เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
อ่าน: 5262 คำให้การจีนกั๊ก เรื่องเมืองบาหลี
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
 เมื่อ 15 พ.ค. 09, 13:35

๏ วันเดือน ๙ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีมเมียอัฐศก (จุลศักราช ๑๒๐๘) พระยาสมุทปราการบอกส่งตัวนายจีนกั๊กนายเรือพระสวัสดิวารีแต่งไปค้าเมืองบาหลีกลับเข้ามาถึงกรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ถามจีนกั๊กด้วยการบ้านเมืองบาหลี ๚
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 15 พ.ค. 09, 13:44

ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗ มีเรื่องคำให้การจีนกั๊กเรื่องเมืองบาหลีนี้อยู่ (ผมจะใช้ตัวสีน้ำเงินตลอดกระทู้นี้แสดงเนื้อหาโดยครบถ้วนครับ) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๓๘๙ ในรัชกาลที่ ๓ ครับ

ขอชวนกันมาอ่าน และทำอรรถาธิบายกันครับ ทั้งนี้ผมจะใช้เชิงอรรถจากเรื่อง A Nineteenth-Century Siamese Account of Bali with Introduction and Notes เขียนโดย Elizabeth Graves และ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มาประกอบด้วยครับ (ต่อไปจะขออ้างโดยย่อว่า Graves เท่านั้นนะครับ)

ผู้สนใจสามารถ download ได้ที่นี่ครับ http://cip.cornell.edu/seap.indo/1107139656
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 15 พ.ค. 09, 13:54

๏ วันเดือน ๑๑ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมเมียอัฐศกเพลาค่ำ ๕ ทุ่มเศษ  พระยาพิพัฒน์โกษานำคำให้การจีนกั๊กขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สั่งว่าให้ส่งคำให้กรมพระอาลักษณจำลองไว้ที่โรงอาลักษณฉบับ ๑ นั้น
๏ วันเดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๐๘ ปีมเมียอัฐศก หมื่นชำนาญนิพนธ์กรมท่านำคำให้การไปส่งนายเฑียรฆราษนายเวรกรมพระอาลักษณแล้ว ๚
๏ ข้าพเจ้าจีนกั๊กนายเรือให้การว่า พระสวัสดิวารีแต่งเรือกิมฉายยาว ๑๔ วา ปาก ๔ วา ลำ ๑ ให้ข้าพเจ้าเปนนายเรือ จีนคงเปนล้าต้า จีนฉายเปนหวยเตียว ลูกเรือ ๓๗ คน บรรทุกสินค้าเกลือ ๑๕๐ เกวียน น้ำมันมะพร้าวหนัก ๓๐๐ บาท ครั่งหนัก ๑๐๐ บาท น้ำตาลดำหนัก ๔๐๐ บาท ฝางหนัก ๔๐๐ บาท แพรจีนเจา ๒๐ ม้วน แพรผังสี ๓๐ พับ ไปค้าขายเมืองบาหลี ล่องไปจากกรุงเทพ ฯ ณ วันเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีมเสงสัปตศก ๚
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 15 พ.ค. 09, 21:24

เรือกิมฉายนั้น ไม่ต้องสงสัย ตรงกับ 金财 แปลว่าร่ำรวยเงินทอง

ชื่อตำแหน่งในเรือ เป็นภาษาจีน แต่สำเนียงใดก็ไม่ทราบ ล้าต้า คือคนคุมบัญชีในเรือ ส่วนหวยเตียวนั้นผมไม่ทราบ แต่ Graves ให้ความหมายไว้ว่า sounding officer คือพนักงานหยั่งความลึกของน้ำ จะเป็นคนนำร่องหรือเปล่าก็ไม่ทราบครับ

สินค้าที่ขนไปในเรือ ที่กินที่มากก็เห็นจะมีแต่เกลืออยู่อย่างเดียว ของอื่นๆนั้นเป็นสินค้าชนิดที่มีมูลค่ามากแต่กินที่น้อยทั้งสิ้น น่าสนใจตรงหน่วยบาท ซึ่งเป็นมาตราชั่ง ในปัจจุบันเราใช้ หนึ่งบาท = 15.2 กรัม ผมคุ้นๆว่าเคยเจอบางแหล่งว่าสมัยก่อนใช้ประมาณ 15 กรัม แต่ Graves กลับว่า หนึ่งบาท = 7.56 กรัม ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ

มีชื่อสินค้าที่น่าสนใจคือแพรจีนเจา และแพรผังสี

แพรจีนเจา หรือ จินเจานี้ พจนานุกรม อ.เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมาย จินเจา ไว้ดังนี้
(จ.) น. ชื่อเมืองเก่าในมณฑลเหอหนาน มีชื่อในการเลี้ยงไหม; แพรชนิดหนึ่งทำในเมืองจีนมีดอกโต ๆ.

ในขณะที่ Graves ว่าคือ Chin-chou ใน มณฑล Liao-ning เรียกได้ว่าเป็นคนละที่กันเลย

ดูจากความหมายที่ อ.เปลื้อง ให้ไว้ อนุมานได้ว่าคือ 郑州 Zhèngzhōu เจิ้งโจว ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นจินเจาได้
ในขณะที่ Chinchou ที่ Graves ว่า คือ 锦州 Jǐnzhōu จิ่นโจว ก็ยังน่าสงสัยอยู่
ผมไม่มีความรู้ว่าที่ไหนเป็นที่ส่งออกผ้าขึ้นชื่อ แต่ขอเสนอไว้อีกชื่อหนึ่งคือ 荊州 Jīngzhōu จิงโจว ที่เป็นเมืองในมณฑลหูเป่ยครับ

ส่วนผังสีนั้น นึกไม่ออกจริงๆครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 15 พ.ค. 09, 21:44

๏ วันเดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ เรือตกฦกผูกเชือกเสาเพลาใบพร้อมเสร็จ ๚
๏ วันเดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำ ปีมเสงสัปตศกใช้ใบออกจากหลังเต่าลมเปนว่าวเปนสลาตัน ไปเดือน ๑ กับ ๗ วัน ถึงเมืองใหม่ แวะเข้าจำหน่ายสินค้าที่เมืองใหม่บ้าง ยังอยู่ที่เรือบ้าง แล้วข้าพเจ้า จัดซื้อกะทะ ๕๐๐ เถา สีเสียด ๒๐๐ บาท ถ้วยชามใหญ่น้อย ๑๐๐๐ ซอง ทองอังกฤษ ๑๐๐๐ ม้วน ไหมทอง ๕๐ หีบ ผ้าขาว ๕๐ พับ ผ้าเนื้อดิบ ๑๐๐ พับ สินค้าที่เมืองใหม่ลงบรรทุกเรือ ข้าพเจ้าไปจ้างต้นหนอังกฤษว่าราคาเดือนหนึ่ง ๗๐ เหรียญ ๚

หลังเต่าที่ว่ามีกล่าวถึงในนิราศพระยาตรังดังนี้

  ปากน้ำดุจดั่งน้ำ       เนตรเรียม แม่ฮา
เค็มก็เค็มสมรเทียม     เทียบน้ำ
ตากตากระหง่องเตรียม คอยแม่ มาฤๅ
ฟายสุชลปนซ้ำ         เช่นน้ำเค็มไหล

  เห็นหาดหลังเต่าตั้ง    กลางชล
ผุดโขดยามเรียมจน     ยั่วเย้า
เพี้ยนพิศละกลกล       เต่าโขด เขินเอย
สนุกนิ์ไป่ปานเต่าเค้า    โคกโพ้นภูลเกษม

เห็นได้ว่าหลังเต่านี้คือสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเองครับ
น่าสังเกตว่าจากกรุงเทพ ใช้เวลาถึงหกวัน กว่าจะล่องสำเภาลงไปถึงปากน้ำครับ

เรือแล่นใบไปอีก หนึ่งเดือนกับ ๗ วันจึงไปถึงเมืองใหม่ ซึ่งหมายถึงสิงคโปร์ที่เพิ่งจะตั้งเมืองเมื่อปี ๒๓๖๒ โปรดสังเกตว่ามีการจำหน่ายสินค้าบางส่วน แล้วซื้อสินค้าเพิ่มเติม เท่ากับทำการค้าได้แล้วรอบหนึ่ง จากที่นี่จึงได้จ้างต้นหนอังกฤษเพื่อนำทางไปยังบาหลี เพราะเป็นเส้นทางที่เรือของสยามไม่เคยทำการค้ามาก่อนครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 15 พ.ค. 09, 21:56

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๓ แรม ๕ ค่ำ ปีมเสงสัปตศกใช้ใบเรือออกจากเมืองใหม่ ตัดข้ามช่องเมืองเรียว ๙ วัน ถึงเกาะถังปัวสือ เกาะเปนรูปตะบะ เพลาพลบค่ำเรือเกยศิลาใหญ่ค้างอยู่ ชวนกันยกมือขึ้นนมัสการเทพยดา แล้วกราบถวายบังคมสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอเอาพระเดชพระคุณปกเกล้าปกกระหม่อมเปนที่พึ่ง อย่าให้เรือเปนอันตรายเลย คลื่นลมก็สงบ ประมาณ ๓ ยาม น้ำขึ้น เรือจึงหลุดออกจากศิลาใหญ่ได้ ข้าพเจ้ากับลูกเรือชวนกันเปิดระวางน้ำดู ก็หาเห็นมีน้ำในระวางไม่ นายเรือว่ากับต้นหนอังกฤษว่าหลับตาใช้ใบเรือมาจนเกยศิลา ต้นหนอังกฤษตอบว่า ข้าเคยใช้กำปั่นน่าเรือจับเข็ม เรือจีนเอาข้างเรือจับเข็มอย่างนี้ ข้าไม่เคยใช้ ลูกเรือทั้งปวงร้องกับนายเรือว่า ถ้าไม่เปลี่ยนต้นหนใหม่ เราก็จะชวนกันขึ้นเสีย ไม่เอาชีวิตรไปให้เปนเหยื่อปลาแล้ว แล้วชวนกันทอดสมอลง ข้าพเจ้าเห็นเรือปลาใช้ใบเข้ามาใกล้ ข้าพเจ้าจึงเรียกจีนนายเรือปลาเข้ามาว่าจ้างโดยสานไปเมืองใหม่เปนเงิน ๑๖ ดุล ข้าพเจ้ากับต้นหนอังกฤษ ลูกเรือด้วยคน ๑ เข้ากัน ๓ คน ลงเรือปลามาแต่เรือใหญ่ วันเดือน ๓ แรม ๑๔ ค่ำ ใช้ใบมาวัน ๑ กับคืน ๑ ถึงเมืองใหม่ ต้นหนอังกฤษก็ขึ้นอยู่ที่เมืองใหม่ ข้าพเจ้าเที่ยวหาต้นหนได้แขกมุกิด ๒ คนเปนต้นหนใหญ่คน ๑ รองคน ๑ ว่าราคากันไปถึงเมืองบาหลี จนกลับมาเมืองใหม่  เปนเงิน ๑๖๐ เหรียญ แขกมุกิดก็ยอมรับเปนต้นหน ข้าพเจ้าพาแขกมุกิด ๒ คน จ้างเรือปลาเปนเงิน ๔ เหรียญ ๚



บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 15 พ.ค. 09, 22:12

เป็นอันว่าต้นหนอังกฤษที่จ้างมาจากสิงคโปร์ทำเหตุเสียแล้ว จีนกั๊กก็เลยต้องจ้างเรือกลับไปหาต้นหนใหม่ที่สิงคโปร์อีกครั้ง

Graves ว่า เกาะถังปัวสือ น่าจะหมายถึง Tandjung Pinang (Tanjung แปลว่า แหลม, Pinang คือ หมาก แต่ Tanjung Pinang นี้เป็นคนละที่กับเกาะปีนังนะครับ)
ผมเห็นว่าไม่น่าจะใช่ ดูจากแผนที่ข้างบนจะเห็นว่าตันหยงปีนังนี้เป็นเมืองบนเกาะใหญ่ที่ชื่อ Bintan ไม่สอดคล้องกับที่จีนกักว่าเป็นเกาะรูปตะบะ
พิจารณาจากชื่อและความหมายแล้ว ผมเห็นว่าถังปัวสือ นี้คือสำเนียงแต้จิ๋วว่า ตั่งปั่วสือ คือสันฐานเหมือนถาด (หรือ ตะบะ) น่าจะเป็นเกาะเล็กๆใต้ลงไปจากตันหยงปีนังลงไปอีก แต่จะเป็นเกาะไหนนั้นเกินจะเดาครับ

ส่วนแขกมุกิดนั้น Graves อธิบายว่าคือชื่อที่คนไทยใช้เรียก แขก Muscat และ Oman ครับ
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 17 พ.ค. 09, 15:50

๏ วันเดือน ๔ ขึ้น ๒ ค่ำ ออกจากเมืองใหม่ รุ่งขึ้น ๓ ค่ำ เพลากลางวันถึงเรือใหญ่ เพลาเย็นถอนสมอใช้ใบเรือออกจากอ่าวถังปัว ตั้งน่าเรือไปทิศใต้ไป ๓ วันถึงเกาะปุนโต ๆ อยู่ข้างตวันตก ใช้ใบเรือไปอิก ๕ วันถึงน่าเมืองหมาสิน  ไปแต่เมืองหมาสินเพลากลางคืน ต้นหนห้ามไม่ให้ตามไฟ กลัวปลาใหญ่จะมาหนุนเรือ ไป ๗ วัน เข้า ๒๑ วันถึงเมืองบาหลี    ท่าเรือจอดอยู่ข้างตวันตก ทอดสมอน้ำฦก ๖๐ วา กว้านสำปั้นลง ข้าพเจ้ากับต้นหนแขกก็ลงสำปั้น ลูกเรือแจวสำปั้นขึ้นบกชายทเล ข้าพเจ้ากับต้นหนแขกเดินบกไปเที่ยวหาห้างกะปิตัน ไปถึงห้างกะปิตันปันตัดถามข้าพเจ้าว่า มาแต่เมืองไหน ข้าพเจ้าบอกว่าเรือมาแต่กรุงเทพ ฯ กะปิตันปันตัดก็ดีใจ จวนเพลาเย็น กะปิตันหาเข้าเลี้ยงข้าพเจ้ากับต้นหนให้กินอยู่เสร็จแล้ว กะปิตันให้ข้าพเจ้านอนที่ห้างคืน ๑ ๚
๏ วันเดือน ๔ แรม ๓ ค่ำ ปีมเสงสัปตศกเพลาเช้า กะปิตันเอาเรือบด ๒ ลำให้ไปจูงเรือใหญ่ข้าพเจ้ามาทอดอยู่น่าห้าง น้ำฦก ๒๕ วา ครั้นเพลาค่ำประมาณ ๒ ยามเศษ เกิดลมพยุใหญ่พัดต้นมะพร้าว ต้นหมากต้นไม้ใหญ่หักเปนอันมาก เรือทอดสมอ ๔ ตัว สู้ลมอยู่ประมาณ ๓ ยามเศษจึงหายลมพยุ ๚


Graves ว่า เกาะปุนโตคือเกาะ Belitung ในขณะที่หมาสินนั้นคือเมือง Banjarmasin บนเกาะ Kalimantan เส้นทางเดินเรือจากกรุงเทพไปถึงบาหลีดังแผนที่ข้างล่างนี้ครับ (ภาพจาก A Nineteenth-Century Siamese Account of Bali with Introduction and Notes)


บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 20 พ.ค. 09, 22:14

๏ ครั้นรุ่งขึ้นวันเดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ ข้าพเจ้าจัดสิ่งของกำนัน ๔ แห่ง ลงสำปั้นแจวเข้าไปประมาณ ๔ เส้นเศษถึงท่าห้างกะปิตัน ข้าพเจ้าจัดผลลำไยแห้ง ผลพลับแห้ง ผลส้มจีน ผลแห้วจีน กะเทียมดอง ใบชา ปลาใบไม้ วุ้นเส้น เข้ากัน ๘ สิ่งกำนันกะปิตัน บ้านกะปิตันก่ออิฐถือปูน มุงกระเบื้อง มีจีนอยูที่บ้านกะปิตัน ๒๐ คน มีตลาด ๆ ขายผ้าแพร ผ้าขาว ร่ม ถ้วย ชาม ผักปลา กล้วย ส้ม ของกินเปนอันมาก มีคนซื้อคนขายแต่ผู้ชายเดินเสมอ แต่เพลาเช้าจนเพลาค่ำเปลี่ยนกันไปมาบ้างประมาณ ๑๐๐ คน ๒๐๐ คนเศษ ข้าพเจ้าให้กะปิตันพาข้าพเจ้าเอาของอิก ๘ สิ่งไปกำนันปลัดเมือง ข้าพเจ้าไปจากบ้านกะปิตันหนทางกว้างประมาณ ๖ วา เดินไปสัก ๓๐ เส้นเปนชั้นขึ้นไปลาดเหมือนตะพานช้างสูง ๕ ศอก แล้วเปนที่เสมอไปประมาณ ๕ เส้น จึงเปนชั้นสูงขึ้นไปอิก ๕ ศอกเหมือนกัน ไปกว่าจะถึงบ้านปลัด เมืองเปนชั้น ๒๐ ชั้น  มีบ้านอยู่ ๒ ข้างทางมีกำแพงดินกั้นน่าบ้าน แล้วปลูกต้นขนุน ต้นมะขาม ต้นกะดังงา ต้นมะพร้าว ต้นไทร ต้นมะม่วงบ้าง ทั้ง  ๒  ฟากทางกิ่งประกัน ร่มแดดตลอดกันไปทุกชั้น ๆ จนถึงบ้านปลัดเมือง ที่อยู่ชาวบ้านทำเปนตึกดินดิบ หลังคาเปนกระโจม มุงแฝกเหมือนกัน หลังบ้านเปนนาหามีกำแพงกั้นไม่ เลี้ยงโค เลี้ยงกระบืออยู่หลังบ้าน แต่บ้านกะปิตันไปจนถึงบ้านปลัดเมืองทางประมาณ ๑๐๐ เส้น ข้าพเจ้าไปถึงบ้านปลัดเมือง ข้าพเจ้าก็ยกของขึ้นไปบนเรือนปลัดเมือง ๆ ถามกะปิตันว่ามาแต่ไหน กะปิตันบอกว่าพระสวัสดิวารีเจ้าทรัพย์อยู่ที่กรุงเทพ ฯ แต่งให้จีนกั๊กเปนนายเรือคุมสินค้าออกมาค้าขายเมืองบาหลี ปลัดเมืองถามข้าพเจ้าว่ามาค้าขายเมืองบาหลีนี้จะประสงค์สินค้าสิ่งใด ข้าพเจ้าบอกปลัดเมืองว่าจะจัดหาซื้อเพ็ชร ทับทิม มรกฎใหญ่ ๆ ที่มีราคาเข้าไปทูลเกล้า ฯ ถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพ ฯ ปลัดเมืองว่ากับข้าพเจ้าว่าเมืองบาหลีนี้เปนเมืองป่าหามีเพ็ชรพลอยไม่ มีแต่เข้าสารถั่วงากาแฟยาเส้นกับผลไม้สด ทุเรียน มังคุด ลางสาด เงาะ ส้มโอ ส้มเปลือกบาง ส้ม มะแป้น ส้มเกลี้ยง ต่าง ๆ มีอยู่เปนอันมาก ปลัดเมืองสั่งให้คนจัดหาเข้ามาเลี้ยงข้าพเจ้า ๆ เห็นบ้านปลัดเมืองก่อกำแพงดินล้อมบ้านกว้างประมาณ ๓ เส้นเศษ มีโรงข้างน่านอกกำแพง ๓ หลัง ๆ ๑ ขื่อประมาณ ๙ ศอก ๔ เหลี่ยม เสาเครื่องบนทำด้วยไม้สักตั้งอยู่กลาง มีตะเข้ ๔ มุม กลอนไม้ไผ่มุงด้วยแฝกหลังคา รอบแหลมเช่นเดียวกับหลังคาด่านเหมือนกันทั้ง ๓ หลัง หลังที่รับแขกไม่มีฝา พื้นดินสูงประมาณศอก ๑ มีแคร่ตั้งไว้ ๒ อันยาวประมาณ ๕ ศอก กว้างประมาณ ๓ ศอก ตั้งอยู่มุมละอัน มีช่องเดินกว้างประมาณ ๓ ศอก ข้าพเจ้าเห็นมีปืนคาบศิลาวางไว้บนกระไดแก้วประมาณ ๖๐ บอก ๗๐ บอก ทวนยาว ๙ ศอก ๑๐ ศอก วางไว้บนขื่อโรงประมาณ ๖๐ เล่ม ๗๐ เล่ม ตัวนายนั่งอยู่บนแคร่นุ่งผ้าตาโถงคาดเอว ผ้าริ้วทอด้วยไหม ตัดผมดอกกระทุ่ม อายุประมาณ ๔๐ ปีเศษ มีเบาะผ้าแดงวางบนเสื่อสานด้วยไม้ไผ่เส้นเลอียดรองนั่งผืน ๑ พวกขุนนางบ่าวไพร่ชายหญิง นั่งอยู่ที่พื้นดินข้างล่างเสมอกับข้าพเจ้าประมาณ ๓๐ คน มีหญิงสาว ๆ ประมาณ ๑๑ คน ๑๒ คนนั่งอยู่ข้างแคร่ พวก ๑ นุ่งผ้าไหมตาตรางแขก นุ่งผ้าด้ายตาตรางแขกบ้าง ห่มผ้าตาตรางสีต่าง ๆ ห่มผ้าย้อมขมิ้นสีเหลืองบ้าง นั่งดูข้าพเจ้า พวกผู้ชาย บ่าวปลัดเมืองยกโต๊ะไม้กลึงไม่ได้ทาสี รูปโต๊ะนั้นเหมือนรูปโต๊ะเท้าช้าง ในโต๊ะนั้นรองใบตองสด เข้ากองกลางโต๊ะ มีกะทงใบตองล้อมกองเข้า ๗ กะทง ในกะทงเนื้อสุกรย่างกะทง ๑ กะทง ตับสุกรทอดกะทง ๑ กะทงไส้สุกรทอดน้ำมันกะทง ๑ กะทง ถั่วเหลืองขั้วน้ำมันกะทง ๑ กะทงเกลือป่นกะทง ๑ พริกเทศกับหอมทอดน้ำมันกะทง ๑   แตงกวาผ่าตามยาวกะทง ๑ ให้ข้าพเจ้ารับประทาน หามีชามเข้าไม่ ข้าพเจ้าเรียกเอาชามเข้า ๒ ชามมาใส่เข้ารับประทาน     ข้าพเจ้ากับกะปิตันเปิบเข้าหยิบกับรับประทานเหมือนอย่างไทย พวกชายหญิงที่นั่งดูข้าพเจ้ารับประทาน พูดกันตามภาษาบาหลียิ้มแย้มหัวเราะกันทุกคน ครั้นข้าพเจ้ารับประทานเข้าอิ่มแล้ว ปลัดเมืองถามข้าพเจ้าว่า ที่กรุงเทพ ฯ กินเข้าอิ่มแล้วกินอะไรอิกบ้าง ข้าพเจ้าบอกว่ากินเข้าแล้ว กินขนม กินลูกไม้ต่าง ๆ บ้างเปนของหวาน ปลัดเมืองจึงให้คนยกโต๊ะไม้กลึงมาโต๊ะ ๑ ใส่ทุเรียน มังคุด ส้มเปลือกบาง น้อยหน่า กล้วยสั้นบ้าง ออกมาให้ข้าพเจ้ารับประทาน แล้วเอาหมากพลูใส่หีบทองเหลืองเครื่องในตลับซองพลูทำด้วยเงิน พลูนั้นจีบเหมือนไทยจีบ ๆ ๑ ซ้อน ๓ ใบผูกด้วยด้าย กินปูนขาว ข้าพเจ้ารับประทานแล้ว กะปิตันกับปลัดเมืองบ่าวประมาณ ๔ - ๕  คนพาข้าพเจ้าไปหาเจ้าเมืองรอง เดินไปแต่บ้านปลัดเมืองประมาณ    เส้นเศษ ทางเดินสูงเปนชั้นขึ้นไปกว่าที่บ้านปลัดเมืองประมาณ ๕ ศอก ลาดเหมือนตะพานช้าง มีบ้านอยู่ ๒ ฟากทาง ปลูกต้นไม้ น่าบ้านเรียงไปทั้ง ๒ ฟาก กิ่งประกันร่มแดด แล้วเปนที่เสมอไปประมาณเส้นเศษก็ถึงบ้านเจ้าเมือง มีกำแพงดินล้อมบ้านกว้างประมาณ ๑๐ เส้น สูงประมาณ ๕ ศอกเศษ ทำหลังคาบนกำแพง มุงแฝกให้ร่มฝนรอบทั้ง ๔ ด้านกะปิตันกับปลัดเมืองพาข้าพเจ้าเข้าประตูชั้นนอกเข้าไปประมาณ ๑๐ วาถึงโรงที่รับแขก ขื่อกว้างประมาณ ๓ วา ๔ เหลี่ยม พื้นดินหลังคาเปนกระโจมมีแคร่ที่นั่งอยู่ ๒ ข้างเหมือนกับบ้านปลัดเมือง ข้าพเจ้าเห็นมีคนอยู่ ชาย ๓ หญิง ๕ รวม ๘ คน ผู้ชายเอาเสื่อสานด้วยไม้ไผ่ กว้าง ๔ ศอก ยาว ๕ ศอก มาปูลงที่พื้นดิน ๓ ผืน กะปิตันจึงบอกข้าพเจ้าภาษาจีนว่าให้นั่งอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าก็นั่งลง ปลัดเมืองที่พาข้าพเจ้าไปจึงเรียกหญิง ๒ คนมา ๆ นั่งพับเพียบประสานมือไว้บนตัก ปลัดเมืองพูดภาษาบาหลีกับหญิง  ๒  คนประการใดข้าพเจ้าไม่ทราบ หญิง ๒ คนก็เปิดประตูเข้าไปข้างใน ข้าพเจ้าเห็นมีปืนคาบศิลาวางไว้บนกระไดแก้วประมาณ ๘๐ บอก ๙๐ บอก ทวนยาว ๙ ศอก ๑๐ ศอก ไว้บนขื่อโรงรับแขกประมาณ ๗๐ เล่ม ๘๐ เล่ม แล้วกะปิตันบอกข้าพเจ้าว่า หลังบ้านเจ้าเมืองรองมีตลาด ๆ หนึ่ง จะมีคนซื้อขายอยู่มากน้อยเท่าใดข้าพเจ้าหาเห็นไม่ เห็นขุนนางนุ่งผ้าขาวคาดผ้าขาวเหน็บกฤชฝักไม้ลาย ไว้ผมมวยเหมือนพราหมณ์ ปักดอกลั่นทมที่มวยผมเหมือนกันทั้ง ๔ คนมาทางประตูที่ข้าพเจ้าเข้าไปนั่งอยู่บนแคร่ก่อน อยู่ประมาณครู่ ๑ เจ้าเมืองจึงออกมา ข้าพเจ้าเห็นนุ่งผ้าไหมตาโถงตาโต ๓ นิ้ว ตาผ้ามีแต่สีขาวสีดำ นุ่งผ้าเอาชายข้างหนึ่งเข้าข้างใน แล้วพันมาทับกันเหลือชายข้าง ๑ ประมาณ ๓ ศอก หยิบกลางมาเหน็บ แล้วเอาผ้าไหมริ้วแดงริ้วดำยาวไปตามผืนพันเอวเข้า ๓ รอบ ชายผ้าเอาด้ายขาวเข็ดยาว ๔ ศอกชายผ้าพันทับเข้าอิก ๓ รอบ    เหน็บกฤชฝักทองคำ ตัดผมดอกกะทุ่ม โพกผ้าแดง กว้างประมาณ ๓ นิ้วรอบชาย ๒ ข้าง ผูกข้างหลัง อายุประมาณ ๓๐ ปีเศษ มีหญิงอายุ ๑๑ ปี ๑๒ ปี ถือพานหมากทองคำคน ๑ ถือ ร่มเมืองจีนคันยาวปิดทองทั้งคัน ๑ กล้องสลัดมีลูกดอกคนละคัน ๒ เดินเปล่ามาคน ๑ ตามออกมาด้วย รูปพานหมากรีเหมือนรูปไข่ ปากกว้างโดยรีประมาณ ๑๕ นิ้วสูงคืบเศษ เครื่องในพานจะเปนทองเงินประการใดข้าพเจ้าไม่เห็น เจ้าเมืองขึ้นนั่งบนแคร่ ขุนนางนุ่งขาว ขุนนางคาดเอว ขุนนางผ้าขาว ๔ คนนั้นนั่งขัดสมาธิ์ประสานมือไว้บนตักนั่งอยู่บนแคร่ผินหน้าเข้าหากัน ข้างขวา ๒ ข้างซ้าย ๒ ปลัดเมืองกะปิตันกับข้าพเจ้า      ก็นั่งขัดสมาธิ์ประสานมืออยู่ที่เสื่อพื้นดิน ห่างน่าเตียงที่เจ้าเมืองนั่งออกมาประมาณ ๔ ศอก ข้าพเจ้าเห็นหญิงออกมาแต่ข้างในมานั่งอยู่ข้างหลังแคร่ที่เจ้าเมือง นั่งประมาณ ๕๐ คนเศษ ผู้ชายเข้ามาทางข้างน่าประมาณ ๓๐ คน เศษ มานั่งอยู่ดินชั้นล่างต่ำกว่าที่ข้าพเจ้านั่งประมาณศอกเศษ แล้วเจ้าเมืองพูดภาษาบาหลีให้กะปิตันถามข้าพเจ้าภาษาจีน ว่าข้าพเจ้าเปนลูกค้ามาแต่เมืองไหน ข้าพเจ้าบอกว่าเรือมาแต่กรุงเทพ ฯ เหมือนข้าพเจ้าบอกกับปลัดเมือง เจ้าเมืองจึงว่าเมืองบาหลีเปนเมืองป่าหามีเพ็ชรพลอยไม่ มีแต่เข้าสารถั่วงา ผลกาแฟ ยาเส้น ผลไม้ต่าง ๆ แล้วเจ้าเมืองจึงพูดภาษาบาหลีกับขุนนางที่นั่งอยู่บนแคร่ กะปิตันปันตัดแปลเป็นภาษาจีนให้ข้าพเจ้าฟังว่าเจ้าเมืองถามขุนนาง ๔ คนว่า แต่เมืองบาหลีตั้งมาจนทุกวันนี้ไม่มีเรือโตใหญ่มาค้าขายเหมือนลำนี้เลย ข้าพเจ้าจึงตอบว่าท่านพระสวัสดิวารีเจ้าทรัพย์อยู่ที่กรุงเทพ ฯ แต่งสำเภาเรือปากใต้ไปเที่ยวค้าขายหลายบ้านหลายเมืองจะต้องการพลอย เพ็ชร ทับทิม มรกฎที่ใหญ่ ๆ ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็หาไม่ได้ มีแต่เล็ก ๆ เท่าผลสวาดิผลบัวบ้าง กล่ำใหญ่กล่ำเล็กบ้าง ได้ยินชื่อเมืองบาหลีนี้ว่าเปนเมืองใหญ่ตั้งมาช้านาน หามีลูกค้าผู้ใดไปค้าขายถึงไม่ จึงแต่งเรือชนิดกลางปาก ๔  วา บรรทุกสินค้าได้หนักสักห้าพันเศษ เปนทุนเงินสักหมื่นเหรียญเศษ ท่านพระสวัสดิวารีสั่งมาว่า ถ้าพบเพ็ชรพลอยที่ดีจะเปนราคามากน้อยเท่าใดก็ให้ซื้อเข้าไปให้สิ้นเงินหมื่นเหรียญ จะได้พลอยสักเม็ด ๑ ฤๅ ๒ เม็ดก็ตามเถิด เจ้าเมืองจึงตอบว่า เมืองบาหลีนี้เปนเมืองป่าเมืองเกาะ หามีของดีวิเศษไม่ มีแต่ของป่าเงินทองเบี้ยอีแปะ เมืองอื่น ๆ เอามาแลกของป่าไป แล้วข้าพเจ้าก็ลาว่าจะไปหาเจ้าเมืองกาล่งกง ซึ่งเปนเจ้าเมืองผู้ใหญ่ กะปิตันก็พาข้าพเจ้าเดินออกมาจากบ้านเจ้าเมืองขึ้นเนินเขาสูงขึ้นไป  ๘ ชั้น ทางประมาณ ๒๐๐ เส้นเศษ มีบ้าน ๒ แถวมีต้นไม้ทั้ง ๒ ฟากร่มตลอดไปจนถึงบ้านเจ้าเมืองกาล่งกง มีกำแพงก่อด้วยอิฐสุกใบสอดิน กว้างประมาณ ๑๕ เส้นเศษ สูง ๕ ศอก หนา ๓ ศอกเศษ หลังกำแพงกลมเปนกาบกล้วย ที่น่าประตูก่อด้วยอิฐสุกเปนแท่น กว้าง ๕ ศอก ๔  เหลี่ยม สูงประมาณ ๘  ศอก แล้วปลูกโรงเสาไม้จริงเครื่องบนไม้ไผ่หลังคามุงแฝกกรวมแท่นไว้ เอาปืนปะเรี่ยมทองยาวประมาณ ๔ ศอก ใหญ่รอบ ๓ กำ ใส่รางวางไว้บนแท่นบอก ๑ กะปิตันบอกข้าพเจ้าว่า ปืนบอกนี้เปนของอังกฤษให้ไว้เปนสัญญา จาฤกหลังปืนเปนหนังสืออังกฤษ ว่าปืนบอกนี้อยู่ที่เมืองบาหลีตราบใด อังกฤษไม่มากระทำอันตรายกับเมืองบาหลีเปนอันขาดทีเดียว พ้นประตูเข้าไปสัก ๑๐ วามีสระ ๆ ๑ กว้างยาวประมาณ ๒ เส้น มีเขื่อนตรุด้วยไม้ พ้นสระไปอิก ๘ วา ถึงกำแพงชั้น ๒ มีเสาศิลากลมใหญ่รอบ ๓ กำ สูง ๓ ศอก ตั้งเรียงห่างกันคืบ ๑ ข้างบนมีศิลาหนา ๑๖  นิ้ว ๔ เหลี่ยม ยาว ๔ ศอก ๕ ศอกบ้างทับบนปลายเสาศิลา  เปนเสาศิลายาวประมาณเส้นเศษ พ้นเสาศิลาไป ๒ ข้างก่อด้วยอิฐประตูอยู่กลางทำด้วยไม้สัก  บนหลังประตูก่ออิฐเปนหลังเจียดหาได้ถือปูนไม่ มีโรงอยู่โรง ๑ ทำฝาหลังคาเหมือนกับที่บ้านเจ้าเมืองรอง แต่หาเห็นมีปืนคาบศิลา หอก ทวน ไม่ จะเอาไปข้างไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ กะปิตันให้ข้าพเจ้าพักอยู่ที่โรงเปนเพลาเย็น ข้าพเจ้าเอาของกำนัน ๘ โต๊ะตั้งไว้ที่โรง ข้าพเจ้าเห็นชาย ๓ หญิง ๒ นั่งอยู่ที่โรง กะปิตันเรียกหญิงที่อยู่ในโรงมา ๒ คน กะปิตันพูดกับหญิง ๒ คนเปนภาษาบาหลี จะพูดกันประการใดข้าพเจ้าไม่ทราบ หญิง ๒ คนก็เดินเข้าไปประตูชั้นใน ชาย ๓ คนจึงเอาเสื่อสานด้วยไม้ไผ่ กว้าง ๔ ศอก ยาว ๕ ศอกมาปูลงที่พื้นดินน่าแคร่ ๔ ผืน ขุนนางนุ่งผ้าขาวคาดผ้าขาวไว้ผมมวยเหมือนพราหมณ์ปักดอกไม้สดที่มวยผม เหน็บกฤชฝักไม้ลายมานั่งอยู่บนแคร่ขัดสมาธิ์ประสานมือไว้บนตัก เหมือนกับที่บ้านเจ้าเมืองรองทั้ง ๔ คน แล้วมีคนนุ่งผ้าตาโถงไว้ผมมวยเหน็บกฤช นั่งขัดสมาธิ์ประสานมืออยู่ที่พื้นดินข้างล่างน่าแคร่ ๓๐ คน แคร่นั้นยาว ๖ ศอก กว้าง ๔ ศอก ปูเสื่อหวาย มีเบาะผ้าแดงวางบนเสื่อหวายเบาะ ๑ อยู่ประมาณครู่ ๑ เจ้าเมืองกาล่งกงก็ออกมา ข้าพเจ้าเห็นนุ่งผ้าไหม ตาโถงตาโต ๔ นิ้ว  ตาผ้ามีแต่สีขาวสีดำ นุ่งผ้าเอาชายข้าง ๑ เข้าข้างใน แล้วพันมาทับกันเหลือชายข้างหนึ่งประมาณ ๓ ศอก หยิบกลางมาเหน็บพก แล้วเอาผ้าไหมริ้วแดงริ้วดำยาวไปตามผืน พันเอวเข้า ๓ รอบ ชายผ้าเอาด้ายเข็ดขาวยาว ๔ ศอกต่อชายผ้า พันทับเข้าอิก ๓ รอบ เหน็บกฤชฝักทองคำด้ามงา   ผมดอกกะทุ่มหามีผ้าโพกไม่ อายุประมาณ ๖๐ ปีเศษ ไว้หนวดริมฝีปากข้างบนยาว ๓ นิ้ว มีหญิงสาวอายุ ๑๘ ปี ๑๙ ปี ๒๐ ปี ๒๐ปีเศษบ้าง ๗ คนตามออกมา ถือพานหมากทองคำสลักรูปรีเปนรูปไข่ปากกว้าง ๑๔ นิ้ว ๑๕ นิ้ว สูงคืบเศษ นั่งถือคนทีดินปากเลี่ยมทอง ฝาปิดเปนพุ่มดอกไม้ปิดทองคน ๑ ถือทวนภู่ไหมแดงฝักปิดทองคำทาดำยาวประมาณ ๔ ศอกเศษ ๒ คน   เดินเปล่ามาด้วย ๓ คน นุ่งผ้า ริ้วแดง ริ้วเขียว ริ้วขาว ห่มผ้าคล้องฅอสีเหลืองสีแดงบ้าง เจ้าเมืองกาล่งกงเดินมาถึงโรงแล้วขึ้นนั่งบนแคร่ คนที่นั่งอยู่ข้างล่าง ๓๐ คน ยกมือขึ้นไหว้แล้วประสานมือบนตัก ผู้หญิงที่ตามออกมานั่งอยู่ข้างแคร่ทั้ง ๗ คน  ข้าพเจ้านั่งอยู่กับกะปิตันตรงน่าแคร่ออกมาประมาณ ๕ ศอก เจ้าเมืองถามภาษาบาหลี กะปิตันแปลภาษาจีนกับข้าพเจ้าว่าเปนลูกค้ามาแต่ไหน ข้าพเจ้าบอกความเหมือนกับข้าพเจ้าบอกแก่เจ้าเมืองคนก่อน แล้วถามว่ามาทางไกลลำบากนักฤๅ   ข้าพเจ้าบอกว่ามาทางไกลข้ามทเลฦกคลื่นใหญ่ลมกล้ามา ๔ เดือนเศษจึงถึง ได้ความลำบากหนักหนา แล้วถามว่าที่กรุงเทพ ฯ บ้านเมืองโตใหญ่มีผู้คนมากอยู่ฤๅ ข้าพเจ้าบอกว่าที่กรุงเทพ ฯ ไพร่บ้านพลเมืองมีหลายภาษา แต่ไทยภาษาเดียว ก็มากจะประมาณไม่ถูก ยังพวกจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ เข้ามาพึ่งพระเดชเดชานุภาพตั้งทำมาหากินอยู่ที่กรุงเทพ ฯ แลหัวเมืองขึ้นกับกรุงเทพ ฯ ก็หลายหมื่น ลาว มอญ พม่า ทวาย แขก ฝรั่ง ก็มีอยู่เปนอันมาก สนุกสบายมั่งคั่งบริบูรณ์ มีเรือรบ เรือไล่ปาก ๙ ศอก ๑๐ ศอก ยาว ๑๑ วา ๑๒ วา เปนอันมาก มีกำปั่นรบปากกว้าง ๓ วา ๔ วา ๕ วา ยาว ๑๔ วา ๑๕ วา ๒๐ วา มี ปืนกระสุน  ๕ นิ้ว ๖ นิ้ว รายแคมลำหนึ่ง ๑๘ บอก ๒๐ บอกบ้าง ที่ลำใหญ่มีปืนรายแคม ๒ ชั้น ลำละ ๓๐ บอก  ๓๔  บอกบ้าง ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ๒๐ ลำ ๓๐ ลำ สำหรับไปลาดตระเวนรักษาเขตรแดนจีนที่มีสติปัญญากว้างขวางก็โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้เปนพระยาเปนพระ เปนหลวง เจ้าภาษีบ้าง เจ้าสัวบ้าง ที่เปนลูกค้ามีเงินทองก็มาก คนหนึ่งมีสำเภาไปค้าเมืองจีนบ้าง เรือตั้วแงไปค้าเมืองแขกข้างฝ่ายตวันตกบ้าง คนหนึ่ง ๔ ลำ ๕ ลำทั้งใหญ่ทั้งเล็กสัก ๑๔๐ ลำ ๑๕๐ ลำ ลูกค้าเมืองจีนแต่งสำเภาเข้าไปค้าขายปีหนึ่ง ๑๐๐ ลำ ๑๐๐ ลำเศษบ้าง กำปั่นแขก กำปั่นฝรั่งไปค้าขายปีหนึ่ง ๒๐  ลำ ๓๐ ลำบ้าง เรือลูกค้ามลายูไปค้าขายปีหนึ่ง ๔๐ ลำ ๕๐ ลำบ้าง แล้วถามว่าสำเภาโตฤๅเล็ก ข้าพเจ้าบอกว่าเรือที่ข้าพเจ้าออกมานี้เปนอย่างกลาง  จึงถามว่าเรือปากกว้างยาวเท่าไร  ข้าพเจ้าบอกว่าปากกว้าง ๔ วา ยาว ๑๔ วา จึงถามว่าที่กรุงเทพ ฯ มีสินค้าสิ่งไรบ้าง ข้าพเจ้าบอกว่าสินค้าหยาบ ๆ ที่บรรทุกสำเภานั้น ฝาง ไม้แดง เขา เปลือกโปลง พริกไทย เนื้อปลาต่าง ๆ แต่ของ          เลอียดที่มีราคา รังนก กระวาน งาช้าง นอระมาด เร่ว น้ำตาลทราย ปีกนก ดีบุก ไหม ครั่ง เจ้าเมืองกาล่งกงจึงว่าที่เมืองบาหลีนี้ เปนเมืองเกาะหามีสินค้ามากไม่ มีแต่ เข้า ยาสูบ กาแฟ แล้วเจ้าเมืองกาล่งกงจึงให้คนยกเข้ามาให้ข้าพเจ้ากับกะปิตันปันตัดรับประทาน กับเข้าเหมือนกับปลัดเมืองทำมาให้ข้าพเจ้ารับประทาน ครั้นข้าพเจ้ารับประทานแล้วก็ลาเจ้าเมืองกาล่งกงจะกลับมาเรือ เจ้าเมืองจึงให้กะปิตันบอกข้าพเจ้าว่า อย่าเพ่อไปก่อนเลยค่ำมืดแล้ว นอนที่นี่สักคืนหนึ่งเถิด  จะมีหนังให้ดู ข้าพเจ้าก็อยู่ ครั้นเพลาค่ำพวกบาหลีจึงเอาจอหนังมาตั้งที่น่าโรง จอหนังทำด้วยผ้าขาว กว้าง ๕  ศอก ๔ เหลี่ยม  แล้วจุดตะเกียงแขวนไว้ข้างหลังจอมีกระดานบังลม ตัวหนังสูงคืบ ๑ จมูกผอม แขน เท้า ยาว ผอมกะดิกได้เหมือนหนังแขก    มีกลองใบ ๑ ฆ้องโหม่งใบ ๑ ซอคัน ๑ แล้วตีเกราะด้วย ตัวหนังเอาปักไว้กับหยวกกล้วย ๕ ท่อน ท่อนละ ๑๐ ตัวเปนหนัง   ๕๐ ตัว เอาขึ้นเชิดทีละตัว ร้องภาษาบาหลี ตีฆ้องกลองสีซอ สิ้นบทแล้ววางหนังลงเสียเอาตัวอื่นขึ้นเชิดต่อไปกว่าจะสิ้นทั้ง   ๕๐ ตัว เจ้าเมืองก็ดูอยู่ด้วยกับข้าพเจ้าเพลาสักยามหนึ่งเจ้าเมืองก็กลับเข้าไปข้างใน แต่คนพวกชาวบาหลีนั้นยังดูอยู่ทั้งหญิงทั้งชายประมาณ ๕๐ คน ๖๐ คน ดึกแล้วข้าพเจ้านอนอยู่ที่โรง หนังนั้นเล่นไปจนรุ่ง ครั้นเพลาเช้าเจ้าเมืองสั่งให้หาเข้ามาเลี้ยงกะปิตันกับข้าพเจ้ากับลูกเรือ เข้าแลกับเข้าเอามาให้กินก็เหมือนกับที่เอามาให้รับประทานครั้งก่อน หาแปลกออกไปไม่ ข้าพเจ้ารับประทานแล้วสักครู่ ๑ เจ้าเมืองออกมา ข้าพเจ้าเห็นเหมือนกับออกมาครั้งก่อน แต่ผ้านุ่งนั้นเปลี่ยนเปนผ้าตาเขียวแดง ข้าพเจ้าบอกให้กะปิตันลาจะกลับไปเรือ เจ้าเมืองจึงให้กะปิตันบอกข้าพเจ้าว่า อย่าเพ่อไปก่อน จะมีลครให้ดูข้าพเจ้าก็อยู่ เจ้าเมืองเรียกลครเล่น ข้าพเจ้าเห็นตัวลครชาย ๕ หญิง ๕ รวม ๑๐ คน ผู้ชายนุ่งผ้าตาโถงโจงกระเบนชาย  ๑  เหน็บข้างน่าชาย ๑ ผ้าคาดเอวเหน็บกฤช  ข้อมือสักผูกผ้าขาวทั้ง ๒ ข้าง ชายผ้าห้อยยาวสักคืบ ๑ ศีศะใส่หมวกใบลานเย็บข้างบนแบนเหมือนซองพลู แล้วเอาดอกไม้สด ดอกลั่นทม ดอกจำปาเหลือง ดอกจำปาขาว ดอกอัญชัน ดอกชบา เหน็บเข้ากับหมวกใส่คน ๑ สี่คนหาได้ใส่หมวกไม่ ผู้หญิงนุ่งผ้าแขก พันแล้วเอาแพรผังสีเชียสา สีเขียว สีแดง สีเหลือง สีคราม สีขาว เหน็บเอวข้างละ ๕ สี  ห้อยลงมาทั้ง ๒ ข้าง ยาวข้างละศอกเศษ มีแพรแดงคาดนม เท้าใส่กำไลเงินกลม ข้อมือใส่กำไลแบนเปนน่ากระดานข้างละ ๒ เส้น ถือพัดด้ามจิ้วคลี่ทั้ง ๒ มือ ใส่หมวกใบลานประดับด้วยดอกไม้คน ๑ สี่คนไม่ได้ใส่หมวก ปี่พาทย์มีฆ้องหุ่ยแขวน ๓ ใบ กลองแขกใบ ๑ ขลุ่ยคัน ๑ ฆ้องราวราง ๑ รางทำเหมือนรางระนาด แต่หางอนไม่ ตรง  เอาฆ้องผูกบนปากรางเรียงกัน ๔ ใบ ตีด้วยไม้ตีระนาด ๆ นั้นทำด้วยทองเหลือง หลังคลุ่มโต ๙ นิ้ว ยาวคืบ ๑ แล้วเอาไม้ไผ่ลำโตประมาณ ๒ กำ ตัดเปนกระบอกยาวปล้อง ๑ เท่ากัน ๔ กระบอก ตั้งเรียงกันบนกระ ดานมีหลัก ๒ ข้าง แล้วเอาไม้กระหนาบเรียงเข้ากับหลัก แล้วจึงเอาลูกระนาดวางบนปากกระบอก ตีด้วยไม้งอเหมือนไม้ตีระฆัง กลางโรงเอากิ่งไม้มาปักกิ่ง ๑ เก็บดอกไม้สดใส่ตะกร้า ๆ ๑ มาวางไว้ใต้กิ่งไม้ มีคนร้อง ๒ คน ผู้หญิงลุกขึ้นรำก่อน แล้วไปหยิบดอกไม้ในตะกร้ามาทิ้งผู้ชาย ๆ จึงลุกขึ้นรำคนหนึ่ง แล้วไปหยิบดอกไม้ในตะกร้าทิ้งผู้หญิงบ้าง แล้วผู้ชายผู้หญิงก็รำไปด้วยกันนาน ๆ จึงไปหยิบดอกไม้มาทิ้งกัน คนร้อง ๒ คนก็ร้องไป รำล่อกันไป ๆ มา ๆ เหนื่อยแล้วก็นั่งลง คู่อื่นก็ลุกขึ้นรำหยิบดอกไม้ทิ้งกันรำทีละคู่ทั้ง ๕ คู่ เจ้าเมืองถามข้าพเจ้าว่างามฤๅไม่งาม ข้าพเจ้าบอกว่างาม ข้าพเจ้าจึงขอยืมเบี้ยอีแปะกะปิตันห้าพันมาตกรางวัลให้คนละ ๕๐๐ เจ้าเมืองจึงถามข้าพเจ้าว่าที่กรุงเทพ ฯ มีหนังมีลครอย่างนี้ฤๅไม่ ข้าพเจ้าบอกว่าที่กรุงเทพ ฯ มีโขน หุ่น ละคร มีหนัง มีงิ้ว แล้วถามข้าพเจ้าว่าโขนหุ่นลครนั้น โรง ๑ มีคนสักกี่คน แต่งตัวอย่างไร ข้าพเจ้าบอกว่าโขนโรง ๑ ทั้งชายทั้งหญิง ๑๐๐ บ้าง ๑๐๐ เศษบ้าง แต่งตัวใส่สนับเพลานุ่งยกทองยกไหม โจงกระเบนไว้หางหงษ์ คาดเข็มขัด มีผ้าปักทอง ปักไหมห้อยน่าผืน ๑  ห้อยขาข้างขวาผืน ๑ ห้อยขาข้างซ้ายผืน ๑ ใส่เสื้อลายทองใส่ตาบ ใส่สังวาล ใส่กำไลทองคำที่ข้อมือข้างละ ๙ ข้างละ  ๑๐ เส้นทั้ง ๒ ข้าง นิ้วมือใส่แหวนทองคำประดับเพ็ชรพลอยต่าง ๆ นิ้วละวงข้างละ ๔ นิ้วทั้ง ๒ มือ ศีศะใส่หน้าโขนหน้าปิดทอง หน้าเขียนบ้างต่าง ๆ กัน มีมงกุฎรัดเกล้าปิดทองประดับเพ็ชรพลอย ปี่พาทย์มีกลองใหญ่กลองกลางกลองเล็ก ฆ้องวง ระนาด ตะโพน เปิงมาง ฉิ่ง ฉาบ โขนโรง ๑ ถ้าจะเล่นมีปี่พาทย์ ๒ สำรับ คนเจรจา ๔ คน ๕ คน หุ่นนั้นเอาไม้มาทำเปนรูปคนชายบ้างหญิงบ้าง รูปยักษ์บ้าง รูปลิงบ้าง รูปสัตว์ต่าง ๆ บ้าง สูงประมาณศอกคืบ มีคนชักสายกระดิกรำได้เหมือนคนโรงหนึ่ง ๔๐ ตัว ๕๐ ตัว คนเล่นประมาณ ๕๐ คน ๖๐ คน เครื่องแต่งตัวหุ่นก็มีเหมือนกับเครื่องแต่งตัวโขน ถ้าจะเล่นก็มีปี่พาทย์ ๒ สำรับ คนสำหรับเจรจา ๔ คน ๕ คน เหมือนกับโขนลครโรง ๑  ทั้งหญิงทั้งชาย ๓๐ คน ๔๐ คน เครื่องแต่งตัวลครเหมือนกับเครื่องแต่งตัวโขนหุ่นเหมือนกัน เมื่อลครจะรำนั้น  คนสำหรับตีกรับโรงละ ๔๐ คน ๕๐ คน  มีปี่พาทย์สำรับ ๑ สิ้นบทรำก็หยุดร้องไปตามเรื่องหามีคนเจรจาแทนเหมือนโขนหุ่นไม่ แล้วเจ้าเมืองถามข้าพเจ้าว่าหนังนั้นทำอย่างไร ข้าพเจ้าบอกว่าเอาหนังโคทั้งผืนมาเขียนเปนรูปคนบ้าง รูปยักษ์บ้าง รูปลิงบ้าง รูปคนชายหญิงบ้าง เปนรูปช้าง รูปม้า รูปโค กระบือ รูปเนื้อ รูปเสือบ้าง ตัวโตเท่าคนรุ่น ๆ ทำท่าต่าง ๆ แล้วสลักเจาะเอาพื้นออกเสีย โรง ๑  มีหนัง ๑๐๐ ๑๐๐ เศษ จอทำด้วยผ้าขาวยาว ๖ วา กว้าง ๑๐ ศอกขึงขึ้น แล้วปลูกทำร้านไฟข้างหลังสูง ๓ ศอก กว้าง ๒   ศอก ยาว ๓ ศอก เอาดินรองแล้วกองไฟบนร้านแล้วเอาเสื่อใบวงบังลมข้างหลังจอ  ข้างน่าจอเอาหนังเชิด  มีกลองใหญ่  กลองกลาง กลองเล็ก ระนาด ฆ้องวง ตะโพน เปิงมาง ฉิ่ง,ฉาบ กรับโกร่ง ถ้าจะเล่นหนังตัว ๑ คนเชิดคน ๑ เชิดครั้ง ๑ หนัง  ๙ ตัว ๑๐ ตัวบ้าง  คนเชิดก็เท่ากับตัวหนัง  พวกปี่พาทย์ก็ตีขึ้นพร้อมกัน   คนสำหรับเล่นที่อยู่ในจอนั้นตีกรับโกร่งร้องไปตามเพลง สิ้นบทแล้ว คนเชิดหยุดยืนเชิดหนังอยู่น่าจอ คนสำหรับเจรจาก็เจรจาไปตามเรื่อง สิ้นบทแล้ว เอาหนังพวกนั้นกลับเข้าในจอ เอาหนังตัวอื่นมาเชิดต่อไปกว่าจะสิ้นตัวหนัง ๆ เชิดได้ทั้งข้างในจอข้างน่าจอ  คนดูเห็น ๆ เหมือนกัน โรง ๑      มีคนเชิด ๓๐ คน ๔๐ คนบ้าง คนร้องคนเจรจา ๓ คนบ้าง ๔  คนบ้าง เจ้าเมืองกาล่งจงจึงว่าสร้างโขนหุ่นลครหนังโรง  ๑   จะมิเปนเงินมากหนักหนาฤๅ ข้าพเจ้าบอกว่าสร้างโขนโรง ๑ เปนเงิน ๑๐๐ ชั่ง  ๒๐๐ ชั่งบ้าง สร้างหุ่นโรงหนึ่งเปนเงิน ๖๐ ชั่งบ้าง ๗๐ ชั่งบ้าง สร้างลครโรง ๑ ๔๐ ชั่งบ้าง ๕๐ ชั่งบ้าง  สร้างหนังโรง ๑  เปนเงิน ๒๐ ชั่งบ้าง ๓๐ ชั่งบ้าง เจ้าเมืองจึงถามว่าอย่างไรเรียกว่าชั่ง ๑  ข้าพเจ้าบอกว่าไทยชั่ง ๑   คิดข้างจีนเปน ๒ ชั่ง   ถ้าจะคิดเปนเหรียญชั่งไทย ๑ เปนเงิน ๔๐ เหรียญ  เจ้าเมืองจึงว่าที่กรุงเทพพระมหานครมั่งมีเงินมากจึงทำได้  แล้วข้าพเจ้าก็ลาจะมาเรือเจ้าเมืองจึงพาข้าพเจ้าไปดูเสือ ว่าเสือที่เมืองบาหลีนี้จะเหมือนเสือที่กรุงเทพพระมหานครฤๅไม่ แล้วเจ้าเมืองพาข้าพเจ้าออกมานอกกำแพงชั้นกลางมีโรงอยู่โรง ๑ กรงขังเสืออยู่ในโรง เสือตัวยาว ๓ ศอกคืบ สูง ๒ ศอก รูปร่างเหมือนเสือที่กรุงเทพ ฯ แล้วจึงพาข้าพเจ้าไปดูโรงตีเหล็ก ข้าพเจ้าเห็นมีคนตีเหล็กชาติมุกิดบ้าง บาหลีบ้าง สัก ๙ คน ๑๐ คน เห็นขันปืนอยู่บอก ๑ ตะไบแต่งตัวอยู่ ๒ บอก มีเตาตีเหล็ก ๒ เตา ใช้สูบยืนเหมือนสูบลาว ข้าพเจ้าเห็นมีคนอยู่ในกำแพงเมืองประมาณ ๓๐ คน ๔๐ คน แล้วเจ้าเมืองถามข้าพเจ้าว่าที่กรุงเทพ ฯ มีสัตว์สิ่งใดบ้าง ข้าพเจ้าบอกว่ามีสัตว์เปนอันมาก แต่ข้าพเจ้ารู้จักช้าง ม้า โค กระบือ แรด เสือ เนื้อ หมี  กวาง ทราย เจ้าเมืองกาล่งกงจึงว่าบ้านเมืองโตใหญ่ ไพร่บ้านพลเมืองลูกค้าวานิชสัตวต่าง ๆ ก็มีมาก ที่เมืองบาหลีนี้เปนเมืองเกาะ มีแต่วัว ควาย ม้า เนื้อ หามีช้างไม่ รูปร่างอย่างไรไม่รู้จัก ได้เห็นแต่เขี้ยวช้างเล็ก ๆ ลูกค้าเมืองใหม่เอามาขายซื้อไว้ทำด้ามกฤชบ้าง ฝักกฤชบ้าง ถ้าแลจะได้มาค้าขายข้างน่าช่วยซื้อเขี้ยวช้างที่โต ๆ มาฝากสักอัน ๑ ฤๅ ๒ อัน ข้าพเจ้าว่าราคาซื้อขายกันที่เมืองใหม่หนักหาบหนึ่ง ๒๐๐ เหรียญ ๒๕๐ เหรียญก็มี ตามใหญ่ตามเล็ก เจ้าเมืองกาล่งกงจึงว่าจะเปนราคามากน้อยเท่าใดก็ช่วยซื้อมาฝากให้ได้ ข้าพเจ้ารับคำแล้วก็ลาจะมาเรือ เจ้าเมืองกาล่งกงสั่งข้าพเจ้าว่าสินค้ามีมาในเรือนั้นชาวบาหลีจะมาซื้อก็ให้ขายเถิด ให้เขียนบาญชีชื่อไว้ เรือจะกลับไปทวงเงินไม่ได้เราจะช่วยชำระให้   ข้าพเจ้าก็มาเรือ เดินมาแต่บ้านเจ้าเมือง ๚
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 20 พ.ค. 09, 23:04

ตอนนี้ค่อนข้างจะยาวครับ มีข้อสังเกตหลายประการดังนี้
- อันแรกนี้ยกมาจากตอนก่อนหน้า กะปิตันปันตัด คำว่า ปันตัด คือคำว่า Bandar ที่แปลว่าเมืองท่า (เสียง r ออกเสียงรัวลิ้นหนักอย่างแขก ฟังคล้ายตัวสะกดแม่กดในภาษาไทย จะได้เห็นคำลักษณะนี้อีกหลายคำในเรื่องนี้ หรือที่เรารู้จักกันดีในชีวิตประจำวันก็มีเช่นคำว่า อาจาด ที่เป็นเครื่องเคียงหมูสะเต๊ะนั้นมาจากภาษาชวา-มลายูว่า อาจารฺ) กะปิตันปันตัดก็คือนายท่านั่นเอง น่าสังเกตว่ากะปิตันนี้คงจะเป็นคนจีน ดังจะเห็นได้จากความแวดล้อมหลายอย่างที่เรื่องนี้
- ต้นไม้ ผลไม้ของเมืองบาหลีคล้ายคลึงกับในประเทศไทย ว่าแต่มะแป้นนี่เป็นอย่างไร ใครทราบบ้างครับ
- จีนกั๊กกินข้าวด้วยการใช้มือเปิบอย่างไทย แต่ไม่ได้เล่าให้ฟังว่าคนบาหลีกินข้าวอย่างไร เท่าที่ผมไปเห็นมาเมื่อไม่นานมานี้ คนบาหลีเขาก็เปิบด้วยมืออย่างคนไทยสมัยก่อนเหมือนกัน อาหารก็คล้ายของเรา มีแกงกะทิเหมือนกัน เพียงแต่รสชาติไม่เผ็ดร้อนอย่างของเราเท่านั้นเอง
- คนบาหลีกินหมู ข้อนี้ไม่แปลก เพราะถึงแม้อินโดนีเซียในเวลานั้นหันไปนับถืออิสลามกันหมดแล้ว แต่ชาวบาหลีส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาฮินดูกันอยู่ และยังคงเป็นเช่นนี้มาจนปัจจุบันนี้ครับ
- คนบาหลีกินหมาก เป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายจากตะวันออกของอาฟริกาจนถึงปาปัวนิวกินี
- คนบาหลีนิยมนุ่งผ้าตาโถง ซึ่งยังพบได้ทั่วไปจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งก็คือผ้าขาวม้านั่นเอง น่าสังเกตว่าจีนกั๊กไม่ใช้คำว่าผ้าขาวม้า ไม่แน่ใจว่าคำว่าผ้าขาวม้านี้เริ่มใช้มาแต่เมื่อไหร่นะครับ
- เจ้าเมืองกาล่งกงที่กล่าวถึง ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร เมือง Klungkung อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะบาหลี ในขณะที่เรือของจีนกั๊กเทียบท่าทางตอนเหนือของเกาะใกล้เมือง Buleleng แต่น่าสังเกตว่าเจ้าเมือง Buleleng นั้นเป็นเจ้าวงศ์ Klungkung เหมือนกัน ดังนั้นเจ้าเมืองกาล่งกงในที่นี้น่าจะหมายถึงเจ้าเมือง Buleleng (Graves ตั้งข้อสังเกตว่า อีกนัยหนึ่งอาจเป็นเจ้าเมือง Klungkung ที่เผอิญอยู่ที่ Buleleng ในยามนั้นก็เป็นได้)
- จากบทสนทนา เห็นได้ว่าเรือของจีนกั๊กเป็นเรือสยามลำแรกที่ชาวบาหลีได้รู้จัก เชื่อได้ว่าอย่างน้อยไม่เคยมีเรือจากสยามไปค้าขายที่บาหลีในชั่วชีวิตของคนที่นั่น
- จีนกั๊กว่าลูกระนาดของชาวบาหลีทำด้วยทองเหลืองตีด้วยไม้งอเหมือนไม้ตีระฆัง แต่ที่ผมได้เห็นมา ไม้ตีที่ใช้ในปัจจุบันคือค้อนอย่างที่ใช้ตอกตาปู คนตีคนหนึ่งถือไม้อันเดียว เวลาตีเหมือนไล่ตอกตาปูครับ
- มีบอกการเทียบมาตราเงินที่น่าสนใจคือ 1 ชั่งไทย = 2 ชั่งจีน = 40 เหรียญ (Graves ว่าหมายถึงเหรียญสเปนที่ใช้กันทั่วไปในเวลานั้น)
- บาหลีในเวลานั้นไม่มีช้าง ซึ่งน่าแปลกที่ปัจจบันมีศูนย์อนุรักษ์ช้างในบาหลีด้วยครับ

แผนที่บาหลีจาก A Nineteenth-Century Siamese Account of Bali with Introduction and Notes ครับ


บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 20 พ.ค. 09, 23:06

๏ วันเดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ ปีมเสงสัปตศกเพลาเที่ยง กะปิตันก็พาข้าพเจ้าออกมาถึงประตูชั้นนอกมีตลาดผู้ชายขายของอยู่ที่น่าบ้านเมือง ทั้งคนซื้อคนขายประมาณ ๒๐๐ คน ๓๐๐ คนเศษ มีผ้าแพร ร่ม ถ้วย ชาม ของกินบ้าง   ตลาดผู้หญิงขายของตลาด ๑ ข้างกำแพงเมือง ไม่ให้ผู้ชายซื้อขาย ๆ กันแต่พวกผู้หญิง จะมีคนมากน้อยเท่าใดหาได้ไปดูไม่ ข้าพเจ้าเห็นหญิงเดินไปมาตามทาง ศีศะทูนของเหมือนทวายเหมือนแขก ข้าพเจ้าถามกะปิตันว่าผู้ชายผู้หญิงจะซื้อจะขายด้วยกันไม่ได้ฤๅ กะปิตันบอกข้าพเจ้าว่าอย่างธรรมเนียมเมืองบาหลีนี้ ถ้าผู้หญิงจะออกเดินนอกบ้านไปซื้อขายก็ดี       มิใช่บิดามารดาญาติพี่น้องผัวเมียกันจะไปถูกต้องตัวผู้หญิงไม่ได้ ถ้าผู้ชายมิใช่ญาติพี่น้องไปถูกต้องตัวผู้หญิงเข้า ผู้หญิงร้องขึ้นแล้วไปตีเกราะ พวกชายญาติพี่น้องข้างหญิงรู้ ชวนกันถือกฤชวิ่งออกมาจากบ้านหลายคน เอากฤชแทงชายที่ถูกตัวหญิงนั้นตายก็หามีโทษไม่ ข้าพเจ้าเห็นเกราะทำไว้ด้วยไม้แก่นโต ๓ กำ ๔ กำ ยาว ๓ ศอก ๔ ศอก แขวนไว้ที่ต้นมะม่วง ต้นมะขาม ต้นจำปา ต้นไทร ต้นกระดังงา ต้นขนุนบ้าง ตามถนนห่างกันเส้น ๑ บ้าง ๓๐ วาบ้าง แต่บ้านเจ้าเมืองตลอดไปถึงท่าเรือจอด ข้าพเจ้าเดินมาถึงเรือเพลาบ่าย ๕ โมงเศษ ข้าพเจ้าจึงบอกกะปิตันว่า เพลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเอาของขึ้นขาย
๏ รุ่งขึ้นวันเดือน ๔ แรม ๖ ค่ำ เพลาเช้า กะปิตันให้บุตรไปบอกกับปลัดเมืองว่า จีนกั๊กนายเรือจะเอาสินค้าขึ้นขาย ปลัดเมืองกับเจ้าเมืองรอง คนประมาณ ๓๐ เศษ พากันมาที่บ้านกะปิตัน ข้าพเจ้าจึงเอาตัวอย่างของขึ้นไปให้ดู   แพรจีนเจาสีต่างกัน ๕ ม้วน แพรผังสี ๕ สี  ๕ พับ ไหมทองหีบ ๑ จานพลชามพลสิ่งละซอง สีเสียดกระสอบ ๑ กะทะเล็กปากกว้างศอกเถา ๑ เจ้าเมืองซื้อแพรจีนเจา ๑๐ ม้วน ๆ ละ ๑๘๐๐๐ อีแปะ เงิน ๑๑ ตำลึง ๑ บาท แพรผังสี ๒๐ พับ ๆ ละ  ๑๘๐๐ อีแปะ เงิน ๑ ตำลึง ๒ สลึง ไหมทอง ๒๐ หีบ ๆ ละ ๕๐๐๐ อีแปะ เงิน ๓ ตำลึง ๒ สลึง ปลัดเมืองซื้อแพรจีนเจาขาว ๓ ม้วน ๆ ละ ๑๕๐๐๐ อีแปะ เงิน ๙ ตำลึง ๑ บาท ๒ สลึง ไหมทอง ๑๐ หีบ ๆ ละ ๕๐๐๐ อีแปะ เงิน ๓ ตำลึง ๒ สลึง แล้วเจ้าเมืองรองปลัดเมืองจึงว่ากับข้าพเจ้าว่าสินค้านอกนั้นผู้ใดจะซื้อก็ให้ขายเถิด ข้าพเจ้าก็ขายเหล็กฟากหาบละ ๕๐๐๐ เงิน  ๓ ตำลึง ๒ สลึง กะทะเถาละ ๑๐๐๐ เงิน ๒ บาท ๒ สลึง สีเสียดหาบละ ๓๐๐๐ เงิน ๑ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง จานใหญ่  ๑๐๐๐ ละ ๓๕๐๐๐ เงิน ๑ ชั่ง ๑ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง ชามพล ๑๐๐๐ ละ ๖๐๐๐ เงิน ๓ ตำลึง ๓ บาท ไหมตะเภาหาบละ  ๓ แสน เงิน ๙ ชั่ง ๗ ตำลึง ๒ บาท ข้าพเจ้าขายได้เงินเหรียญเงินอีแปะบ้าง ขายเชื่อบ้าง จนสินค้าในเรือที่ซื้อเชื่อยังไม่ให้เงินนั้น ข้าพเจ้าจดบาญชีผู้ซื้อของไว้ ข้าพเจ้าไปทวงเงินได้บ้างยังไม่ได้บ้าง แล้วข้าพเจ้าถามกะปิตันปันตัดว่าสินค้าที่เมืองบาหลีนี้มีฝาง มีกาแฟ มีเข้าสารอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าจะขอไปเที่ยวซื้อ กะปิตันบอกข้าพเจ้าว่า ฝางมีอยู่ป่า ชื่อหวนตุหลัน ผลกาแฟมีอยู่เมืองตัวปันหลัน เมืองมองงุย เข้าสารกับยาสูบมีอยู่ที่เมืองบาหลีนี้กะปิตันจึงว่ากับข้าพเจ้าว่าถ้าจะไปซื้อ ก็ให้ไปหาเจ้าเมืองรอง ขอหนังสือไปถึงเจ้าเมืองตัวปันหลัน เจ้าเมืองมองงุย จึงจะไปซื้อได้ ๚
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 22 พ.ค. 09, 16:09

เห็นได้ว่าในสมัยนั้น เงินอีแปะจีนใช้ซื้อขายกันได้ทั่วไป เทียบหน่อยเงิน 100 อีแปะ เท่ากับหนึ่งสลึงครับ

นอกจากสินค้าที่บรรทุกมาจากกรุงเทพบางอย่างแล้ว เห็นได้ว่าสินค้าที่ซื้อมาจากเมืองใหม่สิงคโปร์ก็เพื่อเอามาขายที่บาหลีนี้ สินค้าหลักๆได้แก่พวกเครื่องถ้วยชาม กะทะเหล็ก และเหล็กฟาก

น่าสนใจว่าจีนกั๊กถามหาสินค้าที่จะซื้อไปขายด้วย ข้าวสารที่จะถามซื้อเห็นได้ว่าไม่ได้ซื้อไปขายที่สยามแน่ น่าจะถามหาเพื่อเอาไปขายที่สิงคโปรเสียมากกว่า

ฝางที่ว่ามีอยู่ในป่าที่หวนตุหลัน Graves ตั้งข้อสังเกตว่าอาจหมายถึงป่าลิงที่อูบุด (Wanara Wana หรือ Monkey Forest) ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม Graves ถึงว่าอย่างนั้น น่าคิดว่า หวน ในที่นี้อาจหมายถึง Wana แต่ก็แปลก เพราะดูจากการเรียงคำแล้ว หวน น่าจะไปอยู่ข้างหลังมากกว่ามาอยู่ข้างหน้าอย่างนี้ นอกจากนี้ยังมีคำว่า wantilan ในภาษาบาหลี ซึ่งหมายถึงที่ชุมนุมชาวบ้านในหมู่บ้านอีกด้วยครับ

เมืองมองงุย คือเมือง Mengwi ในขณะที่เมืองตัวปันหลัน คือ Tabanan ทั้งสองเมืองอยู่ค่อนไปทางซึกใต้ของเกาะบาหลีครับ

Tabanan นี่มีอะไรน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง ศูนย์กลางของอาณาจักรโบราณที่ชื่อ Kediri อยู่ที่นี่ เป็นเมืองของเจ้าหญิง Candra Kirana (อ่านอย่างครึ้มๆได้ว่า จันดาหรา กิระณา) นางเอกในตำนานเรื่อง Panji ที่เรารู้จักกันในนามว่า ปันหยี หรือ อิเหนา นั่นเองครับ จันดาหรากิระณา ก็คือคนเดียวกับ บุษบา ลูกสาวท้าวดาหานั่นเอง
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 22 พ.ค. 09, 16:21

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ข้างแรม ปีมเมียอัฐศก ข้าพเจ้ากับจีนอู่ลูกเรือคน ๑ ไปหาเจ้าเมืองรอง บอกว่าข้าพเจ้าจะขอไปเที่ยวซื้อผลกาแฟที่เมืองปันหลัน เมืองมองงุย เจ้าเมืองจึงให้คนไปเอาใบลานทั้งก้านมาใบ ๑ แล้วเอาเหล็กแบน ๆ ยาวสักคืบ ๑ ลับให้แหลมเขียนลงกับใบลานเหมือนจานหนังสือ ตัวหนังสือคล้ายกับหนังสือขอม เขียนหนังสือแล้วจึงเอาตราเหล็กเปนรูปดอกไม้มาตีลงที่ใบลานส่งให้ข้าพเจ้า แล้วให้ล่ามบอกกับข้าพเจ้าว่าจะให้หญิงชาวบาหลีที่รู้จักภาษาแขกคน ๑ กับชาย ๔ คนไปด้วย กับม้า ๓ ม้า ทวน ๒ เล่ม พรุ่งนี้จะให้ไปรับที่ท่าเรือ ข้าพเจ้าจึงว่าจะขอเช่าม้าสัก ๒๐ ม้า บรรทุกอีแปะไปซื้อของ เจ้าเมืองก็รับว่าจะเช่าให้ม้า ๑ ไปถึงเมืองมองงุยเปนราคาพันอีแปะคิดเปนเงิน ๒ บาท ๒ สลึง   บรรทุกของกลับมาส่งถึงท่าเรือ คิดค่าเช่าอิกตัวละพันอีแปะ เพลารุ่งเช้าจึงจะให้ไปรับที่ท่าเรือ ข้าพเจ้าก็ลากลับมา ครั้นรุ่งเช้าหญิงคน ๑ ขี่ม้า ๆ หนึ่ง ชาย ๔ คนจูงม้ามา ๒ ม้า ๒ คน ถือทวนคนละเล่มกับม้า ๒๐ ม้า บรรทุกต่างหลังละ ๔ ต่าง คนสำหรับม้า ๆ ละคน เปนคน ๒๐ คน ลงมาที่ท่าเรือ ข้าพเจ้าเห็นต่างที่ใส่หลังม้าสานด้วยไม้ไผ่สูงศอกคืบปากกลมกว้างสัก ๑๗ นิ้ว ต่าง ๑ ใส่ได้เปนน้ำหนัก ๓๗ ชั่งเศษ ม้าหนึ่ง ๔ ต่าง เปนน้ำหนัก ๑๕๐ ชั่งจีน ข้าพเจ้าเอาอีแปะลงบรรทุกต่าง ๑๘ ม้า บรรทุกผ้าม้า ๑ เปนผ้าขาว ๒๐ พับ กับของกินเล็กน้อย บรรทุกกะทะม้า ๑ เปนกะทะ ๖ เถา ใหญ่เล็ก ๓๐ ใบ ล่ามหญิงจึงเอาม้าให้ข้าพเจ้าม้า ๑ จีนอู่ลูกเรือม้า ๑ หญิงล่ามขี่ม้า ๑ ม้าที่ขี่มีจั๋งถักเหมือนเบาะรองหลังม้าชั้น ๑ แล้วเอาเบาะผ้าปูทับจั๋งอิกชั้น ๑ มีรัดอกซองหาง  รัดอกพานน่าผูกกับเบาะ บังเหียนทำด้วยเหล็กเหมือนบังเหียนไทยหามีโกลนไม่ ผู้หญิงขี่ไม่คร่อมหลังม้าเหมือนผู้ชาย เอาเท้าห้อยข้างม้าข้างเดียวทั้ง ๒ เท้าขี่ควบก็ไม่ตก ม้าที่หญิงล่ามขี่นำทางไปน่าพาข้าพเจ้าเดินตามหาดทรายชายทเล ตั้งหน้าม้าไปทิศเหนือทางประมาณครึ่งวันสิ้นหาดทรายชายทเล ถึงทางกว้างประมาณ ๔ วา ๒ ข้างทางเปนสวนบ้างนาบ้าง ที่เปนสวนมีต้นทุเรียนต้นมังคุดต้นลางสาดต้นเงาะบ้าง น้อยหน่า ส้มโอ ส้มเกลี้ยง ส้มเปลือกบาง หมาก มะพร้าว สับปะรด แตงอุลิตไทย แตงกวาไทย ฟักทอง ฟักเขียว พริกเทศ มะเขือ ถั่วงา เข้าโพด หอม กะเทียม  เผือก มัน แต่ที่นาทำที่ให้เสมอ แล้วทำคันกั้นน้ำกว้างประมาณเส้นบ้าง ๓๐ วาบ้าง ๒ เส้นบ้าง เปนชั้นๆ กันขึ้นไป มีทางน้ำไหลมาแต่บนเขาทำๆ นบด้วยศิลา กั้นไว้ให้น้ำไหลเข้านาต่อ ๆ กันไปได้ทั่วกัน นาทำได้ทั้งน่าแล้งน่าฝนไม่เปนฤดู เกี่ยวเข้าแล้วก็ดำต่อไปอิก พ้นจากที่นาที่สวนขึ้นไปเปนป่าไม้ใหญ่ ๆ ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ต้นตาล ต้นจั๋ง ต้นมะขามป้อม ต้นสัก ต้นมะขาม กะดานบ้าง ต้นตะขบ หวายโป่ง หวายหินบ้าง ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักเปนอันมาก ข้าพเจ้าเดินไปแต่เชิงเขาวัน ๑ ถึงบ้านเหลื่อยหล้นพวกล่ามให้ข้าพเจ้าพักอยู่นั่น เอาหนังสือให้นายบ้านดู นายบ้านก็หาเข้ามาให้ข้าพเจ้ารับประทาน เอาโต๊ะไม้ใส่เข้ากองกลางโต๊ะ กับเข้ามีสุกรทอดน้ำมันถั่วน้ำมันเกลือ กองราย ๆ อยู่ในโต๊ะกับเข้าสุกด้วยกันมาให้รับประทาน   พวกข้าพเจ้า ๒ คน หญิงล่ามคน ๑ เข้ากัน ๓ คนกินรวมกัน แต่ชาย ๔ คนนั้น ข้าพเจ้าให้เบี้ยคนละ ๒๐ อีแปะ ไปซื้อเข้าชาวบ้านรับประทาน รุ่งขึ้นเช้าข้าพเจ้าเห็นบ้านมีโรงอยู่ประมาณ ๑๐๐๐ หลังโรงเศษ พื้นฝาดินหลังคามุงแฝกเปนกระโจมเหมือนกันทั้งสิ้น คนชายหญิงใหญ่น้อยประมาณ ๔๐๐๐ เศษ ไปจากบ้านเหลื่อยหล้นเพลาเช้าประมาณ ๓ โมงเศษ ไปตามเนินเขาทางลาดเสมอขึ้นไป เพลาเช้ากลางวันถึงบ้านอิกแห่ง ๑ มีโรงเรือนประมาณ ๑๐๐ หลังโรง คนชายหญิงใหญ่น้อยประมาณ ๔๐๐ คน ตามข้างทางมีสวนบ้างนาบ้าง ข้าพเจ้าซื้อเข้ารับประทานแล้วเดินไปอิก จนเพลาเย็นถึงบ้านอำหมัด ๆ มีเจ้าเมืองปลัดเมือง ข้าพเจ้าพักนอนอยู่ที่บ้านอำหมัดคืน ๑ หาได้ไปหาเจ้าเมืองไม่ กำนันบ้านดูหนังสือแล้ว หาเข้ามาให้รับประทาน รุ่งขึ้นเพลาเช้าหาเข้ารับประทานแล้วหญิงล่ามก็พาข้าพเจ้าไปจากบ้านอำหมัด เดินไปตามทางมีสวนมีนาเปนป่าเปนบ้านบ้างเรี่ยรายกันไปแห่งละ ๕ โรงบ้าง ๖ โรงบ้าง ๙ โรงบ้าง ๑๐ โรงบ้าง ๒๐ โรงบ้าง ถึงเพลารับประทานแวะเข้าบ้านไหนเอาเบี้ยอีแปะซื้อเข้ารับประทานได้ทุกบ้าน ไปจนเพลาเย็นถึงบ้านกะนาซมเปนบ้านใหญ่ มีเจ้าเมืองปลัดเมืองผู้คนมาก ข้าพเจ้าหาได้ไปหาเจ้าเมืองไม่ เอาหนังสือเดินทางให้ดู กำนันก็หาเข้ามาให้รับประทานพักนอนอยู่คืน ๑ รุ่งขึ้นเช้าออกจากบ้านกะนาซมเดินไปตามทางบ้านราย ๆ กันแห่งละ ๗ โรงบ้าง ๘ โรงบ้าง ๙ โรงบ้าง ๑๐ โรงบ้าง จนเพลากลางวันซื้อเข้ารับประทานแล้วออกเดินหามีบ้านไม่  เปนป่าไม้ต่าง ๆ ตามทางเดินเปนศิลามากกว่าดินเพลาค่ำหยุดนอนอยู่ในป่าหามีบ้านผู้คนไม่ อดเข้าคืน ๑ ได้รับประทานแต่ของกินที่เอาบรรทุกหลังม้าไปบ้างเล็กน้อย รุ่งเช้าเดินไปอิกจนเพลาเที่ยงถึงสระใหญ่บนยอดเขา ข้าพเจ้าก็บอกกับล่ามให้หยุดพักอาบน้ำเสียก่อน แล้วปลงต่างปล่อยม้าให้กินหญ้า ข้าพเจ้าก็ลงอาบน้ำในลำธาร ทางน้ำไหลออกมาจากสระใหญ่ ๆ แห่ง ๆ หนึ่ง ปากช่องกว้างประมาณ ๓ วา กลางร่องฦก ๒ ศอก น้ำไหลเชี่ยว ยาวประมาณ ๔ วา ๕ วา แล้วกว้างออกไปประ มาณ ๑๐ วา ฦกคืบเศษ น้ำไหลหาเชี่ยวไม่ ไหลลงไปเชิงเขา น้ำจะไหลไปข้างไหนต่อไปอิกข้าพเจ้าหาทราบไม่  แล้วข้าพเจ้าเดินเลียบธารน้ำไปดูที่สระ สระกว้างใหญ่น้ำใสเย็น แลไปสุดสายตาหาเห็นขอบสระข้างโน้นไม่ ต้นไม้ในบริเวณสระก็หามีไม่ ไกลออกมาสัก ๙ เส้น ๑๐ เส้น จึงมีต้นไม้มีเขาติดอยู่กับขอบสระข้างตวันตกยอดหนึ่ง สูงแต่ขอบสระขึ้นไปประมาณเส้นเศษ  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงตึง แล้วเปนควันพลุ่งขึ้นที่ยอดเขา  ข้าพเจ้าตกใจข้าพเจ้าถามหญิงล่าม ๆ จึงบอกว่าเขานี้ดังเองนาน ๆ สักหม้อเข้าสุก ๑ ดังที ๑ เสมออยู่ทั้งตาปี ขอบสระข้างตวันออกก็มีเขา ๆ ๑ สูงเท่ากัน เพลากลางคืนแลเห็นเปนไฟติดอยู่บนยอดเขา เหมือนไฟเผาหญ้าที่กลางทุ่ง เปลวสูงประมาณ ๔ วา ๕ วา เทือกไฟโตประมาณ ๒๔ วา ๒๕ วา เพลากลางวันหาเห็นเปลวไฟไม่หญิงล่ามจึงบอกว่าผู้เถ้าผู้แก่แต่ก่อน เล่าให้ฟังว่าสระเปนกะทะจงโพ่หุงเข้า เขาที่ดังว่าน้ำเดือด เขาที่เปนไฟว่าเตาไฟ พวกข้าพเจ้าอาบน้ำแล้วไปอิกจนเพลาบ่าย ๔ โมงเศษถึงบ้านงัวตุดแวะเข้าเอาหนังสือให้นายบ้านดู นายบ้านหาเข้ามาให้ข้าพเจ้ารับประทาน ข้าพเจ้าพักนอนอยู่ที่บ้านงัวตุดคืน ๑ หนาวนักใส่เสื้อ ๓ ชั้นกับผ้าห่มผืน ๑ ก็ไม่อุ่น ชาวบ้านนอนบนร้านเอาไฟใส่ข้างล่าง เพลากลางคืนแสงไฟที่ยอดเขาสว่างมาถึงในบ้านจริงเหมือนหญิงล่ามบอก ครั้นเพลาเช้าข้าพเจ้าแลไปดูเห็นเปนแต่ต้นหญ้าแดง จึงถามหญิงล่ามว่าทำไมจึงไม่เห็นแสงไฟ หญิงล่ามบอกว่า กลางวันแลไม่เห็นแสงไฟ แลเห็นแต่กลางคืน ว่าเขาที่ดังตึงนั้นเพลาเช้าเย็นกลางคืนจึงดังแรง เพลากลางวันเสียงหาสู้ดังแรงไม่ ข้าพเจ้าเห็นบ้านมีโรงประมาณ ๖๐๐ หลัง โรงทำเหมือนกัน มีคนชายหญิงใหญ่น้อย ๓๐๐๐ นายบ้านหาเข้ามาให้ข้าพเจ้ารับประทาน ข้าพเจ้ารับประทานแล้วหญิงล่ามกับกำนันบอกว่ามีศาลเจ้าจงโพ่อยู่ที่เนินเขาไฟศาลหนึ่ง ว่าเดิมจีนมาแต่เมืองไอ้มุ่ยแซ่ตั๋นเปนจงโพ่มากับสำโปก๋ง ๆ ไปขึ้นอยู่เมืองสำปาหลัง จงโพ่ลาว่าจะกลับไปเมืองไอ้มุ่ย มาถึงเกาะบาหลีเรือเสียคนตายสิ้น เหลือแต่จงโพ่ขึ้นมาอยู่บนเขานี้ ได้คนป่าเปนภรรยามีลูกหลานสืบต่อ ๆ กันมาหาเปนจีนไม่ กลายเปนชาวบาหลีจนทุกวันนี้ มีเสื้อถักด้วยรกจั๋งตัว ๑ กับหมวกทำด้วยไม้ไผ่เปนซี่  ๆ เหมือนหมวกไหหลำวางอยู่บนเตียงศิลาด้วยกัน หญิงล่ามกับกำนันพาข้าพเจ้าไปดู เดินไปแต่บ้านกำนันทางประมาณ ๒ เส้นถึงศาลเจ้า ๆ ก่ออิฐสุกถือปูนกว้างประมาณ ๓ วา ๔ เหลี่ยม หลังคาแหลมเหมือนกระโจมถือปูน ข้าพเจ้าไปดู เห็นมีแท่นศิลาสูง ๒  ศอกกว้าง ๒ ศอก ยาว ๓ ศอก เห็นมีเสื้อตัวหนึ่งถักด้วยรกจั๋ง หมวกใบ ๑ โตประมาณ ๒ ศอกวางไว้บนแท่นจริง ข้าพเจ้าเอากระดาษทองกระดาษเงินจุดไฟไหว้เจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจึงถามว่าเสื้อหมวกอยู่สักกี่ปีมาแล้ว หญิงล่ามกับกำนันบอกว่าแต่จงโพ่ตายถึงทุกวันนี้สักกี่ร้อยกี่ปีก็ไม่รู้  ที่เมืองบาหลีนี้ตั้งบ้านเมืองหารู้จักปีเดือนวันคืนไม่ เกิดมาปีใดเดือนใดอายุเท่าใดก็ไม่รู้ด้วยกันทุกคน แล้วกำนันว่าบรรดาคนบ้านงัวตุดนี้เปนลูกหลานจงโพ่ทั้งสิ้น ผู้ใดจะรับคนชายหญิงบ้านงัวตุดขายให้จีนแขกต่างเมืองไปก็ไม่ได้ ถ้าผู้ใดไม่ฟังซื้อเอาไปก็คงเปนอันตรายในกลางทเล พูดกันอยู่จนเพลากลางวันก็พากันกลับมาบ้านกำนัน แล้วหญิงล่ามพาข้าพเจ้าออกจากบ้านกำนันเพลาเที่ยงเดินมาประมาณสัก ๒๐ เส้นเศษเปนป่าไม้ต่าง ๆ บ้าง ต้นกาแฟโตกำ ๑ สองกำสูง ๕ ศอก ๖ ศอกบ้างรายกันไป แล้วมืดเปนน้ำค้างตกเหมือนฤดูเดือน ๑ เดือน ๒ ข้าพเจ้าถามหญิงล่าม ๆ ว่าเพลาเที่ยงแล้วเปนน้ำค้างลงอย่างนี้ทุกวัน เดินต่ำลงไปจนเพลาเย็นถึงเมืองมองงุยอาไศรยนอนอยู่บ้านกำนันคืน ๑ เพลาเช้าข้าพเจ้าให้กำนันพาไปหาเจ้าเมือง ข้าพเจ้าจัดได้สุรา ๒ ขวด ผ้าขาวพับ ๑ กะทะเถาหนึ่ง ๕ ใบไปให้เจ้าเมือง ๆ แต่งตัวนุ่งห่มมีผู้คนชายหญิงตามออกมาเหมือนกับเจ้าเมือง ๆ บาหลีถามข้าพเจ้า ๆ บอกเหมือนกับบอกเจ้าเมืองบาหลี  แล้วข้าพเจ้าว่าจะมาขอซื้อผลกาแฟหาบ ๑ เปนราคาเท่าไร เจ้าเมืองบอกว่าหาบ ๑ จะเอาราคา ๓๒๐๐  อีแปะเปนเงิน ๒ ตำลึง ๒ บาท เฟื้อง ๑ ข้าพเจ้าว่าจะซื้อ ๔๐๐ หาบ เจ้าเมืองว่าเดือน ๑ จึงจะได้กาแฟหนัก ๔๐๐ หาบ ข้าพเจ้าสัญญาว่าให้ไปส่งถึงท่าเรือหาบ ๑ จะเอาค่าจ้างเท่าไร เจ้าเมืองว่าหาบ ๑ จะเอาราคา ๖๕๐ อีแปะ   ข้าพเจ้าค้างอยู่ที่เมืองมองงุย ๕ วัน ได้กาแฟหนัก ๑๐๐ หาบ ข้าพเจ้าเช่าม้าที่เมืองมองงุยอิก ๓๐ ม้า ราคาตัวละ ๑๐๐๐ อีแปะเหมือนกับที่เมืองบาหลีเหลง คนสำหรับม้า ๓๐ คน เข้ากันเปนม้าบรรทุกกาแฟ ๕๐ ม้า  คน ๕๐ คน บรรทุกกาแฟแล้ว  ข้าพเจ้าก็ลากลับมา ล่ามพาข้าพเจ้าเดินมาหากลับมาทางเดิมไม่ มาทางใหม่ผินหน้าม้ามาทางตวันตก เดินมาอิกวัน ๑ ถึงเมืองกีอ้นเจียกหาได้แวะเข้าในเมืองไม่ ล่ามบอกว่าเมืองนี้เปนเมืองใหญ่ ผู้คนมากขึ้นกับเมืองบาหลี ข้าพเจ้าพักนอนอยู่กลางทุ่งคืน ๑ รุ่งขึ้น เพลาเช้าชาวบ้านเอาเข้าสุกกับเนื้อสุกรย่างจิ้มเกลือมาขาย ข้าพเจ้าซื้อเข้ารับประทานแล้ว ออกเดินมาแต่เพลาเช้า มีแต่พงแขม ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ที่ไร่ที่นาก็ไม่มี มาจนเพลาเย็นถึงบ้านอาพอนหาได้เข้าในบ้านไม่ พักนอนอยู่กลางทุ่งคืน ๑ รุ่งขึ้นเพลาเช้าเดินมาจนเพลาเที่ยงถึงเมืองมองหลี  เปนเมืองใหญ่ผู้คนมีมาก เมืองมองหลีนี้ผู้คนวิวาทกันหาได้ขึ้นกับเมืองบาหลีไม่ ถ้าแลคนข้างเมืองบาหลีมาข้างแดนเมืองมองหลี ชาวเมืองมองหลีจับริบเอาสิ่งของ ตัวคนก็เอาไปขายเสีย ถ้าชาวเมืองมองหลีไปข้างแดนเมืองบาหลี ชาวบาหลีมากกว่าก็จับริบเอาสิ่งของตัวคนไปขายเสียเหมือนกัน  เมืองมองหลีมีเจ้าเมืองผู้คนมาก จะมีท่าเรือลูกค้าไปมาค้าขายถึงฤๅไม่มีประการใด ข้าพเจ้าหาได้ถามไม่ พวกข้าพเจ้าเดินมาถึงแขวงเมืองมองหลี ชาวเมืองมองหลีถือปืนบ้างหอกบ้าง ประมาณสัก ๑๐๐ คนเศษออกตีชิงแทงถูกชาวเมืองบาหลี ๓ คน ชิงเอาม้าบรรทุกกาแฟไปได้ ๕ ม้า พวกข้าพเจ้าหามีปืนหอกไม่ มีแต่กฤชสู้ไม่ได้ ก็ถอยมาบ้านอาพอน หญิงล่ามจึงให้คนบาหลีไปตีเกราะที่บ้านอาพอน ชาวบ้านอาพอนถือปืนถือหอกถือหลาวบ้างประมาณสัก ๒๐๐ คน วิ่งออกมาเห็นพวกข้าพเจ้าจึงถามว่าทำไมทะเลาะวิวาทกันอย่างไร หญิงล่ามบอกว่าจีนลูกค้าชาวกรุงเทพ ฯ ออกมาค้าขายที่เมืองบาหลี เจ้าเมืองบาหลีให้เราพาเที่ยวซื้อกาแฟที่เมืองมองงุยได้แล้ว จะกลับไปเมืองบาหลี มาถึงเมืองมองหลีชาวเมืองมองหลีออกตีชิงแทงถูกคนชาวเมืองบาหลีป่วย ๓ คน  ชิงเอาม้าบรรทุกกาแฟไปได้ ๕ ม้า ให้เจ้าเมืองอาพอนไปส่งให้ถึงแขวงเมืองบาหลีด้วย นายบ้านจึงให้คนที่ถือปืนถือหอกถือหลาวออกมา ๒๐๐ คนนั้นป้องกันมาส่งพ้นแขวงเมืองมองหลีแล้วก็พากันกลับไป ข้าพเจ้าเดินมาจนเพลายามเศษถึงบ้านกะปิตัน ปลงของลงจากม้าแล้วเอาไว้ที่บ้านกะปิตัน ข้าพเจ้านอนอยู่ที่บ้านกะปิตันคืน ๑ รุ่งเช้าข้าพเจ้าให้เบี้ยอีแปะหญิงล่าม ๒๐๐๐ ชายคนละ ๑๐๐๐ เข้ากัน ๖๐๐๐ อีแปะกับค่าเช่าม้าให้เสร็จแล้ว   หญิงล่ามแลชาย ๔ คนกับเจ้าของม้าก็พากันกลับไป ข้าพเจ้าก็ขนกาแฟลงบรรทุกเรือ อยู่ ๙ วัน ๑๐ วัน เจ้าเมืองมองงุยจึงเอาม้าต่างบรรทุกกาแฟมาส่งอิก ๓๐๐ หาบ  ข้าพเจ้าคิดอีแปะให้แล้วชาวเมืองมองงุยก็กลับไป กะปิตันจึงเรียกเอาภาษีกาแฟกับข้าพเจ้าหาบหนึ่ง ๒๐๐ อีแปะ กาแฟหนัก ๔๐๐ หาบเปนอีแปะแปดหมื่น เปนเงิน ๒ ชั่ง ๑๐ ตำลึง ข้าพเจ้าถามกะปิตันว่าภาษีนี้ได้กับเจ้าเมืองฤๅ ๆ ได้กับผู้ใด กะปิตันบอกข้าพเจ้าว่าภาษีนี้ เจ้าเมืองยกให้สำหรับเลี้ยงพวกจีนมาอยู่ในเมืองบาหลี ข้าพเจ้าถามว่าจีนมาอยู่ในเมืองบาหลีสักเท่าไร กะปิตันบอกว่ามีจีนอยู่ประมาณ ๘๐ คน ๙๐ คนเศษ  ข้าพเจ้าซื้อสินค้าอยู่สักเดือนครึ่ง ชาวเมืองบาหลีบรรทุกเข้ามาขายวันละ ๒ เกวียน ๓ เกวียนบ้าง ราคาทั้งภาษีหาบละ ๑๐๐๐ อีแปะ  ถังละ ๒ สลึง เกวียนละ ๑๒ ตำลึง ๒ บาท ยาสูบหาบละ ๔๐๐๐ อีแปะ เงิน ๒ ตำลึง ๒ บาท เนื้อกระบือหาบละ ๒๐๐๐ อีแปะ เงิน ๑ ตำลึง ๑ บาท หนังกระบือหาบละ ๑๕๐๐ อีแปะ เงิน ๓ บาท ๓ สลึง น้ำมันมะพร้าวหาบละ ๓๐๐๐ อีแปะ เงิน ๑ ตำลึง ๓ บาท ๒ สลึง ข้าพเจ้าซื้อได้เข้าสารหนัก ๓๐๐๐ บาท เปนเข้า ๑๒๐ เกวียน ยาสูบหนัก ๑๐๐ บาท เนื้อกระบือหนัก ๒๐๐ บาท หนังกระบือหนัก ๕๐ บาท น้ำมันมะพร้าวหนัก ๕๐ บาท ฝางข้าพเจ้าซื้อกับจีน ๆ จะเอาราคาหาบละ ๑๕๐ อีแปะ  เงิน ๑ สลึง ๑ เฟื้อง ยังหาได้เอาฝางมาส่งไม่ อยู่ประมาณ ๙ วัน ๑๐ วัน ๚
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 22 พ.ค. 09, 17:02

จีนกั๊กนี่เห็นจะไม่ใช่จีนนอกหรือจีนใหม่ แต่เป็นจีนในสยามที่ได้รับการศึกษามาไม่น้อย อักษรบาหลีนั้นมีที่มาจากอักษรพราหมีเช่นเดียวกับอักษรขอมครับ

เส้นทางเดินจากบูเลเหลงไปมองงุยของจีนกั๊กนั้นค่อนข้างจะสับสน (Graves ก็งงเช่นเดียวกัน) แต่โดยเส้นทางที่ผ่าน "สระน้ำบนเขา" นั้นจะต้องเป็น Danau (ทะเลสาป) Batur บนยอกภูเขาไฟ Batur ซึ่งเป็นที่มาของเสียงตึง ควันพลุ่ง และแสงไฟในยอดเขายามกลางคืนด้วย

บ้านงัวตุดนั้นคือ Batur ที่จีนกั๊กฟังเพี้ยนไป (เสียง r รัวหนักอย่างที่ได้กล่าวถึงไว้แล้ว)
มองหลี คือ Bangli (หูผมได้ยินคล้าย บั่งลี่) เป็นเมืองศัตรูกับพวกกาล่งกง บูเลหลง ฯลฯ
นอกจากนั้นจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าอยู่ไหน

เห็นได้ว่าเดินอ้อมค่อนข้างมาก (Graves ตั้งข้อสังเกตว่าขาไปใช้เวลานานถึงหกวัน ในขณะที่ขากลับใช้เวลาเพียงสามวัน) เป็นไปได้ว่าล่ามที่นำทางจีนกั๊กไปนั้นอาจมีภารกิจอื่นที่จะต้องติดต่อกับเมืองอื่นๆในบาหลีที่เป็นพันธมิตรกับบูเลเหลงด้วย ซึ่งอาจะเป็นเรื่องการสงคราม ดังจะได้เห็นในตอนท้ายเรื่องนี้

เห็นได้จากตอนนี้ว่า จีนกั๊กขนสินค้ามาขายที่มองงุย ในขณะเดียวกันก็กว้านซื้อสินค้ากลับไปที่เรือด้วย เป็นการค้าชนิดที่ไม่มีเสียเที่ยวเลยทีเดียว
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
CrazyHOrse
แขกเรือน
นิลพัท
*******
ตอบ: 1882



เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 22 พ.ค. 09, 17:07

ณวันเดือน ๖ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีมเมียอัฐศก ข้าพเจ้าเห็นกะปิตันปันตัดแต่งงานบ่าวสาวบุตรชายขอหญิงสาวชาวเมืองบาหลี บิดาหญิงเปนจีน ชายบุตรกะปิตัน มารดาเปนชาวบาหลี เห็นปลูกโรง ๆ ๑ เหมือนโรงไทยเครื่องบนไม้ไผ่หลังคามุงแฝก ข้าพเจ้าเห็นชาวบาหลีเอาของมาช่วย ใส่โต๊ะไม้กลึง มีเรียงเล็ด กล้วย ส้ม เข้าต้มใส่กล้วย หมาก พลู คนละโต๊ะ ๑ บ้าง ๒ โต๊ะบ้าง ๓ โต๊ะบ้าง ประมาณสัก ๒๐๐ คน ครั้นถ่ายของแล้วข้างกะปิตันตอบแทนให้เข้าสุกกับเนื้อสุกรทอด  เนื้อสุกรย่าง จังลอนทำด้วยเนื้อสุกร ใส่โต๊ะไม้กลึงให้ไปทุกคน ๆ เพลาเย็นจัดแจงขันหมากใส่โต๊ะไม้ เอาด้ายเข็ดมาต่อ ๆ กันเข้า ๓ เข็ดแล้ววงลงในโต๊ะไม้ เอาเข้าสารกองกลาง เอาหมากพลูรายทับบนเข้าสาร เอาดอกไม้ทองอังกฤษปักเปนรูปพุ่มโต๊ะ ๑ ใส่ส้ม กล้วย ขนมบ้าง ๕๐ โต๊ะ เอาผ้าเช็ดหน้าแขกคลุมทุกโต๊ะ คนที่นำน่าขันหมากแต่งตัวใส่กางเกงขาวคาดเอวผ้าลาย ผ้าเช็ดหน้าแขกโพกศีศะเอารูปนกยูง ทำด้วยไม้โตเท่าไก่ปิดทองทั้งตัวมีสายยูติดอยู่ที่หลังนกยูง ๒ สายยู เอาด้ายผูกที่สายยู แล้วเอามาตะพายแล่งรำไปข้างน่าขันหมาก มีปี่พาทย์เหมือนกับเล่นลครหามตีตามไปข้างหลัง ข้าพเจ้าก็ตามไปดูด้วย ไปถึงบ้านมีหญิงสาว ๆ ๙ คน ๑๐ คนออกมารับ แล้วร้องเพลงตามภาษาบาหลี คนที่ตะพายนกยูงก็รำสักครู่ ๑ ฝ่ายข้างพวกหญิงเอาเข้าสารคลุกขมิ้นซัดคนรำที่ตะพายนกยูง ๓ ที แล้วมีหญิงออกมาจูงเอาคนรำตะพายนกยูงเข้าไปในประตูบ้าน จึงปลดเอานกยูงรับเอาโต๊ะที่ใส่เข้าสาร หมากพลูปักพุ่มทองอังกฤษนั้นเข้าไปในเรือนบิดามารดาหญิง ของทั้งนั้นก็ถ่ายไว้สิ้น แล้วก็เลี้ยงน้ำกาแฟกับน้ำตาลโตนด ขนม กล้วย ส้มเสร็จแล้ว ฝ่ายข้างชายที่เอาขันหมากไปก็พากันกลับมาบ้าน เว้นอยู่ ๓ วัน ฝ่ายข้างบิดามารดาหญิงก็พาเอาตัวหญิงมาส่งบ้านชาย มีหญิงห้อมล้อมมาประมาณ ๒๐ คน ๓๐ คน  เจ้าสาวแต่งตัวนุ่งผ้าริ้วทองอย่างแขก ห่มผ้ายกแขกมีกรวยเชิงสไบเฉียงศีศะคลุมผ้าเช็ดหน้าแขก มือใส่กำไลทองคำข้างละ ๓ เส้น เท้าใส่กำไลเงินทั้ง ๒ เท้า มาถึงบ้านชาย ข้างฝ่ายชายตีปี่พาทย์รับแล้วบิดามารดาพาเจ้าบ่าวมา เจ้าบ่าวเปิดผ้าที่คลุมศีศะหญิงออก บิดามารดาข้างชายก็จูงมือหญิงเข้าไปในเรือน พวกข้างหญิงที่มาส่งเจ้าสาวก็กลับไปบ้าน เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็อยู่กินด้วยกัน อยู่ประมาณ ๙ วัน ๑๐ วัน ข้าพเจ้าขึ้นไปที่ตึกบ้านกะปิตันเพลาบ่าย เจ้าเมืองกาล่งกงให้ล่ามเอาปืนคาบศิลาบอก ๑ หอกเล่ม ๑ คนทีใส่น้ำทำด้วยดินคนที ๑ ถ้วยแก้วเขียวใส่น้ำถ้วย ๑ มาที่บ้านกะปิตันว่าฝากข้าพเจ้าเข้ามาให้กับพระสวัสดิวารีเจ้าทรัพย์ ถ้าเห็นควรจะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ก็ช่วยทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายด้วย ถ้าเห็นไม่ควรจะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายก็ให้พระสวัสดิวารีเจ้าทรัพย์รับเอาไว้เปนของพระสวัสดิวารีเถิด ข้าพเจ้ารับของไว้แล้วพวกล่ามก็พากันกลับไป ข้าพเจ้าถามกะปิตันว่า เกาะเมืองบาหลีนี้โตสักเท่าไร เจ้าเมืองบังคับบัญชาการงานบ้านเมืองอย่างไร คนมีมากฤๅน้อยกะปิตันจึงเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเกาะนี้โตใหญ่ แล่นเรือไปลมดีวันหนึ่ง ๑๒ โยชน์ แล่นไป ๑๐ วันจึงรอบเกาะคิดได้ ๑๒๐ โยชน์ มีเมือง ๑๖ เมือง เมือง ๑ ชื่อบาหลีเลง ๑ เมืองกาหลงอาเสียม ๑  เมืองอาโบ ๑ เมืองอาหมัด ๑ เมืองกิอันเจียด ๑ เมืองมองงุย ๑ เมืองบาตอง ๑ เมืองอาตัด ๑ เข้ากัน ๘ เมือง เจ้าเมืองกาล่งกงเปนเจ้าใหญ่ สำหรับได้ว่ากล่าวเจ้าเมือง ๗ เมือง แต่เมืองฟากเขาข้างใต้ ๘ เมืองนั้น ข้าพเจ้าจำชื่อได้แต่เมืองมองหลี บาตอง ตัวปันหลัน ยังอีก ๕ เมืองข้าพเจ้าจำชื่อไม่ได้ เมือง ๘ เมืองนี้หาอยู่ในบังคับเจ้าเมืองกาล่งกงไม่ ถ้าคนแดนข้างเมืองกาล่งกงจะลงไปฟากเขาข้างใต้ถ้าพบพวกเมืองมองหลีมากกว่า พวกเมืองมองหลีก็จับเอาไว้ขายเสีย ถ้าพวกเมืองมองหลีข้ามฟากเข้ามาข้างเหนือพบพวกเมืองกาล่งกงมากกว่าก็จับเอาไว้ขายกินเหมือนกัน เมืองกาล่งกงมีท่าเรือลูกค้าจอดข้างตวันออก ชื่อ จูเล็กท่า ๑ ปาดังท่า ๑ โกชุนปาท่า ๑ อาแชท่า ๑ รวม ๔ ท่า ข้างตวันตกมีท่าเรือลูกค้าจอด  ชื่อบาหลีเหลงท่า ๑ กาม่องกุฎท่า ๑ สุนสิดท่า ๑ รวม ๓ ท่า มีจีนเปนกะปิตันสำหรับซื้อสำหรับขายอยู่ทุกท่า  ที่เมืองอยู่ฟากเขาข้างใต้ก็มีท่าเรือวิลันดามาตั้งห้างรับซื้อขายอยู่คนหนึ่ง กำปั่นวิลันดามาจัดซื้อผลกาแฟปีละลำ ๑ บ้าง ๒ ลำบ้าง ข้างเมืองบาหลีก็มีกำปั่นวิลันดามาซื้อเข้าสารปีละลำ ๑ บ้าง ๒ ลำบ้าง ลูกค้าแขกจีนก็มาค้าขายปีหนึ่ง ๙ ลำบ้าง ๑๐ ลำบ้าง  เจ้าเมืองเรียกเอาภาษีของหาบหนึ่ง ๒๐๐ อีแปะ สำหรับซื้อเข้าเลี้ยงจีนที่มาตั้งค้าขายอยู่ที่เมืองบาหลีให้กินวันละ ๓ เพลา   มีคนชายฉกรรจ์ประมาณ ๘-๙ หมื่นเศษ เจ้าเมืองจะเรียกเอาค่านา ค่าอากรสวน ค่าตลาด สิ่งใดกับไพร่บ้านพลเมืองนั้น  ข้าพเจ้าหาได้ถามไม่  แล้วกะปิตันเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ถ้าขุนนางตายใส่โลงเหมือนกับไทย ไว้ศพเดือน ๑ บ้าง ๒ เดือนบ้าง ๓ เดือนบ้าง ๔ เดือนบ้าง ๕ เดือนบ้าง ปีหนึ่งบ้าง แล้วมีคนนุ่งขาวห่มขาวอยู่พวกหนึ่งหามีภรรยาไม่ มีอยู่ประมาณ ๕๐–๖๐ คน เจ้าเมืองเลี้ยงให้กิน จะเปนชาวบาหลีบวช ฤๅจะเปนชาติพราหมณ์อย่างไร กะปิตันหาทราบไม่ ถ้าเจ้าเมืองจะออกมาว่าการงาน คนนุ่งขาวห่มขาวพวกนี้ไปนั่งอยู่ด้วยเพลาละ ๒ คนบ้าง ๔ คนบ้างเปนที่ปฤกษาสำหรับเขียนหนังสือด้วย  ถ้าเจ้าเมืองจะไปข้างไหน  คนนุ่งขาวห่มขาวพวกนี้นำน่าไป ๒ คนบ้าง ๔ คนบ้างทุกครั้ง ถ้าขุนนางแลไพร่บ้านพลเมืองตายก็ไปเรียกคนพวกนี้มาสวดเพลาบ่ายวันละ ๒ คนเสมอทุกวัน แล้วบุตรภรรยาญาติพี่น้องผู้ตายเอากำยานไปเผาเอาดอกไม้ไปวางข้างโลง แล้วเอาเข้าไปเส้นเสมอทุกวันกว่าจะเผา เมื่อกำหนดจะเผานั้นบรรดาพวกญาติพี่น้องเอาไม้ไผ่มาทำเปนร้านม้าขึ้น ๓ ชั้น ๆ ล่างเอาผ้าขาวปิด ชั้น ๒ ชั้น ๓ เอาแผงกรุแล้วเอากระดาษสีปิดทับ เอาสำลีย้อมสีแดง สีเขียว สีเหลือง   สีน้ำเงิน สีขาว ๕ สีกับทองอังกฤษมาติดทำเปนลายดอกไม้บ้าง ลายริ้วบ้างต่าง ๆ กัน หลังคาเปนหลังเจียดดาดผ้าขาวมีดอกไม้สดห้อย คล้าย ๆ กันกับเครื่องศพไทยโลงนั้นเอาผ้าขาวปิดมีปี่พาทย์เหมือนกับเล่นลคร ตีไปบนร้านม้าชั้นล่างมีคนหาม ถ้าร้านใหญ่คนหาม ๕๐–๖๐ คนบ้าง ถ้าร้านม้าเล็กหาม ๒๐–๓๐ คนบ้าง ดอกไม้ทำด้วยทองอังกฤษคนถือแห่น่าศพประมาณ ๒๐–๓๐ คน แล้วคนนุ่งขาวห่มขาว ๔ คน ถือขันเงินใส่เข้าตอกใส่ดอกไม้โปรยไปตามทาง บุตรภรรยาญาติพี่น้อง๏ ตามไปข้างหลัง แต่ภรรยาที่จะตายด้วยผัวนั้นนุ่งขาวห่มขาวไปถึงที่เผาเปนที่ว่างเปล่า แล้วพูนดินขึ้นสูงศอกเศษ รื้อเอาเครื่องศพทำพื้น เผาแล้วขุดหลุมเคียงที่เผาศพยาว ๔  ศอก กว้าง ๔ ศอก ฦก ๓ ศอก ๔ เหลี่ยม เอาไม้ไผ่พันผ้าชุบน้ำมันมะพร้าวใส่หลุมไว้ให้เต็มหลุม แล้วผู้ที่จะตายนั้นมีหนังสือไปบอกเจ้าเมืองใหญ่ว่าจะขอตายด้วยผัว เจ้าเมืองมีหนังสือห้ามมาว่าเขาตายแล้วก็แล้วไปเถิดอย่าตายตามเขาเลย ครั้ง ๑ สองครั้ง หญิงผู้จะตายนั้นไม่ฟังจึงมีหนังสือไปบอกอิกครั้ง ๑ เปน ๓ ครั้ง  เจ้าเมืองจึงมีหนังสือมาว่าห้ามไม่ฟังแล้วมีน้ำใจรักใคร่ผัว จะตายกับผัวได้ก็ตายเถิด คนนุ่งขาวห่มขาวเหมือนพราหมณ์ ๔ คนจึงเอาไฟจุดเผาศพผู้ตายก่อนแล้วจึงจุดไฟในหลุมด้วย ญาติพี่น้องจึงเอาผ้าพันไม้บ้างด้ายพันไม้บ้างชุบน้ำมันมะพร้าว จุดไฟเผาติดพร้อมแล้ว หญิงภรรยาที่จะตายนั้นลาบิดามารดาญาติพี่น้องแล้วก็โจนลงในหลุมตายไปด้วยกัน  ดอกไม้ทองอังกฤษที่แห่ศพไปนั้น ก็ทิ้งเข้าไปในไฟเผาเสียด้วย รุ่งเช้าญาติพี่น้องชวนกันไปเก็บกระดูกใส่ขันเงินคนละขันทั้ง ๒ คนมาไว้ที่เรือน เส้น เช้า กลางวัน เย็น ๓ เพลาครบ ๓ เดือนแล้วจึงไปหาคนนุ่งขาวห่มขาว ๔  คนมาแห่เอากระดูกไปทิ้งเสียที่ทเล หญิงที่จะตายตามผัวได้นั้น ที่เปนภรรยาเจ้าเมือง ปลัดเมือง ถ้าผัวตายแล้วจะมีผัวอิกไม่ได้ ที่มีบุตรนั้นอยู่เลี้ยงบุตรไปกว่าจะโตกว่าจะแก่ จะมีผัวอิกนั้นไม่ได้ ถ้ามีผัวอิกญาติพี่น้องข้างผัวที่ตายไปร้องฟ้องแก่เจ้าเมือง ๆ ทำโทษ  ลางทีฆ่าเสียบ้าง ขายเสียบ้าง ภรรยาที่ไม่มีบุตรนั้นจะมีผัวอิกก็ไม่ได้เหมือนกัน จึงต้องไปตายเสียกับผัวลางทีมีหนังสือไปบอกเจ้าเมืองว่าจะตายตามผัว เจ้าเมืองมีหนังสือห้ามครั้ง ๑ บ้าง ๒ ครั้งบ้าง ฟังคำเจ้าเมืองที่ไม่ตายตามผัวก็มีหญิงภรรยาไพร่บ้านพลเมืองนั้นไม่ต้องตายตามผัว ๆ ตายแล้วจะมีผัวใหม่อิกก็ได้ไม่มีโทษ ถ้าแลชายก็ดีหญิงก็ดีเปนผู้ร้ายลักของจับตัวได้ครั้ง ๑ เจ้าเมืองเอาไปชำระเอาของคืนให้เจ้าของ ห้ามปรามสั่งสอนแล้วปล่อยไป ถ้าไปลักเขาจับได้อิกครั้ง ๑ เจ้าเมืองเอาตัวมาทำโทษใส่กรงทำด้วยไม้จริงกว้าง ๔ ศอกยาว ๕ ศอก ๖ ศอก สูงศอก ๑ ใส่ในกรงให้นอน ลุกขึ้นนั่งไม่ได้   เพลาเช้า เพลาเย็นเอาออกให้กินเข้า ใส่กรงไว้เดือน ๑ บ้าง ๒ เดือนบ้าง ๓ เดือนบ้าง เห็นเข็ดหลาบแล้วปล่อยตัวไป ถ้าไปลักเขาอิก จับได้เปน ๓ ครั้ง เจ้าเมืองให้เอาตัวไปแทงเสีย ถ้าแลภรรยามีชู้ผัวจับได้เจ้าผัวแทงเสียทั้งหญิงทั้งชาย ถ้าจะแทงแต่ชายชู้ก็ไม่ได้ จะแทงแต่หญิงก็ไม่ได้มีโทษกับเจ้าผัว ต้องแทงเสียทั้ง ๒ คน ถ้าจับไม่ได้แต่รู้ว่าภรรยามีชู้เจ้าผัวขายภรรยาเสียได้ ถ้าแลลูกค้าผู้ใด ๆ ก็ดีไปซื้อคนชาวบาหลีต้องบอกกับกะปิตัน ๆ เรียกเอาภาษีคนละ ๑๐๐๐ อีแปะจึงเอาคนลงเรือได้ ถ้าแลไม่เสียค่าภาษีให้เอาคนมาไว้ในเรือซ่อนไว้ที่ไหนก็ดีมีผู้มาร้องฟ้อง เจ้าเมืองเอาตัวไปเสีย เงินที่ซื้อคนก็สูญเปล่า จะร้องฟ้องว่ากล่าวเอาเงินคืนไม่ได้ ๚

- เห็นได้ว่ากะปิตันเป็นชาวจีนที่มีเมียเป็นชาวพื้นเมืองบาหลี เจ้าสาวของบุตรกะปิตันก็เป็นลูกครึ่งเช่นเดียวกัน
- ตอนนี้มีกล่าวถึงพิธีสตีอย่างพวกฮินดูในอินเดีย แต่เห็นว่าไม่บังคับขืนใจเท่าในอินเดีย
บันทึกการเข้า

"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.068 วินาที กับ 19 คำสั่ง