เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
  พิมพ์  
อ่าน: 19353 "พระวิหาร" เรื่องที่ใครก็อยากรู้...จริงหรือเปล่า
srisiam
สุครีพ
******
ตอบ: 857


ความคิดเห็นที่ 120  เมื่อ 14 พ.ย. 09, 13:56

 :Dหวัดดีคุณ sugar สุขภาพจิตศรีฯน่ะปกติดี ห่วงแต่คุณติบอนะซี ชักสงสัยว่าอยากไปเยี่ยมบรรพบุรุษที่เขมรมากรึไง ถึงขวิดแหลก......ไงๆผมขอเป็นไทยดั้งเดิมลูกหลานบ้านเก่า-กาญจน์ หรือบ้านเชียง/อิสาน 


ดีกว่าสืบเชื้อสายจากขอม-----



เป็นไปได้ไง....ชาติพันธุ์หลากหลายแห่งอุษาคเนย์เดียวกันก็พอทน......แต่ไทยสืบเชื้อสายจากขอมนี่...ดร.สุด แสงวิเชียรท่านคงรับไม่ได้เช่นกัน....โครงหน้า....จมูก..กราม......สันดาน ฯลฯ  คนละเผ่าพันธุ์ซะมากกว่า



อย่ามัวเอาแต่กวนลูกอมซีตรับ


ทับหลังที่ปราสาทหินเมืองต่ำ...ไปถึงไหนแล้วครับ....รับปากว่าหลัง 23 ตุลามิใช่หรือครับ ขอทวงสัญญาหน่อย ฮิฮิฮิ   ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม


ก็ยังนับถือคุณติบออยู่.....แม้ไม่เห็นด้วยกับทัศนะทางการเมือง.....และบางมุมมอง





มองคนละมุมนะไม่แปลก...แต่หากประนามเพื่อนร่วมชาติที่ต่างความเห็นว่าเป็นวัวควายให้เสี้ยมเขา....ก็ขอเสียใจด้วย เศร้า
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 121  เมื่อ 14 พ.ย. 09, 17:09

ถึงคุณศรีครับ ดูเหมือนว่าคุณจะหลงประเด็นอยู่นะครับ
ขอม กับ เขมรปัจจุบันห่างกันไปอย่างน้อย ก็ 700 ปี
เหมือนกับที่บ้านเก่า-บ้านเชียงห่างจากปัจจุบันเกิน 2,000 ปี
ระหว่างเวลานั้นถึงเวลานี้ บรรพบุรุษไทยไปไหน ?
ถ้าไม่ได้อยู่ในไทม์แคปซูลรอวัฒนธรรมขอมเสื่อมไป...
เขาก็ต้องอยู่ในพื้นที่ของวัฒนธรรมขอมนั่นแล


ปัญหาประวัติศาสตร์ของคนไทยยุคปัจจุบัน คือ
1.) แยกอดีตกับปัจจุบันออกจากกันไม่ได้
2.) ไม่เข้าใจว่าอาณาเขตของรัฐเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
3.) ไม่เข้าใจอีกเช่นกัน ว่าแผนที่ปัจจุบันมันก็เปลี่ยนแปลงได้
ครับ


ถ้าวัดกันจากการสร้างศาสนสถานที่มีอาคารประธานเป็น...
ที่ปัจจุบันชอบเรียกกันว่าเป็น "วัฒนธรรมขอม"
หลังการเสื่อมของเมืองพระนคร สมัยบายนไปแล้ว
ดูเหมือนเมืองพระนครจะไม่ได้สร้างศาสนสถาขนาดใหญ่อีก

ศาสนสถานที่มีอาคารประทานเป็นปรางค์ขนาดใหญ่
องค์ถัดไปที่สร้าง อยู่ที่ละโว้ คือ "วัดมหาธาตุ" กลางเมืองลพบุรีปัจจุบัน
ละโว้สร้างปรางค์องค์เดียวครับ ที่ลพบุรี... แล้วก็หยุดไป
แต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังไม่หยุดสร้างปรางค์ไปอีกเป็นร้อยปีครับ....





ผมยกคำอธิบายของนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าคร่ำคร่า
ที่นักประวัติศาสตร์ยุคเสียมนิยมทั้งหลายชอบเรียกแกว่า "ชาตินิยม"
มาให้อ่านดูกันดีกว่า
เป็นคำอธิบายความของพระยาอนุมานราชธนเรื่องขอม
อธิบายไว้เมื่อการแสดงปาฐกถากลางแจ้งที่วัดศรีชุม พ.ศ. 2503

เมื่อ นายสำราญ พร้อมกูล (เศณษบการจังหวัดสุโขทัย) ถามว่า :
'ขอมและเขมร(กัมพูชา) เป็นชนชาติเดียวกันหรือเปล่า'

พระยาอนุมานราชธน อธิบายว่า:
"คำว่า 'ขอม' มีมาแล้ว 1,000 กว่าปี ในหนังสือพงศาวดารโยนกและชินการมาลีเรียกว่าขอมดำ หรือกรอม ว่าหนีไปถึงเมืองหงสาวดี เนื่องจากเกิดโรคระบาด ในปัจจุบันไทยใหญ่ยังเรียกประเทศไทยว่า กรอม คือ ขอม นั่นเอง มหาฉ่ำ ทองคำวรรณ ว่าเขมรไม่รู้จักคำว่า ขอม ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดยส์ ว่าขอมอาจเป็นมอญในสมัยทวาราวดี หรือมอญเดิมผสมกับละว้า ต่อมาเมื่อเขมรมีอำนาจมากขึ้นมาตีอาณาจักรทวาราวดีและเนื่องจากเป็นเชื้อชาติเดียวกันก็เลยมาปะปนกัน เหตุนั้นจึงอาจกล่าวได้ทั้ง 2 อย่างว่าขอม และเขมรเป็นชาติเดียวกันหรือคนละชาติ"

ผมเข้าใจว่าคุณศรีน่าจะคุ้นกับตำนานจามเทวีวงศ์
หรือพงศาวดารหริภุญชัยอยู่บ้าง... และคงจำเรื่องคล้ายๆกันนี้ได้
ขออนุญาตไม่เล่าเองนะครับ







อ่อ... ผมไม่ได้ไป และไม่ได้อยากไปเยี่ยมบรรพบุรุษที่เขมรเลยครับ
ไปเที่ยวฝั่งตะวันตกสุดซะอย่างราชบุรี หรือขึ้นเหนือไปอุตรดิตถ์... ก็เจอะบรรพบุรุษได้
ที่จริง เดินเข้าวัดอรุณ ข้ามฟากไปอีกฝั่ง...... ก็ยังเจอ


ตอบคำถามคุณ sugar ดีกว่า
เพราะนับว่าเป็นโชคดีของผม
ที่คุณศรีมาตอบความคิดเห็นให้ผมเสียก่อน
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 122  เมื่อ 14 พ.ย. 09, 17:21

คำถามของคุณ sugar ทีละข้อนะครับ

- ปลอดภัยมั้ย ?

ถ้าถามว่าปลอดภัยเพราะปราสาทจะถล่มมั้ย ?
คิดว่าไม่ครับ ที่นี่สร้างได้แข็งแรงดี
ถ้าเป็นปราสาทสมัยบายนก็ไม่แน่...
เพราะแลงเขาตัดได้ไม่ดีเท่าไหร่
เวลาไปถ้าฝนตกหนักก็อย่าเข้าไปหลบในปราสาทนะครับ
เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน...

แต่ถ้าถามว่าเรื่องการเมือง จะปลอดภัยมั้ย ?
ต้องขอเรียนว่าตราบใดที่คนไปชมไม่ได้ถือหนังสือเดินทางของคนไทย...
ก็ยังปลอดภัยครับ

หลายปีที่ผ่านมา มีคนขึ้นชมเขาพระวิหารหลายคณะแล้วครับ
ไปกันค่อนข้างบ่อยเสียด้วย... แต่คนไทยทั่วไปไม่ได้ขึ้นครับ
คนนึงที่ผมทราบว่าได้ขึ้น จากบทสัมภาษณ์ที่พบได้ทั่วไป
เพราะเขาไปสอนหนังสืออยู่เมืองเขมร และให้ลูกศิษย์ชาวเขมรพาขึ้นไปชมครับ





- น่าท่องเที่ยวแบบไหน ?

ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ อย่าเพิ่งถามเลยครับ
รอภาวะทางการเมืองมันสงบกว่านี้เสียก่อนดีกว่า
และเดาว่าน่าจะอีกหลายปี
ตาฮุนเซนแกก่อป้อมรอมานานละครับ
ยิ่งสั่งซื้อตอร์ปิโดมาใหม่อยู่ด้วย.... เขาจวกเราเข้าก่อนแล้วล่ะครับ




- มีภัยแอบแฝงหรือไม่ ?

ไม่มีครับ มีแต่ภัยโดยตรงเลย
และอาจจะมีไปอีกหลายปี




- ควรภูมิใจแบบไหน ?

ขึ้นกับว่าเราคิดยังไงครับ ถ้าคิดว่าเราไม่ใช่ลูกหลานขอม
ก็น่าจะภูมิใจเหมือนไปดูวิหารอะไรซักแห่งในอียิปต์ อินคา มายา อะไรเทือกนั้น
และคิดไปว่า "มันเป็นมรดกของเผ่าพันธุ์มนุษย์" ก็น่าจะได้

แต่หลักฐานที่เอาไปยื่นกับศาลโลก... จะใช้ไม่ได้
เพราะคนสั่งให้สร้างเป็นกษัตริย์ขอม
และคนรับคำสั่งให้สร้างมีชื่อจริงเป็นภาษาขอม




แต่ถ้าคิดว่าสยามมีขอมเป็นบรรพบุรุษ
ก็อาจจะภูมิใจในความภาคภูมิของบรรพบุรุษได้
ถึงจะไม่ใช่บรรพบุรุษตรงๆ... ก็ยังมีความชิดใกล้กันอยู่

คุณ sugar ต้องเลือกเอาเองนะครับ
เลือกแล้วก็ไม่ต้องบอกใคร...
ดูหลักฐานเอง คิดเอง ตัดสินใจเอง
ที่สำคัญ "เป็นตัวของตัวเอง" ขอบพระคุณครับ
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 123  เมื่อ 14 พ.ย. 09, 17:58

ทีนี้ก็น่าจะเหลือคำตอบข้อที่ผมเว้นไว้ให้เป็นข้อสุดท้าย...
- ขอมดำดินคืออะไร ?


อย่างที่เรียนไปแล้วครับ ผมเกิดไม่ทันขอมดำดิน
และเกิดไม่ทันยุคที่ขอมดำดินยังเป็นชิ้นเป็นอันกว่าทุกวันนี้อยู่
เพราะชาวบ้านเขาเชื่อ ว่าขอมดำดินศักดิ์สิทธิ์...
เลยพากันไปกะเทาะมาทำเครื่องราง

ที่จริง ผมเข้าใจว่า "ขอมดำดิน" อาจจะมีที่มาจากคำว่า "ขอมดำ" มากกว่า
แต่ไม่รู้ว่าดำอะไร เลยเติมดินให้ไปซะทีหลัง...

คำพวกนี้เป็นคำที่คน "เมืองเหนือ" ในความคิดของอยุธยาตอนต้น-ตอนกลาง
ใช้เรียก "คนที่อยู่ใต้ตัวเองลงไป และพูดภาษาที่กระเดียดไปทางขอมมากกว่าเขา"
และ "นับถือพุทธศาสนาที่ค่อนไปในทางมหายาน" มากกว่าเขา
(พวกที่ยังค้างความเป็นพุทธราชา พูดกับกษัตริย์ว่า "พระพุทธเจ้าข้า" นั่นล่ะครับ)

ก็แปลง่ายๆว่ารวมเอาอยุธยาไปด้วย... และกินมาถึงรัตนโกสินทร์
ที่พยายามจะเรียกเมื่องตัวเองว่า "กรุงเทพทวาราวดี" ต่อมาอยู่พักนึงด้วย
(หาอ่านเอาได้ในจารึก หรือเอกสารสมัยก่อน ร.4 นะครับ)



เพราะทุกวันนี้ไทที่อยู่นอกไทยออกไป เช่น ไทใหญ่ก็ยังเห็นประเทศไทย เป็น "ประเทศขอม"
แต่เผอิญ... ราชวงศ์ที่ครอง "เมืองเหนือ(ตอนล่างๆ)" เขาลงมาอยู่ "เมืองขอม" ไปนานแล้ว
แถมตอนลงมาก็ดูจะไม่ได้ลงมาอย่างสงบราบรื่นเสียด้วยสิครับ...
คำว่า "ขอม" สำหรับคนอยุธยา เลยโดนยกไปให้เมืองแถวๆเขมรซะตามระเบียบ...
และระเบียบนี้ก็ใช้กันต่อมาในตำราประวัติศาสตร์ฉบับครูประชาบาลและกรมการรักษาดินแดน...





แต่ถ้าใครซักคนเป็นคนล้านนา...
คุณอาจจะเคยได้ยินญาติผู้ใหญ่ที่เกิดก่อน พ.ศ. 2500
ใช้คำว่า "ขอม" เรียกคนกรุงเทพได้บ้าง ไม่ต้องตกใจนะครับ







มาขึ้นเรื่องขอมดำดินกันดีกว่า
บันทึกชิ้นที่ผมอ่านแล้วถูกใจที่สุดเรื่องหินก้อนนี้
เป็นงานเขียนของกรมพระยานริศฯ
เมื่อปี พ.ศ. 2445 ท่านเสด็จไปตรวจติแก้หุ่น
ที่จะถ่ายแบบพระพุทธชินราชที่เมืองพิษณุโลก
และได้เสด็จไปเมืองสุโขทัยด้วย

ในครั้งนั้นท่านบันทึกสิ่งต่างๆที่ทรงพบเห็นเอาไว้
รวมเป็นหนังสือบางๆได้เล่มนึง
ลูกหลานท่านเอามาพิมพ์ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2506
ตั้งชื่อหนังสือว่า "จดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลก"
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 124  เมื่อ 14 พ.ย. 09, 18:31

บันทึกลงวันที่ 14 มิถุนายน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2445)


ผมยกมาเฉพาะที่จำเป็น คือ

เวลาบ่าย 5 โมง 50 ฝนหาย ออกเดินแต่พวกเรา ไปดูวัดมหาธาตุ วัดนี้เป็นวัดสำคัญในเมืองนี้ ที่มีเรื่องซึมๆ เกี่ยวอยู่ คือ 1 พระศรีสากยมุนีที่วัดสุทัศน์เดิมอยู่ที่นี่ แลขอมดำดินก็อยู่ที่นี่...




...หน้าวิหารด้านทิศใต้ มีฐานก่อด้วยแลงอันหนึ่ง เห็นจะเปนฐานพระเจดีย์ ที่ข้างฐานนั้นมีหินก้อนหนึ่ง ที่ว่าเป็นขอมดำดินมาเพื่อฆ่าพระร่วงโผล่ขึ้นครึ่งตัวถามหาพระร่วงเอง พระร่วงจึงสาปให้คาแผ่นดินอยู่ครึ่งตัวกลายเปนหิน แต่บัดนี้ไม่คาเสียแล้ว ขึ้นอยู่บนแผ่นดินเต็มตัว เพราะหลวงสารสาสน์(เยรินี)มาขุดเอาขึ้นไว้ การที่ขุดขึ้นนั้นเห็นจะเพราะอยากรู้ว่าหินอะไร เดิมมันจมดินอยู่แลลึกด้วย เพราะถูกคนต่อยเอาไปเป็นเครื่องราง หลวงสารสาสน์ก่อนที่จะขุด คงนึกว่าเป็นหินรูปพรรณอะไรอย่างหนึ่ง แต่ขุดขึ้นมาแล้วเสียใจ ด้วยยังคงไม่รู้ว่าอะไรอยู่นั่นเอง จะว่าก้อนหินธรรมดาก็ใช่ จะว่ารูปพรรณอะไรก็เชิง มันเปนอย่างนี้ ถ้าเปนรูปพรรณก็งามจะเปนองค์พระ...





คิดว่าน่าจะอธิบายได้ครบถ้วนนะครับ
ถ้าอยากชมภาพเพิ่ม ขออนุญาตรอแดดพรุ่งนี้ถ่ายรูปก่อนนะครับ
บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 125  เมื่อ 15 พ.ย. 09, 00:07

นักวิชาการอย่างท่าน"ติมอ"นี่น่ารักดีครับ ผมชอบ ชีวิตผมนั้นผ่านเรื่องการเมือง(เพราะทางหน่วยงานส่งไป)มาพอควร ผมเคยนั่งอยู่ที่ตึกบัญชาการสีขาวด้านริมคลองนั่นแหละครับ ชั้น 3 ถ้วย ชาม ที่กินอาหารกลางวัน ที่เจ้าหนัาที่ไปซื้อมาให้นี่สวยเหลือเกินครับสายมากๆ ถ้าวันไหนมีประชุมครม.ก็ไปกินอาหารฟรีที่ตึกประชุมครับ อยู่ที่นั่นได้เห็นอะไรมากมายโดยเฉพาะเรื่องการฉ้อราฏร์บังหลวง จะว่าพรรคไหนไม่มีเรื่องนี้ผมฟังแล้วยิ้มอย่างเดียวครับ กระเป๋าเงินสดเป็นหลายๆๆๆหลักมากก็เคยหิ้วมาแล้ว ตอนนี้ผมเลยวางเฉยไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย หันมาหาความรู้จากท่านทั้งหลายที่เว็บนี้ และทำงานวิชาชีพ ดีกว่า  เอ ขอมดำำดิน ผมเคยเห็นว่ายังอยู่นี่ครับ เป็นก้อนหินก้อนเบ่อเริ่มนะครับไม่น่ามีใครเคลื่อนไปไหนได้นะครับ จะรออ่านต่อนะครับ ทุกๆท่าน
มานิต
บันทึกการเข้า
sugar
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53


ความคิดเห็นที่ 126  เมื่อ 16 พ.ย. 09, 12:51

คุณติบอค่ะ ที่ว่าบรรพบุรุษของดิฉันมาจากขอมดำน่ะ ไปบอกใคร ใครเค้าจะเชื่อล่ะคะ? ขนาดคุณศรีมีเค้าหน้าคล้ายกว่ายังไม่ยอมรับเลย..อิอิ (ดูรูปจากแฝดสยองน่ะค่ะ...) 

แต่ถ้าเรื่องจริงล่ะก็ อย่าบอกใครนะคะ  อายจัง...  อายจัง  (ไม่น่าเล้ย...ให้คุณติบอรู้อยู่คนเดียวก็ดีอยู่แล้วเนอะ..)

แต่ถ้าบรรพบุรุษขอมของดิฉันมีคุณงามความดี ถ่ายทอดยีนที่ดี มีจิตสำนึกดี  รักเผ่าพันธุ์ รักความเป็นธรรม ก็รับได้นะคะ แต่ถ้ามีแต่ยีนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวรอด เจ้าเล่ห์แสนกล เหมือนหมาจิ้งจอกล่ะก็ เห็นจะต้องตัดหางปล่อยบรรพบุรุษส่วนนี้ทิ้งซะดีกว่าจะยอมรับได้... นิสัยแบบนี้ไม่ควรจะหลงเหลืออยู่ในยุคนี้... เชยสุดๆ รับไม่ได้ ยี้.
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 127  เมื่อ 16 พ.ย. 09, 15:23

ก่อนจะตอบคำถามของคุณ sugar
ผมคงต้องเรียนก่อนว่า มี 2 เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ
เรื่องแรก ขออนุญาตตอบอีกครั้งว่าขอมโบราณ กับเขมรปัจจุบัน
อยู่กันคนละช่วงเวลา...

ในเมื่อยุคที่ขอมเรืองอำนาจ
เขาก็ขยายอาณาเขตเข้ามาประเทศไทยปัจจุบันเลยไปถึงพม่าตอนใต้
เมื่ออำนาจของเขาเสื่อมลง.... "อยุธยา" ก็ขยายอาณาเขตไปถึงเมืองพระนคร

กรุณาอย่าใช้คำว่า "เสียม" หรือ "สยาม" เรียกคนอยุธยานะครับ...
ชื่อประเทศไทยชื่อนี้เพิ่งมาตั้งเอาสมัยรัชกาลที่ 4
และ "ลาลูแบร์" ซึ่งเข้ามาค้าขายกันอยุธยาบันทึกไว้ว่าคนอยุธยาไม่รู้จักคำนี้
เพราะคนอยุธยาบอกลาลูแบร์ว่าตัวเองเป็น "ไทน้อย"
(ปัจจุบันพวกนักคติชนเอาคำนี้ไปเรียก "คนลาว" กัน)

ในเมื่อเราห่างจากขอมมา 700 กว่าปีแล้วเป็นอย่างน้อย...
เขมรก็อยู่ในความห่างของระยะเวลาที่เท่ากันด้วย
ต่างกันแค่ตรงที่เขายังใช้ภาษา "ขอม" มากกว่าเรา
ที่เราเอาภาษาไทยมาปนภาษาขอมให้เป็นภาษา "ไทสยาม"

นอกจากนั้นเราก็ปฏิเสธไม่ดีอีกเช่นกัน ว่าทั้ง "อยุธยา" และ "รัตนโกสินทร์ตอนต้น"
อยู่ในข่าย "บรรพบุรุษ" ส่วนหนึ่งของ "เขมรปัจจุบัน" ด้วย
เพียงแต่ว่าทั้ง "อยุธยา" และ "รัตนโกสินทร์" นั้น... "มีอิทธิพลทางภาษา" กับเขมรปัจจุบัน
น้อยกว่า "ขอม" ซึ่งเคยครอบครองพื้นที่ของเขาโดยตรงมาก่อน
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 128  เมื่อ 16 พ.ย. 09, 15:41

เรื่องที่สอง ปัญหามรดกทางวัฒนธรรม หรือดินแดน
เป็นเรื่องปกติของประเทศที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกัน
คู่กรณีแบบนี้ มีมากมายทั่วโลกครับ บางคู่ก็สงบเสงี่ยม
บางคู่ก็วุ่นวาย บางคู่ก็เวิ่นเว้อ บางคู่ก็จะฆ่ากันตาย และบางคู่ก็บ้าๆบอๆ

ตัวอย่าง เช่น
ปัญหาการแบ่งแยกดินแดน อังกฤษ-ไอร์แลนด์
ปัญหาการทวงพระแก้วมรกต หรือพระพุทธรูปสำคัญของลาวคืน
ปัญหาเรื่อง "ธิเบต" ควรจะเป็นของจีน หรือฑะไลลามะ
ปัญหาเรื่องเกาะใต้หวันเป็นของจีนหรือไม่ ?
ปัญหาเรื่องที่อินโดนิเซียพยายามจะทวงพระคเณศที่รัฐบาลฮอลันดาถวายให้รัชกาลที่ 5 คืน
เป็นต้น...

เรื่องแบบนี้ ไม่สามารถเอาวัฒนธรรมมาตัดสินอะไรได้
เพราะในเมื่อมีวัฒนธรรมที่ผูกพันกันมา... มันก็เป็นมรดกของทั้งคู่พอๆกัน
หลักฐานที่เอามาเป็นตัวตัดสิน โดยสากล คือ "คำยินยอมระหว่าง 2 ฝ่าย"
เช่น การที่เอกสารรัฐบาลฮอลันดาได้จัดส่งพระคเณศมาให้สยาม เป็นต้น

พูดง่ายๆ ถ้าคุณ sugar จะทำรังวัดที่ดินของตัวเอง...
คุณจะไปตามเจ้าหน้าที่มาทำแค่ 2 คน แล้วเอาโฉนดใหม่มาใช้...
เพื่อนบ้านคุณจะยอมรับมั้ยครับ ? แล้วถ้าคุณดื้อแพ่งจะใช้... เขาไปฟ้องศาลใครจะผิดครับ ?
เพราะฉะนั้น แผนที่ที่ไทยทำเองฝ่ายเดียว ศาลโลกก็ไม่ยอมรับแน่นอนครับ
เขาก็ต้องเอาแผนที่ที่มีการลงนามทั้ง 2 ฝ่าย มาใช้เป็นหลัก
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 129  เมื่อ 16 พ.ย. 09, 16:06

จาก 2 เรื่องที่เล่าไปแล้ว จะเห็นว่า "อยุธยา" หรือ "รัตนโกสินทร์"
ไม่ได้โตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวเหมือนถูกปล่อยเกาะไว้กลางทะเล
แต่เราเติบโตมาถึงปัจจุบันไปพร้อมๆกับเมืองอื่นๆ รอบตัว
และแน่นอนว่าเป็นการเติบโตมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา

บางเมืองเหล่านี้ก็ล่มสลายหาแผนที่ไม่ได้ไปแล้วก็มี
เช่น มอญ
บางเมืองก็แยกออกเป็น 2 ประเทศ แล้วรวมเข้ากันใหม่ก็มี
เช่น เวียดนาม
หรือบางเมืองก็ถูกจับเอาหลายๆเมืองมาไว้เป็นประเทศเดียวก็มี
เช่น พม่า ลาว มาเลเซีย หรืออินโดนิเซีย



บางครั้ง อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง
ก็อาจส่งผลกระทบที่ทำให้อีกประเทศเปลี่ยนแปลงได้

เช่น ราชวงศ์โรมานอฟ(รัสเซีย)ล่มสลาย
เพราะการเป็นแคริเออร์โรคธาลัสซิเมียของควีนวิคตอเรีย(อังกฤษ) เป็นต้น







คำถามทั้งหมดในสิ่งที่คุณ sugar ถามผมมา
มีพื้นฐานมาจากปัญหาการศึกษาของสังคมไทยครับ
การศึกษาอะไรเกี่ยวกับ "ไทย" ในระดับประถม - มัธยม
(เผลอๆจะมหาวิทยาลัยหลายที่เสียด้วย) เป็นการศึกษาแต่ตัวเอง ครับ



ลองมาดูตัวอย่างกันง่ายๆว่า "การศึกษาแต่ตัวเอง" เป็นยังไง ?
ถ้าคุณ sugar มีลูกสาวอายุ 7 ขวบและเธอ กำลังสงสัยว่า
"อะไรคือมนุษย์ผู้หญิง" แล้วมาถามคุณ คุณจะทำยังไง ?

อย่างแรก จะเอาภาพผู้หญิงเป็นสิบๆภาพให้เขาดู
แล้วให้เขาดูรายละเอียดมั้ยครับ ?


ถ้าคุณทำ... เด็กอาจจะจับลักษณะได้ แล้วบอกคุณว่า
ผู้หญิงต้อง... ผมยาว แต่งหน้า มีหน้าอก มีสะโพก เป็นต้น
แต่ก็อาจจะบอกคุณว่า ผู้หญิงต้อง... มีผม มีตา 2 ตา ปีปาก มีจมูกด้วย...
ซึ่งมนุษย์คนไหนๆถ้าไม่พิการมากจนเกินไปเขาก็มี จะเพศอะไรก็มี
(ไปเปลี่ยนเพศมาแล้วก็มี แม้แต่ลิงตัวเมียยังมีเลยไม่ใช่หรือ ?)





หรือ




หรืออย่างที่สอง

ถ้าคุณ sugar เอารูปชุดนึงให้ลูกดู ในชุดมีทั้งรูป
"ผู้หญิง" "ผู้ชาย" "สิงโตตัวเมีย" "สิงโตตัวผู้"
"ลิงตัวเมีย" "ลิงตัวผู้" "ปลาหางนกยูงตัวเมีย" "ปลาหางนกยูงตัวผู้"
แล้วเลือกมาเฉพาะรูปที่เป็น "มนุษย์ผู้หญิง"
แล้วบอกเขาว่า "นี่คือมนุษย์ผู้หญิง"....


วิธีไหนลูกของคุณ "จะตอบเฉพาะลักษณะที่ผู้หญิงมี" ได้มากกว่ากัน ?









ที่ผ่านมากับประวัติศาสตร์ไทย หรือ ศิลปะ-วัฒนธรรมไทย เราทำกันอย่างแรก
ดูแต่ของเรา ถามแต่ของเรา และคิดว่า "ทั้งหมดนั่นเป็นเรา เราทำ เราสร้าง เราประดิษฐ์"
และอนุมาต่อไปว่า "เราคิด เราเป็นเจ้าของ เราคนเดียว"


ตัวอย่าง เรื่องใกล้ตัวง่ายๆ ที่น่าเศร้าสำหรับสังคมไทย

เมื่อ พ.ศ. 2525 มีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมหาราชวังกันครั้งใหญ่
การซ่อมครั้งนั้นไม่สามารถหากระจกบางๆที่ปิดตามอาคารได้
27 ปีผ่านไป "คนไทย" ก็พยายามหากระจกที่ว่า "ในประเทศไทย"
ทำไปหลายอย่างแม้กระทั่งเสียงบประมาณไปทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ครั้งหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งมาถามผมว่า "มึงว่าทำไงต่อดีวะ ?"
ผมก็ถามเขากลับไปว่า "ไอ้กระจกสีเขียวๆนี่ ภาษาเก่ามันเรียกว่าอะไรนะ ?"
มันก็ตอบผมตามความชำนาญว่า "แก้วอังวะไง ลืมแล้วหรอ ?"
ผมถามมันต่อว่า "แล้วมึงไปหาในเมืองพม่ามารึยังวะ ?"
มันถามผมกลับมาว่า "ทำไมต้องไปพม่าวะ ?...
กูว่าจะไปดูแถวฝั่งธนฯ ที่นั่นมีซอยชื่อตรอกกระจกว่ะ"


เฮ่อ.... สยามจดสิทธิบัตรแก้วอังวะได้ฉันใด...
เขาพระวิหารก็เป็นของไทยแต่เพียงผู้เดียวฉันนั้น











ก่อนจะหยุดโพสต์(ยาวๆ)นี่ ผมมีคำถามให้คุณ sugar 2 ข้อ ครับ
อย่างแรก ถ้าว่ากันตามทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์.....
คุณ sugar รับได้มั้ยครัว ว่ามนุษย์มีบรรพบุรุษใกล้ตัวเป็น "ลิง"
และที่นานกว่านั้นหน่อย "เป็นไดโนเสาร์"
และเก่าที่สุด "เป็นสัตว์เซลล์เดียวเหมือนเชื้อโรค"



ถ้ารับได้









































ระหว่าง "ลิง" "ไดโนเสาร์" และ "สัตว์เซลล์เดียวเหมือนเชื้อโรค" กับ "ขอมที่สร้างปราสาทหิน" อะไรแย่กว่ากัน ?
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 130  เมื่อ 16 พ.ย. 09, 16:16

เห็นความคิดเห็นที่ 126 แล้วขออนุญาตแถมอีกเรื่องนะครับ
ไม่เกี่ยวอะไรกับปราสาทพระวิหาร
พอๆกับที่ขอมในอดีตเป็นคนละคนกับเขมรในปัจจุบัน


ถ้าใครซักคนคิดว่าบรรพบุรุษเขาเลว แล้วทำอย่างที่คุณ sugar ว่า คือ
ถ้าบรรพบุรุษขอมของดิฉันมีคุณงามความดี ถ่ายทอดยีนที่ดี มีจิตสำนึกดี  รักเผ่าพันธุ์ รักความเป็นธรรม ก็รับได้นะคะ แต่ถ้ามีแต่ยีนที่เห็นแก่ตัว เอาตัวรอด เจ้าเล่ห์แสนกล เหมือนหมาจิ้งจอกล่ะก็ เห็นจะต้องตัดหางปล่อยบรรพบุรุษส่วนนี้ทิ้งซะดีกว่าจะยอมรับได้... นิสัยแบบนี้ไม่ควรจะหลงเหลืออยู่ในยุคนี้... เชยสุดๆ รับไม่ได้ ยี้.

คุณ sugar จะเรียกเขาว่า
- รักเผ่าพันธุ์
- รักความเป็นธรรม
- มีคุณงามความดี
- ถ่ายทอดยีนที่ดี
- มีจิตสำนึกดี  
หรือเปล่าครับ ?


หรือว่าคุณจะเห็นเขาจะกำลัง
- เห็นแก่ตัว
- เอาตัวรอด
- เจ้าเล่ห์แสนกล เหมือนหมาจิ้งจอก
อยู่ ?



ถ้าใช่ เขาก็คงจะถูกลูกหลาน ตัดหางปล่อยบรรพบุรุษส่วนนี้ทิ้งซะดีกว่าจะยอมรับได้..
เพราะอะไร นิสัยแบบนี้ไม่ควรจะหลงเหลืออยู่ในยุคนี้... เชยสุดๆ รับไม่ได้ ยี้. คุณ sugar ก็ตอบไว้แล้วนะครับ





ประเทศชาติและแผ่นดิน เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองไม่ได้ครับ
แต่ก็เข้มแข็งพอที่จะให้คนในชาติได้อยู่อาศัย...
เราก็ต้องปกป้องและดูแลประเทศเหมือนดูแลลูกเล็กๆของเราน่ะล่ะครับ

แล้วถ้าเรามีลูก เราจะสอนลูกให้มีเหตุผล และมีเหตุผลกับลูกมั้ย ?
แล้วถ้าลูกเราทะเลาะกับเพื่อน... เราจะสอบสวนความผิดก่อนมั้ย ?
ถ้าจะสอบสวน จะถามเฉพาะลูกเรา หรือถามคนอื่นๆ เช่น เพื่อนของลูก หรือ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ?

หรือเราไปจะร้องหาความยุติธรรมให้ลูกเลย... โดยไม่ใส่ใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเลยหรือ ?
ถ้าใช่ เราจะเหมือนแกนนำสีใดสีหนึ่งในสังคมไทยหรือเปล่า ?
จะอยู่สีไหน หรือกลุ่มไหน ถ้าปล่อยตัวไปตามกระแส ก็ไม่ต่างกันครับ







ปล. ผมเอาพงศาวดารมาจัดฟอนท์ใหม่ครับ มีค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับมั้ยครับ ?


ปล. 2 เรียนท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านกระทู้ครับ
(ทั้งที่อ่านเฉยๆ และอ่านโดยไม่โพสต์ด้วยนะครับ)
ขอบพระคุณ ทุกท่านที่ท่านยังอ่านกระทู้นี้อยู่
และขอบพระคุณท่านมานิตที่ยังทนเห็นผม "น่ารัก" ได้อยู่
หลังจากที่คุณ sugar รู้สึกว่าผมกำลังดุ หรือคุณศรีคิดว่าผมกำลังขวิดไปหลายรอบแล้ว
ผมต้องขออนุญาตขออภัยทั้ง 2 ท่านไว้ด้วยนะครับ....

อยากเรียนว่าผมลำบากใจ ที่จะเล่ากระทู้นี้มาแต่แรก
เพราะที่ผ่านมา สังคมไทยนอกจากจะแบ่งสีสันกันแล้ว
ยังมีอีกหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ว่าเขาพระวิหารต้องเป็นของไทย
หรือกลุ่มที่รู้สึกว่าไทยกำลังเสียเปรียบอยู่ เป็นต้น
และเมื่อสังคมภายนอกเป็นฉันใด สังคมเรือนไทยก็เป็นฉันนั้น
ทั้งๆที่เรื่องนี้ ถ้าเรารับความจริงในประวัติศาสตร์ได้ ทำความเข้าใจกับมันได้
ทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายๆ เหมือนจับตัวเลขตัวโตๆใส่บลอคให้ถูกช่อง




เหตุที่ต้องขออนุญาตลุกขึ้นเชิดหนังหน้าไฟเสียเอง
เพราะเห็นว่าเรือนไทยน่าจะเป็นที่ที่สมาชิกหลายท่านคงพอรับกับสิ่งเหล่านี้ได้
และเชื่อว่าเป็นที่ที่สามารถฝากข้อมูลไว้ได้ดีกว่าที่อื่นๆในโลกภายนอก
(เช่น ไปฝากเสียกลางตลาด... ผมก็โดนแม่ค้าเหยียบตายสิครับ)

ถ้าคุณ sugar หรือคุณศรียังไม่รังเกียจที่จะคุยกับผม
และมีอะไรจะถามผมอีกในกระทู้นี้ ผมก็ยินดีตอบเสมอครับ




สำหรับคุณศรี(เป็นพิเศษ) ผมต้องไปอีสานใต้วันอาทิตย์หน้า(ที่ไม่ใช่สุดสัปดาห์นี้)
ถ้ามีเวลาพอ จะหาโอกาสไปตามการบ้านมาส่งครับผม
บันทึกการเข้า
sugar
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53


ความคิดเห็นที่ 131  เมื่อ 16 พ.ย. 09, 19:35

สวัสดีค่ะคุณติบอผู้น่ารักสำหรับคุณมานิต

สำหรับดิฉันแล้วคุณติบอก็เหมือนครูผู้ให้ความรู้  กระเทาะสนิมความคิดแย่ๆ โดยไม่ต้องใช้ไม้เรียว ดีกว่าครูไหวใจร้ายเป็นไหนๆ  แต่ก็อย่างว่าล่ะค่ะ เด็กดีที่กลายเป็นเด็กดื้ออย่างดิฉันอยู่ๆ จะมาจับให้ยอมรับว่ามีบรรพบุรุษขึ้นมาใหม่โดยไม่คาดคิดมาก่อนถึงจะอ้างอิงโดยตำราวิชาการก็เถอะ ก็ยังหวั่นใจอยู่นะคะ...ยังไม่รวมตกใจอีกตะหาก

แต่จะว่าไปแล้ว การไม่ยอมรับบรรพบุรุษโบราณที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ มันคงไม่แย่ไปกว่าการดูแคลนไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนในยุคเดียวกันนะคะ...

แล้วถ้าบรรพบุรุษโบราณที่ว่านั้นเป็นคนเลวเชยๆอย่างที่ดิฉันกล่าวหาไปแบบนั้น เห็นทีดิฉันจะต้องกราบขอโทษทุกๆคนที่ยอมรับบรรพบุรุษโบราณแล้วด้วยนะคะ... ตกลงว่าเลวจริงหรอคะ... ยังไม่เชื่อนะเนี่ย...  จะโดนข้อหาดูถูกบรรพบุรุษรึเปล่านะ

หรือว่าจะจริง เพราะมีตัวอย่างที่คุณติบออ้างไว้


ปล. เรื่องที่น่าเศร้ากว่านั้นของสังคมไทย คือดูเหมือนว่าเราต้องการคนโง่ครับ
เพราะคนฉลาดจะรู้ว่าข้าราชการประจำทุกวันนี้... โง่ และขี้เกียจร้อยละ 99
ส่วนข้าราชการการเมืองนั่น... ไม่เคยถือศีลข้อ 4 และข้อ 2 ร้อยละร้อย

แถมที่โชคร้ายกว่านั้น.... กระแสการเมืองไทยที่มีมาหลายสิบปีนี่..
เป็นกระแสที่นำไปโดยนักปลุกระดมนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน และไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายไหน
สีสันมันมาจากการปลุกระดมให้สังคมแตกแยกทั้งนั้น...
คนไทยหลายคนก็แปลก... ยอมให้เขาจับเขาใส่หัวแล้วเสี้ยมเอาๆ
เสี้ยมเสร็จพอแหลมพอก็ขวิดกันไปทั่ว
เผลอๆจะขวิดแม้แต่คนอยู่บ้านเดียวกัน นอนเตียงเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกันเองเสียด้วย!!!



แล้วคุณติบอล่ะคะ ยังเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกับดิฉันรึเปล่า? หมาจิ้งจอกน่ะ ... ม่ายช่าย



จะยังไงก็แล้วแต่ ดิฉันก็ต้องขอขอบคุณคุณติบอ ที่ได้สละเวลาอันมีค่า(ที่น่าจะเอาเวลาไปหาความสุขส่วนตัวมากกว่า)มาช่วยค้นคว้าเผยแพร่สาระข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างมาก ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่น่าจะได้ข้อมูลแบบนี้จากที่ใด ให้แก่ดิฉันและผู้อ่านที่แวะเข้ามาทุกท่านค่ะ  สำหรับบางคำ บางข้อความที่ดูไร้มารยาท ไร้การไตร่ตรอง ก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ ส่วนดิฉันเองก็อยากจะมีเพื่อนไว้คุยมากกว่าไว้เคืองน่ะค่ะ...


ส่วนเรื่อง ลิง ไดโนเสาร์ สัตว์เซลเดียว และขอม อะไรที่ว่าแย่กว่ากัน?

ลิง ไดโนเสาร์ สัตว์เซลเดียว จิตใจไม่ซับซ้อนเหมือน มนุษย์ผู้เต็มไปด้วยกิเลส โลภ โกรธ หลง (เกี่ยวไม๊เนี่ย)






บันทึกการเข้า
srisiam
สุครีพ
******
ตอบ: 857


ความคิดเห็นที่ 132  เมื่อ 17 พ.ย. 09, 00:38

ก็เห็นด้วยกะคุณsugarนั่นแหละว่ามีเพื่อนคุย ยังดีกว่ามีไว้เคือง..........ก็สารภาพว่าไงๆก็ยังนับถือคุณติบอว่าเป็นผู้ขยันสรรหาเรื่องน่ารู้มานำเสนอให้กับหลายคนที่ไม่ค่อยรู้ได้อ่านกัน......แม้ไม่ได้เห็นพ้องต้องกันทุกเรื่อง...

ก็ไม่จำเป้นต้องขุ่เคืองอะไร.....แซวกันไปมาได้สนุกสนาน



แต่ที่ไม่สบายใจหลายครั้ง...ก็อาจเป็นเรื่องการเผลอด่าอย่างไม่จำแนก............เช่น 99%   หรือ 100%  ของขรก หรือนักการเมือง


น่าจะไม่ค่อยยุติธรรมสำหรับคนดีๆที่พอมีในทั้งสองอาชีพนั้น

จึงได้ท้วงติงบ้าง.......เพราะคุณติบอนั้น อนาคตยังไกล..........ที่สำคัญ...ไม่อยากให้ เรือนไทย เป็นเช่นบางเว็บ.ที่อุดมด้วยคำก่นด่าอย่างขาดเมตตาและความรักในเพื่อนร่วมชาติกันเองแท้



จึงเรียนมาด้วยความเคารพ......ครับผม คุณติบอ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 133  เมื่อ 17 พ.ย. 09, 11:46

ขอบพระคุณสำหรับการโพสต์ของท้งคุณ sugar และคุณศรีครับ
ทั้งคำวิจารณ์ คำบอกเล่า และที่สำคัญที่สุดคำเตือนที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง
ผมดีใจมากในที่สุดกระทู้ก็มาถึงจุดนี้ของมัน
โดยไม่เกิดเรื่องเลวร้ายบางอย่างขึ้นเสียก่อน

และขอบพระคุณ คุณศรีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นห่วงเรือนไทยด้วยครับ





นักวิชาการบางท่านเคยเปิดประเด็นว่า "เราจะหาทางออกอย่างไรให้ปราสาทพระวิหาร ?"
และ "การชุมนุมประท้วงของคนไทย... ในประเทศไทย.... กรณีปราสาทพระวิหาร.... มีผลอย่างไรในสายตาประชาคมโลก ?"
โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่านี่เป็นคำถาม ที่เราควรถามตัวเองก่อนทำทุกสิ่งทุกอย่างลงไป

เพราะ..
1.) เราทราบแล้วว่าการชุมนุมประท้วงไม่ส่งผลอะไรกับกรณีนี้ทั้งสิ้น
2.) กรณีการเผาสถานทูตไทยในเขมร บอกเราได้ว่าคนเขมรทราบดี
(และทราบตลอดมา) ว่าคนไทยคิดอย่างไรกับประเทศเขมรอยู่!!


ท่านเสนอทางออกต่อไปว่า วิธีที่ไม่ใช่การชุมนุมประท้วง มี 2 วิธี
และน่าจะให้คำตอบ "แก่สังคมไทย" ได้อย่างเห็นผล คือ
1.) ขึ้นศาลโลกใหม่
2.) ส่งกำลังทหารเข้ายึดปราสาทซะ

เพราถ้าไม่ทำใน 2 วิธีนี้
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน.... ก็เท่ากับว่าเรากำลัง "วิงวอน" ประเทศกัมพูชา....
ด้วยการ "ทำร้ายคนในชาติเดียวกันเองอยู่"
เด็กเล็กๆที่อาละวาดเพื่อให้พ่อแม่ซื้อของเล่นหรือขนมให้...
อาจจะได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการจาก "ความสงสาร" ของคนเป็นพ่อ-แม่
แต่หลังจากที่สถานทูตไทยกลางกรุงพนมเปญเคยถูกเผามาครั้งหนึ่งแล้ว...
ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่ "ยังอ่านกระทู้มาถึงตรงนี้"
คงทราบดีว่า "เขมร" และ "สมเด็จฮุนเซน" จะคิดอย่างไรกับพฤติกรรมนี้ของคนไทยนะครับ

ไม่ว่าจะเพราะใคร หรือเพราะ... การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อของสังคมไทย
ไม่เคยเกิดผลดีให้กับประเทศของเราเอง... แล้วเราจะทำไปทำไมล่ะครับ ?
บันทึกการเข้า
manit peuksakondh
พาลี
****
ตอบ: 216


ความคิดเห็นที่ 134  เมื่อ 17 พ.ย. 09, 12:05

อ่านเว็บนี้สนุก ได้ความรู้ ได้นึกถึงความหลังสมัยที่ยังหนุ่มๆ กลับมาจากโดนเนรเทศใหม่ๆ  นึกว่าเรานี่ละ อื้อ ฮือ พวกรุ่นพี่(ที่นั่นสว่นมากเป็นชาวปราสาทแดง) เขาก็ไม่ได้ถือ สา อะไร เขามักจะหัวเราะ  อยากทำอะไร ส่วนมากหลังจากที่เขาซักถามแล้ว ว่าทำแล้วไม่เสียชื่อ เขาก็จะปล่อยให้ทำ บางทีพลั้งพลาด เขาก็จะหัวเราะ สอนนิดๆ และปกป้อง ได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ยิ่งอยู่ไป ก็ยิ่งรู้ว่า ที่นึกว่า อื้อ ฮือ น่ะ  ฮิ ฮิ
รอฟังเรื่องสนุกๆต่อนะครับผม ไปอีสานมาจะได้อะไรมาเล่าเอ่ย
ด้วยความเคารพต่อทุกๆท่าน นะครับ
มานิต
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.053 วินาที กับ 19 คำสั่ง