เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
อ่าน: 7687 ไทสยาม.... ภาษาลูกครึ่ง
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


 เมื่อ 19 พ.ย. 09, 08:29

สืบเนื่องจากกระทู้เจ้าปัญหาเรื่องพระวิหาร
ผมเห็นว่ายังมีคุณasia และคุณvirain
ที่ยังสนใจเรื่องทฤษฎีทางภาษาอยู่
จึงขออนุญาตมาเปิดกระทู้ใหม่เรื่องภาษาไทสยามนะครับ

ก่อนจะเริ่มต้นอะไรทั้งหมด ขอชี้แจงว่า
1. ทฤษฎีทางภาษาที่จะพูดถึง เป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน
และแปลกใหม่กว่าทฤษฎีที่แบ่งภาษาออกจากกันเป็นสกุลๆ
2. เพื่อความเข้าใจของผู้อ่าน ผมจะไม่ดำเนินเรื่องให้ไวนัก
และอยากให้กระทู้นี้อยู่ในข่าย ถาม-ตอบ
คือ ผมจะโพสต์ข้อความไปทีละท่อน(ไม่เกิน 2 - 3 ความคิดเห็น)
ถ้าท่านผู้อ่านมีอะไรสงสัยก็ขอให้กรุณาถามทันทีนะครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 19 พ.ย. 09, 08:42

ก่อนจะเริ่มเรื่องภาษาขอม-ภาษาไทย
ผมขออนุญาตชวนคุยเรื่องอื่นๆก่อนเพื่อความเข้าใจมากขึ้น



เรื่องแรกที่อยากชวนคุย คือ "พื้นที่ของวัฒนธรรม"

อย่างแรก วัฒนธรรม สืบทอดโดย "กลุ่มคน"
เป็นสิ่งที่เรา "สมมุติขึ้นเพื่อจัดกลุ่ม" ในการศึกษา, เรียนรู้, ทำความเข้าใจ และอธิบายสังคม
ที่จริงเราไม่ต้องสมมุติให้.... สิ่งที่เราเรียกว่า "วัฒนธรรม" ก็จะดำเนินไป
และไปโดยที่เราไม่ต้องไปศึกษามันก็ได้...
โดยสังคมจะย้ายจากวัฒนธรรมหนึ่งไปสู้อีกวัฒนธรรมหนึ่ง ก็ได้

ด้วยเหตุนี้ "พื้นที่" ของแต่ละวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา
อาจจะมีขนาดไม่เท่ากันได้... เพราะสังคมมีสิทธิ์ "ย้าย" วัฒนธรรมอยู่เสมอ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 19 พ.ย. 09, 09:02

เรามาดูกันก่อนดีกว่า ว่า "วัฒนธรรมขอม" (ที่เราสมมุติเรียกกัน)
มัน "กว้าง" ซักแค่ไหน "ในประเทศไทย"

ของอย่างแรกที่พูดถึงปุ๊บ คนส่วนมากจะนึกถึงวัฒนธรรมขอมทันที คือ "ปราสาทหิน"
หรือถ้าจะพูดให้ถูกกว่า(เพราะบางหลังก็สร้างด้วยอิฐ)... คือ "ปราสาททรงปรางค์"
เอาเฉพาะปรางค์ที่ "หน้าตาเหมือนในเมืองพระนคร" ก่อนนะครับ

จากหลักฐานทางศิลปะ... ปรางค์ขอมที่หน้าตาเหมือนในเมืองพระนคร
เริ่มผุดขึ้นทั่วภาคกลางและภาคอีสานตอนล่างของประเทศไทยปัจจุบัน
โดยประมาณ คือ ศิลปะ "บาปวน" ต่อด้วย "นครวัด" และ "บายน"
ซึ่งเป็น 3 ศิลปะสุดท้ายของวัฒนธรรมขอมสมัยเมื่องพระนคร
(ตามทฤษฎีวิวัฒนาการทางศิลปะ)



ถ้าพูดถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายคนคงพอนึกออกบ้างแล้ว
มาดูกันดีกว่า ว่าเราเจอปรางค์ใน 3 ศิลปะนี้ในภาคกลางที่ไหนบ้าง
เหนือสุด.... ศรีเทพ, สุโขทัย
ตะวันตกสุด..... พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพม่าตอนล่าง
(ปราสาทเมืองสิงห์ หรือ วัดมหาธาติราชบุรีตัดทิ้งนะครับ)
ลงใต้ไปหน่อย คือ วัดกำแพงแลงที่เพชรบุรี

นอกจากนั้นยังเจอทับหลังในศิลปะบาปานที่ถูกทุบ
เอามาเป็นโกลนในของพระพุทธรูปที่วัดพระแก้วเมืองสรรค์ (ชัยนาท)
และที่ขาดไม่ได้ คือ "ละโว้" ซึ่งไปเดินขบวนกับเขาในระเบียงประวัติศาสตร์นครวัดด้วย



คงปฏิเสธไม่ได้.... ว่าทั้งหมดนี่คือพื้นที่ๆ "เป็นเจ้าของ" ภาษา "ไทสยาม" ในภายหลัง
เพราะออกจากนั้นไปจะใช้ภาษาถิ่นอื่นๆที่ห่างจากภาษาไทสยามกันไปหมดแล้วนะครับ




วันนี้ขออนุญาตหยุดเท่านี้ก่อนครับ
บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 19 พ.ย. 09, 09:18

1.ทำไมตัดทิ้งล่ะครับ(ปราสาทเมืองสิงห์ หรือ วัดมหาธาติราชบุรีตัดทิ้งนะครับ)
2.ความเร็วขนาดนี้พอไล่ตามไหวครับ
มานิต
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 19 พ.ย. 09, 09:26

ถ้าจะพูดถึง "ขอม" ตัดทิ้งไม่ได้หรอกครับท่านมานิต
หลักฐานจากศิลปะที่เหลือชี้ชัดมาก ว่า 2 แห่งนี้น่าจะสร้างตั้งแต่สมัยเมืองพระนครแล้ว
แต่ตัดทิ้งซะให้เห็นว่า 2 แห่งนี้อยู่ "ตะวันออก" กว่าในพม่าครับ
(ที่จริงคือหมู่นี้ผมมุขแป๊กบ่อยครับ... เลยพิมพ์ไว้เผื่อคนอ่านจะถามครับ ท่านมานิต)



งั้น... ของแถมสำหรับวันนี้ ถ้าผมจะพูดต่อไปว่า
"ถ้าเรานับประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ 'สุโขทัย' เป็นจุดเริ่มต้น....
บรรพชนขอมเขาสร้างปราสาทขอมอยู่เหนือพื้นที่นี้มาแล้วตั้งแต่พระร่วงยังไม่เป็นวุ้น..."
ท่านยังพอไล่ตามทันมั้ยครับ ?
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 20 พ.ย. 09, 10:05

เรื่องที่ 2 ที่จะต้องทำความเข้าใจต่อไป คือ
สกุลทางภาษา "เป็นสิ่งสมมุติ" ครับ
ที่ต้องสมมุติ เพื่อจัดกลุ่ม แบ่งประเภท
เวลาศึกษาจะได้เข้าใจง่ายขึ้น
ว่าอะไรอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

และไม่เกี่ยวกับ เชื้อชาติ หรือสัญชาติตามที่ตาเห็น
แต่เกิดจาก "ลักษณะทางโครงสร้าง" ของภาษา
เช่น ในครอบครัวคนแต้จิ๋วที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย
จะถือบัตรประชาชนเชื้อชาติไหนก็ได้ทั้งจีนและไทย
และจะพูดภาษาแต้จิ๋วได้หรือไม่ก็ได้
เพราะสังคมนอกบ้านเป็นสังคมคนพูดภาษาไทย
เขาก็มีสิทธิ์ย้ายภาษา และย้ายวัฒนธรรมเข้าสู่สังคมใหม่ เป็นต้น




ที่ย้ายสังกัดได้ เพราะสังกัดทางการปกครอง ก็เป็นสิ่งที่ถูกสมมุติขึ้นเช่นกัน
และสมมุติขึ้นอย่าง "เข้าใจได้ง่าย" กว่า สังกัดทางสังคม-วัฒนธรรม

เช่น... ลูกครึ่ง มีพ่อเป็นจีน มีแม่เป็นไทย เกิดเมืองไทย
มองจากสังกัดทางการเมือง - การปกครอง
อย่างแรกที่เขาจะได้ คือ "ใบเกิด สัญชาติไทย"
ส่วนเชื้อชาติ พ่อกับแม่ "มีสิทธิ์เลือกให้"
(คิดว่าคนอ่านกระทู้น่าจะเคยเห็นคนไทย แต่ "ใช้แซ่" มาแล้ว เป็นต้น)


ในทางกลับกัน สังกัดทางวัฒนธรรม
เป็นสิ่งที่กำหนดให้คนกลุ่มนี้ได้ยากมาก
เช่น จะกำหนดเป็น "คนจีนในประเทศไทย" หรือเป็น "คนไทยเชื้อสายจีน" ก็ได้...
แต่จะกำหนดลงไปชัดเจนเหมือนสังกัดทางการเมืองการปกครองไม่ได้
เพราะต้องขึ้นกับเกณฑ์ในการศึกษาและการกำหนดแต่ละกรณีไป
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 20 พ.ย. 09, 10:08

ที่จริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายมาก
เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา
ถ้าเราลองหาเวลาว่างให้ตัวเองสักนิด
แล้วคิดตาม จากตัวอย่างของคนรอบๆตัวเรา
เราจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ สังคมโลกยุคราวๆ 100 ปีที่ผ่านมา
เรายังไม่ทันได้คิดแบบนี้กัน.... และนี่เป็นปัญหาทางสังคมที่น่าตกใจ

เช่น มีคนผิวดำในสหรัฐอเมริกาเป็นล้านคน ที่รักประเทศ
รักษาผลประโยชน์ของประเทศชนิดที่เรียกว่า
เป็น American Nation เหมือนในหนังฝรั่งที่เราได้ดูกัน
บางคนเป็นนักผจญเพลิงที่ยอมเสี่ยงชีวิตไปช่วยคนผิวขาวในหน้าที่
และบางคนเป็นทหารที่ยอมเสี่ยงชีวิตไปสู่สมรภูมิสงครามเพื่อปกป้องประเทศ

แต่เมื่อหลายสิบปีก่อนคนอเมริกันผิวขาวก็เหยียดเขาว่าเป็น "ผิวดำ"... และให้สิทธิกับเขาน้อยกว่าคนขาว



อเมริกันเริ่มรู้ตัวเมื่อราวๆ 50 - 60 ปีที่ผ่านมา
ว่าเพื่อนร่วมชาติของเขากำลัง "ด่ากัน" ด้วย "ชาติพันธุ์" และ "ชื่อชนชาติ"
เช่น ใช้คำว่า Niger (ชาวไนจีเรีย) ด่า "คนผิวดำ" เป็นต้น
ชนชั่นนำของอเมริกันก็เริ่ม "ตกใจ" กับสิ่งที่คนในประเทศของเขาเป็นอยู่...

และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ถ้าใครคุ้นกับหนังสือเด็กของอเมริกา
จะเห็นว่าในหนังสือจะเต็มไปด้วยภาพของเด็กที่หน้าตาไม่เหมือนกัน
บางคนผิวขาว บางคนผิวดำ บางคนเป็นอเมริกันอินเดียน
และบางคนที่แยกไม่ออกว่าไปทางไหน ก็เป็นคนเลือดผสม.... ก็มี

นี่คือวิธีการที่สังคมอเมริกันเริ่ม "เปลี่ยน" โปรแกรมในสมองเด็ก...
เพื่อที่จะได้ "มีผู้ใหญ่" ที่คิดต่างออกไปจากกลุ่มที่ได้ชื่อว่า "เหยียดผิว"
ในที่สุด ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้... อเมริกาก็ได้มีประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของเขา
และถือเป็นจุดที่ประสบความสำเร็จสูงสุดสำหรับจุดหนึ่งในการแก้ปัญหานี้
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 20 พ.ย. 09, 12:13

ลองมาดูกันดีกว่า ว่าอเมริกาเขาแก้ปัญหาได้แล้ว....
เมืองไทยเป็นยังไงบ้าง ?


- ทำตัวลาวๆ
- อีลูกเจ๊ก
- อีกระเหรี่ยง
- อีแขกตัวเหม็น
- อีแหม่มกะปิ
ฯลฯ....

เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ยังเป็นคำด่าที่สังคมไทยพูดกันจนชินปากไม่เว้นแต่ละวัน
แล้วเราตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น... แล้วรึกยัง ฮืม




ถ้ายัง... ก่อนจะอ่านข้อมูลเชิงวิชาการ
เรามาดูเรื่องที่เราควรจะทราบกันก่อนดีกว่ามั้ย ?




ปัญหาประการหนึ่งของคนในแผนที่ประเทศไทยแห่งนี้...
คือ เราใฝ่หา โหยหา และหวงแหน...
ความ"เป็นไทย" กันตลอดเวลา
และคิดว่า "เป็นไทยต้องบริสุทธิ์" กัน

เราเริ่มต้นประวัติศาสตร์กันที่ "สุโขทัย"
หรือถ้าจะให้ก่อนนั้นก็ "พระเจ้าพรหม".....
เราอ้างกันว่าทั้งหมดที่เราพูดถึง "เขาเป็นไทย"
นี่มันจริงหรือ ?

ทุกวันนี้ ที่คนไทยเกือบจะลืมมหาราชองค์นี้แล้ว
ท่านยังทรงเป็นมหาราชของประเทศเพื่อนบ้านเราอยู่
และทรงเป็นอย่างแน่นแฟ้นเสียด้วย....

ประเทศ "ลาว" ครับ
ลาวที่เราพูดว่า "ทำตัวลาวๆ" นั่นแหละครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 20 พ.ย. 09, 12:23

"เราเป็นไทย เพราะเราเป็นแค่ไทย"
เราไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าชาติอื่นๆ
ที่ไม่เคยเสียเอกราชให้ต่างชาติเลย
เพราะทุกวันนี้เราเป็นอาณานิคมทางความคิดของตะวันตก
และก่อนหน้านั้นเราก็เป็นรัฐในอารักขาของจีนมาก่อน

เราต่างจากเขาที่เราสร้างระบบของเรา
สร้างมันมาเองโดยการไปเรียนรู้มาจากเขา
และภูมิใจอย่างคนที่ "สร้าง" มันขึ้นมาเอง....
เหมือนเด็กเล็กๆที่หัดวาดภาพ...
แล้วคิดว่าตัวเองก็เป็นศิลปินได้



ถ้าท่านผู้สนใจจะเข้ามาอ่านกระทู้
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกรับไม่ได้
ผมขอความกรุณาให้หยุดอ่านเถอะครับ

เท่านี้ผมก็ไม่รักประเทศชาติ
และทำร้ายจิตใจท่านมามากพอแล้ว...
อย่าเลื่อนลงไปอ่านต่อเลยนะครับ
ขอให้ผมได้พูดกับเฉพาะคนที่ยังรับได้จะดีกว่า
















เพราะสิ่งที่ผมจะฝากไว้ ก่อนจะทิ้งเรื่องของวันนี้ไว้ไป
คิดว่าหลายท่านที่เจ็บมาแล้วจากข้างบน
ถ้ามาเห็นเข้าคงจะเคืองอีก



เป็นคำพูดจากอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า

"ปัญหาที่แท้จริงของสังคมไทย คือ
กบที่อยู่ในกะลาเขาไม่ยอมออกจากกะลาหรอกครับ
ถ้าเราจะไปเปิดกะลาเขา คนพวกนี้จะรีบดึงกะลาลงมาครอบหัวตัวเองต้านเราทันที

...เพราะเขาจะรู้สึกว่าเขาไม่เหลืออะไรเลย"
บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 06:18

ผมอ่านดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไร เป็นข้อคิดของนักวิชาการท่านหนึ่ง ที่แสดงออกมา ผมอ่านแล้วก็คิดดาม ไม่ได้อ่านแล้วตาม ผมว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่านะครับ
มานิต
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 09:43

ติดตามคุณติบอมาหลายกระทู้  อ่านแล้วคิดได้ว่า  คนจำนวนมากติดอยู่กับการจำแนก จัดกลุ่ม แยกประเภท จนลืมไปว่า  เราทั้งหมดทุกตัวคนไม่ว่าจะเชื้อชาติวัฒนธรรมใดก็เป็นมนุษย์ปุถุชนเหมือนกันทั้งสิ้น  การจัดจำแนก แยกประเภทก็เป็นไปเืพื่อการเรียก กล่าวขาน ให้หมายรู้ตรงกัน  หรือเพื่อวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งเท่านั้นเอง  ไม่ใช่เพื่อยึดมั่นถือมั่นตัวตนนั้น ๆ ซักกะหน่อย  ส่วนคุณติบอไม่ลืมก็มาช่วยกระตุกกระตุ้นให้เราระลึกได้ จำไว้ ใส่ใจกันหน่อย  ใช่ไหมค่ะคุณติบอ

ยังขอตามต่อทุกกระทู้ค่ะ  ชัดเจนและตรงประเด็น  ก็ดูแรง ๆ หน่อย  ธรรมดาค่ะ  ดิฉันก็รักประเทศไทย และคนไทยไม่ขัดข้องขุ่นเคืองใจแต่ประการใด

ขอแถมนิดหนึ่งค่ะ  จำปากคำเขามาค่ะว่า  เราไม่เป็นกบในกะลาแล้ว  เพราะเปลี่ยนไปอยู่ในปี๊บแทน
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 23 พ.ย. 09, 11:04

ขอบพระคุณท่านมานิต และคุณป้ากุนครับที่ยังติดตามกันอยู่
หลังจากที่หายไปสองสามวัน ผมได้ลองหาบทความเก่าๆ
เรื่องเกี่ยวกับสังคมเหยียดผิวในอเมริกันดู...
ในที่สุด หลายเรื่องตรงกับที่คิดไว้ คือ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วได้
เขาสรุปว่า ปัญหาแบบนี้ แก้ได้ 2 ทาง คือ


1.) สร้างเด็กซะ แล้วรอให้คนที่โปรแกรมในหัวแข็งแล้ว die out ออกไป

2.) สนับสนุนให้สังคมรักการอ่าน ไม่กลัวการอ่านงานเขียนเชิงวิชาการ
และผลิตงานเขียนเชิงวิชาการที่อ่านง่าย เช่น หนังสือเด็ก เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มนึงที่ผมประทับใจมาก ชื่อ "How can they fly to the sky ?"
หน้าปกเป็นการ์ตูนรูปปีเตอร์แพน ซุปเปอร์แมน กับอาละดินนั่งพรมวิเศษ
แต่ข้างในเล่าวว่าความคิดเรื่อง "การบินในนิทาน" ของแต่ละชาติเป็นยังไงบ้าง....
อ่านดูแล้ว... วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกชัดๆครับ แค่เขาเอามาย่อยให้เด็กอ่านเท่านั้นเอง
(เผลอๆ นิสิตที่เรียนวรรณคดีเอาไปใช้เป็นหนังสืออ้างอิงได้ด้วยซ้ำ)

3.) สนับสนุนการท่องเที่ยวต่างประเทศในลักษณะที่เป็นไปอย่างเข้าใจ
เมื่อเราเห็นว่าเขาไม่ต่างจากเรา เรากับเขามีอะไรเหมือนๆกัน
ในที่สุด เราก็จะให้เกียรติเขาขึ้นมาเอง

แต่ดูเหมือนว่า 3 เรื่องนี้ยังไม่ชัดเท่าไหร่ในสังคมไทย...
และที่เกิดขึ้นชัดเจนกว่านั้นคือการ "ทะเลาะกับตัวเอง"... ครับ
แค่ผู้หญิงไทยคนไหนเอาฮิยาบมาคลุมหัว.... หลายคนก็ตั้งแง่เสียแล้ว



แต่สำหรับอเมริกัน เรื่องนึงที่น่าแปลก คือ ทุกวันนี้วัฒนธรรมเขาค่อนไปทางผิวสีครับ
เช่น
- เพลงแนว americanization หลายแนว
เช่น R&B, Jazz, Soul เป็นดนตรีที่พัฒนามาจากคนผิวสีเป็นพื้นฐานครับ...
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 23 พ.ย. 09, 11:38

เริ่มต้นเรื่องทฤษฎีทางภาษา....



เรื่องแรกที่ต้องอธิบายให้เข้าใจ คือ
"ภาษา 2 สกุล ผสมกันได้"


ถามว่าผสมกันได้อย่างไร ?
คำตอบคือ "เพราะคนมันปนกัน"


ตัวอย่างเช่น คนฮ่องกง เป็นต้น
เพราะประเทศมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง
พื้นฐานประชากรหลักเป็น "จีน"
แต่ระบบการจัดการสังคมตั้งต้น (ทั้งการเมืองและการศึกษา)เป็น "อังกฤษ"





มาดูกันดีกว่า เราเห็นอะไรได้บ้างจากคนฮ่องกง ?
อย่างแรก... หน้าตาส่วนมากก็ "อาตี๋ อาหมวย"
พออายุเยอะหน่อยก็กลายเป็น "อาเจ็ก อาแปะ อาม้า อาซิ่ม" ไปตามเรื่อง

มาดูเรื่องอื่นดีกว่า.... ภาษาที่เขาใช้ละ
ส่วนมากคนฮ่องกงอายุซัก 40 หรือ 50 ปีขึ้นไปจะพูด 3 ภาษาครับ
คือ
- ภาษาจีนกลาง
- ภาษาอังกฤษ
- ภาษาจีนท้องถิ่นจากบ้านเกิดของบรรพบุรุษ


แต่ถ้าอายุน้อยกว่านี้ลงมา... เขาพูดกันกี่ภาษา ?
มีบ้างครับ ที่จะยังพูด 3 ภาษาเท่าเดิม
แต่ก็มีอีกหลายคนครับ ที่เหลือแค่ 2...
คือ เลิกพูดภาษาบรรพบุรุษไป 1 ภาษา



แล้วคนฮ่องกงตั้งชื่อตัวเองเป็นภาษาอะไรหว่า ?
ส่วนมาก "ภาษาอังกฤษ" ครับ...
เอาล่ะสิ ทำไมหน้าตี๋ พูดจีนคล่องปรื๋อ...
แต่ตั้งชื่อภาษาอังกฤษล่ะ ?

คำตอบคือ เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญกว่าคนฮ่องกง
ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ ตะวันตกเข้ามาอย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่า
แทรกตัวเองเข้าสู่สังคมฮ่องกงทั้งการยึดครองดินแดน การเมือง ศาสนา และการศึกษา
ที่สำคัญ... การใช้ภาษาอังกฤษได้ทำให้คนฮ่องกงรู้สึกว่า
ตัวเองเหนือกว่า "คนจีนอื่นๆ" ในแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษตัวเอง... ครับ

ถ้าดูจากภาษาที่พูดแบบนี้... คนฮ่องกงก็เป็น bilingual หรือคนที่เป็นเจ้าของภาษา 2 ภาษาครับ



เรามาดูดีกว่า ว่าเกิดอะไรกับภาษาอังกฤษ และจีน ของคนฮ่องกงบ้าง
อย่างแรก ภาษาอังกฤษเขาสำเนียงไม่เหมือนตะวันตก... แน่ล่ะครับ
การออกเสียงแบบภาษาจีน ถ้าปนเข้ากับภาษาอังกฤษ.... มันต้องไม่เท่ากันแน่
อย่างที่สอง ภาษาทั้ง 2 ภาษาในปากคนฮ่องกง "ปนกัน" ครับ
การปนกันแบบนี้... เกิดจากความสามารถในการใช้ภาษาทั้ง 2 ภาษา
คำหลายๆคำจะถูกปนเข้าหากันโดยสังคมฮ่องกงก็จะยังเข้าใจภาษาเดิมของเขาอยู่
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 23 พ.ย. 09, 11:58

ทีนี้กลับมามองตัวเราเองบ้าง
เอาขั้นแรก ที่คล้ายกับฮ่องกงหน่อย... "ลูกคนจีนในแผ่นดินไทยก่อน"
โดยส่วนตัว ผมเป็นคนแต้จิ๋ว ก็คุ้นกับภาษาแต้จิ๋วมากกว่าภาษาอื่นๆ
ถ้ายกตัวอย่างเป็นภาษาแต้จิ๋วเป็นหลัก... คนจีนกลุ่มอื่นๆอย่าค้อนเอานะครับ

เรื่องทำนองเดียวกันกับในฮ่องกง...
ก็เกิดกับคนแต้จิ๋วในประเทศไทยเหมือนกันครับ

เพราะเมื่อพูดภาษาไทยมานานๆเข้า
คนแต้จิ๋วก็ "มีชื่อไทย - นามสกุลไทย" นานไปอีกหน่อย
ก็ทั้งไหว้เจ้า ทั้งตักบาตร ทั้งเข้าวัดไทย
แล้วก็กรอกใบเกิดลูกและบัตรประชาชนตัวเองว่า นับถือศาสนา "พุทธ"
ทั้งๆที่ตัวเองนับถือ "ผีบรรพบุรุษ" มาก่อนในอำเภอแต้จิ๋ว

ที่สำคัญ ภาษาแต้จิ๋วในไทยปัจจุบัน "ปนภาษา" กับภาษาไทยด้วย





เช่น เมื่อนานมาแล้วมีการถามกันว่า
คำว่า "หลกท่ง" หรือ "หลกท่งจี" ซึ่งเป็นคำด่าภาษาแต้จิ๋ว
เป็นคำภาษาจีน หรือคำยืมภาษาไทย.... ?
เพราะจะลากให้ไปทางไหนก็น่าจะได้ทั้ง 2 ทาง

ผมลองตรวจดูด้วยวิธีง่ายๆ คือ e-mail คุยกับญาติที่สิงคโปร์
และเพื่อนที่เป็นคนแต้จิ๋วในฮ่องกง.... ปรากฏว่าทั้ง 2 ที่ไม่ใช้ครับ
มีคนแต้จิ๋วในประเทศไทยใช้อยู่ที่เดียว...

สรุปจากข้อมูลพื้นฐานได้ว่า
1.) คำนี้น่าจะเป็นคำยืมจากภาษาไทย

หรือ

2.) เป็นคำภาษาแต้จิ๋วที่เกิดการสร้างคำขึ้นในประเทศไทย
โดยกลุ่มคนแต้จิ๋วที่สร้างคำๆนี้ขึ้น ไปยึดเอาคำว่า "ดอกท_ง" ในภาษาไทยเป็นพื้นฐาน
แล้วตั้งใจให้ความหมายและเสียงตรงกันกับภาษาไทย ครับ



ถ้าถามต่อว่า แล้วคำที่กินความเท่ากับคำๆนี้ในภาษาแต้จิ๋วเดิมมีมั้ย ?
คำตอบคือมีครับ... แต่ปัจจุบันกินความไม่เท่ากันแล้ว
เพราะเมื่อ "คำยืม" ปนภาษาเข้าหากันจนเป็นเนื้อเดียว
แต่ละคำจะไปมีหน้าที่ของมันเอง ต่างกันเล็กน้อย

แต่ถ้าพิจารณาดีๆ ก็อาจจะพอเข้าใจได้ ว่า 2 คำนี้กินความเท่าๆกัน

ลักษณะแบบนี้ ภาษาศาสตร์แบบสังคมวิทยา...
จะไม่เรียกว่า "การยืม" แต่จะใช้คำว่า "การปนภาษา" แทน




ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นภาษาไทยนะครับ (จะได้ไม่งง)
มีคำ 3 คำ ที่กินความเท่าๆกันในภาษาเดิม คือ

- ขวัญ (ภาษาเขมร)
- ผี (ภาษามรดกไทเดิม)
- วิญญาณ (ภาษาบาลี-สันสกฤต)

3 คำนี้ถ้าเทียบกลับไปก็จะได้ความหมายเท่าๆกันในภาษาเดิม
หรือในปัจจุบัน เราก็ยังพอรับรู้ได้ว่าคำ 3 คำนี้กินความเท่าๆกัน


แต่ลองนึกดูว่าถ้าเราเอามาใช้แทนกันในบางกรณี... เช่น
มีนักข่าวท่านหนึ่ง ชื่อคุณ "สู่ขวัญ".... เอาคำอื่นมาใช้แทนได้มั้ยครับ ? ขยิบตา




อีกซักตัวอย่างนะครับ
- โรงเรียน (ภาษาเขมร)
- สถานศึกษา (ภาษาบาลี-สันสกฤต)


ถ้าผมให้เลือกว่าอันไหนผิดอันไหนถูก ระหว่าง
- โรงเรียนเป็นสถานศึกษาประเภทหนึ่ง
- สถานศึกษาเป็นโรงเรียนประเภทหนึ่ง


ทั้งๆที่ 2 คำนี้กินความเท่าๆกันเลยครับถ้าแปลกลับไปในภาษาเดิม
แต่คนอ่านก็จะยังแอบๆรู้สึกอยู่ดีว่า 2 ประโยคข้างบน มีที่น่าจะผิด 1 อัน และ ที่น่าจะถูกอีก 1 อัน

ที่เป็นแบบนี้เพราะ "ทั้ง 2 คำเป็นคำไทย" ไปแล้ว
และ "สังคมไทยจัดตำแหน่งใหม่ให้คำ" ไปแล้ว เช่นกัน




แต่ก่อนจะภูมิใจในความเป็นไทยไปกว่านั้น
ต้องไม่ลืมว่า "เราไม่ได้คิดขึ้นเองแต่แรก" อยู่ดีนะครับ
บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 23 พ.ย. 09, 12:20

1. ขอบคุณที่เขียนต่อ ผมขอเล่าประสบการนอกเรื่องนิดเดียวครับ ตอนผมโดนเนรเทศไปที่อเมริกา ได้เห็นชีวิตคนผิวสี ได้สัมผัสกับท่วงท่าวาจาของเขา ได้เห็นการแบ่งแยก เช่น บางแห่งเขียนไว้เลยว่า off limit ผิวเหลืองๆอย่างผมก็เข้าไม่ได้ แต่ในสถานที่ที่ผมโดนกักกัน ไม่มีครับ เสมอภาดกัน การแบ่งผิว (เท่าที่เห็นเขาแสดงออก)ไม่เห็นอย่างเด่นชัด ผมก็คลุกอยู่กับทั้งสองผิว เล่นกีฬากับทั้งสองผิว ตอนหลังก็เป็นหัวหน้าทีมของสถานกักกันที่มีลูกทีมเป็นทั้งสองผิวด้วยครับ แสดงว่าเขาแก้ปัญหาของเขาจากเด็กแล้วอีกไม่นานก็จะขยายออกไปยังสังคมอื่น
2.ขอนอกเรื่องอีกนิดครับ คือผมเคยโดนเนรเทสไปบางที่ ที่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งมาก่อน ภาษาฝรั่งเขาดีกว่าเรา  แต่ที่เห็นชัดๆก็คือ เขาไม่ค่อยเชื่อกับความภูมิใจของเราที่ว่า "ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใครมาก่อน"
3.ตกลง เราเคยเป็นเมืองขึ้นใครไหมครับ
มานิต
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.043 วินาที กับ 19 คำสั่ง