เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6
  พิมพ์  
อ่าน: 19796 รักประทับใจ หาได้จากในเน็ท
Karine!!
ชมพูพาน
***
ตอบ: 130

กำลังค้นหาทางสว่างของชีวิต


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 30  เมื่อ 01 ส.ค. 08, 16:03

เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ
รออ่านต่อเรื่อยๆค่ะ
บันทึกการเข้า

การศึกษาก้าวไกล ประเทศไทยรุ่งเรือง (แต่ตอนนี้ตูรุ่งริ่งชอบกล)
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 31  เมื่อ 02 ส.ค. 08, 10:49

ปิดท้ายด้วยอีกเรื่องหนึ่งที่มักจะนึกถึงเมื่อคุยเรื่องควีนวิคทอเรีย ครับ

        Royal Disease from The Grandmother of Europe

        อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับควีนวิคทอเรียที่หลายคนกล่าวถึง คือ Royal Disease - พระโรคพันธุกรรม
ที่ถ่ายทอดสู่เหล่าลูกหลานของควีนร่วมครึ่งร้อยที่ได้ไปเสกสมรสกับราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรป จนเป็นที่มาของอีกหนึ่งนาม
เรียกควีนว่า  "The Grandmother of Europe"
       และยังมีผลเป็นปัจจัยหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสำคัญถึงขนาดพลิกแผ่นดินรัสเซีย นั่นคือ
โรคโลหิตไม่แข็งตัว เนื่องจากการขาดหนึ่งในตัวประกอบการแข็งตัวของเลือด เรียกว่าโรค Haemophilia

        โรคนี้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์โดยโครโมโซมเพศ X* ชนิดด้อย แบบที่เรียกว่า X-linked recessive gene
ผลของการถ่ายทอดโครโมโซมไปยังลูกหลานจะเป็นดังนี้
       
         ลูกหลานหญิง(โครโมโซมเพศคือ XX) หากได้รับ X* มาทางเดียวจากพ่อหรือแม่ ได้เป็น X*X จะไม่มีอาการ
(เพราะ X ปกติจะข่ม X*ด้อยไม่ให้แสดงอาการ) แต่เธอคนนี้จะเป็นพาหะส่ง X* นี้ต่อไป 
         ลูกหลานหญิงต้องได้ X*X* จากทั้งพ่อและแม่ เธอจึงจะแสดงอาการของโรค       
         แต่ลูกหลานที่เป็นชาย (โครโมโซมเพศคือ XY - โดยได้ Xจากแม่ และYจากพ่อ)
        ถ้าได้รับ X*นี้จากแม่ ที่แม้จะเป็นลักษณะด้อยมาก็จะแสดงอาการของโรค เพราะเขามี X* นี้คู่กับโครโมโซม Y
(ไม่มี X ปกติมาข่ม X*)
       
       โรคนี้แรกปรากฏในโอรสองค์ที่แปดของควีน Prince Leopold ผู้สิ้นพระชนม์ด้วยวัย 31 พรรษา
จากภาวะเลือดออกไม่หยุดหลังจากที่ทรงบาดเจ็บจากการล้มเพียงเล็กน้อย

         เชื่อกันว่า ยีนนี้คงเป็นผลจากการผ่าเหล่า (mutation) ในยีนของควีน หรือ ของพระราชบิดาควีน - Duke of Kent
(ราชวงศ์อังกฤษปัจจุบันปลอดจากโรคนี้เพราะสืบสายพระโลหิตจากพระโอรสองค์แรกของควีน - Edward VII
ซึ่งไม่เป็นโรคนี้ - นั่นคือ มี XYปกติ)
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 32  เมื่อ 02 ส.ค. 08, 10:57

        Alexandra (Alix) พระราชนัดดาของควีน ทรงเป็นพาหะนำโรคนี้สู่ราชวงศ์รัสเซีย เมื่อพระองค์เสกสมรสกับ
Tsar Nikolas II  โดยมีโอรส Alexis เป็นผู้แสดงอาการของโรคนี้ที่ไม่มีทางรักษาในสมัยนั้น
         พระองค์จึงต้องหันไปพึ่งวิธีการอื่นที่นอกเหนือวิชาการทางวิทยาศาสตร์จากรัสปูติน ผู้ที่พระองค์ทรงเชื่อว่า
เขามีอำนาจวิเศษ และรัสปูตินผู้นี้ก็คือเหตุปัจจัยหนึ่งที่นำพาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนถึงกับสิ้นราชวงศ์ในเวลาต่อมา

        เคยอ่านบทความจากนิวสวีคนานมากแล้ว ตั้งข้อสันนิษฐานว่าควีนวิคทอเรียอาจเป็นพระธิดาที่ไม่ได้เกิดจาก
พระบิดา Duke of Kent ผู้ซึ่งสมรสกับพระมารดาเมื่อมีอายุมากแล้ว (๕๐ ปี) ลองค้นจากเน็ทได้ความว่า

       เป็นบทความ     “Was Queen Victoria a bastard?” Newsweek July 24 1995.

       This article gives a commentary about the book entitled Queen Victoria's Gene,
which was published in 1995.
       This book proposes the argument that Queen Victoria was an illegitimate child.
       They mention problems that could arise in the current monarchs' claim to the crown
if the theory about Victoria's illegitimacy were true...

        อีกที่หนึ่งซึ่งมีรายละเอียดมากขึ้นครับ
   
          Finally, our speculative natures compel us to mention that in 1995
two British brothers produced a new book (Queen Victoria’s Gene) with
a breathtaking suggestion.
        Professors Malcom Potts, an embryologist at Berkeley, and William Potts,
a zoologist at Britain’s Lancaster University, suggest that Queen Victoria might
have been illegitimate.
       They point out that neither her father nor her husband was a hemophiliac.
       So either there was a spontaneous mutation - a one-in-50,000 chance -
or     Victoria is the daughter of someone other than the Duke of Kent.

       Think of the possible consequences to European history: no Victoria,
and the current Prince of Hanover, Ernst (descendent of the brother of Victoria’s father),
would be King of England today.
       More importantly, no Victoria would mean no hemophilic son of the Czar of Russia,
no Rasputin, and no revolution?
       What are the chances of this scenario?
บันทึกการเข้า
Karine!!
ชมพูพาน
***
ตอบ: 130

กำลังค้นหาทางสว่างของชีวิต


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 33  เมื่อ 02 ส.ค. 08, 22:46

55+ อ่านแล้วสนุกดี สงสารท่านๆที่ต้องเป็นฮีโมฟีเลีย แต่ก็ไม่ได้ความจะถ้าไม่มีควีนวิคทอเรีย หรือควีนไม่มียีนพาหะดังกล่าว จะไม่เกิดหลายๆเรื่องต่อมานี่หน่า ถ้าคิดตามคนพุทธก็กัมมุนา วัตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แต่เอ...พวกเขาต้องนับถือคนละศาสนากับเรานี่หน่า 55+ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

การศึกษาก้าวไกล ประเทศไทยรุ่งเรือง (แต่ตอนนี้ตูรุ่งริ่งชอบกล)
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 34  เมื่อ 06 ส.ค. 08, 15:01

             แม้สูญเสียผู้เป็นที่รักด้วยโดนคนทำร้าย ยังไม่คลายศรัทธาในความดี
                ยังมีความรัก ความเมตตามอบให้คนอื่นต่อไป

ข่าวจาก msn ๒ ส.ค. ๐๘ครับ

       โศกนาฏกรรมกรีก   Greek Tragedy - Mum's final goodbye for slain son

          แม่ของเด็กหนุ่มจากซิดนีย์ ที่มีอาการโคม่าหลังจากมีเรื่องทะเลาะแล้วถูกทำร้ายโดยคนเฝ้าประตูบาร์ในกรีซ
ได้กล่าวคำอำลาลูกชายผ่านสายโทรศัพท์ก่อนที่แพทย์จะปิดเครื่องช่วยพยุงชีวิตเขา

          ที่บ้านในซิดนีย์ แม่ของ Doujon Zammit ฟังเสียงพระสวดให้ลูกชายวัย ๒๐ ปีจากข้างเตียงผู้ป่วย
ในโรงพยาบาลที่กรุงเอเธนส์ 
          เมื่อคุณแม่ Zammit เอ่ยคำลาผ่านทางโทรศัพท์แล้ว พวกเขาจึงปิดเครื่องช่วยพยุงชีวิต  ชีพเขาก็ปลิดจากร่าง

          แพทย์บอกว่า Zammit อยู่ในภาวะ(สมอง)ตายแล้วตั้งแต่วันพฤหัสบดี (๓๑ ก.ค.) หลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บ
อย่างรุนแรงทางสมอง จากการถูกทำร้ายข้างนอกไนท์คลับบนเกาะ Mykonos เมื่อสองวันก่อนนั้น

( - จากข้อมูลสรุปได้ว่า สมองของเขาบอบช้ำรุนแรง น่าจะมีเลือดคั่ง สมองบวม ทำให้ไม่รู้ตัว-โคม่า ไม่มีการตอบสนอง
ไม่หายใจเอง อยู่ด้วยเครื่องช่วยพยุงชีพ)


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 35  เมื่อ 06 ส.ค. 08, 15:15

         รายงานข่าวทางโทรทัศน์กล่าวว่า คุณพ่อปิดเครื่องช่วยพยุงชีวิตเมื่อบ่ายวันศุกร์ ในขณะที่คุณแม่ไม่สามารถเดินทาง
มาเอเธนส์ได้ เนื่องจากล้มป่วยที่สนามบิน

ผู้อำนวยการทั่วไปของโรงพยาบาลกล่าวว่า ครอบครัว Zammit ได้อุทิศอวัยวะของเขาให้แก่ผู้ป่วยรายอื่น
           *หัวใจของเขามอบให้แก่ผู้ป่วยชาวออสเตรเลียที่พักรักษาตัวอยู่ในศูนย์ศัลยกรรมหัวใจโอนาซิส ในกรุงเอเธนส์
           อวัยวะส่วนอื่นมอบให้เพื่อช่วยเหลือประชาชน(ผู้ป่วย)ชาวกรีก*

         Zammit เป็นหนึ่งในชาวออสเตรเลียหกคนที่เกิดเรื่องปะทะกับพนักงานสี่คนที่ Tropicana club เมื่อเช้าตรู่วันอังคาร
สัปดาห์ที่แล้ว   
         พวกเขาถูกกล่าวหาว่าขโมยกระเป๋าเงินจากไนท์คลับนั้น (ข้อกล่าวหานี้ตกไปเมื่อตำรวจได้ทำการสอบสวนแล้ว) 
         Zammit ถูกตีที่ศีรษะด้วยท่อนไม้ แล้วถูกนำส่งสถานพยาบาลบนเกาะ ก่อนที่จะนำส่งต่อมากรุงเอเธนส์     

คุณพ่อให้สัมภาษณ์ด้วยความพยายามกลั้นน้ำตาว่า

        "I would like you to know that this is going to tie myself and my family...
to Greece"

          และขอขอบคุณกำลังใจที่ได้รับขณะที่อยู่ในกรีซ


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 36  เมื่อ 06 ส.ค. 08, 15:20

                  อัลบั้มรัก
จาก MailOnline Oct 07
 
        เปลี่ยนอารมณ์มาชมอัลบั้มรักของอดีตหวานใจวัยดรุณที่เติบโตและครองรักยาวนานเกือบ ๘๐ ปี
ทั้งคู่ฉลอง ๕ รอบสมรส(๖๐ ปี) ไปเมื่อปีที่แล้วครับ

         ปี ๑๙๓๐ - หนุ่มน้อย Bill Cocks วัย ๒ ขวบ กับสาวน้อย Jessie Fright วัย ๓ ขวบ
พ่อแม่ของเด็กทั้งสองเป็นเพื่อนสนิท บ้านก็อยู่ติดกันที่ Margate, Kent
        เมื่อโตขึ้นทั้งสองต้องแยกย้ายจากกันไป แต่ยังคงส่งจดหมายรักติดต่อกันทุกวัน
        ทั้งสองหมั้นกันในปี ๑๙๔๗ เมื่ออายุได้ราว ๑๙ ปี


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 37  เมื่อ 06 ส.ค. 08, 15:23

       ๘  พ.ย. ๑๙๔๗ ปีเดียวกันนั้น ทั้งสองเข้าพิธีแต่งงานที่ St Peter's Church ในหมู่บ้าน  St Peter's
ใกล้กับ Broadstairs, Kent 
      ๓ วันหลังพิธีมงคลฝ่ายชายถูกส่งไปปฏิบัติราชการทหารที่เยอรมัน
       ไม่นานนักรักคืนเรือน ทั้งสองครองรักสร้างครอบครัวอยู่ที่ Bishopstoke ใกล้กับ Eastleigh
มีลูกสี่ หลานแปด และ เหลนสาม


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 38  เมื่อ 06 ส.ค. 08, 15:26

          คู่รักยืนยงคงมั่น ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในพิธีฉลอง Queen and Prince Philip's diamond wedding
ที่ Winchester Cathedral ในเดือนพฤศจิกายน ๒๐๐๗


บันทึกการเข้า
Karine!!
ชมพูพาน
***
ตอบ: 130

กำลังค้นหาทางสว่างของชีวิต


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 06 ส.ค. 08, 21:38

ว้าวววว...รักแท้ยืนยาวจริงๆ
เค้าว่ากันว่า คนที่รักกันที่ยืนยาว เพราะความรักแบบบ่าวสาว ได้กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน...
แต่แบบนี้เริ่มจากเพื่อน เป็นความผูกพันธ์ที่นิรันดร์แน่ๆเลย
บันทึกการเข้า

การศึกษาก้าวไกล ประเทศไทยรุ่งเรือง (แต่ตอนนี้ตูรุ่งริ่งชอบกล)
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 05 ก.ย. 08, 10:39

         Edward VIII & Wallis Simpson รักพร้อมยอมสละราชบัลลังก์
               
            วันหนึ่งในเดือนธันวาคมปี 1936 หนังสือพิมพ์ทั่วโลกต่างพาดหัวข่าว พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด
ทรงประกาศสละราชบัลลังก์ หลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ไม่ถึงหนึ่งปี (325 วัน) เพื่อที่จะ
เสกสมรสกับหญิงม่ายชาวอเมริกันผู้ผ่านการหย่าร้างมาหนึ่งครั้งและกำลังดำเนินการหย่าครั้งที่สอง       
              พระองค์ได้พบและคบหาแล้วทรงตกหลุมรัก นางวอลลิส ซิมป์สันมาเป็นเวลา 6 ปี
(ทั้งที่ในขณะนั้นเธอยังไม่ได้หย่าสามีคนที่สอง) ก่อนที่พระองค์ในวัย 42 ชันษาจะเสด็จขึ้นครองราชย์
หลังจากนั้น พระองค์ก็ได้ปรากฏพระวรกายต่อสาธารณชนเคียงคู่นางซิมป์สัน เผยให้โลกได้รับรู้ถึงแรงปรารถนา
ที่จะครองคู่กันโดยไม่หวั่นต่อแรงเสียดทานรอบด้าน
     
             สิ่งที่ต้องสูญเสียไปเพื่อความรักของคู่รักสะเทือนบัลลังก์อังกฤษนี้ ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้ง่ายๆ
สำหรับใครคนอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลชั้นราชวงศ์ลงมาถึงสามัญชนตราบจนทุกวันนี้
           ดังคำตรัสของพระมารดา ควีนแมรีที่ว่า  To give up all this for that.

(คุณ WIWANDA เขียนไว้ว่า
              "ลูกยอมสละทุกอย่างเพื่อแลกกับ..ผู้หญิงพรรค์นี้..เนี่ยนะ??"
ในขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีถึงกับพูดตามอย่างตัวตลกในโรงละคร..ที่ประชดได้อย่างสะใจว่า..
            "เป็นจอมทัพเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินดีๆ ไม่ชอบ..กลับมาชอบ..ตำแหน่งผัวรายที่สามของหญิงเหลือเดน")
             
             สำหรับบางคน นี่คือเรื่องรักแห่งศตวรรษ บางคนเห็นเป็นเรื่องของราชาผู้ปรารถนาจะครองคู่
กับคนรักเหมือนเช่นชายสามัญชนคนหนึ่งที่สามารถทำตามที่หัวใจต้องการ
              แต่นักวิพากษ์บางคนกลับมองพระองค์ว่าเป็น เพลย์บอยเอาแต่ใจตัว ผู้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่จะเป็นคิง

( โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ประทับใจในรักนี้ ครับ แม้ว่าค่าของความรักจะสูงนักเมื่อมองจากสิ่งที่ต้องเสียไป
เพื่อให้ได้ครองรักคู่กัน
              มีภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องรักนี้อยู่หลายเรื่อง นำขบวนโดย Faye Dunaway และ
Ricaherd Chamberlain ใน The Woman I Love (1972)
           ถ้าหากได้ดูอาจจะเกิดความเห็นใจอยู่บ้าง แต่คงไม่เศร้าสะเทือนอารมณ์.. )

เจ้าแม่มินิซีรีส์ Jane Seymour รับบทนางซิมป์สันใน The Woman He Loved


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 41  เมื่อ 05 ก.ย. 08, 10:44

             เริ่มเรื่อง ที่งานประมูลสมบัติล้ำค่า (เหมือนตอนเปิดเรื่องในหนัง Red Violin)

        เดือนเมษายน ปี 1987 ผู้คนประมาณ 1,000 คน ประกอบไปด้วยบุคคลระดับผู้นำประเทศ
คนดัง ดารา มหาเศรษฐี จากต่างเมืองและต่างภาษา ต่างมาชุมนุมกันจนเต็มเต๊นท์ใหญ่ริมทะเลสาบ
กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในงานประมูลสมบัติเครื่องประดับของท่านดยุค(อดีตคิงเอ็ดเวิร์ด) ที่ได้ประทาน
ให้แก่ดัชเชสผู้เป็นที่รัก - วอลลิส ซิมป์สัน
         งานนี้จบลงด้วยยอดประมูลเป็นจำนวนเงินถึงกว่า 50 ล้านดอลลาร์ มอบให้สถาบันปาสเตอร์ ฝรั่งเศส
ตามจุดประสงค์ของดัชเชส
         หนึ่งในผู้ประมูลเป็นสุภาพสตรีจากญี่ปุ่น เธอประมูลแหวนทองคําเกลี้ยงวงหนึ่งไปด้วยราคาสูงถึง
105,000 ดอลลาร์ จนเพื่อนของเธอตกใจถามว่า ทําไมจึงยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อแหวนทองที่ดูธรรมดา
ในราคาที่แพงอย่างนี้ สุภาพสตรีผู้ประมูลตอบว่า
         “เพราะความรักของคิงเอ็ดเวิร์ดที่มีต่อวอลลิสนั้น มีค่า มีความหมายยิ่งนัก”

         พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ในดยุคแห่งยอร์ค(ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ายอร์ชที่ห้า) และ
ดัชเชช (พระนามเดิม Princess Victoria Mary of Teck ต่อมาทรงเป็นพระราชินีแมรี่) ประสูติเมื่อ 23 มิ.ย. 1894
สืบสายพระโลหิตควีนวิคทอเรีย(เป็นพระอัยยิกา)
         พระบิดาทรงเข้มงวด เฉยเมย และไม่ค่อยโปรดเด็กเล็ก พระองค์เคยตั้งข้อสังเกตว่า
          “ทําไมเดวิด(พระนามเล่นของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด) ถึงพูดอยู่ได้ตลอดเวลา...ลูกคนนี้พูดมาก หนวกหู”
           พระราชินีแมรี่ก็ทรงเห็นด้วย “การพูดมากอาจจะเป็นความสุขของเด็ก แต่หม่อมฉันคิดว่าเด็กที่ดีควร
เป็นเด็กเงียบ เรียบร้อย และแข็งแรง”
          (คงจะทรงเชื่อตามคติแต่ดั้งเดิมที่ว่า Children should be seen but not heard.)

          ตั้งแต่ยังเยาว์เจ้าชายทรงรู้สึก"ห่าง" ไม่สนิทกับพระบิดา ทรงหวาดวิตกเมื่อถูกเรียกหาเพราะเกรงว่า
นั่นหมายถึง การเรียกไปเพื่อทำโทษ กับพระมารดาก็มีความห่างอยู่บ้างเช่นกันเพราะทรงได้รับการอภิบาลจาก
คณะพระพี่เลี้ยงเป็นหลัก โดยมีพี่เลี้ยงคนหนึ่งปฏิบัติต่อพระองค์และพระอนุชาถัดจากพระองค์(Prince Albert)
อย่างไม่ถูกต้อง เหมาะสม(abuse) โดยพี่เลี้ยงคนนั้นจะหยิกเจ้าชายก่อนที่จะพาเข้าเฝ้าพระบิดามารดา และ
เมื่อเจ้าชายกรรแสงจ้า ทั้งสองพระองค์ก็จะโปรดให้พี่เลี้ยงพาพระโอรสออกไป
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 05 ก.ย. 08, 10:59

ในบันทึกความทรงจำพระองค์ได้ทรงเขียนถึงพระมารดาอย่างชื่นชมไว้ว่า -

          "Her soft voice, her cultivated mind, the cosy room overflowing with
personal treasures were all inseparable ingredients of the happiness associated
with this last hour of a child's day…
           Such was my mother's pride in her children that everything that happened
to each one was of the utmost importance to her.
         With the birth of each new child, Mama started an album in which she
painstakingly recorded each progressive stage of our childhood".

แต่จากจดหมายที่มีไปยังนางซิมป์สันภายหลังที่พระมารดาสิ้นพระชนม์ ทรงเขียนว่า

             "My sadness was mixed with incredulity that any mother could have been
so hard and cruel towards her eldest son for so many years and yet so demanding
at the end without relenting a scrap.
            I'm afraid the fluids in her veins have always been as icy cold as
they are now in death."       

              แม้พระมารดาจะปฏิเสธทั้งความรักและหญิงคนรักของพระองค์ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นวัตถุพยานถึงความรักและ
ความผูกพันที่พระองค์มีต่อพระมารดาเสมอมาก็คือ สิ่งของส่วนพระองค์ชิ้นหนึ่ง(ที่ได้ถูกนำออกประมูลในเวลาต่อมา)
นั่นคือ ตุ๊กตาเก่าๆ ที่พระมารดาทรงประดิษฐ์ขึ้นประทานให้พระองค์เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ แล้วพระองค์ยังทรงเก็บรักษาไว้
โดยวางบนโต๊ะข้างที่บรรทมเพื่อเป็น good-luck charm
บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 43  เมื่อ 05 ก.ย. 08, 11:03

          ปี 1907 เมื่อพระชนมายุ 12 ชันษา พระองค์ถูกส่งไปรับการศึกษาใน Naval College ที่ Osborne
และ Dartmouth Royal Naval College ในปี 1909 ก่อนที่จะดำรงพระยศเป็นเจ้าชายแห่งเวลซ์ในปี  1911
และสุดท้ายทรงเข้าศึกษkที่ Magdalen College, Oxford University ในปี 1912

          ครั้นสงครามโลกอุบัติขึ้นในปี 1914 เจ้าชายมีพระประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมในสงครามนี้ ทรงถูกส่งไปประจำการ
ในกองทหาร Grenadier Guards ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ในสมรภูมิรบ ทำให้ทรงรู้สึกผิดหวัง แม้ว่าจะได้ทรงแสดง
ความจำนงจะเสด็จไปในแนวหน้าแล้วก็ตาม โดยทรงอ้างว่ายังมีพระอนุชาอีกถึงสี่พระองค์ที่จะสืบทอดเป็นรัชทายาทแทน
พระองค์ได้หากทรงเป็นอะไรไปในสงคราม
            เมื่อเจริญพระชันษาขึ้น ทรงเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม พระพักตร์อ่อนเยาว์ สาวๆ ต่างชื่นชมพระองค์ทั่วทั้งเกาะ
หากแต่พระองค์กลับทรงโปรดสาวที่มีเจ้าของแล้ว หนึ่งนางนั้นคือ Mrs. Winifred ("Freda") Dudley Ward
ที่มีความสัมพันธ์กับเจ้าชายยาวนานถึง 16 ปี
            ในฐานะเจ้าชายแห่งเวลซ์ พระองค์เสด็จไปในที่ต่างๆ ทั้งอาณานิคมนอกอาณาจักร และถิ่นที่ยากไร้ในอังกฤษ
ในขณะเดียวกันก็โปรดที่จะคบหาสมาคมกับพระสหายชนชั้นสูง ร่ำรวย ชีวิตส่วนพระองค์คงวนเวียนอยู่กับงานบอลล์
ค็อกเทลปาร์ตี้ และคันทรีเฮาส์วีคเอนด์ ปรากฏเป็นภาพของเจ้านายทันสมัย "ออกงาน" ซึ่งแตกต่างไปจากรูปแบบเดิมที่
เจ้านายจะเก็บพระองค์อยู่"ข้างใน"


บันทึกการเข้า
SILA
หนุมาน
********
ตอบ: 6197


ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 05 ก.ย. 08, 11:47

ข้อความจากที่คุณ WIWANDA เคยเล่าไว้ มีความว่า

- พระนามเล่นๆ ในครอบครัวนั้น คือ เดวิด.. ที่นำมาจากสร้อยพระนามสุดท้าย..ดังนี้..
HRH Prince Edward Albert Christian George Andrew Patrick David (ชื่อนะเนี่ย)
       พระองค์เมื่ออยู่ในวัยหนุ่ม..นับว่าเป็นเจ้าชายที่ทรงพระสิริโฉมอย่างยิ่ง  พระเกศาสีบลอนด์  พระเนตรสีฟ้า
มีแววอ่อนหวานปนโศกนิดๆ มีเสน่ห์ในองค์เอง ไม่ว่าเสด็จไปไหนผู้คนต่างรักใคร่  เอ็นดู ชื่นชม กับเจ้าฟ้าชายองค์นี้นัก
ยิ่งสาวๆ นั้นไม่ต้องพูดถึง พระองค์ได้ครองใจผู้หญิงทั้งประเทศเลยก็ว่าได้

- หนึ่งในนั้น..คือ สาวร่างป้อม หน้าหวาน..ธิดาของท่านเอิร์ลแห่งสก็อตแลนด์ เธอมีนามว่า..
Lady Elizabeth Angela Marguerite Bowes-Lyon
     จากการที่เป็นลูกสาวเกือบสุดท้อง เลดี้ อลิซาเบธ ได้รับการเลี้ยงดูอย่างทนุถนอมราวกับใข่ในหิน
จนอายุเข้า ยิ่สิบสามปี ยังไม่มีแฟน.. เพื่อนๆต่างก็ออกเรือนกันไปหมดแล้ว เลดี้ อลิซาเบธ ได้พบกับมกุฏราชกุมาร
เจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ เพียงครั้งเดียว ผู้คนก็เริ่มจับตา.. หนังสือพิมพ์ เดลี่ นิวส์ ได้นำข่าวไปลง
ในหน้าซุบซิบไฮโซ

- (หมายเหตุ..ในช่วงที่ควีนมัมเจริญพระชันษามากแล้ว พระองค์เคยเล่าให้นักข่าวฟัง โดยทรงยอมรับว่า..
เมื่อครั้งนั้นพระองค์ก็เป็นคนหนึ่งที่"คลั่ง" ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์เหมือนกับสาวคนอื่นๆทั้งเกาะ และตรัสว่า
"พระองค์น่ะ ดูดีไปหมด" และต่ออีกด้วยว่า.."หมายถึงตอนนั้นนะ" )

- และสาวงามอลิซาเบธคนนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ต้องพระทัยต่อองค์มกุฏราชกุมารสักนิด ในยามนั้น พระองค์ทรงโปรด
แต่หญิงที่มีร่างโปร่งบาง  เข้าข่ายผอมแห้ง แรงน้อย มิหนำซ้ำ..หลังจากที่ได้อภิเษกกับหม่อมวอลลิสแล้ว
ทั้งคู่ยังแอบนินทา เรียกพระราชินีว่า.. แม่คุ๊กกี้ อีกต่างหาก เนื่องจากพระองค์ทรงออกท้วมนิดๆ
และชอบเสวยจุบจิบ

- ต่อมาไม่กี่เดือน คือ เมษายน 1923  เลดี้ อลิซาเบธ ได้ตัดสินใจตกลงยอมแต่งงานกับ เจ้าฟ้าชายอัลเบิร์ต
หรือ "เบอร์ตี้" ดยุค ออฟ ยอร์ค พระอนุชาของเจ้าฟ้าชายเอ็ดเวิร์ด

- นอกเหนือจากการที่จะได้เป็นสมาชิกคนแรกในพระราชวงค์ที่มาจากพื้นฐานของเป็นสามัญชนแล้ว เลดี้ อลิซาเบธ
จำเป็นต้องคว้ารถด่วนขบวนสุดท้ายนี่ไว้ เนื่องจากอายุเริ่มมากขึ้น (สมัยนั้น สาวๆที่มีอายุในวัยทีนก็เริ่มมีคู่หมายกันแล้ว)..
จึงนับว่าเป็นการได้ทั้งเงินและกล่องราวกับรับโชคสองชั้น ส่วนว่าที่พระสวามี..จะหน้าตา"ขึ้นกล้อง"หรือไม่อย่างไร 
ค่อยมาแก้ใขกันทีหลัง

      เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่แปด..ได้ยอมสละราชบัลลังค์เพื่อหญิงที่รักในปี 1936 นั้น..โชคไม่ใช่สองชั้นแล้วสำหรับ
เลดี้ อลิซาเบธ ที่ตอนนั้นดำรงฐานะคือ ดัชเชส ออฟ ยอร์ค เพราะ พระสวามี ดยุค ออฟ ยอร์ค ได้เลื่อนขึ้นมาจ่อ
ครองบัลลังก์ต่อไปจากพระเชษฐา นั่นเท่ากับว่า ดัชเชสกำลังจะกลายเป็นพระราชินีแห่งอังกฤษ ที่มาจากสามัญชน
อย่างนี้ต้องเรียกว่าโชคมหาโชค..


  --- เพิ่มเติมครับ หม่อมวิลลิสเรียก เจ้าหญิงอลิซเบธ(-ควีนอลิซเบธในปัจจุบัน) ว่า Shirley มาจาก
Shirley Temple ดาราเด็กชื่อก้องชาวอเมริกัน แล้วเลยเรียกพระราชินีว่า Mrs. Temple ตามลักษณะรูปร่าง
ของพระองค์ และนอกจาก Cookie แล้วยังมีเรียก The Dowdy Duchess ด้วย ---
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4 5 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 19 คำสั่ง