว่าผสมกันได้อย่างไร ?
คำตอบคือ "เพราะคนมันปนกัน"


ตัวอย่างเช่น คนฮ่องกง เป็นต้น
เพราะประเทศมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง
พื้นฐานประชากรหลักเป็น "จีน"
แต่ระบบการจัดการสังคมตั้งต้น (ทั้งการเมืองและการศึกษา)เป็น "อังกฤษ"





มาดูกันดีกว่า เราเห็นอะไรได้บ้างจากคนฮ่องกง ?
อย่างแรก... หน้าตาส่วนมากก็ "อาตี๋ อาหมวย"
พออายุเยอะหน่อยก็กลายเป็น "อาเจ็ก อาแปะ อาม้า อาซิ่ม" ไปตามเรื่อง

มาดูเรื่องอื่นดีกว่า.... ภาษาที่เขาใช้ละ
ส่วนมากคนฮ่องกงอายุซัก 40 หรือ 50 ปีขึ้นไปจะพูด 3 ภาษาครับ
คือ
- ภาษาจีนกลาง
- ภาษาอังกฤษ
- ภาษาจีนท้องถิ่นจากบ้านเกิดของบรรพบุรุษ


แต่ถ้าอายุน้อยกว่านี้ลงมา... เขาพูดกันกี่ภาษา ?
มีบ้างครับ ที่จะยังพูด 3 ภาษาเท่าเดิม
แต่ก็มีอีกหลายคนครับ ที่เหลือแค่ 2...
คือ เลิกพูดภาษาบรรพบุรุษไป 1 ภาษา



แล้วคนฮ่องกงตั้งชื่อตัวเองเป็นภาษาอะไรหว่า ?
ส่วนมาก "ภาษาอังกฤษ" ครับ...
เอาล่ะสิ ทำไมหน้าตี๋ พูดจีนคล่องปรื๋อ...
แต่ตั้งชื่อภาษาอังกฤษล่ะ ?

คำตอบคือ เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญกว่าคนฮ่องกง
ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ ตะวันตกเข้ามาอย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่า
แทรกตัวเองเข้าสู่สังคมฮ่องกงทั้งการยึดครองดินแดน การเมือง ศาสนา และการศึกษา
ที่สำคัญ... การใช้ภาษาอังกฤษได้ทำให้คนฮ่องกงรู้สึกว่า
ตัวเองเหนือกว่า "คนจีนอื่นๆ" ในแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษตัวเอง... ครับ
ถ้าดูจากภาษาที่พูดแบบนี้... คนฮ่องกงก็เป็น bilingual หรือคนที่เป็นเจ้าของภาษา 2 ภาษาครับ



เรามาดูดีกว่า ว่าเกิดอะไรกับภาษาอังกฤษ และจีน ของคนฮ่องกงบ้าง
อย่างแรก ภาษาอังกฤษเขาสำเนียงไม่เหมือนตะวันตก... แน่ล่ะครับ
การออกเสียงแบบภาษาจีน ถ้าปนเข้ากับภาษาอังกฤษ.... มันต้องไม่เท่ากันแน่
อย่างที่สอง ภาษาทั้ง 2 ภาษาในปากคนฮ่องกง "ปนกัน" ครับ
การปนกันแบบนี้... เกิดจากความสามารถในการใช้ภาษาทั้ง 2 ภาษา
คำหลายๆคำจะถูกปนเข้าหากันโดยสังคมฮ่องกงก็จะยังเข้าใจภาษาเดิมของเขาอยู่

ติบอ:
ทีนี้กลับมามองตัวเราเองบ้าง
เอาขั้นแรก ที่คล้ายกับฮ่องกงหน่อย... "ลูกคนจีนในแผ่นดินไทยก่อน"
โดยส่วนตัว ผมเป็นคนแต้จิ๋ว ก็คุ้นกับภาษาแต้จิ๋วมากกว่าภาษาอื่นๆ
ถ้ายกตัวอย่างเป็นภาษาแต้จิ๋วเป็นหลัก... คนจีนกลุ่มอื่นๆอย่าค้อนเอานะครับ

เรื่องทำนองเดียวกันกับในฮ่องกง...
ก็เกิดกับคนแต้จิ๋วในประเทศไทยเหมือนกันครับ

เพราะเมื่อพูดภาษาไทยมานานๆเข้า
คนแต้จิ๋วก็ "มีชื่อไทย - นามสกุลไทย" นานไปอีกหน่อย
ก็ทั้งไหว้เจ้า ทั้งตักบาตร ทั้งเข้าวัดไทย
แล้วก็กรอกใบเกิดลูกและบัตรประชาชนตัวเองว่า นับถือศาสนา "พุทธ"
ทั้งๆที่ตัวเองนับถือ "ผีบรรพบุรุษ" มาก่อนในอำเภอแต้จิ๋ว

ที่สำคัญ ภาษาแต้จิ๋วในไทยปัจจุบัน "ปนภาษา" กับภาษาไทยด้วย





เช่น เมื่อนานมาแล้วมีการถามกันว่า
คำว่า "หลกท่ง" หรือ "หลกท่งจี" ซึ่งเป็นคำด่าภาษาแต้จิ๋ว
เป็นคำภาษาจีน หรือคำยืมภาษาไทย.... ?
เพราะจะลากให้ไปทางไหนก็น่าจะได้ทั้ง 2 ทาง

ผมลองตรวจดูด้วยวิธีง่ายๆ คือ e-mail คุยกับญาติที่สิงคโปร์
และเพื่อนที่เป็นคนแต้จิ๋วในฮ่องกง.... ปรากฏว่าทั้ง 2 ที่ไม่ใช้ครับ
มีคนแต้จิ๋วในประเทศไทยใช้อยู่ที่เดียว...

สรุปจากข้อมูลพื้นฐานได้ว่า
1.) คำนี้น่าจะเป็นคำยืมจากภาษาไทย

หรือ

2.) เป็นคำภาษาแต้จิ๋วที่เกิดการสร้างคำขึ้นในประเทศไทย
โดยกลุ่มคนแต้จิ๋วที่สร้างคำๆนี้ขึ้น ไปยึดเอาคำว่า "ดอกท_ง" ในภาษาไทยเป็นพื้นฐาน
แล้วตั้งใจให้ความหมายและเสียงตรงกันกับภาษาไทย ครับ



ถ้าถามต่อว่า แล้วคำที่กินความเท่ากับคำๆนี้ในภาษาแต้จิ๋วเดิมมีมั้ย ?
คำตอบคือมีครับ... แต่ปัจจุบันกินความไม่เท่ากันแล้ว
เพราะเมื่อ "คำยืม" ปนภาษาเข้าหากันจนเป็นเนื้อเดียว
แต่ละคำจะไปมีหน้าที่ของมันเอง ต่างกันเล็กน้อย
แต่ถ้าพิจารณาดีๆ ก็อาจจะพอเข้าใจได้ ว่า 2 คำนี้กินความเท่าๆกัน

ลักษณะแบบนี้ ภาษาศาสตร์แบบสังคมวิทยา...
จะไม่เรียกว่า "การยืม" แต่จะใช้คำว่า "การปนภาษา" แทน




ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นภาษาไทยนะครับ (จะได้ไม่งง)
มีคำ 3 คำ ที่กินความเท่าๆกันในภาษาเดิม คือ

- ขวัญ (ภาษาเขมร)
- ผี (ภาษามรดกไทเดิม)
- วิญญาณ (ภาษาบาลี-สันสกฤต)

3 คำนี้ถ้าเทียบกลับไปก็จะได้ความหมายเท่าๆกันในภาษาเดิม
หรือในปัจจุบัน เราก็ยังพอรับรู้ได้ว่าคำ 3 คำนี้กินความเท่าๆกัน


แต่ลองนึกดูว่าถ้าเราเอามาใช้แทนกันในบางกรณี... เช่น
มีนักข่าวท่านหนึ่ง ชื่อคุณ "สู่ขวัญ".... เอาคำอื่นมาใช้แทนได้มั้ยครับ ? ::)




อีกซักตัวอย่างนะครับ
- โรงเรียน (ภาษาเขมร)
- สถานศึกษา (ภาษาบาลี-สันสกฤต)


ถ้าผมให้เลือกว่าอันไหนผิดอันไหนถูก ระหว่าง
- โรงเรียนเป็นสถานศึกษาประเภทหนึ่ง
- สถานศึกษาเป็นโรงเรียนประเภทหนึ่ง


ทั้งๆที่ 2 คำนี้กินความเท่าๆกันเลยครับถ้าแปลกลับไปในภาษาเดิม
แต่คนอ่านก็จะยังแอบๆรู้สึกอยู่ดีว่า 2 ประโยคข้างบน มีที่น่าจะผิด 1 อัน และ ที่น่าจะถูกอีก 1 อัน

ที่เป็นแบบนี้เพราะ "ทั้ง 2 คำเป็นคำไทย" ไปแล้ว
และ "สังคมไทยจัดตำแหน่งใหม่ให้คำ" ไปแล้ว เช่นกัน




แต่ก่อนจะภูมิใจในความเป็นไทยไปกว่านั้น
ต้องไม่ลืมว่า "เราไม่ได้คิดขึ้นเองแต่แรก" อยู่ดีนะครับ

manit peuksakondh:
1. ขอบคุณที่เขียนต่อ ผมขอเล่าประสบการนอกเรื่องนิดเดียวครับ ตอนผมโดนเนรเทศไปที่อเมริกา ได้เห็นชีวิตคนผิวสี ได้สัมผัสกับท่วงท่าวาจาของเขา ได้เห็นการแบ่งแยก เช่น บางแห่งเขียนไว้เลยว่า off limit ผิวเหลืองๆอย่างผมก็เข้าไม่ได้ แต่ในสถานที่ที่ผมโดนกักกัน ไม่มีครับ เสมอภาดกัน การแบ่งผิว (เท่าที่เห็นเขาแสดงออก)ไม่เห็นอย่างเด่นชัด ผมก็คลุกอยู่กับทั้งสองผิว เล่นกีฬากับทั้งสองผิว ตอนหลังก็เป็นหัวหน้าทีมของสถานกักกันที่มีลูกทีมเป็นทั้งสองผิวด้วยครับ แสดงว่าเขาแก้ปัญหาของเขาจากเด็กแล้วอีกไม่นานก็จะขยายออกไปยังสังคมอื่น
2.ขอนอกเรื่องอีกนิดครับ คือผมเคยโดนเนรเทสไปบางที่ ที่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งมาก่อน ภาษาฝรั่งเขาดีกว่าเรา  แต่ที่เห็นชัดๆก็คือ เขาไม่ค่อยเชื่อกับความภูมิใจของเราที่ว่า "ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใครมาก่อน"
3.ตกลง เราเคยเป็นเมืองขึ้นใครไหมครับ
มานิต

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว