เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: [1]
  พิมพ์  
อ่าน: 2824 ทะเลแห่งกาลเวลา
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
 เมื่อ 20 มิ.ย. 08, 07:12

ทะเลแห่งกาลเวลา

ใกล้สิ้นสุดวันวารไม่นานแล้ว                   ประกายแก้วแห่งชีวินจะสิ้นแสง
ใบไม้เหลืองคว้างละลิ่วปลิวลมแรง      ตะวันแดงมัวหม่นสนธยา

ปลายเส้นด้ายแห่งชีวามาไขว้พบ      ผูกบรรจบลงตรงนี้ที่ตรงหน้า
เนิ่นนานในเวลาช้ากว่าช้า                    รอเวลาขาดกันในวันคืน

เจ้าปลายไม้ลอยเร่ทะเลกว้าง                    พบปลายไม้อีกข้างกลางเกลียวคลื่น
มาชิดเมื่อใกล้ฝั่งไม่ยั่งยืน                    มิอาจฝืน คลื่นซัด ก็พลัดกัน

ในห้วงแห่งมหรรณพของภพหน้า      หากเรามาพบอีกครั้งบนฝั่งฝัน
คนแปลกหน้าทั้งสองต่างมองกัน       ไม่มีเธอ ไม่มีฉัน อย่างวันนี้

แล้วรอยยิ้มพริ้มเพริศจะเฉิดฉาย      หัวใจแจ่มเจิดประกายพร่างพรายสี
ถึงจำกันไม่ได้ในท่วงที         แต่รู้เธอ..คือคนดีที่รอคอย

May 2008


บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 20 มิ.ย. 08, 08:40

ไม้ท่อนหนึ่ง และไม้อีกท่อนหนึ่ง อาจจะประสบพบกันในห้วงมหาสมุทร แล้วก็จากกันไป ฉันใด,
การมารวมกันของผู้ที่เกิดมาแล้ว ก็ฉันนั้นฯ"

จาก หิโตปเทศ
ของ
"เสฐียรโกเศศ"
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 2  เมื่อ 20 มิ.ย. 08, 08:49

ไปค้นกระทู้เก่าๆ ในเรือนไทย  เกี่ยวกับหิโตปเทศ  เห็นว่ามีคติหลายอย่างน่าอ่าน เลยขอลอกมาให้อ่านกันอีกครั้ง

หิโตปเทศ ดัดแปลงมาจากคัมภีร์ปัญจตันตระของอินเดีย  ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณอายุอยู่ในราวพ.ศ. ๑๒๐๐  แปลเป็นหลายภาษา  ภาษาอังกฤษชื่อว่า Pilpays Fable ค่ะ  แต่ของเสฐียรโกเศศ แปลมาจากฉบับภาษาสันสกฤต

ธรรมดาถิ่นใดไร้นักปราชญ์  ณ ถิ่นนั้นผู้มีปัญญาแต่เล็กน้อยมักยอตัวว่าเลิศ   เปรียบเหมือนในดินแดนอันไร้รุกขชาติ  ชั้นแต่ต้นละหุ่งก็ขึ้นชื่อว่าเป็นไม้ใหญ่
****************************************
"ผู้นี้เป็นพวกเราหรือพวกอื่น?" นี่เป็นปัญหาของผู้มีใจคับแคบ 
ผู้มีใจกว้างขวางย่อมถือว่า ผู้อยู่เหนือพสุธาทั้งหมด เป็นพวกเดียวกัน
********************************************
อันว่าทรชน แม้จะมีความรู้เป็นอาภรณ์  ก็ต้องหลีกเลี่ยงเสียจนพ้น  อย่าได้สมาคมข้องแวะเป็นอันขาด
เปรียบเช่นอสรพิษประดับดวงมณี  เชื่อได้ว่าจะไม่ทำอันตรายละหรือ?
*********************************************
สัตบุรุษ แม้จะโกรธแค้น ก็มิเปลี่ยนกิริยาให้วิกล   
น้ำในสาคร จะเอาฟางติดไฟสุมสักเท่าไร  ก็หาทำให้น้ำเย็นกลายเป็นร้อนไม่
*********************************************
การเข้าเป็นพวกกลมเกลียวกัน จะมีแก่โลหธาตุเพราะธรรมชาติเป็นโลหะเหมือนกันเป็นเครื่องประสาน
จะมีแก่สัตว์จัตุบาททวิบาท เพราะสรีรรูปเป็นเครื่องประสม
จะมีแก่คนโง่เขลา เพราะความขลาดและความโลภเป็นเครื่องชักจูง
จะมีแก่สัตบุรุษเพราะทรรศนะปรีชาเป็นเครื่องสมาน
**********************************************
แม้มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงขณะเดียว  แต่เป็นคนมีชื่อลือขจรในหมู่มนุษย์  ไม่เสื่อมทรามจากความรู้ ความกล้าหาญ และชื่อเสียง  นี้ผู้รู้สรรเสริญว่ามีชีวิตอยู่จริง
*********************************************
สตรีจะงาม เพราะจงรักในสามี   คนอนาถาจะงามเพราะมีความรู้  ผู้ประพฤติพรตจะงาม เพราะขันติ
*********************************************
น้ำในสระ  ร่มเงาไม้ไทร  สตรีลำเพาพักตร์  เรือนที่ก่อด้วยอิฐ เหล่านี้  ในฤดูหนาวอบอุ่น  ในฤดูร้อนก็เย็นสบาย
*********************************************
ทรัพย์ใด เจ้าของเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ ตนเองก็บริโภคอิ่มหนำ  ทรัพย์นั้นจึงเป็นอันนับว่าทรัพย์(เครื่องบำรุงสุข) แท้จริง
*********************************************
มีบุตรที่ฉลาดคนเดียว  ย่อมดีกว่ามีบุตรที่โง่เง่าตั้งร้อยคน
อันว่าดวงจันทร์แม้ขึ้นแต่ดวงเดียว  ย่อมกำจัดความมืดให้ปราศหายไปได้   
แต่ดวงดาวนับร้อย ย่อมไม่อาจจะกำจัดความมืดให้สว่างได้เพียงพอ
******************************************
มีทรัพย์ ๑  ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน ๑  มีภรรยาน่ารัก ๑  มีภรรยาที่มีวาจาสุภาพเรียบร้อย ๑  มีบุตรที่อยู่ในโอวาท ๑  มีความรู้ทำประโยชน์แก่มนุษย์ ๑  เหล่านี้เป็นสิริมงคล ๖ ประการ ในโลก
******************************************
กรรมทั้งมวล ต้องอาศัยความเพียรพยายามจึงสำเร็จ  มิใช่จะเป็นผลได้มาแต่ความตั้งใจดีโดยเฉยๆเท่านั้น 
เปรียบเหมือนสิงโต  ถ้านอนหลับอยู่  ไฉนกวางจะวิ่งแร่ถลันมาสู่ปากเล่า?
******************************************
ถึงผู้ที่โง่เขลาก็อาจจะเป็นที่นับถือในที่ประชุมได้  ถ้าผู้นั้นสวมเครื่องแต่งกายงดงาม   
คงจะมีผู้นับถือผู้ที่โง่เขลานั้น   ตราบเท่าผู้นั้นยังไม่แย้มปากพูดออกมา
*******************************************
ถ้าเสพด้วยคนชั่วอาจจะทำใจให้ชั่วได้  และย่อมประพฤติตนเป็นไปตามที่ได้เสวนะ   
เพราะฉะนั้นถ้าเสพกับผู้ที่ประเสริฐแล้วก็ย่อมประเสริฐตามกัน
*******************************************
วิสัยคนมีปัญญา ย่อมใช้เวลาศึกษาศิลปวิทยาและโคลงฉันท์กาพย์กลอน 
แต่ผู้ที่โง่เขลาย่อมใช้เวลาประพฤติการชั่ว  พอใจแต่กินนอน และก่อการวิวาท
******************************************
ผู้ที่ไม่รั้งสติบังคับใจของตนให้อยู่  จึงจะประพฤติการบุญกุศลเท่าไรๆก็หารับประโยชน์ไม่ 
เสมือนชำระล้างกายช้าง จะถูเท่าไรก็ไม่สะอาด   
ความรู้มีอยู่ แต่ไม่สนใจจะประพฤติตาม 
ก็เหมือนเครื่องอาภรณ์ประดับหญิงที่ทรามโฉม
บันทึกการเข้า
pakun2k1d
พาลี
****
ตอบ: 285


ความคิดเห็นที่ 3  เมื่อ 21 มิ.ย. 08, 09:05

มาขอบคุณอาจารย์ค่ะ  อ่านแล้วให้สติในการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง  ต้องขออภัยเพื่อนร่วมห้องเรียนเรือนไทยด้วยค่ะ  ช่วงนี้ได้แต่ตักตวงอย่างเดียว
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30714

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 25 มิ.ย. 08, 10:39

เอาทะเลในนิราศเมืองเพชร ของสุนทรภู่ มาลงประกอบ
ไม่มีใครบรรยายภาพทะเลได้สวยและชัดเจนเท่านี้
กวีผู้แต่ง ต้องเป็นคนคลุกคลีกับทะเล ถ้าไม่ใช่ชาวเลมาก่อน ก็ต้องท่องเที่ยวทะเลจนรู้จักคุ้นเคยดี
เป็นคนที่มีความสุขเมื่อเห็นทะเล  บรรยายเหมือนเห็นเพื่อนเก่า


จนเรือออกนอกอ่าวดูเปล่าโว่ง                    ทะเลโล่งแลมัวทั่ววิถี
ไม่เห็นหนสนธยาเป็นราตรี                          แต่ลมดีดาวสว่างกระจ่างตา
สำรวลรื่นคลื่นราบดังปราบเรี่ยม                   ทั้งน้ำเปี่ยมป่าแสมข้างแควขวา
ดาวกระจายพรายพร่างกลางนภา                  แสงคงคาเค็มพราวราวกับพลอย
เห็นปลาว่ายกายสล้างกระจ่างแจ่ม                แลแอร่มเรืองรุ่งชั้นกุ้งฝอย
เป็นหมู่หมู่ฟูฟ่องขึ้นล่องลอย                        ตัวน้อยน้อยนางมังกงขมงโกรย
ชื่นอารมณ์ชมปลาเวลาดึก                           หวนรำลึกแล้วเสียดายไม่วายโหย
แม้นเห็นปลาวารินจะดิ้นโดย                         ทั้งลมโชยเฉื่อยชื่นระรื่นเย็น
จะเพลินชมยมนาเวหาห้อง                           เช่นนี้น้องไหนเลยจะเคยเห็น
ทะเลโล่งโว่งว่างน้ำค้างกระเซ็น                     ดูดาวเด่นดวงสว่างเหมือนอย่างโคม
จะเปรมปรีดิ์ดีใจมิใช่น้อย                              น้องจะพลอยเพลินอารมณ์ด้วยชมโฉม
โอ้อายจิตคิดรักลักประโลม                           ทรวงจะโทรมตรงช่องปากคลองโคน
ด้วยมืดค่ำสำคัญที่นั่นแน่                               เรียกแสมตายห่าพฤกษาโกร๋น
ลำพูรายชายเลนดูเอนโอน                            วายุโยนยอดระย้าริมสาคร
หิ่งห้อยจับวับวามอร่ามเหลือง                        ดูรุ่งเรืองรายจำรัสประภัสสร
เหมือนแหวนก้อยพลอยพรายเมื่อกรายกร         ยังอาวรณ์แหวนประดับด้วยลับตาฯ 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.031 วินาที กับ 19 คำสั่ง