เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
อ่าน: 7376 เศรษฐีหรือจะสู้เจ้าได้....
ติบอ
นิลพัท
*******
ตอบ: 1906


Smile though your heart is aching.


ความคิดเห็นที่ 15  เมื่อ 14 ก.ย. 09, 11:52

เข้ามากราบขอบพระคุณอาจารย์เทาชมพูครับ

สำหรับคุณ suger นะครับ
ผมคนนึงล่ะครับ ที่ปากกัดตีนถีบอยู่ตลอดเวลา
โดยส่วนตัวผมเชื่อว่านอกจากการก้าวข้ามสถานะทางสังคม
การรักษาสถานะทางสังคมเอาไว้ก็ต้องใช้การปากกัดตีนถีบในรูปแบบหนึ่ง
ยิ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่ง "รักษา" ได้ยากขึ้นเท่านั้น

ส่วนเรื่องความรัก ผมว่ามันไม่เท่าสังคมนะครับ
เราไม่น่าจะเอาความคิดของผู้หญิงในสังคมที่ต่างกันมาเปรียบเทีนบกัน
ยิ่งถ้าสังคมยิ่งต่างกันมาก การคาดหวังให้คน 2 กลุ่มประพฤติตัวเหมือนกัน
ก็ยิ่งดูเป็นการฝันลมๆแล้งๆ หวังเลื่อนๆลอยๆ ไปนะครับ

ลองให้ผู้หญิงซักคน ที่เล่นบอร์ดนี้อยู่ก็ได้
จินตนาการดูว่าตัวเองเป็นหม่อมเจ้าหญิงซักพระองค์
มีพระชนมายุ 30 พรรษา ในปี พ.ศ. 2552
(ตั้งแต่ท่อนนี้ไปผมขอใช้ภาษาธรรมดานะครับ)
แล้วลองนึกต่อไปว่าคุณห้ามแต่งงานกับสามัญชน
ต้องแต่งงานกับผู้ชายที่มีฐานันดรสูงกว่าเท่านั้น
ไม่ควรไปไหนมาไหนกับผู้ชายให้เป็นที่ครหา
คุยกับเพื่อนผู้ชายก็ไม่ได้ เล่นหัวกับเพื่อนผู้ชายก็ไม่ได้
ออกจากบ้านก็ไม่ดี มีโทรศัพท์มือถือก็ไม่ควรเมมเบอร์เพื่อนผู้ชายไว้ด้วย
ผมอยากรู้ครับ ว่าใครรู้สึกอึดอัดบ้าง.... ยกมือขึ้นหน่อยครับ
บันทึกการเข้า
sugar
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53


ความคิดเห็นที่ 16  เมื่อ 14 ก.ย. 09, 12:20

จินตนาการเอาตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยหรือคะ.....อิอิ  แล้วถ้าจินตนาการอายุตั้ง 30 ก็เกินแกงนะคะ ขอแค่ 20-21 ก็พอ ยังอาจมีคนพอจะลองสมมติดูบ้างนะคะ ไหนๆ ก็สมมติแล้วน่ะค่ะ

แม้ว่าสมัยนี้กับสมัยก่อนจะไม่เหมือนกันในหลายๆอย่าง ทั้งความคิดและการปฏิบัติตัวก็ตาม แต่สาขากิ่งก้านมากมายของต้นไม้นั้นก็มาจากรากแก้วเพียงรากเดียว อย่างไรเสียผู้หญิงไทยก็ยังคงสำนึกคุณค่าแห่งหญิงไทยแม้บางคนจะต้องค้นกันอย่างหนักก็ตาม แต่เชื่อว่าน่าจะพบบ้างค่ะ....
บันทึกการเข้า
sugar
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53


ความคิดเห็นที่ 17  เมื่อ 14 ก.ย. 09, 15:23

เผอิญแว๊บเข้ามาในสมอง เลยอยากรู้ซะเลย ช่วยสงเคราะห์หน่อยนะคะ

การแต่งงานกับชาวต่างชาตินั้นถือว่าไม่ผิดกฏหมาย  แต่ยังถือว่าผิดประเพณีอยู่จริงหรือเปล่าคะ.....  ขยิบตา


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 18  เมื่อ 15 ก.ย. 09, 14:10

สวัสดีครับ อ.เทาชมพู คุณติบอ และทุกท่าน
 
             เศรษฐีหรือจะสู้เจ้า - ผู้กล่าวประโยคนี้มองว่าถึงแม้เศรษฐีจะมีเงินมากมายพอจะซื้อ
ที่อยู่หรูหราราวกับวัง ซื้อสมบัติของเก่ามีค่า แต่เงินนั้นก็ไม่สามารถจะซื้อความเป็นเจ้า - ความเป็นผู้ดี
แปดสาแหรก(แปดสายแรก) ได้ 

             แต่ เจ้าซึ่งมีทั้งทรัพย์สิน(มากบ้าง น้อยบ้าง) เกียรติยศและความเป็นเจ้าที่สืบทอดกันมา
นั้นก็ต้องแบกรับผลกระทบจากคุณสมบัติข้อหลัง เป็นภาระต้องรักษาเกียรติยศฐานะนั้นไว้ ในขณะที่
เจ้าไม่สามารถเป็นพ่อค้า แม่ค้าได้อย่างออกนอกหน้าหรืออย่างเชี่ยวชาญทำกำไรเช่นเศรษฐีพ่อค้า
เมื่อประกอบกับเหตุปัจจัยอื่นด้านลบ มีผลทำให้ปรากฏสภาวะ "เจ้าตกยาก" หรือ "เจ้าไม่มีศาล"
ของบางท่านให้ได้รับรู้กันทั้งจากนิยายและเรื่องจริง

จากกระทู้เก่า - เจ้าชายนักประพันธ์ อ.เทาชมพูได้เล่าเรื่องชีวิตของท่านอากาศดำเกิงไว้ และประกอบ
ด้วยเรื่องของท่านแดง ดังนี้
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 19  เมื่อ 15 ก.ย. 09, 14:12

เจ้าชายนักประพันธ์: หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์

   "เจ้าไม่มีศาล" ที่ปรากฏอยู่หลายครั้งในตัวละคร หรือแนวคิดต่างๆ กระจายอยู่ในผลงานหลายเรื่อง
คำนี้ หมายถึงเจ้าที่ชาติกำเนิดสูง มียศศักดิ์  แต่ว่าไม่มีเงินทองพอจะพยุงเกียรตินั้นไว้ให้สูงสมฐานะ
ความเป็นเจ้าจึงกลายเป็นภาระหนักอึ้งบนบ่า   เป็นตัวประหลาดในสังคม  เข้ากับใครไม่ได้   
จะเข้าสมาคมเจ้านายด้วยกันก็ถูกปฏิเสธว่า "ต่ำเกินไป " จะอยู่กับสามัญชน  ก็กลมกลืนกันไม่สนิท 
เพราะมีฐานะสูงศักดิ์เป็นสิ่งกีดขวางเอาไว้  ผลคือความขมขื่นคับแค้นที่ไม่อาจลบล้างได้

         เจ้านายที่ยากจน ไม่อาจดำรงฐานะให้สูงส่งได้มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ไม่ใช่ว่าขึ้นชื่อว่าเป็นหม่อมเจ้า
พระองค์เจ้าแล้ว จะต้องมีวังหรูหราเหมือนท่านชายพจน์พระเอกของ"ปริศนา" เสมอไป  เจ้านายที่ร่ำรวยโก้หรู
อย่างนั้นอาจจะจำนวนน้อยกว่าเจ้าที่ไม่ร่ำรวยเสียอีก

ลองมาอ่านทัศนะของ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงกล่าวถึงเจ้าที่ร่ำรวยและยากจนดูนะคะ
     "เป็นธรรมดา คนชอบดูแต่ความโอ่อ่าฟุ้งซ่าน และ bluffing (สิ่งที่หลอกให้ลวงตา)ยิ่งกว่า
การที่เป็นอยู่จริง ฉะนั้น มนุษย์ที่เรียกว่า เจ้า  จึงมักจะถูกหาว่ามั่งมีนัก   และถ้าเจ้ามีแล้วก็ต้องแปลว่า ทำนาบน
หลังคน ทำไมเรื่องเจ้าจนๆ จึงไม่มีใครเอามาปาฐกถากันบ้าง?

          ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่งที่น่าฟัง วันหนึ่งมีผู้หญิงกระเดียดกระจาดใส่ห่อหมกเข้าไปขายหม่อมเจ้าหญิงเม้า 
พระชายากรมหลวงสรรพสาตร์ฯ 
        ท่านเม้าเห็นเข้าก็ตกใจ  ร้องทักออกไปว่า "ตาย ท่านแดง ทำไมท่านมากระเดียดกระจาดขายของอย่างนี้?"
        หญิงคนนั้นโบกมือแล้วตอบว่า
   "ท่านแดงที่โกนจุกปีเดียวกับท่าน ตายนานแล้ว   คนนี้ชื่ออีแดง  ขายห่อหมก"
        ท่านเม้าจึงเรียกถามเบาๆว่าเรื่องเป็นอย่างไร
        ท่านแดง(nick name) ตอบว่า
   " พ่อก็ตาย แม่ก็ตาย พี่น้องก็ไม่มี จะทำอย่างไร ฉันก็ไปบอกกระทรวงวัง ถอนบัญชีเลยว่าท่านแดงนั้นตายแล้ว 
เพื่อจะมาหากินเลี้ยงชีวิตไม่ให้เสียเกียรติของเจ้า"
         ท่านเม้าก็เลยให้เงินช่วย ไปเลี้ยงตั้งตัว   แต่ท่านแดงก็เลยสาบสูญไป  ไม่มีใครพบปะอีก ป่านนี้ก็เห็นจะอยู่กับพ่อแม่
ของท่านแล้วดอกกระมัง
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 20  เมื่อ 15 ก.ย. 09, 14:15

        ในชีวิตได้มีโอกาสเฉียดใกล้บั้นปลายชีวิตของเจ้าท่านหนึ่ง เมื่ออาจารย์พาไปเยี่ยมท่านหญิงซึ่ง
ประชวรเรื้อรังด้วยโรคชราภาพ สมองเสื่อม ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แขนขางอแข็งเกร็งยืดไม่ออก
ประทับอยู่บนเตียงเหมือนรอวาระสุดท้าย  ภาพที่เห็นเป็นครูสอนสัจธรรมความเป็นไปของสรรพชีวิต
ไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ไม่พ้นเกิด แก่ เจ็บ ตาย

         นอกจากเจ้าแล้วชีวิตบริวารที่แวดล้อมท่านในยามบั้นปลายก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะยังมีชีวิต
ต้องสู้เพื่ออยู่ต่อไป
         เมื่อออกมาจากห้องของท่านแล้ว อาจารย์เล่าถึงหญิงมีอายุที่คอยดูแลท่านหญิงอย่างน่าสงสารว่า
อยู่ในวังกับท่านมาตลอดไม่ได้ออกไปไหน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กสาวจนแก่ ตัวคนเดียวไม่มีใคร สิ้นท่านแล้ว
ก็ยังไม่แน่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน กับใครหรือทำอะไร

            พาให้นึกถึงเรื่องสี่แผ่นดิน ชีวิตของแม่ช้อยในแผ่นดินที่สี่เมื่อเวียงวังร้างร่วงโรย
 
           พลอยอดสงสารช้อยมิได้เลยในเรื่องวิถีทางแห่งชีวิตของช้อย ที่แตกต่างกับของตนเป็นหนักหนา
ช้อยต้องหาโอกาสทำมาหากินอยู่ทุกเมื่อไม่มีลดละ ใครเขาทำอะไรกัน นิยมอะไรกัน ช้อยก็ต้องโอนอ่อนไปตาม
เพื่อหาเลี้ยงชีพ เช่น การสวมหมวกคราวนี้เป็นต้น

            "ช้อยช่างไม่เลือกงานที่จะทำเสียบ้างเลยนะ" พลอยปรารภขึ้น

            "เลือกไม่ได้หรอกพลอย" ช้อยตอบ "แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรจะต้องเลือก คนที่ยังเหลืออยู่ในวังเดี๋ยวนี้
ก็ดูเหมือนจะแบบเดียวกับฉันเป็นส่วนมาก ทางไหนที่พอจะทำได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ต้องทำทั้งนั้น
ฉันเองก็ชอบทำงานเพราะอยู่เฉยๆ ก็เหงา นั่งคิดนอนคิดไปก็จะตายเร็วเสียเปล่าๆ ถ้ามีอะไรทำแล้วก็ไม่ค่อยทุกข์
จะได้เงินมากเงินน้อยก็ไม่ว่า ขอให้ได้มีอะไรทำก็พอ
             ฉันดูไปแล้วก็สงสารคนในวังที่ยังเหลืออยู่บางคน แต่ก่อนที่เราเคยเห็นๆ กันมาก็ยังหรูหราอยู่
แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ที่เก่านั่นเอง เจ็บไปแก่ไปจนไป จะทำอะไรก็ไม่ไหวเพราะเคยเป็นผู้ดีมานาน ได้แต่นอนรอความตาย
ไปวันหนึ่งๆ ฉันอยู่ไม่ได้หรอกอย่างนั้น"
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 21  เมื่อ 15 ก.ย. 09, 14:20

เมื่อบ้านพลอยโดนลูกระเบิดเสียหาย พลอยเข้าวังไปค้างกับช้อยก่อนที่จะย้ายไปอยู่บ้านคลองบางหลวง

     "พลอยยังดีกว่าฉันมาก" ช้อยปรารภขึ้น "บ้านนี้พังก็มีบ้านโน้นไปอยู่ได้ อย่างฉันถ้าหากใคร
เขามาไล่ออกจากตำหนักนี้ก็ไม่มีที่จะไป" ....

     "ช้อยทนอยู่ในวังได้อย่างไร ฉันนึกไม่ออกเลย ถ้าเป็นฉันๆ คงกลุ้มใจตาย
      ...มีแต่อะไรผุพังทรุดโทรมไปรอบๆ ตัว น่าเศร้าใจออก ถ้าฉันต้องอยู่ในนี้เห็นจะต้องตายเร็วแน่"
     "... แต่ถ้าจะว่าไปจริงๆ ช้อยก็ดูจะมีภาษีกว่าฉันตรงที่ไม่มีห่วงใยอะไรมาก เพราะตัวคนเดียว"
ช้อยหัวเราะเบาๆ แล้วตอบว่า

        "อย่าเพิ่งพูดไปพลอย.....อย่าเพิ่งแน่ใจนัก ตัวคนเดียวนี่แหละยิ่งมีห่วงมากละ เพราะคนเรามัน
ต้องห่วงอะไรอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีใครคนอื่นจะต้องห่วงเลยก็ต้องห่วงตัวเอง .... อย่างฉันต้องนั่งทำมาหากิน
อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะเรื่องเป็นห่วงตัวเองนั่นแหละ กลัวจะอดกลัวจะลำบาก"               
       "เงินทองเท่าที่มีมาแต่ก่อนมันก็ควรจะพอ"  "ถ้าหากว่าของมันไม่แพงขึ้น ....
        ...ฉันเคยคิดค้าคิดขายหาอัฐ แต่เดี๋ยวนี้ก็ต้องเลิกเพราะมันไม่คุ้ม ก็ได้แต่รับจ้างเขาทำดอกไม้บ้างอะไรบ้าง
มันได้น้อยก็จริง แต่เราก็ต้องใช้มันให้จนพอ"
     
      " ... ถึงให้ทุนรอนฉันมาค้าขายเท่าไรฉันก็มีแต่ขาดทุนจนหมด อบน้ำอบขายก็แล้ว
ทำหมวกก็แล้ว จนถึงทำห่อหมกจ้างเด็กออกไปเดินขายแถวท้ายวังไปจนถึงท่าเตียน แต่แล้วก็ต้องเลิกเพราะขาดทุน"
      "ที่เราเรียนมาแต่เด็กมันคนละอย่าง" ช้อยอธิบาย

        "ผู้ใหญ่ที่สอนให้เราทำอะไรเป็น ท่านสอนให้ทำเอาดี ไม่ได้สอนให้มาทำหาสตางค์มันก็เลยติดจนเป็นนิสัย
ทำอะไรก็จะทำเอาดีวิเศษไปเสียทุกอย่าง สตางค์ก็เปลือง เหนื่อยก็เหนื่อย
          อย่างฉันทำห่อหมกขายนั่นปะไร นั่งตัดใบตองเสียหลังขดหลังแข็ง เพราะจะเอาให้สวย ทำห่อหมกก็ต้องเลือกปลา
จะให้เขากินอร่อย เอาแต่เนื้อแต่พุง มีไข่ปลาวางหน้า กระดูกปลาก้างปลาโยนทิ้ง ใบยอใส่รองล่างก็ต้องเลือกใบอ่อน
ใส่แต่น้อยไม่ใส่เป็นกำๆ อย่างคนอื่นเขาทำ แล้วมันจะไปขายแข่งกับเขาอื่นได้อย่างไร ถ้าขายแพงกว่าเขาคนเขาก็ไม่ซื้อ
ขายราคาเท่าเขาเราก็ขาดทุนล่มจม จะทำอย่างเขาบ้างเราก็ทำไม่เป็น  เพราะเราไม่ได้เรียนมาหลอกคน ทำอะไรก็ได้แต่
ทำให้คนชมว่าดี ไม่ได้หลอกทำหลอกให้คนเชื่อ
         มันพ้นกาลพ้นสมัยไปหมดละพลอย อยู่เฉยๆ ดีกว่า มีน้อยเราก็กินน้อย หมดเมื่อไรเราก็เลิกกินเท่านั้นเอง
อย่าไปคิดถึงมันให้วุ่นวายหัวใจไปเลย"
         ............
       
         ปัจจุบันเจ้าเหลือน้อยเต็มที คำกล่าวตามกระทู้นี้ย่อมเลือนไป ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ยินใครกล่าวเช่นนี้มานานแล้ว
จนกระทั่งมาพบที่นี่
บันทึกการเข้า
sugar
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53


ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 15 ก.ย. 09, 18:48

ขอบคุณทุกท่านนะคะที่ได้เข้ามาร่วมให้ข้อคิดดีๆมากมาย

สำหรับคุณSILA ดิฉันอ่านข้อความที่คุณยกมา แทบทุกประโยคที่อ่านให้ความรู้สึกมากมายจนน้ำตาซึม.... ดิฉันอาจจะไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือมากมายนัก ทำให้รู้สึกพิศวงกับอมตะนิยายที่ได้หยิบยกมาให้อ่านให้คิดตามกันว่าตัวหนังสืออะไรกันนี่ช่างมีชีวิตจริงๆ.......

ขอขอบคุณ อ.เทาชมพู
ขอขอบคุณ คุณติบอ
ขอขอบคุณ Wandee
ขอขอบคุณ SILA
และขอขอบคุณ ผู้ที่ไม่ได้เอ่ยนามทุกท่านค่ะ
บันทึกการเข้า
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด
*
ตอบ: 43


ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 12 ธ.ค. 09, 00:42

 รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด
*
ตอบ: 43


ความคิดเห็นที่ 24  เมื่อ 12 ธ.ค. 09, 00:53

เราว่า "เจ้า" หรือ "เศรษฐี"

ถ้าไม่มีคนไปจับยกจนลอยฟ้า มากนัก ก็มีชีวิตปกติเหมือนกันทุกคนนะ

เราควรภูมิใจในตัวเราเองดีกว่า

เกียรติและศักดิ์ศรีมีกันทุกคนแหละนะ แต่จะรักษาให้สูงขึ้น หรือตกต่ำลงก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

จะร่ำรวยมีเงินจนเป็นเศรษฐีหรือไม่นั้น ถ้าหามาโดยสุจริต ก็คงมีความสุขนะ

ถ้าไม่อิจฉา หรือหมั่นไส้ใคร  ก็จะมีสายตาและหัวใจที่เปิดกว้าง

จะได้ดูเป็นบทเรียน รับแต่สิ่งดี ๆ อะไรที่ไม่ดีจะได้ไม่กระทำตาม

บันทึกการเข้า
sugar
มัจฉานุ
**
ตอบ: 53


ความคิดเห็นที่ 25  เมื่อ 13 ธ.ค. 09, 15:19

ดิฉันเห็นด้วยค่ะคุณนรีนันท์ ยิ้ม ว่าเราควรภูมิใจในตัวเอง

จะเจ้าหรือเศรษฐีหรือใครๆก็สามารถทำดีได้ทั้งนั้น

เราควรเอาความดีเป็นตัวตั้ง แทนสถานภาพทางสังคมที่คนส่วนใหญ่จับยกให้.....แต่ก็ยากเย็นเหลือเกิน

สังคมนี้เห็นยศฐาบรรดาศักดิ์และเงินเป็นใหญ่กันเป็นส่วนมาก ....



ทำไมนะ.........ฮืม เป็นไม่หาย ดิฉันเองบางครั้งก็เป็นด้วยความหน้าชื่นอกตรม ใครก็ไม่รู้ พ่อแม่รึก็ไม่ใช่ ถ้าน่ากราบก็จะเต็มใจ

ทว่า..ต้องพินอบพิเทาเดี๋ยวไร้มารยาทว่าไม่เคารพ(เงินตราห้อยบรรดาศักดิ์)!!!!




แต่ในสังคมนี้ก็ยังมองเห็นว่ามีคนแบบคุณนรีนันท์อีกคนที่ให้ความเป็นธรรมกับชีวิตคน

แม้ส่วนหนึ่งของสังคมจะดูแย่แต่คุณก็ยังมองเห็นความสงบ ความสว่างและความงามได้....นับถือค่ะ.





บันทึกการเข้า
luanglek
นิลพัท
*******
ตอบ: 2894


ความคิดเห็นที่ 26  เมื่อ 14 ธ.ค. 09, 09:21

ขออนุญาตแทรกข้อมูลสักน้อยหนึ่ง

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเศกสมรศแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ (ประกาศเมื่อ วันที่ ๑๐ มิ.ย. ๒๔๖๑)ไว้ดังนี้ (เก็บใจความมากล่าวโดยสังเขป)

มีพระบรมราชโองการในรัชกาลที่ ๖ ว่า การเศกสมรศแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ตามธรรมดาได้ทรงทราบและได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์โดยสมควรแก่พระเกียรติยศ  แต่ก็มีบางรายที่มิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบก่อน  โดยเกรงว่าจะเปนการรบกวนเบื้องพระยุคลบาทบ้าง  โดยเหตุอื่นบ้าง  บางรายได้ทรงทราบว่าการได้เปนไปโดยไม่สมควรแก่พระเกียรติยศ  มีพระราชประสงค์จะอุปถัมภืบำรุงพระบรมราชตระกูลไว้ให้สูงศักดิ์  กับืจะสำแดงให้พระราชวงศ์ทรงทราบว่า  มีพระราชหฤทัยประสงคืจะพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่พระราชวงศ์ให้ทั่วถึงกัน  จึงมีมีพระราชดำรัสสั่งแก่เสนาบดีกระทรวงวังให้ประกาศเป็นกฎมณเฑียรบาลว่า

๑.ต่อแต่นี้ไป  เจ้านายในพระราชวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปจะทำการเศกสมรศกับผู้ใด  ให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตก่อน  เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว  จึงจะกระทำการพิธีนั้นได้
๒.ที่ที่จะทำการพิธีเศกสมรศต้องเปนที่สมควรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานน้ำสังข์ได้  จะได้ทรงกำหนดตามที่ทรงพระราชดำริห์เห็นสมควร
๓.ถ้าผู้ใดทำฝ่าฝืนไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าได้ทำผิดฐานละเมิดต่อพระองค์ผู้ทรงเปนกุลเชฐในพระราชวงศ์


ต่อมา  ในสมัยรัชกาลที่ ๗  ภายหลังคณะราษฎร์ได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว  ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสมรสพระราชวงศ์  และรัชกาลที่ ๗ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเป็นกฎหมายดังนี้

กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสมรสพระราชวงศ์แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๕  (เก็บความโดยสังเขป)

มีพระบรมราชโองการสั่งว่า  กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสมรสพระราชวงศ์ (ซึ่งออกเมื่อรัชกาลที่ ๖ ๒๔๖๑) ได้มีพระราชดำริมาก่อนมีพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วว่า ควรจะเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมแก่กาลสมัย  สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบด้วยพระราชดำริ  จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลขึ้น(ประกาศวันที่ ๘ ส.ค. ๒๔๗๕)ไว้ดังนี้

... มาตรา ๓ พระราชวงศ์ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป  ถ้าจะทำการสมรสกับผู้ใด ท่านว่าต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสียก่อน
มาตรา ๔ เจ้าหยญิงองค์ใด  ถ้าจะทำการสมรสกับผู้อื่น ซึ่งมิใช่เจ้าในพระราชวงศ์  อันเป็นการไม่ต้องด้วยพระราชประเพณีนิยมดั่งนั้นไซร้  ท่านว่าต้องกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์เสียก่อน
มาตรา ๕ ถ้าพระราชวงศ์องค์ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓ และมาตรา ๔ ไซร้ ท่านว่าให้ถอดเสียจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ...
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.048 วินาที กับ 19 คำสั่ง