เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
อ่าน: 14477 Out of Africa
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 45  เมื่อ 20 ต.ค. 08, 10:28

        ในปี 1946 คาเรนได้เข้ารับการผ่าตัดเส้นประสาทจากกระดูกสันหลังเพื่อรักษาอาการปวดท้อง
(ซึ่งในตอนนั้นคิดว่าเป็นอาการจากซิฟิลิสระยะหลังที่ทำให้มีความผิดปกติในระบบประสาท แต่การศึกษาข้อมูล
ย้อนหลังใหม่พบว่า อาการไม่เข้ากับซิฟิลิส และเธอเคยมีอาการปวดท้องตั้งแต่สมัยอยู่ที่เคนยาแล้ว
- เมื่อบรอร์ขอหย่า, ต่อมาในปี 1939 เมื่อมารดาเธอเสียชีวิต และ เมื่อเธอพลาดรางวัลโนเบลในปี 1954)
        และ ปี 1955 เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อรักษาโรคแผลในกระเพาะ

        ในปี 1959 คาเรนเดินทางไปอเมริกาและได้รับการชื่นชมต้อนรับอย่างดีเยี่ยม ตรงกันข้ามกับสุขภาพของเธอ
ที่ทรุดโทรมลง ช่วงเวลาสามปีสุดท้ายของชีวิต เธอแทบจะรับประทานอะไรไม่ได้เลย
        ปัญหาทางสุขภาพทำให้คาเรนไม่สามารถเขียนหนังสือได้อีก ในขณะที่การผ่าตัดกระเพาะมีผลทำให้เธอ
รับประทานอาหารไม่ได้อยู่เป็นเวลานาน สุดท้ายคาเรนก็จากบรรณภพไปด้วยโรคขาดอาหารในวันที่ 7 กันยายน 1962 

รูปถ่ายในปี 1959   


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 46  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 09:18

จากอักษรบนกระดาษวาดภาพไหวบนจอเงิน

       หนังสือ Out of Africa จากปลายปากกาของ Isak Dinesen - Karen Blixen เป็นบันทึกเรื่องราว
ธรรมชาติ และผู้คนของแอฟริกาด้วยภาษางดงามดุจร้อยกรอง แต่ไม่ค่อยมีเนื้อเรื่องหรือเหตุการณ์แบบนิยาย
ที่จะหยิบจับมาเล่าเป็นภาพยนตร์ 
         ผู้กำกับและอำนวยการสร้าง Sydney Pollack และ คนเขียนบท Kurt Luedtke จึงต้องศึกษาข้อมูลและ
อาศัยเรื่องราวของคาเรนจากหนังสือชีวประวัติอีกสองเล่ม เพื่อนำมาใช้เขียนเป็นบทหนังเล่าเหตุการณ์เรื่องราวของเธอ
ในแอฟริกาที่มีสีสัน เข้มข้นชวนติดตามและ เล่าถึงความรักที่มีทั้งสุขและเศร้าของเธอกับเดนิส โดยมีชีวิตของผู้คนทั้งผิวขาว
และผิวสีในแอฟริกายุคอาณานิคมอังกฤษเป็นส่วนประกอบ

         ในหนังสือเดนิสถูกกล่าวถึงในฐานะเพื่อนคนสำคัญ ในหนังเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันลึกซึ้งยาวนาน
ระหว่างคาเรนกับเดนิส โดยที่บทหนังได้เน้นจุดขัดแย้งแห่งความรักของทั้งสองอย่างชัดเจน
         คาเรนแม้จะดูเป็นหญิงแกร่ง เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้แต่ภายในเธอต้องการมีคนรักพักพิงมั่นคง ในขณะที่
เดนิสไม่ยอมถูกผูกมัด ไม่ยอมให้ใครครอบครอง
         ผู้กำกับซิดนีย์กล่าวว่าจุดอ่อนสำคัญของทั้งสองก็คือ
               Karen - possessiveness  และ  Denys - selfishness


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 47  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 09:31

           บทหนังจัดให้เธอได้พบกับเขาตั้งแต่ต้น หลังจากที่เธอโดยสารเรือมาถึงแอฟริกาแล้วต่อรถไฟไปไนโรบี
ขบวนรถได้หยุดกลางทางเพื่อรับงาช้างขนาดใหญ่จากเขาบรรทุกเข้าเมือง   
           หนังข้ามช่วงเวลาสองปีที่เดนิสต้องไปเป็นทหารที่อียิปต์ และเว้นตอนที่คาเรนตั้งครรภ์กับเดนิส
อย่างน้อยหนึ่งครั้ง(แต่ครรภ์ตกไป) 
           บทหนังยังได้เน้นเรื่องความขัดแย้งระหว่าง การเป็นเจ้าของครอบครองแล้วต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง
ผู้คนพื้นเมือง(ให้ดีขึ้น) ของคาเรน ในขณะที่เดนิสคือผู้ที่เข้าใจและยอมรับในสภาพเดิมของพวกเขา
เดนิสบอกเธอว่า
               
                   We're not owners here. We're just passing through.


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 48  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 09:34

          จากนั้นจึงย้ำถึงการไม่อาจครอบครองและความสูญเสียทุกอย่างของคาเรน
ตั้งแต่เหตุการณ์ฝนตกหนักน้ำท่วมไหลบ่าพัดเขื่อนกั้นน้ำที่เธอพยายามสร้างขึ้นพังทลาย ไฟไหม้อาคารโรงเรือนในไร่
(ในขณะที่เธอยืนมองเปลวไฟโหมวอดวายนั้น เด็กน้อยชาวพื้นเมืองเดินเข้ามาล้วงกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอเพื่อหาของเล็ก
ของน้อยติดไม้ติดมือเช่นเคย แต่ครั้งนี้คงมีเพียงคำพูดจากเธอว่า - All gone.) ห้องที่ว่างเปล่าหลังจากที่เธอขนบรรดา
ข้าวของเครื่องใช้ออกไปวางขายที่ลานหน้าบ้าน         
          และเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในอารมณ์ บทหนังเปลี่ยนให้บรอร์ อดีตสามีเป็นผู้นำข่าวการเสียชีวิตของเดนิส
มาแจ้งแก่เธอซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนพื้นคนเดียว ในบ้านซึ่งว่างเปล่าไร้เฟอร์นิเจอร์ มีเพียงกองหนังสือและ
กล่องเก็บของรายรอบ
   
ที่พิธีฝังศพเดนิส คาเรนได้กล่าวไว้อาลัยว่า
   
              ‘Now take back the soul of Denys George Finch Hatton,
whom You have shared with us.
                 He brought us joy...we loved him well.
                 He was not ours.
                 He was not mine."


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 49  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 09:41

           ในตอนท้ายเรื่อง ท่ามกลางความสูญเสียแต่ยังคงมีความงดงาม เมื่อเธอได้จากดินแดนนี้ไป
อย่างผู้ที่ชนะใจได้รับการยกย่องทั้งจากคนพื้นเมืองและชนผิวขาว หลังจากที่เธอได้เข้าพบและคุกเข่าร้องขอ
ต่อ Governor เพื่อให้ช่วยจัดหาที่ดินที่อยู่ให้กับชนพื้นเมืองซึ่งเคยอาศัยอยู่ก่อนในไร่ที่เคยเป็นของเธอ

            วันจากลา สมาชิกในสโมสรเฉพาะผู้ชายผิวขาวต่างดื่มเป็นเกียรติให้แก่เธอ เมื่อเธอแวะทำธุระที่นั่น
ก่อนไปสถานีรถไฟ
            สุดท้ายเธออำลาฟาราห์ ผู้ช่วย-เพื่อนสนิทชาวพื้นเมืองตลอดช่วงเวลาที่นี่ ผู้เปรียบเสมือนเป็นตัวแทน
ของแอฟริกา (Meryl Streep เล่าว่า ตอนที่เธอดูหนังเรื่องนี้กับลูกชายวัย 10 ปี เมื่อหนังดำเนินเรื่องมาถึงจุดนี้
ลูกชายของเธอก็ร้องไห้ออกมา)
   
          คาเรนเขียนเล่าไว้ว่ามีเพื่อนชาวผิวขาวหลายคน รวมทั้งชนชาวพื้นเมืองมาส่งเธอที่สถานีรถไฟ
ในขณะที่บันทึกของผู้อื่นกล่าวว่า
 
    ". . . poor Baroness Blixen. . . On Sunday we went and saw the poor little broken Baroness
away for good and so pathetic.
           Only Lady MacMillan, the Delameres, the Munroes and three others were there and
we were very glad we went. Lady Delamere was crying afterwards. . . . "
(Silence Will Speak, p. 316).

คาเรนเข้าพบท่าน Governor


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 50  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 09:51

             หนังจบลงด้วยภาพเนินที่ฝังศพเดนิส และคำบรรยายของคาเรน

                "Mail has come today and a friend writes this to me.
 
        'The Maasai have reported to the district commissioner at Ngong
that many times at sunrise and sunset they have seen lions on Finch Hatton's grave.
         A lion and lioness have gone there and stood or lain on the grave
for a long time. After you went away the ground round the grave was leveled out
into a sort of terrace. I suppose that the level place makes a good site for the lions.
         From there they have a view over the plane and the cattle and the game on it.'
         Denys will like that. I must remember to tell him."

ข้อความสุดท้ายปรากฏบนจอว่า 

           Karen Blixen published her first stories in 1934
           under the name Isak Dinesen.

           She never returned to Africa.


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 51  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 10:31

ได้รับออสการ์ 7 ตัว จากสาขา   
              Best Picture
              Best Director
              Best Writing, Screenplay Based on Material from Another Medium
              Best Cinematography
              Best Music, Original Score
              Best Sound
              Best Art Direction-Set Decoration



บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 52  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 10:33

คารวะ Karen Blixen คนสร้างเรื่อง


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 53  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 10:35

คารวะ Sydney Pollack คนสร้างภาพ

ซิดนีย์กับสองออสการ์ของเขา ในฐานะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 54  เมื่อ 27 ต.ค. 08, 10:48

        "I have a feeling that wherever I may be in the future,
         I will be wondering whether there is rain at Ngong."


บันทึกการเข้า
paganini
องคต
*****
ตอบ: 436

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 55  เมื่อ 21 พ.ย. 08, 15:08

ขอบคุณครับคุณ SILA

อ่านแล้วอยากดูหนังเรื่องนี้ใหม่อีกรอบหรือหลายๆรอบเลย

หนังสวยมาก บรรยากาศดี และที่สำคัญที่สุด ดนตรีเพราะมากๆๆๆๆๆๆ
ที่ผมดู ตอนยังเด็กๆครั้งนึงแล้วก็ตอนเป็นหนุ่มรุ่นกระทงครั้งนึง ตอนนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจเนื้อเรื่องอะไรเท่าไหร่หรอกครับ
แต่ที่ประทับใจมากๆคือ ภาพ อารมณ์ของหนัง และดนตรี (ผลงานของ John Barry คนเขียนดนตรีของ Somwhere in Time, James Bond etc..)
หวังว่ามาดูตอนนี้คงซาบซึ้งมากขึ้น

เอา ตัวอย่างหนังมาให้ดู

บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 56  เมื่อ 11 ธ.ค. 08, 14:37

     ครับ, ดนตรีประกอบไพเราะมาก

      มีเพลงร้อง love theme ที่ไม่อยู่ในหนัง แต่ปรากฏเป็นแทร็คสุดท้ายของแผ่นเสียงหน้าสอง
และเมื่อออกเป็นซีดี เพลงนี้กลับถูกตัดออกไป



     


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 57  เมื่อ 11 ธ.ค. 08, 14:43

       The Music of Goodbye - Love Theme from Out of Africa

Music by John barry

Words by Alan & Marilyn Bergman  (เจ้าของผลงานชื่อดังยั่งยืน เช่น  The Windmills of Your Mind,
                                                 The Way We Were, You Don't Bring Me Flowers)

Voices by Melissa Manchester & Al Jarreau 
(สองนักร้องคุณภาพ  MM - Don't Cry Out Loud   AJ - We're in This Love Together)


     A song I know so well
The music of goodbye again
It's there each time we say hello
As always there's no reason why again

     You kissed me with your eyes
And in your arms I fly again
But even as we touched the clouds
There in the quiet we kissed goodbye again

Perhaps the way I hold you
Makes you afraid I'll hold you
Makes you afraid to love me
Love me

      As through the night we danced
The tender dance I'd try again
I hear it playing softly
And sadly

The music of goodbye..

Perhaps the way I hold you
Makes you afraid I'll hold you
Makes you afraid to love me
Love me

Goodbye...goodbye....goodbye...



บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 58  เมื่อ 11 ธ.ค. 08, 14:47

      A song I know so well
The music of goodbye again
It's there each time we say hello
As always there's no reason why again


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6210


ความคิดเห็นที่ 59  เมื่อ 11 ธ.ค. 08, 14:56

      You kissed me with your eyes
And in your arms I fly again
But even as we touched the clouds
There in the quiet we kissed goodbye again


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.075 วินาที กับ 19 คำสั่ง