เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9
  พิมพ์  
อ่าน: 64838 ตำนานนักกลอน
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 90  เมื่อ 16 ต.ค. 08, 22:32

มาอ่านงานของ นิรินธน์  ศรีรักษา อีกชิ้นครับ งานกลอนชิ้นนี้อาจจะยาวหน่อย แต่อ่านแล้ว
ผมรู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว เลยขอคัดมาเผยแพร่ด้วยครับ

ลำนำจาก....."มะลิป่า"

คืนพระจันทร์เต็มดวงบนห้วงหาว
มะลิขาวบานไสวใกล้บ้านป่า
ซึ่งกำลังชูช่อลออตา
แข่งกับกลิ่นดอกหญ้านานาพันธุ์

บนเนินดินผืนน้อยมีรอยแต้ม
หญ้าปรกแซมเบาบางกีดขวางกั้น
เมื่อราหูเข้าข่มอมพระจันทร์
มะลิขาวดอกนั้นเริ่มสั่นเทา

ยางจากกิ่งรินไหลเมื่อใกล้สาง
แว่วเสียงครางระงมแรงลมเป่า
แมลงหวี่แห่งสังคมผมดอกเลา
กำลังเฝ้าดื่มดอมหลอมดวงไฟ

กับหยาดฝนบางบางระหว่างถ้ำ
เริ่มชุ่มฉ่ำแผ่นพื้นการลื่นไหล
ในความหนาวเกี่ยวกระชับอย่างจับใจ
ความเคลื่อนไหวลึกซึ้งส่งถึงกัน

สว่างโรจน์โชติช่วงในห้วงนึก
วัดความลึกเคลื่อนไหวดวงใจสั่น
ปรารถนาเดินเรียบและเฉียบพลัน
ไฟสวรรค์แผดเผาในเตาทิพย์

อย่างอ่อนโยนคุกคามตามสภาพ
และเอิบอาบรสลิ้นกินดื่มจิบ
อัตราเร่งแห่งหัวใจไหวระยิบ
ล่องลอยลิบเลือนลางอย่างซาบซึ้ง

เกือบจะถึงจุดหมายอยู่หลายครั้ง
การหยุดยั้งรอไว้การไปถึง
โดยพร้อมเพรียงกับเวลาอันตราตรึง
ในที่ซึ่งเป้าหมายสุดสายธาร

แล้วบทเพลงจากสวรรค์ก็พลันจบ
สุขสงบเงียบงันจุดบรรสาน
การรอคอยดวงไฟในดวงมาน
ช่างเนิ่นนานที่สุด คนจุดไฟ.......

มะลิขาวดอกหนึ่งซึ่งไร้กลิ่น
เริ่มโบยบินจากก้านสู่บ้านใหม่
การเดินทางต่างถิ่นแผ่นดินไกล
สู่กลิ่นไออาภาและอาภรณ์

เงาลางลางสถานที่อันลี้ลับ
ความย่อยยับโหดเหี้ยมถูกเสี้ยมสอน
เป็นมะลิร้อยมาลัยดับไฟร้อน
ในสังคมสำส่อนอย่างเสรี


ด้วยราคาแพงมากจากบ้านป่า
ค่อยลดลงด้วยราคาค่อนข้างถี่
กลีบเริ่มด้านก้านเริ่มดำคร่ำราตรี
อยู่ที่นี่หรือที่ไหนไม่สำคัญ


มะลิยังเดินทางไปข้างหน้า
ในอัตราร้อนแรงแฝงรอยฝัน
ยิ้มสดใสโหยหาใต้ตาวัน
เพื่ออะไร...เพื่อใครกัน...วันยาวนาน...........

การเดินทางช่วงสุดท้ายในสายหมอก
ทุกระลอกลมหายใจวาบไหวหวาน
คลับคล้ายเป็นภาพฝันเมื่อวันวาน
มองเห็นบ้านแต่ไกลในสายตา

กลีบดอกนิ่มริมทางบางระยับ
ยิ้มต้อนรับการเยือนเพื่อนร่วมป่า
"....เอ็งทุกข์สุขอย่างไรไปใหนมา
ไม่เห็นหน้านึกหวั่นอันตราย...."

"ข้าเดินทางไปที่โน่นโพ้นขอบฟ้า
ไร้ต้นไม้ใบหญ้าข้าเหนื่อยหน่าย
ป่าคอนกรีตสับสนคนมากมาย
ข้าถูกขายเป็นสินค้าในป่าคน"

"เอ็งช่างเก่งช่างกล้าสารพัด
อยู่ป่าชัฏรับรองไม่หมองหม่น
ฟังเขาว่าคนที่นั่น (ปัญญาชน)
พวกข้าบ่นถึงเอ็งไม่เว้นวัน"

".......ข้ากลับมาวันนี้สู่ที่พัก
ด้วยความรักแผ่นดินถิ่นสุขสันต์
ความหลังข้าหากมีบ้าง ช่างหัวมัน
ข้าจะเป็น (ดวงจันทร์) แต่วันนี้......."

นิรินธน์  ศรีรักษา
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 91  เมื่อ 17 ต.ค. 08, 16:11

ศิริวรรณ  ชลธาร  นักกลอนหญิงฝีมือดีจากเมืองตรังอีกคนหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงมาในช่วงไล่เลี่ยกับกวีซีไรท์
จิรนันท์  พิตรปรีชา ปัจจุบันเธอก็ยังรับราชการในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ที่จังหวัดตรัง

มาอ่านกลอนที่ถือว่าเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปของเธอชิ้นหนึ่งครับ

เพลงหนาว...ที่กันตัง

เรือตังเกเร่กลับฝั่งอีกครั้งหนึ่ง
ความคิดถึงเอ่อปริ่มอยู่ริมฝั่ง
โดยกลีบของมาลีนาม...ศรีตรัง
ซ่อนความหวังความหมายกับสายน้ำ

สบตากับดาวรายที่ปลายฟ้า
ซุกซบหน้าซานซมกับลมค่ำ
เมื่อบทเพลงกล่อมใบไม้ให้ร่ายรำ
ฟ้าสีก่ำเริ่มจางสีเป็นสีเทา

หัวใจเคยร่อนเร่ทะเลกว้าง
ยิ่งเหว่ว้างกับการคอยอย่างหงอยเหงา
เพลงหนาวที่กันตังยังซึมเซา
ไม่มีเงาเพื่อนใจมาใกล้ชิด

ลำน้ำตรังคืนนี้ไม่มีแก้ว
วันจะแผ่วน้ำตาเพื่อนสนิท
เงาสีดำคลุมคลี่ทางชีวิต
ด้วยความคิดเหงาหงอยและน้อยใจ

หนาวอารมณ์บ่มน้ำตาคนอาภัพ
แอบซุกหลับเร้นรอยหมองแอบร้องไห้
ปิดดวงตาว้าเหว่...ร่อนเร่ไป
กว้างและใหญ่...ฟ้าสีคราม...น้ำทะเล

ดาวรุ่งหรี่แสงจางหว่างใจหวั่น
ซึ่งความฝันจะเลือนล่มกลางลมเห่
หนาวเพลงหนาวทีกันตังยังรวนเร
ไม่อยากเร่ไกลฝั่งอีกครั้งเลย


ศิริวรรณ  ชลธาร
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 92  เมื่อ 17 ต.ค. 08, 16:12

มาอ่านกลอนแนวหวานปนเศร้าของเธออีกชิ้นครับ

เพลงดวงดาว

สร้อยดวงดาวโยงระย้ากลางฟ้าหม่น
เพลงเริ่มต้นคืนหนาวเริ่มผ่าวแผ่ว
พรายระยับดวงดาวส่องพราวแพรว
ลำนำแว่วจากที่นี่ไปที่ไกล

โดยเทพแห่งดอกไม้สายน้ำผึ้ง
สบตาซึ้งแหนหวงดาวดวงใหม่
ระยับดาวพราวกระจ่างอยู่กลางใจ
อวลกลิ่นไอดอกไม้จากสายลม

หวิวและว้างคว้างเคว้งตามเพลงกล่อม
พรายดาวล้อมแววระยับหลับตาข่ม
เลือนบทเพลงแห่งน้ำตาและอารมณ์
น้ำค้างพรมคือน้ำมนต์จากคนธรรพ์

หนาวและหนาวสายลมแอบห่มเนื้อ
หนุนอกเอื้อต่างหมอนขวัญอ้อนขวัญ
ดับลมหนาวพราวพรายคืนไร้จันทร์
อุ่นรักอันอวลไอไว้ไม่คลาย

เพลงดวงดาวกระซิบแผ่วจากแนวฟ้า
กล่อมนิทราคนอ่อนแอคนแพ้พ่าย
ซุกหน้านอนเวียนซับความอับอาย
คนเดียวดายฝันคว้างคืนข้างแรม

สร้อยดวงดาวโยงระย้ากลางฟ้าหม่น
น้ำตาคนหมางหมองอาบสองแก้ม
สะท้อนแสงดาวจับอยู่วับแวม
น้ำค้างแกมน้ำตาทอพร่าพราย

ศิริวรรณ  ชลธาร
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 93  เมื่อ 18 ต.ค. 08, 14:27

วันก่อนผมนั่งเปิดสมุดเล่มเก่าที่เคยจดกลอนบางบทที่ชื่นชอบเอาไว้ มาสะดุดใจกับกลอน 2 บทนี้ครับ

เดือนเพ็ญ....
ถึงไม่เด่นเดือนจ๋าอย่าร้องไห้
ใครเขาลืมเลือนห่างก็ช่างใคร
ง้อทำไมเมฆกลับกลอกแกล้งหลอกเชย

น้ำตาอุ่นอาบนองสองแก้มฉัน
ก็หัวอกเดียวกันแหละเดือนเอ๋ย
เคยทุกข์ครองหมองหม่นจนเกินเคย
อย่ากลัวเลยดวงเดือน.....เราเพื่อนกัน

จากกลอนชุด แด่เดือน ของ ประภาศรี  สุดบรรทัด

ผมมานั่งนึกตั้งนานว่าเคยอ่านเจอที่ไหน ทราบแต่ว่าผู้แต่งคือ ศ.ประภาศรี (สุดบรรทัด) สีหอำไพ
เป็นอดีตนักกลอนเก่าที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ อีกท่านหนึ่ง

วันนี้ช่วงเช้ามีโอกาสค้นลังเก็บเอกสารเพื่อหาเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่ง เลยได้เจอเอกสารที่เคยถ่ายสำเนา
จากหนังสือรวมกลอนของ ๑๒ นักกลอนหนุ่มสาว (ในปี ๒๕๐๖ นะครับ) ชื่อหนังสือว่า "รุ้ง" เลยรู้ว่า
ผมจดกลอนชุดข้างบนมาจากหนังสือเล่มนี้นี่เอง

เลยถือโอกาสคัดงานของนักกลอนท่านนี้มาฝากไว้ในตำนานนักกลอนด้วยครับ 

"......ซึ้ง......"

ตามองตาตาจึงตะลึงจ้อง
เพราะเจ้าของตามองสองความหมาย
คู่หนึ่งแข็งแรงกล้าทอดท้าทาย
ส่วนอีกฝ่ายปรายสบแล้วหลบเลย

ใจหนึ่งชินชาสิมิรู้สึก
คิดไม่ลึกนึกไม่ถึงจึงเมินเฉย
สบคนโน้นสบคนนี้ที่คุ้นเคย
แล้วเอื้อนเอ่ยคำ--มิตร--ปิดทางรัก

ใจหนึ่งคิดพิศซึ้งจึงเพลินอยู่
ต่างประตูดูหัวใจให้ประจักษ์
ฝืนทิฏฐิมิแยแสแต่ยากนัก
เพียงพบพักตร์ผ่านเผินยังเพลินมอง

ชีวิตเราเราลิขิตมีอิสระ
ไร้พันธะใดจะเข้าเป็นเจ้าของ
ชีวิตเขาเขาก็ชื่นคนอื่นครอง
แบ่งเป็นสองทางแยกจึงแยกทาง

ซึ้งสายตาพาสายใจใยดีต่อ
ซึ้งเมื่อก่อเกิดเกินจะเมินหมาง
ซึ้งเพราะคิดถึงอยู่มิรู้จาง
เธอคิดบ้าง สักครึ่ง ก็ซึ้งพอ

ประภาศรี  สุดบรรทัด
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 94  เมื่อ 18 ต.ค. 08, 14:30

มาอ่านกลอนของท่านอีกชิ้นครับ

รอยลา

รอยยิ้มเยือนเหมือนสัญญาการลาจาก
รอยยิ้มฝากยากจะเลือนไม่เหมือนก่อน
รอยยิ้มเศร้าแทรกอาลัยใส่อาวรณ์
ใจรอนรอนรับยิ้มกว่าอิ่มรอย

ภาพฟางฝ้าน้ำตาปรอยค่อยค่อยหยาด
สองมือปาดยิ่งหยาดหยดมิลดถอย
ชีวิตใช่ความฝันอันเลื่อนลอย
น้ำตาย้อยยิ้มยังยลคนมันเคย

เธอดิ้นพราดขาดใจไปต่อหน้า
เสียน้ำตาไปบ้างพอวางเฉย
รู้นี่รู้อยู่เพื่อจากไม่อยากเลย
ยิ้มเย้ยเย้ยหยันชะตาไม่น่าทำ

มือกระชับจับกระชั้นสั่นไม่นับ
เขย่ารับรอยลากว่าจะหนำ
อัดอั้นอึงตะลึงเฉยสุดเอ่ยคำ
เป็นความจำภาพสุดท้ายก่อนกายไกล

ฟ้ายังกว้างทางยังก้าวจากคราวนี้
คงจะมีสักวันพบกันใหม่
ตายังช้ำชอกอยู่บ้างช่างปะไร
ประทับใจเอิบอิ่มรอยยิ้มลา

ประภาศรี  สุดบรรทัด
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 95  เมื่อ 20 ต.ค. 08, 23:17

แววตา  สีมานันท์  นักกลอนรุ่นแรก ๆ ของชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ อีกท่านหนึ่ง จบจากคณะอักษรศาสตร์
เมื่อปี ๒๕๐๗ นักกลอนในสมัยนั้นเอ่ยถึง แววตา ว่าเขียนกลอนอ่อนหวานกระจุ๋มกระจิ๋มเหมือนนิสัยและ
บุคลิก เย็บปักถักร้อยได้ดีเท่า ๆ กับเขียนกลอน

มาอ่านกลอนของเธอกันดีกว่าครับ

มาลัยดอกรัก

พวงมาลัย......จะลอยร้างห่างไปหนใดหนอ
ล่องละลิ่วปลิวฟ้ามาเคียงคลอ
ให้ข้าพอชื่นจิตนิดเป็นไร

" เอ้อระเหยลอยมาเวลาค่ำ
ฟังพี่ร่ำเจรจาอย่าสงสัย
พี่รักพี่จึงตามแม่ทรามวัย
หวังดวงใจแม่ตาคมไว้ชมเชย
"

สาวชะม้ายชายตาร้องว่า " พี่
มาเซ้าซี้น่าอายพี่ชายเอ๋ย
อย่าโป้ปดลดเลี้ยวเกี้ยวน้องเลย
น้องไม่เคยพบเห็นดอกเช่นนี้ "

" เอ้อระเหยลอยล่องท่องทุกถิ่น
พี่เจนจบจนสิ้นเจียวสาวศรี
มาจอดรักฝากใจให้คนดี
ไม่ลอยลี้ลับแล้วละแก้วตา
"

สาวสะเทิ้นเมินมองพร้องคำหวาน
" ขอดวงมานน้องนี้หรือพี่ขา
นี่มาลัยรักร้อยสร้อยอุรา
ฝากพี่ยาแทนหทัย...ชื่นใจพอ "

พวงมาลัย.....
" หอมระรื่นชื่นใจกระไรหนอ
ลอยละลิ่วปลิวฟ้ามาเคียงคลอ
พี่จดจ่อรักน้องเจ้าของเอย
"

แววตา  สีมานันท์
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 96  เมื่อ 20 ต.ค. 08, 23:19

มาอ่านงานกลอนของเธออีกชิ้นครับ

ซึ้ง....

โอ้เสียงปี่ครวญคร่ำร่ำไห้หวน
ยิ่งฟังชวนหวิวไหวหัวใจหวาม
สำเนียงออดฉะอ้อนสั่งให้ฟังความ
กระซิบตามลมมาด้วยอาทร

" ป่านนี้แก้วแววตาคนน่ารัก
คงซบพักตร์พริ้มหลับอยู่กับหมอน
โถ...แก้มยังเปื้อนน้ำตาคงอาวรณ์
มาเถิดอรพี่จะรับซับให้พลัน

ด้วยจุมพิตฝากสายพระพายพลิ้ว
ล่องละลิ่วมาประทับเพื่อรับขวัญ
ถึงตัวไกลเกินกว่าจะพบกัน
แต่ใจมั่นมอบไว้ให้ทั้งดวง

ที่พลัดพรากจากกันทุกวันนี้
ใจยังปรี่เปี่ยมรักทั้งห่วงหวง
อยากกลืนแก้วเข้าไว้เสียในทรวง
เพื่อพ้นปวงกรรมวิบากที่พรากเรา

แต่ทำได้เพียงฝากวากย์วจี
กับเสียงปี่กล่อมใจพอคลายเหงา
ความคิดถึงแก้วนั้นมิบรรเทา
ยิ่งวันเศร้าใจขมตรมฤดี

เฝ้าแต่เร่งสุริยาให้ลาลับ
แล้วคืนกลับมาใหม่ให้เร็วรี่
เมื่อไหร่หนอตาวันผ่านผันปี
จะคืนสู่ขวัญพี่มิรอรา "

โอ้เสียงปี่ระรี่ไกลไปทุกหน
สงสารคนเพ้อรักเสียหนักหนา
เราเดียวดายไกลมิตรชิดอุรา
จึงน้ำตาคลอคลองทั้งสองนัยน์

แววตา  สีมานันท์
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 97  เมื่อ 26 ต.ค. 08, 19:53

แพรวพรรณ อุดมธนะธีระ ก้าวสู่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เมื่อปี ๒๕๑๔
และเป็นอีกหนึ่งนักกลอนแห่งชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ

แม้ว่าเธอจะเขียนงานหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น กลอนเปล่า เรื่องสั้น แต่ผลงานด้านกลอน
ก็สร้างชื่อเสียงให้เธออย่างมาก จนได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมเป็นนักกลอนสดในรายการ
ชิงชัยถ้วยพระราชทานของ ส.จ.ม. อีกคนหนึ่ง

มาอ่านงานของเธอกันครับ 

ความหลังที่แม่ปิง

ฝังใจกับภาพพิมพ์ที่ริมเขื่อน
รอยยิ้มเยือนทักทายในความเหงา
แสงแดดส่องจัดจ้าทาบฟ้าเทา
ระบายเงาเลื่อมลายบนสายน้ำ

แม่ปิงกว้างยาวไกลออกไปมาก
เก็บใจฝากมานานจนหวานฉ่ำ
กลับมาเยือนทุกครั้งฝังใจจำ
ถึงกลิ่นร่ำดอกรักที่หักลง

ยังคงเงียบ ยังคงเหงา ในเงาบ่าย
มันท้าทาย มันเย้ย ครั้งเคยหลง
หัวใจที่เคยคิดจะทรนง
ไม่มั่นคงได้สักทีเหมือนที่คิด

แม่ปิงยังขลังมนต์เหมือนคนเก่า
มาก็เหงาให้ภาพฝันมันสะกิด
ความหลังที่รุนแรงมันแผลงฤทธิ์
รอยแผลพิษมันนานจนป่านนี้

อยู่ที่ไหนไปที่ไหนก็ใจหาย
มันวาบวายหวนคะนึงถึงที่นี่
แล้วก็เก็บความหม่นไหม้ไว้ทุกที
ประสาคนเจ็บที่ไม่มีใจ

มาดูกลีบรักเกลื่อนริมเขื่อนแก้ว
จวบจนแนวแดดอ่อนสะท้อนไหว
ดอกรักคว้างปลิวว่อน,ใบซ้อนใบ
จมดิ่งในความหมองของแม่ปิง

แพรวพรรณ  อุดมธนะธีระ
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 98  เมื่อ 26 ต.ค. 08, 19:58

ผมขอยกงานของ แพรวพรรณ อุดมธนะธีระ มาให้อ่านอีกชิ้นแล้วกันนะครับ

จุดดับ

ฟ้าที่โค้งลงต่ำ-น้ำกับฟ้า
อยากรู้ว่าสุดลงที่ตรงไหน
หัวใจมันทะยานอยากจากหัวใจ
ถึงความฝันซึ่งมันไม่เคยได้มี

ธารทะเลปริ่มน้ำเมื่อยามค่ำ
ฟ้าสีดำหว่านฟ้ามาถึงนี่
แวมดาวหม่นภาพพิมพ์ริมนที
เมื่อดนตรีชาวเรือมันเฝือนัก

ลมทะเลเห่คลื่นคืนวันก่อน
พัดมาย้อนในกมลคนอกหัก
คลื่นม้วนตัวห่มหัวใจให้หยุดพัก
มันสำลัก, อดทนจนเจียนตาย

เรือลำนี้ แล่นผ่านธารชีวิต
ทุกความคิดเร่งรุดสู่จุดหมาย
สัมผัสน้ำ, สัมผัสฟ้า, ดาราราย
แต่ก็คล้ายหลงทางหว่างน้ำวน

มันออกมาไกลมากไกลจากฝั่ง
ทุกทุกครั้งอาศัยดาวสีขาวหม่น
หัวใจที่หวาดฝันมันทุกข์ทน
เมื่อหยาดฝนหนาวสะท้านคลี่ม่านมา

โอ้เรือเร่ เร่ไปถึงไหนหนอ
ใจมันท้อ มันขลาด ความปรารถนา
ฟ้าที่โค้งลงต่ำ-น้ำกับฟ้า
ได้รู้ว่าจะไม่มีในชีวิต

แพรวพรรณ  อุดมธนะธีระ

บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 99  เมื่อ 04 พ.ย. 08, 15:55

นำเสนอนักกลอนจากฝั่งวรรณศิลป์จุฬาฯ มาหลายท่านแล้ว กลัวฝั่งท่าพระจันทร์จะน้อยใจ
ในตอนนี้จึงขอยกผลงานกลอนจากฝั่งวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ มานำเสนอบ้างครับ

รณ  นราลักษณ์
ถือเป็นสมาชิกชมรมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ยุคแรกๆ (ประมาณปี ๒๕๐๕ - ๒๕๐๖)
ถ้าจะนับรุ่นน่าจะไล่เลี่ยกับ จินตนา ปิ่นเฉลียว แห่งฝั่งวรรณศิลป์จุฬาฯ

มาอ่านกลอนของ รณ  นราลักษณ์  ดีกว่า ผมขอคัดมาฝากไว้ในตำนานนักกลอนสัก ๒ ชิ้นครับ

เชิญซี...โชค

รุ้งแค่คืบ
จรัสรายสายสืบพันหลืบหล้า
สีใสสดงดงามที่ตามมา
คือสัญญายื่นหวังก่อนพังภินท์

ก่อนเคยพ้อต่อชะตาเมื่อฟ้าหมอง
ทุกข์ปิดป้องผองพลังและหวังสิ้น
ทุกข์กระหน่ำย้ำผลาญสายธารจินต์
ทุกข์ข่มวิญญ์ราวแกล้งดูแรงใจ

ต่อนี้เชิญชะตาลองมาเหยียด
รุ้งที่เสียดฟ้าเด่นนั่นเห็นไหม
แม้คืบหนึ่งพึงรอดูต่อไป
เพราะมันใช่หยุดสืบแค่คืบนั้น

สีทั้งเจ็ดเกล็ดรุ้งครอบคุ้งฟ้า
แต้มนภาพิไลเกินใครสรรค์
แต่ละสีที่ประดับสลับชั้น
เรียงลดหลั่นฉันเฉิดแลเพริศพราย

ฟ้าเคยชืดมืดหม่นหลังฝนแล้ว
พลันผ่องแผ้วเพราะรุ้งรุดนำจุดหมาย
รวมพลังหวังไปกับใจกาย
ร่วมเรียงสายศรัทธ์ธรรมนำประทาน

ถ้าสมองสองแขนขาดไม่อาจสู้
เชิญทุกข์ลู่ชีพลงอย่าสงสาร
ริดพลังหวังจินต์ให้สิ้นมาน
เชิญทุกข์ลาญชีพลงเป็นผงคลี

แต่หากหวังยังมั่นมันสมอง
พลังครองคงกายไม่หน่ายหนี
รวมมนัสศรัทธาแกร่งกล้านี้
ร่วมราวีกับโชคในโลกทราม

เชิญซีโชคโขกสับให้ยับอีก
ถ้าทุกข์หลีกข้าก็จะขอหยาม
ไม่เก่งจริงยิ่งใหญ่แต่ในนาม
จะให้ขามอีกครานั้นอย่าคิด

รณ  นราลักษณ์
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 100  เมื่อ 04 พ.ย. 08, 15:56

มาอ่านกลอนของ รณ  นราลักษณ์ อีกชุดครับ

มนุษย์-สัตว์

....มนุษย์
เราวางจุดสำคัญที่มันสมอง
ส่วนส่ำสัตว์จัดไว้ให้เป็นรอง
ตามทำนองของชีวิตเกิดผิดกัน

พวกสัตว์ต้องต่อสู้เพื่ออยู่รอด
จิตจ่อจอดขจัดทุกข์เพื่อสุขสันต์
ถึงสิ้นคิดทฤษฎีของชีวัน
แต่สัตว์นั้นสู้เพื่อสิทธิไม่ผิดคน

ต่างเกิดมาหน้าที่สืบชีวิต
ไม่เห็นแปลกแผกผิดหวังผลิตผล
เพื่อแพร่พันธุ์เพิ่มพูนตระกูลตน
ตั้งอยู่บนรากฐานสันดานเดียว

กามารมณ์เหนือจิตชีวิตผอง
ถึงคนต้องเกาะแก่นกามแน่นเหนียว
ศีลธรรมกำหนดคนลดเลี้ยว
ให้ข้องเกี่ยวกันลับตาดับอาย

แต่ทว่า...หน้าที่อื่นถูกยื่นให้
คั้นหัวใจบีบชนม์สิทธิคนสลาย
ยอมถูกย่ำเหยียบหัวเยี่ยงวัวควาย
จนตัวตายยอมต่อไป...มิใช่คน

รณ  นราลักษณ์
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 101  เมื่อ 11 พ.ย. 08, 20:38

ประยอม  ซองทอง อีกหนึ่งศิลปินแห่งชาติที่ทุกท่านรู้จักกันดี ผมคงไม่ต้องเกริ่นอะไร
เกี่ยวกับท่านมากนัก คงคัดกลอนของท่านนำเสนอไว้ในตำนานนักกลอนสัก ๒ ชิ้น

มาอ่านชิ้นแรกกันเลยครับ

อรุณรุ่งริมฝั่งกก

ในความหนาวเยือกยะเยียบเฉียบสำนึก
แรกรู้สึกเสียงจ้าไก่ป่าขัน
แว่วดุเหว่าเร้าสำเหนียกเพียกไพรนั้น
ก่อนตาวันแหวกม่านหมอกมามอง

รื่นลมเช้าเรไรกลิ่นไม้ป่า
วักน้ำใสไล้หน้าขวัญอย่าหมอง
อธิษฐานผ่านนทีธารสีทอง
ให้พานพ้องภาพพิศอิฏฐารมณ์

เสียงโห่รับนกร้องดังก้องป่า
บอกอำลาราตรีที่สุขสม
ด้วยแรงถ่อหลายถ่อรอระดม
แพไม้ไผ่ไล่ลมริ้วริ้วมา

โอ้ป่าเขาลำเนาไพรเมืองไทยเอ๋ย
ทุกครั้งเคยสงบสันติ์สุขหรรษา
แต่อดีตนับนิรันดร์เช่นนั้นมา
เป็นศรัทธาสีทองของคนไทย

แม่น้ำกกวกไหลวนไปทั่ว
ผ่านหมอกมัวทุ่งกว้างและป่าใหญ่
กระซิบฝากรัก-หวังริมฝั่งไป
กระทั่งในอนาคตจงงดงาม

ขอความงามทั้งสิ้นแผ่นดินนี้
อย่าให้มีเลือนพรากจากสยาม
เป็นเมืองไทยแสนสงบสบสมนาม
เพื่อคงความเป็นไทยไปนิรันดร์

ประยอม  ซองทอง
พฤษภาคม ๒๕๑๘
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 102  เมื่อ 11 พ.ย. 08, 20:40

มาอ่านงานของ ประยอม ซองทอง อีกชิ้นครับ

คิดถึง

แทบร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงบ้าน
ที่จากมาแสนนานเพราะขวัญเสีย
บ้านของฉันถูกไฟไหม้ลามเลีย
ใครจะเขี่ยผงเขม่าที่เข้าตา

วันแห่งความเยาว์วัยอันใหลหลง
ฉันเคยแนบหน้าลงราบพงหญ้า
ฟังนกเขาคูเคล้าริมราวนา
หอมกลิ่นดอกไม้ป่ามารวยริน

ควันไฟลอยอ้อยอิ่งทิ้งชายไร่
ไก่ป่าคุ้ยขุยไผ่แล้วผกผิน
ฝนชะช่อมะม่วงกรายกรุ่นไอดิน
ว่าวตุ๊ยตุ่ยดุ่ยดิ้นบินฟ้อนฟ้า

เคยเข้าป่าหาหน่อไม้ใบผักหวาน
สิ้นสายฝนชะลานเก็บเห็ดป่า
ป่ายปีนเก็บมะขามหวานกลางลานนา
ยามดอกจานบานจ้าเริ่มหน้าร้อน

กลางเปลวแดดแผดพริบระยิบไหม้
วันหนึ่งไฟไหม้ลามตามไม้ขอน
แล้วแลบเลียเคลียประกายปรายดงดอน
พอไฟฟอนจึ่งซึ้งค่า...น้ำตาริน...

'ผักหวานงาม มะขามหวาน ข้าวสารขาว
ผู้สาวสวย คนรวยธรรม'...ย้ำถวิล
โอ้คืนวันอันสงบนอนซบดิน
อยู่หรือสิ้นแล้วสมญา...แห่ง 'นาแก' ?

ประยอม  ซองทอง
ตุลาคม  ๒๕๑๘
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 103  เมื่อ 21 ก.ย. 09, 15:40

ไปขุดกรุ  พากระทู้นี้ขึ้นมาอีกครั้ง  
เพราะเสียดายถ้าจะปล่อยให้จบไว้ค้างๆคาๆ แค่นี้
นักกลอนที่กลายเป็นตำนานของวงกวี   ส่วนใหญ่วางมือกันหมดแล้ว
ที่ยังมีผลงานสม่ำเสมอในหน้าหนังสือ   เหลืออยู่  3 คน คือเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  ประยอม ซองทอง(ราตรี ประดับดาว)  และอดุล จันทรศักดิ์(อัคนี หฤทัย)
ทั้งสามท่านในวันนี้  ล้วนเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์

ขอคัดผลงานในปัจจุบัน  มายืนยันถึงคำว่า กวีฤๅแล้งแหล่งสยาม
 
ผู้จัดการออนไลน์ 6 กันยายน 2552 10:13 น.
 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000102710
 
 
พระวิหาร ประหาร @ โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 
  @ พระวิหาร ประหาร @
      
       @ ปางเมื่อ พระวิหารบุราณบุรม
       ทลายถล่มศรัทธามหาสถาน
       เอาศรัทธามหาชนบันดลดาล
       มาประหารศรัทธาประชาชน
      
       มรดกแผ่นดินอจินไตย
       พ้นวิสัยสำแดงแสวงผล
       ควรแก่ค่าสักการะพระภูวดล
       มิใช่ค้นขุดควักลาภสักการ
      
       มิใช่เครื่องต่อรองสนองโลภ
       ลาภละโมบทรัพยามหาศาล
       ถึงร่ำรวยล้นฟ้าสุธาธาร
       สุดท้ายเหลือแค่วิหารลานศิลา
      
       ควรแต่สังเวชนียสถาน
       เตือนเหล่ามารกาลี พวกผีบ้า
       ให้นอบน้อมถ่อมตนพ้นมายา
       อย่าเป็นเหยื่ออัตตาเข่นฆ่ากัน
      
       จงปราสาทพระวิหารประหารโหด
       ล้างโขมดโมหา พวกตาหัน
       จงโยงยุคอารยะ ณ ปัจจุบัน
       จงสัมพันธ์ ขะแมร์ – ไทย ไพบูลย์เทอญฯ
      
       เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
       พ.๒/๙/๕๒.
        
 
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 30598

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 104  เมื่อ 21 ก.ย. 09, 15:43

http://www.naewna.com/news.asp?ID=179538
รักเมืองไทย (กวีวิพากษ์)   

 "พ่อของผมเคยเป็นทูตอยู่ที่นี่

เราจึงมีความผูกพันและรักใคร่

รักประเทศนี้ยิ่งอย่างจริงใจ

เป็นห่วงใยชาติแสนดีนี้เรื่อยมา

ทั้งพ่อผม-แม่ผมและตัวผม

น้องหญิงชายสนิมสนมรักนักหนา

พ่อของผมเฝ้าใกล้ชิดปิ่นราชา

ทั้งผู้นำที่ใครว่า "เผด็จการ"

ท่านนั่นคือจอมพล ส.ธนะรัชต์

นักปฏิวัติผู้เด็ดขาดยอดทหาร

แต่รักชาติอย่างมีปฏิภาณ

เรียกใช้งานนักปราชญ์ที่มีภูมิรู้

ถึงวันนี้ที่มีคนอวดเอ่ยอ้าง

ว่าต้องสร้าง"ประชาธิปไตย"ให้เลิศหรู

อ้างสีเสื้อเพื่อชุมนุมต้มคนดู

แท้ต่อสู้เพื่อประโยชน์คนคนเดียว

คนที่ย่ำทำลายระบบรัฐ

แอบประพฤติปฏิบัติเชิงชาญเชี่ยว

สั่งสมพลังพรรคพวกไว้ให้กลมเกลียว

เพื่อเกาะเกี่ยวกับประโยชน์โภชผลตน

คือทางลัดสู่อัครมหาเศรษฐี

กล้ากอบโกยโดยวิถีที่ฉ้อฉล

"คอร์รัป"เชิงนโยบายได้แยบยล

ร่ำรวยเร็วเหลือล้นพ้นประมาณ

อย่างทรัพย์สินที่รัฐ "อายัด"ไว้

เพียงน้อยนิดปิดส่วนใหญ่มหาศาล

ถามว่ามาจากไหนในผลงาน

หรือจากการ "เบี่ยงเบนอธิปไตย"

ที่จับได้ไล่ทันนั้นก็มาก

แต่หลายหลากที่ยังสืบค้นไม่ได้

ที่ซุกซ่อนนอกประเทศอีกเท่าใด

น่าสงสารประเทศไทยที่ถูกโกง

โดยผู้นำของประเทศดุจเปรตหิว

ผู้พลิกพลิ้วดั่งปีศาจผีตายโหง

แสนห่วงหนักพวกรากหญ้ามาผูกโยง

ถูกหัวขวดหมวดเด็กโค่งหลอกโกงฟรี... "

โอ้ฝรั่งยังรักหวงห่วงเมืองไทย

ผิดทาสเงินเพลินจัญไรหัวใจผี

อ้างเรื่องเก่าเผาบ้านเมืองเฟื่องคดี

เมื่อไรหนอ "ธรณีสูบ" พวกมัน!!!


ราตรี ประดับดาว 
 
วันที่ 20/9/2009
[/color]
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.045 วินาที กับ 19 คำสั่ง