เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 15
  พิมพ์  
อ่าน: 58966 ม.ร.ว. นิมิตรมงคล นวรัตน : ชีวิตและงาน
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 09:05

กองกำลังฝ่ายรัฐบาลตั้งหลักได้ก็เข้าปะทะกับทหารฝ่ายหัวเมืองที่ทุ่งบางเขน  ขณะนั้น มีข่าวว่ากองกำลังจากหลายจังหวัดที่เคยตกลงว่าจะเข้าร่วมแผนนี้ด้วยได้ถอนตัวหลังจากที่ทราบข่าวว่าผู้นำปฏิบัติการครั้งนี้มิใช่พันเอก หลวงศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ผู้ที่เป็นที่เคารพรักของนายทหารทั้งปวงเสียแล้ว กลับกลายเป็นพระองค์เจ้าบวรเดชที่น่าระแวงว่า หากชนะแล้วระบบสมบูรณายาสิทธิราชจะกลับมาอีก    ฝ่ายรัฐบาลจึงได้เปรียบรุกไล่ฝ่ายทหารหัวเมืองถอยไปตั้งที่มั่นอยู่ที่สถานีรถไฟดอนเมือง ทัพหน้าของรัฐบาลก็ไปตั้งยันอยู่ที่สถานีรถไฟบางเขน ที่เกือบจะเละเทะเพราะกระสุนของทั้งสองฝ่าย


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 09:07

กองหนุนของรัฐบาลอันประกอบด้วยกองปืนต่อสู้อากาศยานอันทรงพลานุภาพได้ออกจากเกียกกายมาขึ้นขบวนรถไฟที่สถานีชุมทางบางซื่อ


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 09:09

ขณะที่ไปถึงสถานีบางเขนยังไม่ทันลงจากรถไฟ ก็เจออาวุธหนักของฝ่ายหัวเมือง เป็นหัวรถจักรที่เร่งพลังขับเคลื่อนเต็มพิกัด ปล่อยลงมาปะทะขบวนรถบรรทุกป.ต.อ. พลิกคว่ำลงข้างรางมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย ยุทธการครั้งนี้เป็นที่เล่าขานกันต่อมายาวนาน ใช้ศัพท์เรียกอาวุธนี้ว่าตอปิโดบก


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 09:14

 แต่นี่ก็เป็นความเสียหายขนาดหนักอย่างเดียวที่ฝ่ายหัวเมืองสามารถสร้างให้กับกองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้
แต่ก็เพียงพอที่รัฐบาลจะถือโอกาสประกาศความชอบธรรมที่จะกวาดล้างฝ่ายกบฏด้วยอาวุธรุนแรงต่อไป


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 09:19

แค่นี้ ฝ่ายกบฏก็ขวัญกระเจิงหมดแล้ว อาวุธที่ตนขนมามีแต่ปืนกลหนักไม่กี่กระบอก รัฐบาลเอาปืนใหญ่มาตั้งแถวอวดให้ส่องกล้องเห็นอีกต่างหาก


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 10:17

สมรรถนะของป.ต.อ.วิคเกอร์อาร์มสตรองขนาด ๔๐ มม.ปืนที่ลำกล้องตั้งแต่ ๒๐ มม.ก็เข้าประเภทปืนใหญ่แล้ว ใช้กระสุนทั้งเจาะเกราะและกระสุนระเบิดยิงได้นาทีละ ๒๐๐ นัด ทั้งวิถีราบและต่อสู้อากาศยาน ระยะยิงไกล ๖ กิโลเมตร ติดตั้งบนรถสายพานเครื่องยนต์ ๘๗ แรงม้า จัดได้ว่าเป็นปืนใหญ่ที่ทรงอานุภาพที่สุดแห่งยุค ทหารไทยทั้งหลายไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย

ฝ่ายรัฐบาลได้นำมาลองใช้เพียงกระบอกเดียว บรรทุกบนรถ ข.ต.เคลื่อนขึ้นไปตามทางรถไฟโดยมีรถจักรดันหลัง ใช้ทหารประจำรถเพียง ๕ คน เมื่อเคลื่อนเลยวัดเสมียนนารีไปได้หน่อยหนึ่งก็ถูกยิงแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบ คงเคลื่อนที่เข้าไปช้าๆเพราะมีเกราะกำบัง จนกระทั่งเห็นได้ชัดเจนว่ารังปืนกลของฝ่ายกบฏอยู่หลังหน้าต่างโบสถ์วัดเทวสุนทร

นายทหารได้สั่งทุกคนให้ยกมือไหว้ขอขมาที่จำเป็นต้องยิงโบสถ์และอธิษฐานขออย่าให้ถูกพระประธาน ก่อนที่ลั่นกระสุนนัดแรกของปืนชนิดนี้และยิงติดๆ กันไปอีก ๔ นัด ทหารหัวเมืองเพิ่งเคยเห็นปืนใหญ่ยิงได้รวดเร็วราวกับปืนกล และกระสุนระเบิดแม่นยำเกินกว่าที่เคยพบเห็นมาก่อนในเวลาซ้อมยิงปืนใหญ่แบบเก่าที่เคยมีในกองทัพบก ก็วิ่งหนีกระจัดกระจายออกจากโบสถ์

ที่หมายต่อไปที่สงสัยว่าจะเป็นที่มั่นของฝ่ายตรงกันข้ามคือสถานีวิทยุต่างประเทศที่หลักสี่ จึงได้ยิงข่มขวัญไปอีก ๕ นัด เล็งสูงจากตัวอาคารเพราะเกรงจะได้รับความเสียหาย จากนั้นก็ใช้ทหารราบรุกเข้าไปยึดโดยไม่ได้ยิงอีกเลย

ป.ต.อ. วิคเกอร์อาร์มสตรอง แสดงบทบาทเพียงครั้งเดียว สิ้นเปลืองกระสุนเพียง ๙ นัด ทหารหัวเมืองก็ถอนตัวจากดอนเมืองขึ้นไปตั้งรับในเทือกเขาดงพระยาเย็น แล้วก็พ่ายแพ้โดยเด็ดขาดที่นั่น

พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) แม่ทัพซึ่งรับหน้าที่เป็นกองระวังหลังของกองทหารหัวเมือง ถูกยิงเสียชีวิตบนทางรถไฟใกล้สถานีหินลับ อำเภอปากช่อง



บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 10:21

พระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายกบฏโดยสมบูรณ์แบบ ได้ทรงหนีขึ้นเครื่องบิน มุ่งหน้าสู่เขมรเพื่อขอลี้ภัยกับฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมอินโดจีนสมัยนั้น สุดท้ายก็ได้สิ้นพระชนม์ที่นั่น


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 11:21

ขอแก้ไขหน่อยค่ะ
พระองค์เจ้าบวรเดช ไม่ได้สิ้นพระชนม์ที่อินโดจีน  แต่ได้เสด็จกลับประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  เมื่อพ.ศ. ๒๔๙๑
ทรงอยู่ที่หัวหิน    ร่วมงานกับหม่อมเจ้าผจงจิตร กฤดากร  พัฒนาโรงงานทอผ้าลายไทยขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ  เรียกว่า ผ้าโขมพัสตร์
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 12:11

 
ขอบพระคุณที่ทักท้วงครับ ผมไม่รอบคอบเลย สมองเคยจำอย่างไรมือก็จิ้มตาม ประมาทไปหน่อยเรื่องนี้ไม่ได้ตรวจสอบ ไหนๆก็ไหนๆ โฆษณาให้ท่านเสียเลยเป็นการขอประทานอภัย

โขมพัสตร์อาภรณ์ทรงคุณค่าทุกยุคสมัย 

เราเดินทางมาพบกับอีกบทหนึ่งของความทรงจำจากอดีต ร้านโขมพัสตร์ ร้านจำหน่ายผ้าฝ้ายพิมพ์ลายไทยที่รุ่งเรืองมาพร้อมๆ กับเมืองหัวหิน คำว่า โขมพัสตร์ แปลว่า ผ้าขาว หมายถึง ผ้าขาวที่นำมาพิมพ์ลาย เป็นผ้าพิมพ์ลายไทยแท้ๆ แบบโบราณ ซึ่งเขียนลายด้วยมือและพิมพ์ด้วยมือเรียกว่าเป็นงานปราณีตจากฝีมือคนล้วนๆ ไม่ใช้เครื่องจักรแต่อย่างใด
 
 จุดกำเนิดของร้านโขมพัสตร์เริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2492 เมื่อพลเอกพระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช และหม่อมเจ้าหญิงผจงจิตร กฤดากร เสด็จลี้ภัยการเมืองไปประทับอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ณ ที่นั่นทรงตั้งโรงย้อมผ้าแพรแบบคนญวน แต่พอสงครามเลิกทั้งสองก็เสด็จกลับประเทศไทย และเนื่องจากทรงมีที่ดินที่หัวหิน จึงโปรดให้สร้างโรงย้อมและพิมพ์ผ้าย้อมๆ เช่นเดียวกับที่ไซ่ง่อนขึ้นที่นี่ เพื่อให้คนในท้องถิ่นมีรายได้ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30553

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 12:28

ดิฉันนึกถึงบุคคลสำคัญทางการเมืองที่ต้องลี้ภัยจากภัยการเมือง พ.ศ. ๒๘๘๒  ไปถึงแก่กรรมอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
คือพันเอก พระยาทรงสุรเดช
ชะตากรรมของท่านเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมือง  คล้ายกับชีวิตของม.ร.ว.นิมิตรมงคล    น่าเสียดายที่มีผู้รวบรวมเรื่องราวไว้น้อยมาก
ที่จำได้ก็มีบุตรชายของท่าน คุณทศ พันธุมเสน เขียนหรือให้สัมภาษณ์ไว้   แต่ดิฉันไม่มีหนังสือเล่มนี้
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 21 พ.ย. 09, 18:03

พันเอก พระยาทรงสุรเดช ท่านเป็นหนึ่งในสี่ทหารเสือของคณะราษฎร์อันประกอบด้วยพ.อ. พระยาทรงสุรเดช, พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา, พ.อ. พระยาฤทธิ์อัคเนย์, พ.ท. พระประสาสน์พิทยายุทธ.เรียงลำดับกันในรูป

ไม่นานผู้ร่วมขบวนการแต่มิได้ร่วมอุดมการก็แตกแยก ปล่อยบทบาทสำคัญให้นายทหารยศน้อยกว่าแต่ทะเยอทะยานมากกว่าขึ้นมามีอำนาจ ในที่สุดจากที่ร่วมขบวนการในยศพันโท เมื่อปราบขบถเสร็จได้ยศพันเอก หลวงพิบูลสงครามก็ปราบทหารเสือทั้งสี่อยู่หมัด แต่ละคนต้องชะตากรรมต่างกันจากพวกเดียวกันเองแท้ๆ ในกลุ่มนี้พระยาทรงสุรเดชเคราะห์ร้ายสุด ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารพ.อ.หลวงพิบูลสงคราม ถูกจับและถูกเนรเทศไปอยู่ในอินโดจีน ต้องอยู่อย่างลำบากยากแค้นเพราะพื้นฐานครอบครัวมิได้สะสมเงินทอง ถึงขนาดมีผู้เขียนว่าต้องทอดแหหาปลามาให้ภรรยาทำกับข้าวไปวันๆ ซ้ำร้ายเมื่อมีข่าวว่ารัฐบาลใหม่จะยอมให้กลับเมืองไทยได้ ก็มีไอ้โม่งส่งนายทหารที่เคยเป็นลูกน้องไปเยี่ยมและทานข้าวด้วย หลังจากมื้อนั้นท่านปวดท้องอย่างแรง เมื่อถึงหมอก็สายไปเสียแล้ว โรงพยาบาลแจ้งว่าถึงแก่กรรมเพราะอาหารเป็นพิษ

ในปีที่ท่านถูกจับคือพ.ศ.2482 รัฐบาลหลวงพิบูลกวาดจับผู้ต้องสงสัยครั้งใหญ่ เรียกว่ากบฏพระยาทรง ซึ่งเป็นกบฏที่การเคลื่อนไหวทางการทหารเป็นการกระทำของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่มีผู้ถูกจับหลายสิบคน รวมทั้งม.ร.ว.นิมิตรมงคลด้วย

รัฐบาลตั้งศาลพิเศษขึ้นมาพิจารณาคดี ศาลพิเศษตัดสินปล่อยตัวพ้นข้อหาจำนวน 7 คน จำคุกตลอดชีวิตจำนวน 25 คน  โทษประหารชีวิตจำนวน 21 คน แต่ให้เว้นการประหาร คงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต 3 คน เนื่องจากเคยประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ คือ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร
พลโท พระยาเทพหัสดิน
พันเอก หลวงชำนาญยุทธศิลป์



คงเหลือถูกประหารจริงๆ18คน การเมืองยุคนี้เรียกว่ายุคทมิฬ
การกบฏครั้งที่2ที่ถูกยัดเยียดข้อหานี้ ม.ร.ว.นิมิตรมงคลถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต


บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 22 พ.ย. 09, 17:41

ในการก่อการปฏิวัตเมื่อปี2475 ปัญหาคือคณะราษฎร์ไม่มีคนคุมกำลังทหารในมือเลย พระยาทรงฯซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายร้อย จึงลวงนักเรียนนายร้อยด้วยการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี3แล้วบอกว่าจะพาไปฝึกภาค สนามที่พระที่นั่งอนันต์ พร้อมกับการที่นายพันเอกพระยาพหลฯไปลวงค่ายทหารให้นำกำลังทหารและรถทหารออกมาสมทบกัน และพระประศาสน์(ซึ่งใกล้ชิดกับพระยาทรง)ไปควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯซึ่งทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมจากวังบางขุนพรหมมาเป็นตัวประกัน

เมื่อนักเรียนทหารที่นายพันเอกพระยาทรงฯลวงมาสมทบกับรถทหาร และทหารจากค่ายที่นายพันเอกพระยาพหลฯลวงมา กับนายพันโทพระประศาสน์ฯควบคุมกรมพระนครสวรรค์มาที่นั่งอนันต์ฯได้ การปฏิวัติที่ปราศจากเลือดเนื้อก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ของไทย

ข้อความข้างบนผมหาเอาในเวปนี้แหละครับ เรื่องของท่านใช้กูเกิลหาก็น่าจะมีครบ แต่ที่ไม่มีคือเรื่องที่จอมพลประภาส จารุเสถียรเขียนประวัติตนเองในหนังสือตอนที่ยังเป็นนักเรียนนายร้อย  อยู่ๆที่โรงเรียนก็จัดโต๊ะอาหาร แยกให้เจ้านายและพวกเชื้อพระวงค์ทั้งหลายนั่งรวมกันที่โต๊ะกลางห้อง มีผ้าปูโต๊ะและภาชนะกระเบื้องอย่างดี  ขณะที่โต๊ะของนักเรียนนายร้อยอื่นๆเป็นโต๊ะธรรมดา อาหารก็อนุญาตให้ส่งจากในวังมาเสริมได้ ขณะที่นายร้อยอื่นๆกินข้าวหลวงที่คุณภาพต่างกันลิบลับ การฝึกภาคสนาม การสอบฯลฯก็ให้สิทธิพิเศษเป็นอภิสิทธิ์ชนจนกระทั่งเกิดการแปลกแยกขึ้นในระหว่างนักเรียนนายร้อย....ตอนหลังจึงทราบว่านั่นเป็นแผนของครูบาอาจารย์ที่ต้องการให้เกิดเช่นนั้น

ผมเห็นว่าวิธีการดังกล่าวฉลาดแนบเนียนแต่โหดร้าย เป็นอันตรายมาก ทุกวันนี้ก็มีผู้ที่อยู่ในคราบของผู้จงรักภักดี ทำอะไรๆที่แยกไม่ออกว่าจงรักภักดีจริงหรือคิดอะไรอยู่ในใจ น่าเป็นห่วงจริงๆครับ
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 28 พ.ย. 09, 06:03

เมื่อถูกศาลพิเศษของรัฐบาลตัดสินจำคุกครั้งแรกนั้น  ม.ร.ว.นิมิตรมงคลคิดว่าเมื่อตนต้องโทษการเมืองทั้งๆที่ไม่รู้ก.ข.ทางการเมืองเลย จึงควรที่จะศึกษาวิชาการเมืองที่ในสมัยนี้เรียกว่ารัฐศาสตร์ไว้บ้าง ตอนนั้นไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลประชาธิปไตยจะห้ามศึกษาหาอ่านเรื่องการเมืองใดๆทั้งสิ้นถึงขนาดเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญเลยทีเดียว

โชคดีที่เลือกเพื่อนร่วมห้องได้ ม.ร.ว.นิมิตรมงคลจึงได้อยู่กับสอ (เศรษฐบุตร)เสถบุตร ท่านผู้นี้ขนตำรับตำราภาษาอังกฤษเข้าไปไว้ในคุกมากมาย และได้เริ่มเขียนปทานานุกรม อังกฤษ-ไทยขึ้น ทั้งสองได้ใช้เวลาระหว่างอยู่ในคุกให้เป็นประโยชน์ที่สุด ม.ร.ว.นิมิตรมงคลได้เป็นผู้ช่วยคุณสอในการค้นคว้าและบัญญัติศัพท์  รวมถึงได้อ่านหนังสือของท่านอันเป็นการเปิดโลกทรรศครั้งใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้เขีบน”ความฝันของนักอุดมคติ” ต่อมา
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 28 พ.ย. 09, 06:21

บรรดานักโทษการเมืองกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักคิดนักเขียน เมื่ออยู่ว่างๆก็อดไม่ได้ที่จะออกกำลังสมองบ้าง จึงได้เขียนบทความหรือกวีนิพนธ์ลงกระดาษที่ฉีกมาจากสมุดนักเรียนและนำมาแลกเปลี่ยนกันอ่านให้ความรู้ซึ่งกันและกัน ต่อมาได้พัฒนาขึ้นถึงกับนำมาเย็บรวมเล่มโดยมีม.ร.ว.นิมิตรมงคลเป็นบรรณาธิการ ตั้งชื่อว่า”น้ำเงินแท้” ลักลอบออกเป็นวารสารเวียนกันอ่านระหว่างผู้ต้องโทษด้วยกัน

น้ำเงินแท้ มีหลายความหมาย นอกจากจะหมายถึงชุดนักโทษที่ย้อมสีหม้อห้อมทั้งเสื้อและกางเกงแล้ว ยังเป็นสีหนึ่งในแถบของธงชาติที่เป็นสัญญลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ แรกๆบทความต่างๆก็เป็นวิชาการกันดี หลังๆก็จะอดมิได้ที่จะวิพากษ์หรือระบายความรู้สึกนึกคิดลงไปบ้าง จึงทำให้นักโทษการเมืองด้วยกันกลุ่มหนึ่งกลัวความผิดหากถูกจับได้ และจะถูกลงโทษหนักเข้าไปอีก คณะน้ำเงินแท้จึงถูกขอร้องให้เลิก  หลังจากที่ออกได้เพียง๑๗ฉบับเท่านั้น

หนังสือทั้งหมดที่ม.ร.ว.นิมิตรมงคลทะยอยลักลอบส่งออกมานอกคุกด้วยลิ้นชักกลใต้กระเช้าเยี่ยมญาติ ก็ถูกญาติท่านนั้นเผาทิ้งไปด้วยเพราะไม่อยากติดคุก วารสารน้ำเงินแท้จึงไม่เหลือให้หาเศษทรากได้เลย
บันทึกการเข้า
NAVARAT.C
หนุมาน
********
ตอบ: 10846


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 28 พ.ย. 09, 07:32

เวลาผ่านไปสี่ปีกว่า ด้วยการวิ่งเต้นอย่างสุดฤทธิ์ของบรรดาพ่อแม่ลูกเมียของนายทหารชั้นผู้น้อยนับร้อยที่พลอยมาติดคุกโดยไม่ทราบแผนของผู้บังคับบัญชามาก่อน แต่จำต้องเข้าสนามรบตามคำสั่ง รัฐบาลก็เห็นสมควรที่จะปล่อยผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้เป็นอิสระ รวมทั้งม.ร.ว.นิมิตรมงคลด้วยที่ได้รับการปลดปล่อยออกมาสู่โลกภายนอกในครั้งนั้น
ในภาพที่ถ่ายระหว่างถูกย้ายมาอบรมที่กระทรวงกลาโหมหกเดือนเพื่อรอการปลดปล่อย ม.ร.ว.นิมิตรมงคลอยู่ขวามือสุด

สำหรับบรรดาแกนนำของฝ่ายกบฏที่รัฐบาลยังคงถือว่าเป็นนักโทษการเมืองอุฉกรรจ์ ก็ให้คุมขังไว้ในแดนหก ของบางขวางตามเดิม รัฐบาลที่มีรากเหง้ามาจากคณะราษฏร์สายทหารไม่ว่าใครจะแย่งชิงมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ก็ยังเห็นว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแย่งชิงพระราชอำนาจมาเป็นของตนเป็นศัตรูตลอดกาล ควรต้องขังไว้จนตาย

ดังนั้น เมื่อหลวงพิบูลสงครามได้ขึ้นมาเป็นนายกรํฐมนตรีในปี๒๔๘๑ และมีแผนการณ์ที่จะกำจัดศตรูทางการเมืองอีกชุดใหญ่ซึ่งชุดนี้จะเป็นชุดที่เคยก่อการปฏิวัติ๒๔๗๕มาด้วยกัน แต่บัดนั้นความเห็นไม่ตรงกันจึงสมควรจะต้องบรรลัยลงไปกันข้างหนึ่ง แต่การที่จะเอากลุ่มบุคคลสองพวกไปขังไว้ที่เดียวกันในแดนหกนั้น ไม่น่าจะเป็นการดี ลูกน้องหลวงพิบูลจึงเสนอให้จัดการย้ายพวกนักโทษชุดเดิมซึ่งเป็นพวกสีน้ำเงินแท้ไปปล่อยเกาะตะรุเตาเสียร้อยกว่าคน และจัดแดนหกไว้รอต้อนรับพวกอดีตผู้ก่อการสายที่ไม่เชื่องต่อหลวงพิบูลแทน


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 15
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.044 วินาที กับ 19 คำสั่ง