เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 5294 อัปษรานิยาย
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


 เมื่อ 25 ก.ย. 09, 14:29

ผมขอนุญาตเปิดกระทู้มาชวนคุยเรื่อง "อัปษรา" นะครับ
หลังจากที่อาจารย์เทาชมพูท่านเคยมาชวนไว้เมื่อนานแล้ว
ในกระทู้ เรื่องของนางอัปษร (เป็น hyperlink กรุณากดอ่านครับ)
แต่ก่อนจะชวนคุย ผมขออนุญาตทิ้งกระทู้เอาไว้ก่อน
ให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักอัปษราที่อาจารย์เทาชมพูเคยแนะนำไว้ก่อนซะหน่อยนะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31030

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 25 ก.ย. 09, 18:48

มารอเรื่องเล่าจากคุณติบอค่ะ
พร้อมด้วยภาพประกอบ
จากเว็บนี้
http://i75.photobucket.com/albums/i293/ta_tui_kohok/S5002331.jpg


บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 25 ก.ย. 09, 23:23

ขอบพระคุณอาจารย์เทาชมพู สำหรับการเจิมกระทู้ครับ
ผมเพิ่งเข้ามาเห็นไก่หลายตัว (และความหน้าแตก) ของผมเอง
อัปสรา สะกดด้วย ส. ครับ ผมดันเผลอสะกดด้วย ษ. แทน
(เพราะติดว่าคนใกล้ตัวคนหนึ่งสะกดชื่อด้วย ษ. มา)
ขอความกรุณาท่านผู้ดูแลเวบท่านใดก็ได้ รบกวนแก้ภาษาให้ด้วยครับ


ขอบพระคุณอย่างสูงครับ
บันทึกการเข้า
glnvsy;fe
อสุรผัด
*
ตอบ: 3


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 27 ก.ย. 09, 03:35

เอานางอัปสรา จากปราสาทบ้านระแงง(อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์)  มารอต้อนรับและอ่านข้อมูลครับ (ยืมรูปจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=321681 ของตัวผมเองถ่ายไว้ หาไม่เจอ) อาจไม่โด่งดังเท่าที่นครวัด แต่ก็งดงาม

บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 28 ก.ย. 09, 12:10

ขอบคุณ คุณ glnvsy;fe สำหรับอัปสราจำลองที่ปราสาทศรีขรภูมิมากครับ
อัปสราองค์ที่คุณนำมาฝาก ชิ้นจริงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สุรินทร์ตอนนี้เปิดให้ชมแล้วครับ


บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 28 ก.ย. 09, 12:22

คนไทยส่วนมาก รู้จักอัปสราจากปราสาทหินในศิลปะเขมร
หรือถ้ามากกว่านั้นก็อาจจะรู้ว่านางสวรรค์เหล่านี้เกิดมาเมื่อตอนกวนเกษียรสมุทร
ผมเลยขออนุญาตมาเล่าเรื่องอัปสาร และเรื่องที่ "เกิดขึ้นกับอัปสรา" ให้ฟังกันเล่นๆ

แต่ก่อนจะไปรู้จัก "อัปสรา" แต่ละองค์กัน เรามารู้จัก "อัปสรา" กันก่อนนะครับ
คำว่า "อัปสรา" เป็นภาษาสันสกฤต ในภาษาบาลีเรียกว่า "อัจฉรา"
มีที่มาจากคำว่า "อปฺ" หรือ "อาปฺ" ในภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งแปลว่าน้ำ
(คำนี้คนไทยอาจจะไม่คุ้นกันนัก แต่ถ้าพูดว่า "อาโป" อาจจะคุ้นกันมากกว่า)

เพราะมีชาติกำเนิดมาจากน้ำนี่เอง
บ่อยครั้งอัปสราก็เลยถูกแยกออกไปจากการเป็น "นางฟ้า" เพราะเธอเกิดมาจากน้ำ
แต่เนื่องจากอัปสรานั้นอยู่บนสวรรค์ คอยทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้เทวสภาของพระอินทร์
อัปสราก็ถูกนักวิชาการหลายคนจัดกลุ่มให้เข้ากลุ่มกับ "นางฟ้า" ไปอีกหลายครั้ง

สำหรับคนไทยทั่วไป ถ้าเทียบจากคำว่า "อัจฉรา" ในภาษาบาลี
ซึ่งแปลว่า "นางฟ้า" ในภาษาไทย และเท่ากับคำว่า "อัปสรา" ในภาษาสันสกฤต
อัปสราก็เป็นนางฟ้าประเภทหนึ่ง และเผลอๆจะใช้เรียกรวมเอานางฟ้าอีกหลายๆประเภทด้วย!!!
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 28 ก.ย. 09, 13:01

นิทานเรื่องแรก ผมขอเริ่มต้นที่กำเนิดของอัปสราก่อนนะครับ

บรรพบท: อัปสรากำเนิด


เมื่อกาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วก่อนจะเข้าสู่ไตรฎายุคของปัจจุบัน
นางฟ้ากลุ่มหนึ่งได้เก็บดอกไม้สวรรค์มาร้อยมาลัยทิพย์ถวายพระฤๅษีทุรวาส ผู้เป็นพระฤๅษีชั้นผู้ใหญ่ในเหล่าเทพ
แต่เนื่องจากดอกไม้นั้นเป็นดอกไม้สวรรค์ มาลัยนี้จึงมีกลิ่นหอมวิเศษชวนมึนเมา (sweet intoxication)

พระฤๅษีรับมาลัยนั้นมาแล้ว เหาะมากลางอากาศพบกับพระอินทร์ผู้ปกครองแห่งเทวสภา
เสด็จมาบนหลังพญาช้างเอราวัณ พระฤๅษีจึงถวายพวงดอกไม้ทิพย์นั้นแด่พระอินทร์
เมื่อรับมาลัยพวงงามมาแล้วพระอินทร์ได้วางมาลัยพวงงามประดับลงบนกระพองๆหนึ่งของช้างเอราวัณ

เคราะห์ร้าย ความหอมอันชวนมึนเมานั้นทำให้พระยาช้างเกิดคลุ้มคลั่งใช้งวงเหวี่ยงพวงดอกไม้ลง
แล้วเหยียบขยี้มาลัยทิพย์นั้นต่อหน้าพระฤๅษีทุรวาส ผู้ได้ชื่อว่ามีอารมณ์กราเกรี้ยวที่สุดบนสวรรค์ (ทุร = ไม่ดี + วาส = พูด/คำพูด)
องค์อมรินทร์นั้นทรงตกพระทัย แต่พระทุรวาสมหาฤๅษีนั้นทั้งเจ็บทั้งอาย เพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกลบหลู่เกียรติอย่างร้ายแรง
จึงกล่าวสาปพระอินทร์ว่า

"ดูดู๋ องค์อมรินทร์ เรานั้นหรืออุตส่าห์ถวายทิพยบุปผมาลัยแก่ท่าน มีหรือทำกับเราถึงเพียงนี้ได้ คงสำคัญว่าตนนั้นเป็นใหญ่แห่งเทวสภา ส่วนเรานั้นเป็นเพียงผู้น้อยล่ะสิ ดีล่ะนับแต่นี้ต่อไปแม้นเกิดเทวาสุรสงคราม(เทวา + อสุร + สงคราม = สงครามระหว่างอสูรและเทวดา)ขึ้นคราใด ขอให้เหล่าเทวดาของท่านนั้นพ่ายแพ้แก่อสูรทุกครั้งไป"






ไม่นานนัก คำสาปสรรของพระฤๅษีก็เห็นผล
จากที่เหล่าเทวดานั้นเคยมีชัยเหนืออสูรในเทวาสุรสงคราม เหล่าอสูรก็เริ่มปราชัยน้อยลง และฮึกเหิมขึ้นตามลำดับ
ในที่สุดความเข้มแข็งของอสูรก็เริ่มสร้างความหวาดหวั่นให้แก่เทวสภา
จนพระอินทร์ผู้เป็นประธานนั้นหมดปัญญาที่จะหาหนทางแก้ไข จึงเหาะไปยังสวรรค์ไวกูณฑ์เข้าเฝ้าพระวิษณุเป็นเจ้า เพื่อนำความขึ้นกราบทูล

พระวิษณุทรงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตรัสตอบพระอินทร์ว่า
"เอาเถิด องค์อมรินทร์ หนทางรอดยังพอมีอยู่ ถ้าเหล่าเทวดานั้นไม่ตาย แม้จะเพลี่ยงพล้ำไปบ้าง แต่ท่านก็คงไม่แพ้มิใช่หรือ"

"แล้วจะทำการใดให้เหล่าเทพนั้นเป็นอมร(อ + มร = ผู้ไม่ตาย)ล่ะพระเจ้าข้า" พระอินทร์ทูลถาม

"เราต้องกวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้น้ำอมฤตมาให้เหล่าเทวดาดื่มกินกัน" พระวิษณุทรงเฉลยในที่สุด
และทรงบอกให้พระอินทร์จัดเตรียมสิ่งต่างๆเพื่อการประกอบพิธีขนาดใหญ่นี้ โดยพระองค์จะทรงช่วย















ค่ำๆมาเล่าต่อครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31030

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 31 ต.ค. 09, 08:38

มาทวงถามคุณติบอ อีกครั้ง 
ค่ำๆของคุณ ยาวนานมา ๑ เดือนมนุษย์แล้วนะคะ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 31 ต.ค. 09, 21:27

กลับบ้านวันแรก เปิดกระทู้ดู.... ก็ครบ 1 เดือนมนุษย์พอดี
ขออนุญาตเอาตรายางสีแดงเขียนว่า "สาย" ปั๊มหัวการบ้าน
ก่อนหอบมาส่งลงกระทู้ต่อครับ




การกวนเกษียรสมุทรเป็นมหาพิธีใหญ่ในประวัติการของจักรวาล
เทวดากับอสูรที่เคยชิงดีชิงเด่นขับเขี้ยวรบพุ่งชิงความเป็นใหญ่กันนั้น
บัดนี้พักเทวาสุรสงครามกันลงชั่วคราว กลายมาเป็นพันธมิตรกันเหนือสวรรค์ไวกูณฑ์ของพระวิษณุเป็นเจ้า
เทวดาต่างก็ช่วยกันไปเก็บสรรพยาสมุนไพรมีคุณน้อยใหญ่ทั้งหลายมาเติมลงในมหาสมุทรน้ำนมจนมีกลิ่นหอมอวลอายไปทั่ว
(เกษียร, กษีระ ในภาษาสันสกฤต = ขีระ ในภาษาบาลี แปลว่า "น้ำนม")

ส่วนอสูรนั้นพระวิษณุทรงบัญชาให้ไปยกเขามันทรซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนพรัตนมณีต่างๆมาใช้เป็นไม้กวน
แล้วเอาพญาวาสุกรีขดขนดรอบภูเขาต่างเกลียวเชือกให้ทั้งอสูรและเทวดาช่วยกันชักภูเขาไปมา
เพื่อกวนให้ว่ายาต่างๆเข้ากับน้ำนมในเกษียรสาครเป็นน้ำอมฤต



เมื่อการกวนเกษียรสมุทรเริ่มขึ้นพระพรหมทรงประทับเป็นประทานบนยอดเขา
ส่วนพระวิษณุนั้นทรงอุทิศพระองค์อวตารเป็นเต่าใช้กระดองต่างฐานรองรับเขาทั้งลูกไว้
เทวดาต่างพากันหลบไปฉุดขนดนาคที่ข้างหาง ปล่อยให้อสูรต้องทนร้อนจากไอลมหายใจพิษของนาคนานหลายร้อยปี

หลังจากเวลานับพันปีก็ล่วงไป ในที่สุดพญานาควาสุกรีผู้อุทิศร่างพันรอบเขาต่างเชือกกวน
และสู้ทนความเจ็บปวดแสนสาหัสมานานแสนนาน บัดนี้อยู่ในสภาพสะบักสะบอมกว่าอสูรหลายเท่า
ซึ่งกำลังจะทนไม่ไหวแล้วนั้น ก็คายเอาพิษร้ายเป็นไฟกรดออกมามืดคละคลุ้งไปทั่วจักรวาล
เทวดาและอสูรต่างพากันหนีตายไปทุกทิศทางแต่ก็หลงติดอยู่ในควันอันมืดมิดที่ฟุ้งตระหลบนั้น



ทันใดนั้นเอง พระศิวะเป็นเจ้าก็ปรากฏพระองค์ขึ้นที่นั่น
ทรงอ้าพระโอษฐ์กลืนเอาพิษร้ายเหล่านั้นลงสู่พระกัณฐ์ของพระองค์ ก่อนที่อานุภาพแห่งพิษนั้นจะทำลายทุกสิ่งลง
สรรพชีวิตทั้งปวงในโลกจึงได้ดำรงอยู่ต่อไป แต่พิษที่แรงประหนึ่งไฟกรดนั้นก็ผลาญพระศอจนไหม้เกรียมเป็นสีดำ
จึงทรงได้รับการถวายพระนามอีกพระนามหนึ่งว่า "พระนิลกัณฐ์" คือ พระผู้มีคอไหม้ดำเป็นสีนิล เพื่อระลึกถึงการอุทิศพระองค์ครั้งยิ่งใหญ่นี้





เมื่อพิษทั้งหลายจางลง ก็เผยให้เห็นเกษียรสมุทรที่สงบนิ่งหลังจากปั่นปวนมานับพันปี
ของวิเศษต่างๆก็เริ่มลอยผุดขึ้นจากผิวน้ำทีละอย่าง เริ่มจากดวงจันทร์
แก้ววิเศษ(เพชร)ชื่อเกาสตุภะ ซึ่งพระวิษณุนำไปประดับพระทรวง
พระลักษมีเทวี ผู้เป็นชายาขององค์พระนารายณ์
ช้างเอราวัณ ซึ่งพระอินทร์นำไปเป็นพาหนะ ม้าอุจไจศรพ ที่พระอาทิตย์นำไปเทียมรถ
ต้นปาริชาติ แม่โคกามเทนุ(วัวผู้ให้ในสิ่งต่างๆ)ชื่อ 'สุรภี' ต่อมาภายหลังเทวดาต่างยกให้พระวสิษฐ์พรหมฤๅษี
และของวิเศษอื่นๆ รวมถึงอัปสรที่งามเป็นเลิศอีก 35 ล้านตน
ในที่สุดเทพบุตร 'ธันวันตริ' ผู้เป็นแพทย์สวรรค์ ก็ผุดขึ้นจากเกษียรสาคร เป็นลำดับสุดท้าย
เขาทูนหม้อน้ำอมฤตไว้บนศีรษะ แล้ววางหม้อน้ำลงบนฝั่งเกษียรสาคร

ในเวลานั้นเกิดความวุ่นวายต่างๆขึ้น
เมื่อเหล่าเทวดาและอสูรทั้งหลาย ต่างพากันเข้ายื้อแย่งของวิเศษ และฉุดคร่านางอัปสรทั้งหลายมาเป็นฃองตน
จึงเป็นเหตุให้ 'อสุรินทราหู' ผู้เฝ้ามองดูเหตุการณ์ต่างๆมาตั้งแต่ต้นก็ลอบเข้าไปฉวยหม้อน้ำอมฤตลงสู่บาดาลพิภพ...
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นไม่พ้นการสังเกตของพระวิษณุ จึงทรงติดตามไปในทันที
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 31 ต.ค. 09, 22:14

พระองค์ทรงแปลงกายเป็นหญิงงามกว่านางฟ้าหรืออัปสราใดๆ
คนไทยปัจจุบันเรียกว่า "อัปสราวตาร" หมายถึงอวตารเป็นอัปสรา
แต่สำหรับพราหมณ์มีพระนามสำหรับพระวิษณุปางนี้ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "โมหินี"
(เช่นเดียวกับเมื่องแปลงไปรำยั่วนนทก หรือปราบฤๅษีที่นครจิทัมพรัม)
คำนี้มีที่มาจากคำว่า "โมหะ" ซึ่งแปลว่าหลงไหล พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ "นางที่ทำให้ไหลหลง"

แน่นอน... อสุรินทราหูของเราก็หลงพระองค์เข้าด้วย
เขาจ้องมองดูนางแปลงอย่างต้องมหามนตร์และเคลิบเคลิ้มไปในบัดดล
องค์วิษณุผู้รอโอกาสเหมาะๆอยู่แล้วก็ฉวยเอาหม้อน้ำอมฤตมาในทันที
พระองค์ทรงรีบรุดมายังฝั่งเกษียรสาครเพื่อให้เหล่าเทวดาได้ดื่มน้ำทิพย์ก่อนที่ราหูจะได้สติ



เมื่อราหูฟื้นขึ้นจากมนต์แล้ว ด้วยความเสียดายน้ำอมฤตจึงมายังเกษียรสมุทร
แล้วแปลงตนเป็นพราหมณ์ชราเข้ามาขอน้ำอมฤตด้วย
แต่ก็ไม่พลาดสายตาของพระสุริยะและพระจันทรเทพ ผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนท้องฟ้า
เทพทั้งสองก็รีบทูลความแก่พระวิษณุเป็นเจ้าในทันที
พระมหาเทพจึงทรงแผลงสุทรรศนจักร อันเป็นเทพศาสตราพระจำพระองค์
ไปตัดร่างของราหูขาดออกจากกันเป็นสองท่อน....

เคราะห์ดีเป็นของราหู ที่ดื่มน้ำอมฤตเข้าไปแล้วจึงมิได้ตายลง
เพราะมีสภาพเป็นอมตะไปแล้ว แต่ก็เหลือร่างกายเพียงครึ่งท่อนเท่านั้น
พระธาดาพรหมจึงประธานเกียรติให้ราหูได้เป็นอสูรผู้เดียวที่ได้เป็นสมาชิกของเทวสภา
และได้มีรูปบูชาในเทวาลัยต่างๆด้วย.... แต่ถึงจะได้รับเกียรติมากเพียงใด
อสุรินทราหูก็ไม่เคยหายแค้นพระอาทิตย์และพระจันทร์ตลอดมา
และจ้องคอยจะหาโอกาสแก้แค้นเทพทั้งสองเสมอตามที่เราได้รู้กันมาตั้งแต่เด็ก
















สรุปความจากบรรพบท : อัปสรากำเนิด

- อัปสรา ได้ชื่อว่า "อัปสรา" เพราะมีชาติกำเนิดมาจาก "อาป" (น้ำ) ในการกวนเกษียรสมุทร
- โดยกำเนิดนี้ 'ลักษมีเทวี' ชายาของพระนารายณ์จึงมีกำเนิดเดียวกับอัปสราทั้ง 35 ล้านตนด้วย
- แต่โดยเหตุแห่งการเกิดพระลักษมีนั้น มีกำเนิดต่างจากอัปสรา
- พระลักษมีนั้นกำเนิดมา เพื่อเป็น "ปดิวรัดา" หรือนางผู้รักและมั่นคงในสามี
- แต่อัปสรานั้นเกิดมาอย่างไร้ซึ่งหัวใจ และไม่มีรักในชายใด
- ต่อมาอัปสราทั้งหลายได้ทำหน้าที่ปฏิบัติรับใช้เทวสภา...
แม้แต่ในบางเรื่องที่ผู้หญิงคนไหนๆก็คงไม่กล้าทำ
เช่นเรื่องของรัมภา อัปสราผู้น่าสงสารนางหนึ่ง





โปรดติดตามตอนต่อไป
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 03 พ.ย. 09, 16:41

เรื่องที่ 1 : เรื่องของรัมภา


รัมภา ก็เหมือนอัปสรานางอื่นๆที่ถือกำเนิดจากการกวนเกษียรสมุทร
เธอเป็นอัปสรประเภท "ไทวิกะ" ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่บนสวรรค์
มีโอกาสได้ข้องแวะกับเทพ หรือฤๅษี อยู่เป็นประจำ
คนทั่วไปจึงได้รู้จักอัปสรกลุ่มนี้มากกว่าอัปสรอีกกลุ่ม
คืออัปสรประเภท "เลากิกะ" ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ในโลก

เรื่องของรัมภาเป็นเพียงเรื่องเล็กๆเรื่องหนึ่ง
ในตำนานเรื่องยาวของประวัติพระวิศวามิตรฤๅษี
แต่แม้ว่าเรื่องของเธอจะเป็นเพียงเรื่องๆสั้น
เธอกลับเป็นคนหนึ่งที่ต้องรับเคราะห์มากที่สุดอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก



เรื่องทั้งหมดน่าจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระวิศวามิตรยังไม่ได้เป็นฤๅษี
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ฤๅษีตนนี้มีกำเนิดเป็น "พระราชา" มาก่อน...



นานมาแล้ว ในนครกานยกุพชะ มีพระราชาผู้ครองแคว้น
เป็นพระราชาผู้เก่งกล้าสามารถ ทรงพระนามว่าพระวิศวามิตรราชา
พระองค์เป็นนักรบผู้เกรียงไกร เสด็จไปปราบแว่นแคว้นต่างๆทั่วทุกทิศานุทิศ

วันหนึ่งในฤดูร้อนอันระอุอ้าว พระองค์ทรงเสด็จออกจากพระราชวัง
สู่เชิงผาหิมาลัยประเทศอันมีบรรยากาศร่มรื่นกว่าในนครของพระองค์
แปรพระราชฐานเข้าป่าล่าสัตว์กับข้าราชบริพารอีก 5000 คน

ครั้งนั้น มีฤๅษีชราทรงสง่าราศีตนหนึ่งมาขอเข้าเฝ้า พระราชาจึงทรงอนุญาต
พระฤๅษีกล่าวชวนพระราชากับข้าราชบริพารให้ไปพักผ่อนยังอาศรมน้อยของตน
ยังความประหลาดใจให้แก่พระราชา ว่าฤๅษีตนนี้จะหาอาหารจากไหนมารับรองคนหลายพันคน

พระวิศวามิตรราชาจึงทรงตรัสถามกับพระฤๅษีจนเข้าใจ
และได้ทราบว่านักบวชชราผู้นี้คือพระวสิษฐ์พรหมรรษี
โอรสในพระวรุณเทวะ ผู้เป็นทั้งเทพฤๅษี และพรหมฤๅษี
พระวิศวามิตรจึงได้รีบกล่าวคำขอขมาต่อพระฤๅษีที่ล่วงเกินไปโดยไม่ทราบ
และตอบรับคำเชิญเรื่องการเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ในเย็นวันรุ่งขึ้น
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.079 วินาที กับ 19 คำสั่ง