เรือนไทย
ยินดีต้อนรับ ท่านผู้มาเยือน
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ข่าว: การแนบไฟล์ กรุณาใช้ชื่อไฟล์ภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 9
  พิมพ์  
อ่าน: 66260 ตำนานนักกลอน
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 60  เมื่อ 01 ก.ย. 08, 21:18

บทกลอนอีกชุด เป็นสำนวนชนะเลิศ "ลอยลำไปกับเรือเพลง ครั้งที่ ๔" เมื่อ ๒๘ ธ.ค. ๒๕๐๖ ให้แต่งภายในเรือ
(จำกัดเวลา) กรรมการตัดสินคือ อำนวย  สุขเจริญ , สมประสงค์  สถาปิตานนท์ , วิจิตร  ปิ่นจินดา , สวัสดิ์
ธงศรีเจริญ และนรี  นันทวัทน์

ลอยลำไปกับเรือเพลง

"เพลงความสุข" กังวาลใสไม่ขาดเสียง
ในเรือเพียงสวรรค์ล่องท่องน้ำกว้าง
แต่ใจเราเริ่มบรรเลง "เพลงรักร้าง"
เพราะขาดคนร่วมทางเหมือนอย่างเคย

ดูทิวทัศน์ริมทางอ้างว้างเหลือ
คนในเรือเล่าเกินทักมิตรรักเอ๋ย
ล้วนแปลกหน้าท่าทางวางเฉยเมย
เรือล่องเลยใจยิ่งร้างขวัญคว้างรอ

เคยสบตาตาสองเราจ้องสบ
จะไม่พบอีกหรือไรโอ้ใจหนอ
ตาเราเอ๋ยต้องแอบไว้น้ำใสคลอ
เกรงจะส่อความนัยให้อายคน

เรือเพลงล่องก็ยังรู้สู่หนไหน
แต่ใจเราล่องไปไม่รู้หน
ฝั่งรักสินับจะร้างห่างกมล
ยังสู้ทนฝากหวังจอดฝั่งใจ

ปิ่นฤทัย  รวิปรีชา  ๒๕๐๖
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 61  เมื่อ 05 ก.ย. 08, 22:23

กลอนสำนวนต่อไป เป็นสำนวนชนะเลิศ " ลอยลำไปกับเรือเพลง ครั้งที่ ๗ " เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๑๐
ซึ่งเป็นผลงานของ วรา จันทกูล

ลำนำแห่งเจ้าพระยา

ล่องไปในสายน้ำและความหวัง
แว่วแว่วฟังฟองคลื่นฟื้นคำขาน
หอมบุปผาราตรีเมื่อคลี่บาน
ปลุกวิญญาณเจ้าพระยาขึ้นมาเยือน

คืนหนาวเย็นเพ็ญจันทร์อันไพจิตร
เคลิ้มเคลิ้มคิดคล้ายคล้ายภาพรายเลื่อน
ในฝันพร่าฟ้าพริ้มพิมพ์ดาวเดือน
มาตามเตือนใจตื่นจนตื้นตัน

ภาพวัดวาอารามตามริมฝั่ง
พระปรางค์ตั้งตรงสู่ประตูสวรรค์
เสมือนถูกทอดทิ้งให้นิ่งงัน
คอยคืนวันเวลามาทำลาย

โอ้ เมืองพุทธศาสนาเคยปรากฎ
รุ่งเรืองรสธรรมรัตน์จรัสฉาย
อย่าได้เป็นเช่นคำพุทธทำนาย
ขอเห็นชายผ้าเหลืองพระเรืองรอง

ภาพคืนที่ลอยกระทงทรงประทีป
สว่างชีพชื่นชมเชิญลมล่อง
สวยกระทงอธิษฐานส่งธารทอง
เดือนสิบสองแสงเดือนงามเตือนใจ

นี่นับวันจะวังเวงเพลงเรือเห่
เสื่อมเสน่ห์ประเพณีศรีสมัย
เพลงดอกสร้อยสักรวาฝากอาลัย
จะเลือนไกลไปจนสุดอยุธยา

ภาพวังเวียงเรียงตลอดยอดปราสาท
สวยประกาศศิลปกรรมอันล้ำค่า
โอ้ สยามงามระยับรองรับฟ้า
ภาวนาอย่าให้ยับเพราะรับคน

ล้วนต่างเชื้อต่างชาติศาสนา
ต่างภาษาแทรกสลับมาสับสน
ความโอ่อ่าอารยะที่ปะปน
จะซึมจนสายเลือดไทยเหือดลง

โอ้ เพลงแห่งความห่วงความหวงแหน
จงกล่อมแผ่นดินสยามพ้นความหลง
ร่ายมนต์รักแรงร่วมรวมเผ่าพงษ์
ให้มั่นคงสามัคคีเหมือนสี่แคว...


ริ้วเส้นไหมสายหมอกระลอกเรื่อย
ลมหนาวเฉื่อยโชยน้ำค้างคลี่ร่างแห
ห่มหัวใจเจ้าพระยา...หรี่ตาแล
ความเปลี่ยนแปรเป็นไปอย่างใจเย็น


วรา  จันทกูล   ๒๕๑๐
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31012

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 62  เมื่อ 08 ก.ย. 08, 08:00

ไม่ได้ยินชื่อ วรา จันทกูลมานานมากแล้ว   อ่านกลอนแล้วนึกถึงฝีมือนักกลอนรุ่นเก่า ที่ให้ความสะเทือนอารมณ์จากวรรณศิลป์
ได้ข่าวคราวบ้างไหมคะ คุณจอมยุทธฯ

ผู้อ่านท่านหนึ่งจากอีกเว็บ  ไปเปิดกรุวรรณศิลป์จุฬา    ส่งกลอนสมัย ๒๕๑๐ กว่าๆมาให้
บทนี้ไม่รู้ว่าฝีมือใคร  เธอไม่ได้จดไว้
เดาว่า เป็นสุรศักดิ์ ศรีประพันธ์ แต่ไม่ใช่ของ "ธารี"

ถ้าเปรียบเธอเป็นทะเลเสน่หา
มีดวงตาแวววาวดุจดาวเหนือ
ตัวของฉันเร่เลื่อนลอยเหมือนเรือ
ยังชีพเพื่อพบเธอเสมอมา

แสนสงสารเข็มทิศชีวิตฉัน
มิอาจหันเหให้เรือใกล้ท่า
หากดาวเหนือมิเอื้อแววโอ้แก้วตา
แอบมองฟ้าแอบฝันหวั่นฤดี

โอ้ใจเอ๋ยมิอาจหักความรักหลง
เกรงแหลกลงไร้สง่าสิ้นราศี
ใจฉันคงพังภินท์หมดชิ้นดี
หากคนที่กู้ภัยมิใช่เธอ
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 63  เมื่อ 09 ก.ย. 08, 21:33

ช่วงนี้คงขอคัดกลอนของนักกลอนรุ่นเก่าอีกท่านหนึ่งมาให้อ่านกัน นักกลอนท่านนี้คือ ถาวร  บุญปวัตน์

ฉันเสียใจ

อยากสอยดาวพราวพร้อยเป็นสร้อยศอ
อยากจะทอใยแขเป็นแพรสี
แต่เป็นเพียงภาพสร้างอย่างกวี
จึงสุดที่เสกสรรค์กำนัลเธอ

อยากจะร้อยสร้อยทองเป็นของขวัญ
อยากกำนัลแพรสีที่ขายเกร่อ
แต่เป็นคนจนยากกว่าหลากเกลอ
เกินบำเรอขวัญได้สมใจรัก

อยากประดิษฐ์คิดร้อยสายสร้อยเศร้า
สาวใยเหงาใยหงอยมาร้อยถัก
เป็นรูปพจน์บทกลอนสุนทรลักษณ์
เธอคงจักขำเยาะเพราะค่าไร้

มีเพียงรักสีมุกด์คราวขุกเข็ญ
พอร้อยเป็นสร้อยศอคล้องคอให้
พร้อมกับความหวังดีที่เปี่ยมใจ
ทอแทนไหมแพรห่มกันลมลวง


คนดี
รู้ไหมที่ฉันเร้นความเป็นห่วง
ซึ่งเคยเลวเหลวไหลเกินใครปวง
เหมือนไม่ห่วงเธอนั้น...ฉันเสียใจ

ถาวร  บุญปวัตน์
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 64  เมื่อ 09 ก.ย. 08, 21:41

ตอบคุณเทาชมพูครับ

สำหรับ วรา จันทกูล ยังอยู่ในวงการกลอนครับ และอาจพบผลงานท่านบ้างจากหน้ากวีในในหนังสือรายสัปดาห์
เช่น มติชนสุดสัปดาห์ ครับ


ผู้อ่านท่านหนึ่งจากอีกเว็บ  ไปเปิดกรุวรรณศิลป์จุฬา    ส่งกลอนสมัย ๒๕๑๐ กว่าๆมาให้
บทนี้ไม่รู้ว่าฝีมือใคร  เธอไม่ได้จดไว้
เดาว่า เป็นสุรศักดิ์ ศรีประพันธ์ แต่ไม่ใช่ของ "ธารี"

ถ้าเปรียบเธอเป็นทะเลเสน่หา
มีดวงตาแวววาวดุจดาวเหนือ
ตัวของฉันเร่เลื่อนลอยเหมือนเรือ
ยังชีพเพื่อพบเธอเสมอมา

แสนสงสารเข็มทิศชีวิตฉัน
มิอาจหันเหให้เรือใกล้ท่า
หากดาวเหนือมิเอื้อแววโอ้แก้วตา
แอบมองฟ้าแอบฝันหวั่นฤดี

โอ้ใจเอ๋ยมิอาจหักความรักหลง
เกรงแหลกลงไร้สง่าสิ้นราศี
ใจฉันคงพังภินท์หมดชิ้นดี
หากคนที่กู้ภัยมิใช่เธอ


อันนี้ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นผลงานของนักกลอนท่านไหนเหมือนกันครับ
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 65  เมื่อ 10 ก.ย. 08, 22:25

วนิดา  สถิตานนท์  หรือ "นิด" เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับ แรมจันทร์  อัฎฐมาศ และ มะเนาะ  ยูเด็น  ที่อักษรศาสตร์ จุฬา
อดีตเคยทำงานที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจนถึงระดับผู้บริหารระดับสูง
และผลงานทางด้านกวีของเธอก็พบเสมอจากอนุสาร อ.ส.ท.

มาอ่านงานของเธอสักชุด จากผลงานสมัยเก่า ๆ ของเธอ ที่ขอบันทึกไว้ในตำนานนักกลอน ครับ

เด็กเท้าเปลือย

วิทยาลัยใหญ่กว้างอยู่กลางทุ่ง
แนวโค้งรุ้งคุ้งสรวงคือปวงสาร
มีลมแดดแผดกล้าเป็นอาจารย์
ไม่ต้องอ่านเขียนท่องแต่ต้องทำ

ภูมิศาสตร์อาจรู้ดูจากฟ้า
ฝนจะมาพายุครวญหรือจวนค่ำ
จะหนาวแล้งแจ้งหมดโดยจดจำ
เมฆขาวดำนั้นนองผองดาวเดือน

มีสังคีตดีดพรมคือลมแผ่ว
วิหคแว่วกวีวรรณนั้นคงเหมือน
เสียงไก่ก้องร้องกู่คือครูเตือน
มิให้เบือนเชือนเฉยละเลยงาน

ชีววิทยาพฤกษาศาสตร์
ธรรมชาติวาดทางวางรากฐาน
มีหรีดหริ่งกรีดดังเป็นกังวาน
มีนาหว่านการไถไว้ทดลอง

เคยลอดซุ้มพุ่มไม้รายรอบข้าง
เมื่อฟ้ากว้างต่างลานงานฉลอง
ปุยเมฆพริ้วปลิวทาบอาบเปลวทอง
แทนไฟส่องระบายรายทิวทอง

เพื่อนสนิทมิตรสหายควายทุยเผือก
ไม่เคยเลือกเกลือกร่างอย่างใหลหลง
ฟางทุกเส้นเป็นขวัญที่มั่นคง
ทอดตาลงตรงไหนล้วนมวลเพื่อนตาย

จากเด็กเท้าเปล่าเปลือยที่เหนื่อยล้า
อยู่กลางนาฝ่าแดดแผดเป็นสาย
แล้วยิ่งยงองอาจสมชาติชาย
จิตและกายคล้ายเป็นส่วนมวลทิวทัศน์

ถือปริญญาสุขสันต์เป็นบัณฑิต
คือมี "สิทธิ์" คิดงามตามถนัด
และมี "ศักดิ์" รักแนบแอบมนัส
โลกซื่อสัตย์ของเจ้าเด็กเท้าเปลือย

วนิดา  สถิตานนท์
บันทึกการเข้า
เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 31012

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 66  เมื่อ 10 ก.ย. 08, 22:53

ได้กลอนของ อดุล จันทรศักดิ์ มาจากหนังสือรวมกลอนเก่า ชื่อ อารมณ์
เมื่อปี 2507  มีบทนี้รวมอยู่ด้วย
ตอนนั้น ท่านอยู่ปี 1 ก็อายุประมาณ 18 ปี

กัปตันเรือผุ

ระหว่างน้ำกับฟ้าคลื่นบ้าคลั่ง                             ฝั่งกับฝั่งกว้างไกลเกินไปถึง
เรือบอบบางถูกฉุดให้หยุดตรึง                           ถ้าดื้อดึงคงสะบั้นลงทันใด

ชีวิตเราคล้ายเรือหางเสือผุ                               สู้พายุรอบด้านอย่างหวั่นไหว
กลางทะเลเหว่ว้าทอดอาลัย                              หมดแรงใจสิ้นหวังซังกะตาย

กัปตันคือเธอผู้กู้เรือนี้                                       ไว้ก่อนที่เรือจะแหลกสลาย
ด้วยศรัทธากล้าแกร่งด้วยแรงกาย                       แทนความหมายจากจิตเป็นนิจมา

จนกัปตันเข้าประจำเรือลำใหม่                            ก็หลบหลี้หนีไกลความใฝหา
ทิ้งเรือน้อยลอยลำกับน้ำตา                                ทะเลบ้าเริ่มคลั่งอีกครั้งแล้ว

เรามองเห็นขอบฟ้ากว้างกว่าเก่า                         แต่ไร้เงารังรองซึ่งผ่องแผ้ว
และคล้ายกับเข็มทิศชี้ผิดแนว                             เรือจึงแน่วสู่ทิศมืดมิดนั้น

คือที่ไร้แสงพราวของดาวเหนือ                           เราเหมือนเรือร่อนเร่ทะเลฝัน
คงอับปางเพราะร้างรักลงสักวัน                          เมื่อกัปตันไม่ยอมตายพร้อมเรือ                         
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 67  เมื่อ 14 ก.ย. 08, 21:33

ถึงตรงนี้ ผมขอนำบทกลอนซึ่งต่อมาได้นำมาใส่ทำนองเป็นบทเพลง มานำเสนอครับ

 จากเจ้าพระยา...ถึงฝั่งโขง

ไม่มีภาษาใดที่ในโลก
บรรยายโศกอกเราได้เศร้าเหมือน
เท่าน้ำตาพร่าอาบซับภาพเลือน
เก็บไว้เตือนใจว่า...แสนอาวรณ์

โอ้หวิวหวิวพริ้วแผ่วแล้วก็หาย
ฟังคล้ายคลัายเสียงฟ้ามาหลอกหลอน
ฟังคล้ายคล้ายเสียงลมพรมพริ้ววอน
เป็นบทกลอนว่ารักอยู่ทุกครู่ยาม

" แม้อยู่ห่างต่างถิ่นแผ่นดินไหน
ถ้าวันใดคิดถึงถิ่นแผ่นดินสยาม
จงมองดาวพราวพร้อยลอยฟ้างาม
เพราะทุกยามฝากใจไว้กับดาว "

ดังสำเนียงเสียงเพื่อนเตือนมาว่า
ทุกเวลาห่วงหวงกับห้วงหาว
คืนฟ้าหมองดาวอับแสงวับวาว
แต่ยังพราวโชติช่วงในดวงใจ

คือสำเนียงเสียงสั่งถึงฝั่งโขง
ผ่านรอบโค้งฟ้ากว้างสว่างไสว
เคลียสายลมพรมอุ่นละมุนละไม
เหมือนเสียงไห้เจ้าพระยา...พารัญจวน


โอ้หวิวหวิวพริ้วแผ่วแล้วก็หาย
น้ำตาพรายพร่าหลั่งยังไห้หวน
อยู่แผ่นดินถิ่นใดดวงใจครวญ
ไหลย้อนทวนความเศร้าเจ้าพระยา

สนธิกาญจน์  กาญจนนาสน์  ๒๕๑๐

บทกลอนชุดนี้ตรงที่เป็นสีน้ำเงิน ต่อมาได้นำมาใส่ทำนองเป็นบทเพลงที่ชื่อว่า จากเจ้าพระยา...ถึงฝั่งโขง
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 68  เมื่อ 14 ก.ย. 08, 21:36

 เจ้าพระยาราตรี

เจ้าพระยาราตรีคลี่ม่านแก้ว
นวลจันทร์แวววาววับสลับสวย
คลื่นน้อยน้อยเลี้ยวลดระทดระทวย
ลมระรวยร่ายร่ำอยู่ร่ำไป

น้ำค้างค่ำฉ่ำชื้นสะอื้นหล่น
หนาวเหน็บจนกายสั่นทรวงหวั่นไหว
แว่วเพลงหวนครวญหามาไกลไกล
เสนาะในลำนำหวนคำนึง

ละอองหมอกขาวล่องลอยฟ่องคว้าง
คิดยิ่งอ้างว้างจิตยิ่งคิดถึง
หนาวอารมณ์ข่มจิตพิษรักตรึง
จากคนซึ่งกำลังไกลจากใจจำ

ธัญญา  ธัญญามาศ  ๒๕๐๗

สำนวนนี้เป็นสำนวนชนะเลิศ จาก "ลอยลำไปกับเรือเพลงครั้งที่ ๔"  ๑๙ ธันวาคม ๒๕๐๗
ได้รับรางวัลจาก "ดัทสัน บลูเบิร์ด" หนึ่งพันบาท และได้รับเกียรตินำไปใส่ทำนองเพลงอีกโดย แก้วฟ้า
กรรมการตัดสินคือ "อิงอร" "แก้วฟ้า" , ชอุ่ม ปัญจพรรค์ , ลมูล อติพยัคฆ์ และเสถียร วีรกุล
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 69  เมื่อ 14 ก.ย. 08, 21:39

หยดน้ำเจ้าพระยา

จากหยดน้ำหยดน้อยหลายร้อยหยด
รวมกันหมดเป็นมหาชลาใส
จากปิงวังยมน่านผ่านมาไกล
แล้วรวมไหลกันเข้าเป็นเจ้าพระยา

คือสายเลือดร่วมไหลไทยทั้งชาติ
รวมน้ำใจใสสะอาดศาสนา
รวมภักดีสูงส่งองค์ราชา
รวมศรัทธาในเสน่ห์ประเพณี

เจ้าพระยาเรื่อยไหลไม่รู้สร่าง
ไหลแผ่กว้างคว้างไปในทุกที่
โอบถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงชีวี
รวมฤดีไทยผองเกี่ยวคล้องกัน

จากหยดน้ำหยดน้อยหลายร้อยหยด
จึงปรากฎเป็นมหานทีขวัญ
ขอความรักเรารวมร่วมผูกพัน
นานเท่าวันเจ้าพระยาไหลบ่านอง

ศิริพงษ์  จันทร์หอม

กลอนชุดนี้เป็นกลอนประกวดรางวัลชนะเลิศจากเรือเพลง เงินรางวัล ๑,๐๐๐ บาท โดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน
เป็นกรรมการตัดสินชี้ขาด และได้นำมาใส่ทำนองเพลงในเวลาต่อมา
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 70  เมื่อ 22 ก.ย. 08, 14:42

ผมห่างหายไปหลายวันเนื่องจากมีภาระต้องไปทำงานต่างพื้นที่ ๑ อาทิตย์เต็มๆ

ตอนนี้กลับมากรุงเทพแล้ว จึงขอบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับนักกลอนและบทกลอนที่น่าจะหาอ่านได้ยากในปัจจุบันต่อครับ

ในช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๗ ชมรมวรรณศิลป์ สจม. ถือเป็นที่ชุมนุมของกลุ่มนักกลอน
หนุ่มสาวที่มีชื่อเสียงในสมียนั้นแห่งหนึ่ง หลายท่านยังมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่เป็นที่
รู้จักมากนัก เพราะอาจจะร้างลาจากวงการกลอนไป

ปราโมทย์ สันตยากร ที่เป็นนักกลอนที่โดดเด่นของรั้วสีชมพู-จุฬาลงกรณ์ ในสมัยนั้นอีกคนหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน
อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ตรงนี้ผมขอนำงานของนักกลอนท่านนี้มานำเสนอสัก ๒ ชิ้น ครับ

สำนึกสุดท้ายของคนทรนง

ฉันมาดูดวงดาวคราวย่ำค่ำ
ริมลำน้ำซึ่งไม่เคยไหลกลับ
เพชรน้ำค้างพร่างใสไหวระยับ
จูบประทับใบไม้ใกล้ลำธาร

เหงาที่สุดเมื่อห่างเธออย่างนี้
ยากนักที่จะดับพิษคิดถึงบ้าน
จำทุกถ้อยอำลา คำสาบาน
บอกกับเธอฉันต้องการความมั่นใจ

จะเก็บความอ่อนแอแค่วันนั้น
เพื่อเริ่มวันต่อสู้อย่างผู้ใหญ่
เธออาจต้องทรมานนานเกินไป
แต่ขอให้เชื่อมั่นฉันสักคราว

หากพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ที่ฝันถึง
คือสิ่งซึ่งเกินรอต่อความสาว
บอกฉันเถิดฉันพร้อมยอมปวดร้าว
ต่อช่วงก้าวห่างไกลจากใจเธอ

ด้วยศักดิ์ศร้ลูกผู้ชายหวังไว้ว่า
จะกลับมาเพื่อมิให้ใครรอเก้อ
นำทุกความปรารถนามาปรนเปรอ
(คอยพิสูจน์ข้อเสนอ, ถ้าเธอรอ)

กับรอยเท้าไกลกันวันละก้าว
เธอเหน็บหนาวเหนื่อยหน่ายมากไหมหนอ
ฉันอ่อนแอเกินจะไปให้ตัดพ้อ
ขอโทษต่อผู้ซึ่งฉันผิดสัญญา

ดาวเอ๋ยดาวย่ำค่ำ ย้ำว้าเหว่
คนร่อนเร่ปวดร้าวหนาวซบหน้า
สงสารแต่เธอผู้อยู่โพ้นฟ้า
ไม่รูว่าคนทะนงล้มลงแล้ว

ปราโมทย์  สันตยากร
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 71  เมื่อ 22 ก.ย. 08, 14:45

มาอ่านงานของ ปราโมทย์  สันตยากร อีกชิ้นครับ

ปราการศพ

อ่อนโยนแห่งละอองหมอกจูบดอกไม้
ความเงียบไล้โลมป่าเมื่อฟ้าสาง
ลำแรกของแสงตะวันอันเลือนลาง
โอบทุกร่างที่เรียงรายชายป่านั้น

ตัดภาพสู่เช้าวันก่อนอย่างอ่อนไหว
เด็กหนุ่มในท้องนาลาความฝัน
พบชีวิตแอบแฝงแรงกดดัน
และมืออันหยาบกร้านของการรบ

ข้าวที่ขายไม่พอค่าเช่านาเขา
ชีพว่างเปล่าหดหู่ไม่รู้จบ
หน่ายการรอโชคชะตาลอยมาพบ
เบื่อการทบเท้าท่องลานท้องนา

เมตตาธรรมคือฝันอันเร้นร้าง
หยาดน้ำกลางทะเลทรายหาง่ายกว่า
สังคมมีช่องว่างกว้างสุดตา
เหมือนแผ่นฟ้าไกลมากจากผืนดิน

เหงื่อ น้ำตา ราคาถูกในยุคเลือด
และจุดเดือดกลางใจดับไม่สิ้น
นกพิราบมิกล้าถลาบิน
ชวนถวิลสังเวชเศษชีวิต

สงครามหรือ สันติภาพทาบผืนหล้า
ชีพชาวนาก็ถูกย่ำอย่างอำมหิต
เป็นคนเพื่อคนอื่นขื่นความคิด
ไม่มีสิทธิ์เห็นวันอันชื่นตา

ปราการแห่งซากศพก่ายทบซ้อน
หรีดอาทรถูกวางกลางผืนป่า
วังเวงคำสดุดีเอื้อนลีลา
กล่อมคนกล้าซึ่งตายเพื่อนายทุน

ปราโมทย์  สันตยากร
บันทึกการเข้า
กุ้งแห้งเยอรมัน
แขกเรือน
สุครีพ
******
ตอบ: 1573



ความคิดเห็นที่ 72  เมื่อ 22 ก.ย. 08, 15:10

ขอบคุณคุณjomyutmerai ที่นำบทกลอนของคุณปราโมทย์มาให้อ่าน ตอนนี้ทราบว่าปฏิบัติธรรมอยู่ และเป็นระดับครูเลย คนรู้จักในนามหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชชา
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 73  เมื่อ 23 ก.ย. 08, 10:39

ขอบคุณ คุณกุงแห้งเยอรมันครับ ทีให้ข้อมูลเพิ่มเติมของ ปราโมทย์  สันตยากร

มาถึงนักกลอนจากชมรมวรรณศิลป์ สจม. อีกท่านหนึ่งครับ

อุบล  เพชรหนู เป็นนักกลอนหญิงจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และเป็นหัวหน้าทีมกลอน
ชมรมวรรณศิลป์ สจม. ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ที่พาทีมชนะเลิศได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระศรี
นครินทราบรมราชชนนี ในการแข่งขันร้อยกรองสดระหว่างสถาบัน

ตรงนี้ผมขอคัดผลงานกลอนของเธอมานำเสนอ ๒ ชิ้นครับ

หนาวน้ำป่า

ประกายแก้วแตกซ่านที่บ้านป่า
ท่องลงมาในความหนาวสีขาวหม่น
อ้อมป่าเขาพริ้วกระจายสายน้ำวน
นำทุกข์ท้นกลบระแหงแห่งดินดอน

เกลียวคลื่นคลั่งหลั่งไหลไปเบื้องหน้า
โพ้นชายป่า-บ้านของฉันเมื่อวันก่อน
ปลุกชีวิตขื่นขมให้ตื่นนอน
ซับความร้อนโดยน้ำหนาวขาวละไม

แพรดอกท้อกลีบหมองท่องน้ำหลาก
ซึ่งเปิดฉากเยาะย้ำเสียงร่ำไห้
เสียงโหยหาอาวรณ์ก่อนสิ้นใจ
ซ่านอยู่ในแววตาที่พร่าพราย

ฉันลงลุยน้ำป่าฝ่าคลื่นคลั่ง
คลื่นน้ำหลั่งหลากไหลไม่ขาดสาย
รับเพื่อนฉันส่งยังฝั่งสุดท้าย
รับเรือนกายเปียกชื้น เจ็บตื้นตัน

ไกลเหลือเกินไกลมากจากที่นี่
ไกลเกินที่จะหาใครไปปลอบขวัญ
แมร้องขอหรือเงียบเหงาก็เท่ากัน
สู้เก็บกลั้นน้ำตามาเนิ่นนาน

ฉันลงลุยน้ำป่าประกายแก้ว
เหนื่อยนักแล้วการรอให้น้ำใจผ่าน
หอมเอยหอมดอกท้อช่อแรกบาน
เอื้อรสหวานจูบร่ำ วันอำลา

อุบล  เพชรหนู
บันทึกการเข้า
jomyutmerai
อสุรผัด
*
ตอบ: 51

ทำงาน


ความคิดเห็นที่ 74  เมื่อ 23 ก.ย. 08, 10:42

มาอ่านงานของ อุบล เพชรหนู อีกชิ้นครับ

ศรีตรัง

ศรีตรังได้โรยใบลงในป่า
ขณะฟ้าสีขาบเริ่มอาบแสง
เมื่อทุกอย่างได้เริ่มต้นจนเปลี่ยนแปลง
วันป่าแล้งป่าจึงเหงาเฝ้าแต่รอ

สีสันป่าคือใบไม้หลายหลายสี
ขณะที่คอยดอกไม้ให้ชูช่อ
คอยใบเขียว ยอดอ่อนแตกซ้อนกอ
ช่วยเติมต่อชีวิตใหม่ให้อีกครั้ง

วันอ้างว้างคว้างไหวใบไม้ร่วง
ปลิดความห่วงโหยไห้ในหนหลัง
ซบพื้นดินรอยระแหงที่แห้งกรัง
เหมือนวาดหวังแล้วร่ำลาอย่างอาลัย

ศรีตรังเป็นต้นไม้ในป่าร้อน
ธรรมชาติคือช่างอ้อนและอ่อนไหว
เมื่อหนาวหน่อยก็ผลิดอกและออกใบ
เปลี่ยนแปลงไปทั้งชอกช้ำก็จำยอม

ฉันเป็นต้นศรีตรังที่ยังอ่อน
ถูกไฟร้อนเพราะอับจนคนถนอม
สลัดใบทับถมฉันตรมตรอม
ป่าแวดล้อมคือป่าดำไกลลำน้ำ

ใบเล็กเล็กบอบบางเกลื่อนทางแล้ว
สัมผัสแผ่วสายลมรื้นมาชื่นฉ่ำ
หอบความเย็นช่วงสุดท้ายชายป่าดำ
กล่อมความช้ำให้สงบกับศพตน

อุบล  เพชรหนู
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 9
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006, Simple Machines
Simple Audio Video Embedder

XHTML | CSS | Aero79 design by Bloc หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.066 วินาที กับ 19 คำสั่ง