เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 5445 หมดเรื่องเหล้าแล้วมาถามเรื่องฝิ่นต่อ
จ้อ
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1081

แต่งงานแล้วจ้า ...


เว็บไซต์
 เมื่อ 17 ม.ค. 01, 20:50

จากกระทู้เหล้าข้างล่าง เกิดนึกถึงสิ่งเสพติดโบราณอีกอย่างหนึ่ง ก็คือฝิ่นนั่นเอง
เคยเรียนประวัติศาสตร์แบบหลับๆตื่นๆ เขาว่าอังกฤษเอาฝิ่นไปมอมเมาจีน
เนื่องจากว่าขายผ้าไม่ออก ตอนหลังรู้สึกขายดีก็เลยขายเรื่อยๆ
ผมสงสัยว่าโรงฝิ่นในไทยนั้น ไม่ทราบว่ามีอยู่ก่อนแล้ว หรือเพราะอังกฤษ
เอาเข้ามาขาย?  เพราะรู้สึกว่าชาวเขาทางเหนือก็สูบฝิ่นเหมือนกัน

อีกอย่างหนึ่งที่ผมสงสัย ในอังกฤษเองสมัยวิกตอเรียมีโรงฝิ่นหรือเปล่า?
ขายเขาไปทั่ว แต่ไม่ขายพวกตัวเองนี่ยังไงอยู่นะครับ

เพื่อนผมบอกว่าน่าจะมี เพราะเชอร์ล็อกโฮมนักสืบคนดังชอบไปโรงฝิ่น
( ผมไม่เคยอ่านเอง เลยไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก )
บันทึกการเข้า
CrazyHOrse
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 08:16

ก็ฝรั่งมอมเมาเขาไงครับ
ไทยเองก็ไม่มีวัฒนธรรมการสูบฝิ่นมาก่อน น่าจะเป็นชาวจีนที่เป็นคนเอาเข้ามาครับ (ติดเอง แล้วเอามาสูบต่อเมื่ออพยพเข้ามา)
เชอร์ล็อก โฮล์มไม่ได้ติดฝิ่น รู้สึกจะเป็นโคเคนหรือมอร์ฟีนนี่ล่ะครับ ไม่แน่ใจ ก็เป็นด้านมืดของนักสืบคนดังคนนี้ล่ะครับ
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30828

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 09:42

ขอตอบเรื่องเชอร์ล็อคโฮล์มส์ก่อนนะคะ ในฐานะแฟนเก่าแก่ของเขา
อย่างที่คุณ CrazyHOrse ว่า เขาติดโคเคนค่ะ  อ่านพบว่าโคเคนในสมัยปลายวิกตอเรียนไม่ถือว่าเป็นยาเสพย์ติด  คงจะเหมือนบุหรี่ในสมัยนี้
เซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ยอมให้นักสืบเอกติดโคเคนเพื่อคลายเครียด  และเพื่อบรรเทาความเลิศลอยอัจฉริยะในตัวเขาลงบ้าง จะได้ดูสมจริงขึ้น  แต่ก็ไม่เห็นมีผลอะไรกับสุขภาพ   โฮล์มส์ก็อยู่ไปจนแก่แล้วรีไทร์ไปเลี้ยงผึ้งที่ซัสเซกส์ดาวน์เหมือนคนชราทั่วไป

โรงฝิ่นในปลายศตวรรษที่ ๑๙ มีอยู่ในลอนดอน อยู่ในเชอร์ล็อคโฮล์มส์ ตอน Man with the Twisted Lips ค่ะ
ฝิ่นในประวัติศาสตร์ไทย ไปหาอ่านก่อนนะคะ ดูเหมือนจะปราบกันในสมัยรัชกาลที่ ๓ ค่ะ
แต่ต้นรัตนโกสินทร์ โรงฝิ่นมีอย่างถูกต้องเปิดเผย  คนจีนติดกันมาก คนไทยก็ติดงอมแงม
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30828

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 14:50

ในรัชกาลที่ ๓ ฝิ่นเป็นของต้องห้าม จึงมีความปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า
" ครั้น ณ วันเดือน ๖ ข้างขึ้น (พ.ศ. ๒๓๘๒) โปรดให้จมื่นราชามาตย์ จมื่นรักษพิมาน หลวงนางเสน่หรักษา ไปชำระฝิ่นหัวเมืองฝ่ายตะวันตกตั้งแต่เมืองปราณตลอดไปถึงเมืองระนอง  ฝ่ายฟากตะวันตกตั้งแต่เมืองตะกั่วป่าตลอดไปถึงเมืองถลาง ได้ฝิ่นดิบ ๓,๗๐๐ เศษ ฝิ่นสุก ๒ หาบเศษ  ส่งเข้ามาเผาเสียที่หน้าพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๓๘๗ ก็มีการจับจีนขายฝิ่นที่ปากน้ำบางปะกง  คือจีนเผียวกับจีนก้วนที่อยู่ในป่าแสม ขายฝิ่นก้อน  โปรดเกล้าฯให้จมื่นราชามาตย์กับพวกทหารปืนปากน้ำไปจับ  ทางฝ่ายจีนยิงต่อสู้  แต่ทหารลุยเลนไปถึงฆ่าฟันจับตัวมาได้พร้อมฝิ่น ๓๐ ก้อน
บันทึกการเข้า
กัลยาวิน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 15:16

เรื่องฝิ่นเป็นเรื่องใหญ่  มีปรากฏในประวัติศาสตร์มาเนิ่นนานนับพันปี  กล่าวกันว่ากำเนิดของต้นฝิ่นนั้นงอกขึ้นมาจากหลุมศพทหาร (คงด้วยเหตุนี้กระมังทหารผ่านศึกถึงมีดอกฝิ่นเป็นสัญลักษณ์)

ฝิ่นในเมืองไทยเข้ามากับจีน  และจีนเองก็ได้รับฝิ่นจากอังกฤษ ซึ่งปลูกกันแถบอินเดียถ้าจำไม่ผิด  ส่งไปมอมเมาขายดิบขายดี แต่ทำเองชาวจีนทั้งระดับบนระดับล่างติดฝิ่นงอมแงม

ราชสำนักกรุงเทพตระหนักดีถึงพิษภัยของฝิ่น จึงมีการปราบปรามอย่างที่คุณเทาชมพูกล่าวถึง  และรัชกาลที่ 3 ยังโปรดเกล้าฯจ้างให้หมอบรัดเลย์ตีพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น  นับว่าเป็นประกาศทางราชการฉบับแรกที่พิมพ์ขึ้น  (บ้านเรายังหาไม่ได้สักฉบับ แต่ไปมีอยู่ที่ห้องสมุดเมืองนอก  ต้องไปขอถ่ายสำเนาเขามาอีกที)

กลักฝิ่นที่ถูกเผาในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หล่อเป็นพระพุทธรูปปัจจุบันอยู่ที่วัดสุทัศน์
บันทึกการเข้า
ภูมิ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 17:48

ที่ว่างอกจากหลุมศพทหารก็เคยฟังมาแต่ไม่แน่ใจ
แต่ที่แน่ๆคือมีตํานานว่างอกจากหลุมศพของแฟนฉ้อปาอ๋อง

**สงสัยฝิ่นจะชอบปุ๋ยศพคน
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 18:43

ผมก็เคยได้ยินตำนานจีนว่า ฝิ่นงอกขึ้นมาจากศพของนางหงอกี๋ สนมรักของฌ้อปาอ๋อง แต่ว่าในทางประวัติศาสตร์ฝิ่นน่าจะไม่มีในเมืองจีมาก่อนครับ เพิ่งมีตอนฝรั่งอังกฤษเอาฝิ่น (จากอินเดีย) เข้าไปมอมเมาขายคนจีน

ตำนานจีนมีอะไรน่าขนลุกหลายเรื่อง เช่น ใบชา ว่ากันว่าถือกำเนิดจากหนังตาของท่านโพธิธรรม ภิกษุชาวอินเดีย ที่จีนเรียก ต๋าหมอ หรือตักม้อโจ้วซือของวัดเสียวลิ้ม และญี่ปุ่นเรียก ดะรูมา กลายเป็นตุ๊กตาตาโปนโตอยู่ที่ญี่ปุ่น
ท่านโพธิธรรมเป็นต้นกำเนิดของพุทธศาสนานิกานเซนในจีน นับถือกันว่าเป็นมหาสังฆปริณายกองค์ที่ 1 ของทางเซน (เริ่มนับใหม่เมื่อท่านเข้ามาเมืองจีน เซนเขาว่าก่อนท่านโพธิธรรม ในอินเดียมีสังฆปริณายกของนิกายเซนมาแล้วยี่สิบแปดรูป เขาอ้างว่า ตั้งแต่พระมหากัสสปครั้งพุทธกาลเป็นสังฆปริณานายกรูปแรก)
ตำนานว่า ครั้งหนึ่งท่านโพธิธรรมนั่งสมาธิแล้วเกิดง่วง มีมารคือ ถีนมิทธะเข้าครอบงำ ท่านโมโหขึ้นมา เลยตัดหนังตาของท่านเองโยนทิ้ง พอหนังตากระทบดินก็เกิดเป็นต้นชา ตำนานว่า เพราะยังงั้น คนรุ่นหลังดื่มชาจึงตาแข็ง ไม่ง่วง เพราะว่า - บรื๋อว์ - ดื่มเอาน้ำต้มหนังตาท่านตักม้อเข้าไป...

เชอร์ล็อค โฮล์มสใช้โคเคนจริงครับ สมัยนั้นยังไม่ถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ถือว่าเป็น brain tonic บำรุงสมองให้กระปรี้กระเปร่าด้วยซ้ำ แต่เมื่อเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ ตายแล้ว มีนักเขียนรุ่นหลังเอาเรื่องโฮล์มสมาแต่งเติมใหม่หลายคน หนึ่งในจำนวนนั้น เขียนให้โฮล์มสติดยาอย่างหนักจนเกิดอาการทางจิต ประสาทหลอน จำเป็นต้องได้รับการรักษา ในยุคโน้นวิชาจิตเวชศาสตร์ยังเพิ่งเริ่มได้เตาะแตะเท่านั้น เขาก็แต่งให้นักสืบของเราไปรับการรักษาจากจิตแพทย์ที่มีตัวจริงอยู่ร่วมสมัยกับโฮล์มส คือ ดร. ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งวิชาจิตเวชแผนใหม่ จนตอนหลังโฮล์มสหายขาดจากการติดโคเคนได้ครับ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ต้นฉบับเดิมของเซ่อร์อาเธอร์
ผมเข้าใจว่าโรงยาฝิ่นที่อังกฤษมีสมัยนั้น จะอยู่แถวย่านเมืองจีน ไชน่าทาวน์ สำหรับคนจีนที่ติดฝิ่นหรือไม่ก็ท่าเรือ สำหรับบริการกุลีจีนท่าเรือหรือกะลาสีฝรั่งที่เคยไปเมืองจีนและไปติดฝิ่นมา เท่านั้น ในสังคมอังกฤษ คนอังกฤษแท้ๆ ไม่ยอมรับและรังเกียจฝิ่นครับ (โดยไม่ตระหนักว่าตามประวัติศาสตร์ อังกฤษนั่นแหละเป็นคนเอาฝิ่นเข้าไปมอมจีน)
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30828

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 19:51

เชอร์ล็อคโฮล์มส์ตอนพิเศษที่เจอฟรอยด์  คนเขียนเป็นชาวอเมริกัน อ้างว่าเป็นต้นฉบับบันทึกที่ไม่ได้รับการเปิดเผยของหมอวัตสัน (มีการอ้างทำนองนี้กันอีกมาก)
จำชื่อได้ส่วนหนึ่งว่า" ึSeven-Percent Solution"สารละลายเจ็ดเปอร์เซ็นต์  หมายถึงโคเคน  คุณอ.สายสุวรรณแปลเป็นไทย ขายดิบขายดีเป็น Bestseller ของอเมริกา

ตอนนี้ก็มีการแต่งการผจญภัยตอนใหม่ๆของนักสืบเอก ออกมาเป็นตั้งๆเลยละค่ะ   เหมือนสำนักพิมพ์หัวไวประกาศรับมือใหม่อยากแต่งแล้วแต่งออกมาง่ายๆให้เยาวชนอ่าน

กลุ่มแฟนเรียกว่า Sherlockian ติดตามความเป็นไปอย่างเหนียวแน่น   ดิฉันก็เคยติดตามดูในเว็บอย่างเพลิดเพลินอยู่พักใหญ่  ก่อนจะถอยกลับมาติดตามเพชรพระอุมาดีกว่า
บันทึกการเข้า
Oatmeal
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 17 ม.ค. 01, 23:20

สวัสดีครับ
ขอฝากเนื้อฝากตัวในฐานะสมาชิกใหม่ด้วยครับ  
เรื่องของฝิ่น หรือ Opium ทางการแพทย์ของเราถือเป็น ยาที่มีคุณประโยชน์มากมายมหาศาลเลยครับ  มียาระงับปวดมากมายที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น  ปัจจุบันนี้การจ่ายยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น Morphine นั้นอยู่ในการควบคุมอย่างเข้มข้นของ อย. หรือองค์การอาหารและยาครับ  ไม่สามารถหาซื้อได้โดยเสรี  พอดีเห็นว่าคุณJor พูดเรื่อง ฝิ่น ๆ เลยขอเสริมเรื่องอนุพันธ์ฝิ่นมาตรงนี้ครับ
บันทึกการเข้า
โสกัน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 18 ม.ค. 01, 01:19

ฝิ่น (Poppies) นี่คงมีหลายพันธ์ เหมือนมะม่วงที่มีนานาชนิด รสหวานมันเปรี้ยวต่างๆ กันไป นั่นนะครับ และPoppies พันธ์ที่ปลูกทางเอเซียเท่านั้นที่มีอนุพันธ์ของฝิ่น
แต่ดอกPoppies ทีเราเอามาเป็นอนุสรณ์สำหรับทหารที่วายชีพในสมรภูมินั้นเป็น Corn Poppies (ที่ผมpost
เข้ามาก่อนหน้านี้ แต่ด้วยความไม่เป็นประสา ภาพไปโผล่เป็นกระทู้ใหม่ วานVicharkarn Team เอาออกด้วยครับผม) ที่ว่า Poppies จะขึ้นและบานสะพรั่งในสมรภูมินั้น เห็นจะจริง เพราะ มีปรากฎในสมัยสงครามนโปเลียน ต้นคริสตศตวรรษที่ 19 สมรภูมิที่แต่ก่อนว่างเปล่า กลับมีต้นพืชออกดอกแดงฉานเหมือนสีเลือด เต็มทุ่ง  มีปรากฎการณ์อย่างเดียวกัน หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ว่ากันว่า
ผลจากการถล่มกันในสงคราม ทำให้ดินมีสาร Lime ที่ทำให้ต้นPoppies งอกงามดีนั่นเอง (มีนายทหารเสนารักษ์คนหนึ่งเขียนโคลงถึงดอกPoppies ขอแตะโป้งไว้ก่อนนะครับ ถ้ามีใครอยากอ่านจริงๆ ผมจะหาเวลาไปค้นหามาให้) ทำให้คนทั่วไปเริ่มโยงดอก Poppies เข้ากับทหารที่สละชีพเพื่อชาติ
บันทึกการเข้า
วิชาการ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 18 ม.ค. 01, 01:33

เอามาแปะไว้ให้ตรงนี้ครับ




California Poppy




http://vcharkarn.com/reurnthai/uploaded_pics/RW294x010.gif'>
บันทึกการเข้า
โสกัน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 18 ม.ค. 01, 02:10

ขอบคุณ ทีมวิชาการที่ย้ายเอารูปมาแปะไว้ในรั้วกระทู้ครับ

ขอถามคุณกัลยาวิน กับ คุณเทาชมพู ต่อนะครับ ที่ว่า
มีประกาศห้ามสูบฝิ่นตั้งแต่รัชกาลที่สาม

แต่ผมจำได้ว่า สมัยผมเป็นเด็ก (สมัยจอมพล ป. หรือจอมพลผิน นี่แหละ) ที่โคราชยังมีโรงยาฝิ่น อยู่ถนนจอมพลเยื้องอนุสาวรีย์ย่าโมไปหน่อยเดียว ผมจำได้แม่นเพราะเพราะป้าข้างบ้านใช้ให้ผมไปตามสามีแกที่นั่นบ่อย ๆ ครับ

แสดงว่าได้มีการอนุญาตให้คนไทยกลับไปสูบฝิ่นกันอีกในช่วงนั้น หรือไงครับ
บันทึกการเข้า
ภูนิ
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 18 ม.ค. 01, 04:29

นั้นนะซิครับ   ผมก็รู้สึกว่าในนิยายสามเกลอมีช่วงหนึ่งสูบฝินได้
มาสักพักก็สูบไม่ได้ มีการเล่นมุกกับเรื่องจับฝิ่นนี่เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
โสกัน
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 18 ม.ค. 01, 05:56

ถ้าจำไม่ผิดเป็นสามเกลอตอน "สามเกลอค้าฝิ่น" ใช่ไหมครับ
บันทึกการเข้า
นกข.
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 18 ม.ค. 01, 06:04

ในเรื่องพลนิกรกิมหงวน เป็น ฝิ่น หรือ กัญชา? หรือทั้งสองอย่าง? เจ้าแห้วสูบกัญชานะครับ แต่ดูเหมือนเจ้าสัวกิมเบ๊หรือเจ้าสัวกิมไซจะติดฝิ่น
ผมเข้าใจว่า หลังรัชสมัย ร.3 มาแล้ว แต่เป็นสมัยไหนไม่ทราบ มีการอนุญาตให้สูบฝิ่นได้อีกครั้งนะครับ แต่ว่ารัฐควบคุม ไม่ได้ส่งเสริมให้สูบโดยเสรี ดูเหมือนเปิดประมูลให้สัมปทานเจ้าอากรฝิ่นด้วย
ฝิ่นที่รัฐบาลสยามอนุญาตให้สูบ เก็บภาษีเข้ารัฐด้วย แต่ฝิ่นที่ไม่ได้เก็บภาษี ก็มีการแอบลักลอบค้ากัน เรียกว่าค้าฝิ่นเถื่อน จำได้ว่าในสมัย ร.6 ตัวผู้ร้ายในละครพระราชนิพนธ์เรื่องหนึ่งค้าฝิ่นเถื่อน (จึงเป็นผู้ร้าย ถ้าขออนุญาตค้าขอประมูลเป็นนายอากรฝิ่นอย่างถูกต้อง ก็ไม่ผิดกฏหมายสมัยนั้น)
ผมเข้าใจว่าโรงยาฝิ่นมาเลิกกันอีกทีในสมัยใหม่นี้ ตอนยุคจอมพลสฤษฎิ์นี่เอง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.04 วินาที กับ 19 คำสั่ง